Skip to main content

อ้ายจงเล่าจีน : สงครามการค้าจีน - อเมริกา สงครามที่ไม่มีใครเป็นผู้ชนะที่แท้จริง

13

 

TEXT : อ้ายจง

 

    ย้อนกลับไปเมื่อปี 2017 หรือ 2 ปีที่แล้ว โดนัด์ ทรัมป์และคณะทำงาน
ของเขาในฐานะรัฐบาลใหม่ของสหรัฐอเมริกา ได้เริ่มนโยบาย ‘America First อเมริกาต้องมาก่อน’ ตามที่เคยได้ประกาศไว้ตั้งแต่หาเสียงเลือกตั้ง นโยบาย
ของทรัมป์ข้อนี้ มุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาการขาดดุลการค้าของอเมริกาที่มีต่อประเทศคู่ค้าประเทศอื่น


อจ1

 

 

    โดยเฉพาะ ‘ประเทศจีน’ ซึ่งทรัมป์มองว่า ในแต่ละปี อเมริกาใช้จ่ายไปกับการนำเข้าสินค้าจากจีนในมูลค่าที่สูงกว่าสินค้าที่อเมริกาส่งออก จึงขาดดุลติดต่อกันมานานหลายปี ตั้งแต่ก่อนที่เขาจะเข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดี ดังนั้นเขาจึงประกาศจุดยืนว่า “อเมริกาต้องมาก่อน สร้างงานสร้างอาชีพภายในอเมริกาให้มากที่สุด ขณะเดียวกันก็ลดการจ้างหรือนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศให้น้อยลงที่สุดเท่าที่จะทำได้” และนี่คือจุดเริ่มต้นของสงครามการค้าจีน - อเมริกา ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลกในขณะนี้

    “กำแพงภาษีสินค้านำเข้าอันแข็งแกร่ง : ป้อมปราการสำคัญของอเมริกาในสงครามการค้า”

 

    เมื่อทรัมป์ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า  อเมริกาขาดดุลการค้ากับประเทศคู่ค้ามาโดยตลอด โดยเฉพาะจีน ทรัมป์จึงริเริ่มแนวคิด “กำแพงภาษีสินค้านำเข้า” โดยเริ่มจาก 1 มีนาคม 2018 หรือราว 1 ปีกว่าที่ผ่านมา อเมริกาได้ประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าประเภทเหล็กและอลูมิเนียมจากทุกประเทศที่อเมริกานำเข้า รวมถึงจีน หลังจากนั้นประมาณ 3 สัปดาห์  ทรัมป์เริ่มเดินหน้าประกาศสงครามการค้ากับจีนอย่างชัดเจน ด้วยการ “ประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนโดยเฉพาะ 25% คิดเป็นมูลค่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ”
    จีนตอบโต้อเมริกาโดยทันที ด้วยการประกาศแผนขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากอเมริกาเช่นกัน ที่ 15 - 25% มุ่งเน้นไปที่สินค้าประเภทเนื้อหมู ผลไม้ ไวน์ ซึ่งล้วนเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของอเมริกาที่ส่งไปยังจีน คิดเป็นมูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
    ตลอดทั้งปี 2018  จีนและอเมริกาตอบโต้ในสงครามการค้าอย่างดุเดือด แม้จะมีการพยายามเจรจาหาข้อยุติอยู่หลายครั้ง รวมถึงในการประชุมสุดยอดผู้นำ G20 ที่อาร์เจนตินาเมื่อปลายปี ที่ผู้นำทั้งสองประเทศได้พูดคุยกัน และนำมาซึ่งนโยบายพักรบสงครามการค้าชั่วคราว 90 วัน ซึ่งดูเหมือนว่าเป็นสัญญาณที่ดีของการสิ้นสุดข้อพิพาททางการค้า 


    แต่แล้วสงครามกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้งในเดือนพฤษภาคมของปีนี้ หลังจากที่ทรัมป์ ออกมาขู่จีนว่า “อเมริกาจะเพิ่มกำแพงภาษีจาก 10% เป็น 25%  ภายในวันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม และกำแพงภาษีรอบใหม่สำหรับสินค้าจีน มูลค่ารวม 3.25 แสนล้านดอลลาร์ ก็จะถูกประกาศออกมาด้วย หากข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนยังหาข้อยุติไม่ได้” 
    คงเดาได้ไม่ยากใช่ไหมครับว่าจีนตอบโต้อย่างไร? จีนประกาศเก็บภาษีนำเข้าจากอเมริกามูลค่ารวม 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับที่อเมริกาทำไว้กับจีน โดยเริ่มใช้จริงในวันที่ 1 มิถุนายน 2019 
    การตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากจีน ไม่ใช่กลยุทธ์เดียวที่ผู้นำอเมริกานำมาใช้ในสงครามการค้า หากทรัมป์ยังมีไม้เด็ด ที่มุ่งเน้นการตัดตอน ‘นวัตกรรมและสินค้าเทคโนโลยีจีน’ ไม่ให้มีที่ยืนในตลาดอเมริกา และขยายไปจนถึงตลาดโลก 
    โดยสิ่งที่ทรัมป์ทำคือ ประกาศขึ้นบัญชีดำ หรือติด Black List แก่บริษัทเทคโนโลยีชื่อดังของจีนอย่าง Huawei (เรียกว่า หัวเหวย หรือหัวเว่ย ก็ได้ คนจีนบอกว่าสามารถเรียกได้ทั้งสองอย่าง แต่ หัวเหว่ย อันนี้ผิดแน่ๆ) ด้วยเหตุผล ‘ไม่ปลอดภัยต่อความมั่นคงของอเมริกา’ ซึ่ง Huawei ถูกอเมริกาตีตรามาตลอดว่า อุปกรณ์ของบริษัทนี้มีการติดตั้งระบบสอดแนมและดักจับข้อมูลส่งต่อให้รัฐบาลจีน รวมถึงความพยายามขโมยข้อมูลสำคัญทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมของอเมริกามาหลายครั้งของ Huawei ถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาล แต่สุดท้ายก็จบที่่เป็นเรื่องของพนักงาน Huawei เองที่กระทำการ ไม่เกี่ยวข้องกับตัวองค์กรแต่อย่างใด 


    แม้ทาง Huawei และรัฐบาลจีนต่างออกมายืนยันว่า Huawei ไม่เคยมีพฤติการณ์สอดแนมหรือขโมยความลับใดๆ จากอเมริกา แต่ทางอเมริกาไม่เคยวางใจ โดยเฉพาะอเมริการู้ดีว่า Huawei เป็นหนึ่งในบริษัทเรือธงของจีน ที่จะสร้างความยิ่งใหญ่ของเทคโนโลยีจีนมาต่อกรกับอเมริกาในอนาคตอันใกล้ สิ่งที่อเมริกาเลือกทำคือ ‘การขึ้นบัญชีดำ’ อย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว
    ผลกระทบของการขึ้นบัญชีดำส่งผลในวงกว้างแบบที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน บริษัทสัญชาติอเมริกา และบริษัทสัญชาติอื่นที่เป็นพันธมิตรกับอเมริกา ต่างประกาศแบน - ยุติการทำการค้ากับ Huawei เริ่มด้วย Google เจ้าของแพลทฟอร์ม Android ระบบปฏิบัติการบนโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ไอทีที่ทาง Huawei ใช้อยู่และเป็นคู่ค้าสำคัญ ได้ออกมาแบน Huawei เป็นเจ้าแรก ส่งผลให้อุปกรณ์จาก Huawei ในอนาคตที่กำลังผลิตออกมาจำหน่ายในตลาดโลก อาจไม่สามารถใช้ Android และบริการอื่นๆ ของ Google เช่น Gmail, Google Search Engine ได้  


    ด้าน Huawei ได้ออกแผนรับมือในทันที โดยการประกาศระบบปฏิบัติการที่ซุ่มพัฒนามาตั้งแต่ปี 2012 ชื่อระบบปฏิบัติการ ‘หงเหมิง (Hongmeng)’ แต่ผู้ใช้งานทั่วโลกก็ยังกังวลใจอยู่ดีว่า Hongmeng จะสามารถแทนที่ Android ได้อย่างสมบูรณ์หรือไม่
    โดน Google แบนว่าหนักแล้ว ที่น่าหนักใจมากกว่า คือ ARM บริษัทสัญชาติญี่ปุ่น เจ้าของเทคโนโลยีผลิตชิป ที่ประกาศตัดสัมพันธ์กับ Huawei ตามคำสั่งของอเมริกาด้วยเหมือนกัน  แม้ Huawei เองจะออกมายืนยันว่า Huawei มีความสามารถเพียงพอที่จะผลิตชิปด้วยตนเอง แต่ถ้าไม่สามารถใช้เทคโนโลยี ARM ได้ หมายความว่า Huawei ต้องผลิตเองทั้งหมดตั้งแต่เทคโนโลยีการผลิตชิปเลยทีเดียว ทำให้เป็นที่กังวลหนักขึ้นไปอีกของผู้ใช้งานทั่วโลก  แต่เรื่องนี้เหมือนจะมีทางออก เมื่อมีข่าวหลุดออกมาจากจีนว่า “Huawei ได้ซื้อสิทธิบัตรการผลิตชิปจาก ARM มาอย่างถาวรแล้ว แม้จะเป็นแค่เวอร์ชั่นปัจจุบัน ARMv8 แต่หลายฝ่ายก็เชื่อมั่นว่า จีนสามารถต่อยอดดัดแปลงเวอร์ชั่นปัจจุบันให้กลายเป็นของตนเองได้ในอนาคต” 
    นอกจากแบนการค้า แบนเทคโนโลยีจีน  ทรัมป์ยังคงเดินหน้าต่อด้วยการสั่งแบนมหาวิทยาลัยชื่อดังของจีนหลายแห่ง โดยไม่ได้ระบุเหตุผลอย่างแน่ชัด แต่สื่อในจีนและผู้เชี่ยวชาญต่างแสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า “เพราะมหาวิทยาลัยเหล่านั้น มีความเกี่ยวข้องและใกล้ชิดกับรัฐบาลจีน รวมถึงทางทหารเป็นอย่างมาก ในฐานะทำโปรเจ็กต์นวัตกรรมและงานวิจัยลับของรัฐบาล”


    ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา รัฐบาลจีนประกาศจุดยืนในสงครามการค้า จีน - อเมริกา ผ่านเอกสารชี้แจงปกขาว White Paper ส่งสาส์นโดยตรงไปถึงอเมริกาและนานาประเทศทั่วโลก มีใจความสำคัญว่า
    “ตั้งแต่จีนกับอเมริกาเปิดความสัมพันธ์ทางการทูต ทั้งสองประเทศมีความร่วมมือทางการค้าและด้านอื่นๆ ที่พัฒนาร่วมกันเป็นเวลายาวนาน เป็นปกติของประเทศที่มีความแตกต่างของวัฒนธรรม การปกครอง และเศรษฐกิจ 
ที่จะมีข้อพิพาทกันบ้าง แต่จากอดีตที่ผ่านมา ทำให้เห็นว่ายังสามารถก้าวข้ามความขัดแย้งได้ หากพูดคุยและแก้ปัญหาด้วยเหตุผล บนพื้นฐานของความปรารถนาที่จะร่วมมือกันอย่างแท้จริง จีนตระหนักดีว่า ความขัดแย้งและสงคราม มีแต่จะสร้างความเจ็บปวดให้ทุกฝ่าย


    “สงครามการค้าจีนอเมริกาที่เป็นอยู่ในตอนนี้ ถือว่ามีความรุนแรง และส่งผลกระทบไปทั่วโลก จีนมีความยินดียิ่งที่จะร่วมมือกับอเมริกาในการแก้ปัญหาภายใต้หลักการที่ถูกต้อง  โดยจีนไม่ต้องการให้เกิดสงครามการค้า แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ จีนไม่กลัว จีนพร้อมที่จะสู้ นี่คือจุดยืนของจีนที่ไม่มีวันเปลี่ยน”
    ยังไม่รู้ว่าท้ายที่สุดแล้วสงครามการค้าครั้งนี้จะสิ้นสุดเมื่อใด แต่บอกได้ว่าส่งผลกระทบในวงกว้างแน่อน ไม่ใช่แค่การค้า ยกตัวอย่างเช่นการท่องเที่ยว ข้อมูลจากจีนระบุว่า ปัจจุบันนักท่องเที่ยวจีนเดินทางไปเที่ยวอเมริกาน้อยลง  หันมาเที่ยวทางเอเชียมากขึ้น โดยเฉพาะไทย ซึ่งอาจมีผลดีในแง่ของการท่องเที่ยว แต่ในแง่เศรษฐกิจมีผลกระทบแน่นอน ดังนั้น หวังว่าทุกฝ่ายจะหันหวน้าเข้าหากัน ยุติสงครามการค้าด้วยสันติวิธีในเร็ววัน เพราะในสงคราม ไม่มีฝ่ายใดที่จะชนะโดยไม่เจ็บปวด...

 

 

Profile picture for user HIPTHAILAND

HIP THAILAND

Online Contents & Free Copy Monthly Magazine from Chiang Mai