Skip to main content

อ้ายจงเล่าจีน ตอน ความพยายามของจีนอย่างหนัก เพื่อก้าวเป็นผู้นำด้าน AI : ปัญญาประดิษฐ์ ของโลก

81

ปัญญาประดิษฐ์ (AI : Artificial Intelligence) เป็นเทคโนโลยีที่เริ่มเข้ามามีบทบาทกับชีวิตประจำวันของเรามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในช่วงยี่สิบปีมานี้ โดยเริ่มแรก เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ได้รับความสนใจทั้งด้านวิจัยและพัฒนาอย่างมากในประเทศสหรัฐอเมริกาและแถบทวีปยุโรป ดังจะเห็นทั้งในชีวิตจริงและในโลกของภาพยนตร์ ที่หนังประเภทวิทยาศาสตร์ Sci-Fi จะมีฟีเจอร์ปัญญาประดิษฐ์อยู่เสมอ อย่างเช่น ภาพยนตร์เรื่อง A.I. Artificial Intelligence ที่ฉายในปี 2001 ที่ยังคงเป็นภาพยนตร์อันดับต้นๆ ที่ผู้สนใจปัญญาประดิษฐ์จะนึกถึงอยู่เสมอ

 

ai

 

ในปัจจุบัน ปัญญาประดิษฐ์ ไม่ได้ถูกพัฒนาอยู่แต่ในประเทศสหรัฐอเมริกาและแถบทวีปยุโรปเท่านั้น แต่มาอยู่ในภูมิภาคเอเชีย อย่างประเทศจีน โดยจากรายงาน ‘TOP AI Trends to Watch In 2018’ รายงานเกี่ยวกับเทรนด์ปัญญาประดิษฐ์ที่น่าจับตามองมากที่สุดในปี 2018 ของ CBINSIGHTS บริษัทวิจัยด้านการลงทุนใน Startup สัญชาติอเมริกา ระบุว่า จีนมีการจดสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์นำหน้าอเมริกาไปแล้วในปี 2017 ซึ่งที่เกี่ยวข้องกับ ‘Deep Learning’ อัตราส่วน 652:101, ‘Artificial Intelligence’ อัตราส่วน 641:130 และ ‘Machine Learning’ อัตราส่วน 882:770 และในรายงานนี้ยังระบุว่า กลุ่มทุนจากประเทศจีนลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพปัญญาประดิษฐ์คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 48 ของการลงทุนธุรกิจสตาร์ทอัพปัญญาประดิษฐ์ทั่วโลก

 

จากการศึกษาข้อมูลของผู้เขียนพบว่า เบื้องหลังการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในจีนจนเติบโตอย่างก้าวกระโดดนั้น มีจำนวนสิทธิบัตรปัญญาประดิษฐ์มากกว่าในประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้เริ่มต้นเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ มากกว่า 3 เท่าตัว จนทำให้สิทธิบัตรโดยรวมที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์มีจำนวน 15,745 ชิ้น ครองอันดับ 2 ของโลก ในปี 2017 ซึ่งเป็นผลมาจากการสนับสนุนของรัฐบาลจีน ที่ดำเนินนโยบายพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ในประเทศจีนโดยจำเพาะเจาะจง

 

ปี 2017 ปัญญาประดิษฐ์ได้เข้ามาอยู่ในรายงานการทำงานของรัฐบาลเป็นครั้งแรก ในการประชุมสองสภา ซึ่งถือเป็นการประชุมทางการเมืองที่สำคัญที่สุดของประเทศจีน โดยข้อมูล ณ ตอนนั้นระบุว่า ปี 2016 อุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ของจีนเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 43.3 สร้างเม็ดเงินกว่าหนึ่งหมื่นล้านหยวน (ประมาณห้าหมื่นล้านบาท) และคาดว่าจะสูงถึง 3.4 หมื่นล้านหยวนในปี 2019 นอกเหนือจากนั้น จากแผนนโยบายระดับชาติในการพัฒนาอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ของจีนที่จัดทำขึ้นในปี 2016 ก่อให้เกิดศูนย์อุตสาหกรรมหุ่นยนต์กว่า 40 แห่งทั่วประเทศจีน ซึ่งปัญญาประดิษฐ์ถือเป็นเทคโนโลยีสำคัญในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ จากเหตุผลข้างต้นและปัจจัยอื่นๆ ในแง่ของการแข่งขันทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีกับนานาประเทศ โดยเฉพาะอเมริกา ทำให้ทางรัฐบาลจีนเห็นความสำคัญของการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ นายว่าน กัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีน จึงประกาศว่า จะจัดทำแผนนโยบายการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ของประเทศจีนขึ้นมา

 

ความจริงแล้ว ปัญญาประดิษฐ์ได้เริ่มเข้ามาอยู่ในแผนนโยบายระดับชาติของจีน ตั้งแต่ในปี 2006 เมื่อคณะรัฐบาลได้ประกาศแผนพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับชาติ ระยะกลางและระยะยาว ปี 2006 - 2020 โดยกำหนดให้ ปัญญาประดิษฐ์เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ต้องมีการศึกษาและพัฒนา เพื่อนำไปสู่การสร้าง Smart Sensors, Smart Robots และเทคโนโลยีเสมือนจริง ภายในปี 2020  

 

หลังจากปัญญาประดิษฐ์ได้เข้ามาเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่มีบทบาทอย่างมากของจีน จนถูกเน้นย้ำในรายงานการทำงานของรัฐบาลที่นายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง รายงานต่อที่ประชุมสองสภาเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2560 กระแสของปัญญาประดิษฐ์ในจีนถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง โดยราวเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน สภาจีน (The State Council) ได้ออกกลยุทธ์ปัญญาประดิษฐ์ โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้มีการพัฒนาแกนหลักอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ในจีน โดยคาดการณ์ว่าจะสามารถสร้างเม็ดเงินได้มากกว่าหนึ่งล้านล้านหยวน (ประมาณห้าล้านล้านบาท) มากกว่าตัวเลขในปี 2016 ถึง 100 เท่า และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์จะสร้างเม็ดเงินให้กับธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ทะลุสิบล้านล้านหยวน ภายในปี 2030 

 

จากการศึกษาเกี่ยวกับนโยบายการทำงานของประเทศจีนและประสบการณ์ของอ้ายจงในฐานะที่อยู่ในจีนเกือบ 10 ปี ทำให้ทราบดีว่า ก่อนที่รัฐบาลจีนจะออกนโยบายใดก็ตาม จะมีการศึกษาค้นคว้าหาจุดเด่นจุดด้อยอย่างละเอียดและรัดกุมให้มากที่สุดเท่าที่สามารถทำได้ กลยุทธ์ปัญญาประดิษฐ์ที่ทางสภาจีนได้ออกมาในครั้งนี้ก็เช่นกัน โดยทางสภาจีนระบุว่า ปัญหาของจีนในขณะนั้น ที่อาจจะทำให้เป้าหมายที่ตั้งไว้ไม่สามารถสำเร็จ ได้แก่ ข้อมูล ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องใช้ในงานปัญญาประดิษฐ์

 

ประเทศจีนเป็นประเทศใหญ่ทั้งขนาดพื้นที่ของประเทศและจำนวนประชากร ดังนั้น ข้อมูลที่เกิดขึ้นจึงเป็นข้อมูลที่มีขนาดใหญ่และปริมาณมหาศาล การนำมาใช้ในปัญญาประดิษฐ์จำเป็นต้องมีวิธีการจัดการข้อมูลที่ดีพอ แต่จีนยังคงตามหลังอเมริกา ประเทศผู้นำด้านปัญญาประดิษฐ์ ในด้านของการพัฒนาทฤษฎีพื้นฐาน, อัลกอริทึมหลัก, ชิพ, อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ ซอฟท์แวร์ รวมถึงระบบ - สภาพแวดล้อมที่ใช้ในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์และจัดการกับข้อมูลขนาดใหญ่  โดยอีกช่องว่างของการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ในจีน คือช่องว่างระหว่างสถาบันวิจัยและผู้ประกอบการเอกชน  กล่าวคือ สิ่งที่วิจัยออกมาได้ จะนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์ได้อย่างไร, ขาดบุคลากรผู้มีพรสวรรค์, นโยบายและมาตรฐานในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ในจีน ยังคงเป็นปัญหาสำคัญ ซึ่งมีการกล่าวถึงในกลยุทธ์ปัญญาประดิษฐ์ที่ออกโดยสภาจีน 

 

ปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น สภาจีนจึงได้วางกลยุทธ์พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ออกเป็นขั้นต่างๆ ดังต่อไปนี้

  • ขั้นที่ 1 : พัฒนาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ให้ถึงในระดับขั้นสูง ภายในปี 2020 โดยประเทศจีนควรกำหนดมาตรฐานของเทคโนโลยี ระบบให้บริการ และมูลค่าเม็ดเงินสะพัดของอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ให้ชัดเจน ซึ่งอุตสาหกรรมหลักปัญญาประดิษฐ์ควรมีมูลค่ามากกว่าหนึ่งแสนห้าหมื่นล้านหยวน และสามารถขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องมีมูลค่ามากกว่าหนึ่งล้านล้านหยวน
  • ขั้นที่ 2 : บรรลุความก้าวหน้าและมีผลงานเป็นรูปธรรมในการพัฒนาทฤษฎีปัญญาประดิษฐ์ ภายในปี 2025 ปัญญาประดิษฐ์ของจีนควรเข้าไปมีบทบาทในอุตสาหกรรมหลักสาขาต่างๆ อาทิ การผลิตอย่างชาญฉลาด, การแพทย์, การแก้ปัญหาระบบในเมืองใหญ่, การเกษตร และการป้องกันประเทศ เป็นต้น โดยอุตสาหกรรมหลักปัญญาประดิษฐ์จะต้องสร้างมูลค่ามากกว่าสี่แสนล้านหยวน และขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง มีมูลค่ามากกว่าห้าล้านล้านหยวน ภายในปี 2025 

  • ขั้นที่ 3 - ขั้นตอนสุดท้าย : จีนต้องก้าวสู่ตำแหน่งผู้นำปัญญาประดิษฐ์ในทุกแง่มุม ทั้งทฤษฎี เทคโนโลยี และผลิตภัณฑ์แอพพลิเคชัน พร้อมกับพาอุตสาหกรรมหลักปัญญาประดิษฐ์ให้มีมูลค่ามากกว่าหนึ่งล้านล้านหยวน ตามเป้าของกลยุทธ์ปัญญาประดิษฐ์ที่กำหนดไว้ ภายในปี 2035

กำแพงเมืองจีนหมื่นลี้ที่ยังคงตั้งตระหง่านจนถึงปัจจุบัน มิอาจทำสำเร็จภายในวันเดียว การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ของประเทศจีนก็เช่นกัน ดังที่ทางสภาจีนได้ระบุถึงปัญหาพร้อมขั้นตอนการปฎิบัติของกลยุทธ์ปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้อีกหนึ่งสิ่ง คือ สิ่งชี้วัด  ทางสภาจีนจึงได้กำหนดสิ่งชี้วัด 6 ประการ ดังต่อไปนี้

 

  1. การจัดตั้งระบบนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์แบบระบบเปิด และทำงานร่วมกัน (Open and Collaborative AI Technology Innovation System)
  2. การบ่มเพาะระบบเศรษฐกิจอัจฉริยะ ไฮเอนด์ และมีประสิทธิภาพ
  3. สร้างสังคมอัจฉริยะ สะดวกสบาย และปลอดภัย
  4. เพิ่มประสิทธิภาพและความแข็งแกร่งของระบบผนวกพลเรือนและการทหารเข้ากับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์
  5. สร้างโครงสร้างพื้นฐานให้มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย ครอบคลุมวงกว้างและเป็นระบบอัจฉริยะ
  6. สร้างเลย์เอ้าท์ (Layout) ขั้นสูง สำหรับโครงการปัญญาประดิษฐ์ยุคใหม่

หลังจากสภาจีนได้ออกกลยุทธ์ปัญญาประดิษฐ์ในเดือนกรกฎาคม รัฐบาลจีนก็ได้ประกาศแผนนโยบายแห่งชาติเกี่ยวกับการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2560 โดยกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน ได้ประกาศแผนปฏิบัติการสามปี (2018 - 2020) เพื่อพัฒนาและผลักดันเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ออกสู่ภาคอุตสาหกรรมภายในสามปี โดยมีจุดมุ่งหมายไม่ใช่แค่วิจัยเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ แต่ต้องมีการพัฒนาออกมาเป็นรูปธรรม เพื่อผลทางอุตสาหกรรมและสร้างเม็ดเงินให้กับประเทศ 

 

นอกเหนือจากแผนกลยุทธ์และนโยบายจากทางรัฐบาลกลางแล้ว รัฐบาลท้องถิ่นในหลายพื้นที่ของจีน เริ่มตื่นตัวอย่างมากในปีที่ผ่านมา แต่ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด ได้แก่ รัฐบาลท้องถิ่นมณฑลเจ้อเจียง ซึ่งเป็นเมืองบ้านเกิดของ แจ็ค หม่า รวมถึงยังเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่อาลีบาบา (Alibaba) บริษัทไอทีและอีคอมเมิร์ซระดับโลก

 

ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2560 เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลมณฑลเจ้อเจียงแถลงว่า ทางมณฑลเจ้อเจียงมีแผนที่จะจ้างผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ จำนวน 110,000 คน ภายในห้าปีต่อจากนี้ และตั้งเป้าให้อุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ในมณฑลเจ้อเจียงสร้างเม็ดเงินห้าหมื่นล้านหยวนภายในเวลาสามปี โดยกำหนดให้เมืองหังโจว เมืองเอกของมณฑลเจ้อเจียง และเมืองหนิงโป เมืองเศรษฐกิจหลักของเจ้อเจียงเป็นฐานหลัก โดย นายเหยา จื้อเหวิน รองหัวหน้าแผนกองค์กรของพรรคคอมมิวนิสต์ คณะกรรมการเมืองมณฑลเจ้อเจียง เผยรายละเอียดเพิ่มเติมว่า ในจำนวนผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ 110,000 คน ที่จะเข้ามาทำงานในมณฑลเจ้อเจียงภายในห้าปี จะมีผู้เชี่ยวชาญปัญญาประดิษฐ์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกจำนวน 50 คน ผู้ประกอบการธุรกิจทางสายวิทยาศาสตร์ 500 คน และนักพัฒนา - นักวิจัยผู้มีพรสวรรค์อีก 1,000 คน ที่ทางมณฑลเจ้อเจียงจะเชิญและคัดสรรโดยตรงให้มาทำงาน ซึ่งทางรัฐบาลเจ้อเจียงเตรียมเงินหนึ่งพันล้านหยวนสำหรับพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และสนับสนุนเงินทุนแก่ผู้ประกอบการด้านปัญญาประดิษฐ์ โดยลงทุนเป็นจำนวนเงินห้าสิบล้านหยวนสำหรับผู้เชี่ยวชาญ ผู้ประกอบการ และสตาร์ทอัพ รวมถึงสนับสนุนมหาวิทยาลัยให้คัดเลือกนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษามาเรียนทางสายปัญญาประดิษฐ์ให้มากยิ่งขึ้น

 

เรื่อง : ภากร กัทชลี (อ้ายจง)

ภาพ : 7 nation homie

Profile picture for user HIPTHAILAND

HIP THAILAND

Online Contents & Free Copy Monthly Magazine from Chiang Mai