Skip to main content

PAPAPAO เรื่อง ‘มหัศจรรย์’ ของ PaPaPao

155

การที่ HIP ชวน PaPaPao มาสนทนากันเกี่ยวกับเรื่องราวของพวกเขาอย่างจริงๆ จังๆ นอกจากจะเป็นเพราะ DVAAR ผลงานชุดแรกของพวกเขาเสร็จสมบูรณ์ออกมาให้แฟนเพลงได้ลองสัมผัสฝีมือของพวกเขากันแล้ว เรายังรู้สึกด้วยว่า แม้จะคุ้นเคยกันดีพอสมควร จากการที่พวกเขาเป็นหนึ่งในศิลปินที่มาแสดงในงาน Pai Jazz & Blues 2017 (และใน Pai Jazz & Blues Fest 2018 ด้วย) แต่เรากลับ ‘รู้จัก’ พวกเขาไม่มากเท่าไหร่นัก

 

papapao

จากขวาไปซ้าย : มุ้งมิ้ง - จันทน์กะพ้อ ภู่ไพโรจน์ (เบส/ร้องนำ), เปา - จิรัฏฐ์ สิงห์จันทร์ (กีตาร์) และ เอ - ทรงวุฒิ ชัยอานนท์ (กลอง)

 

อะไรคือเหตุผลที่ทำให้ มุ้งมิ้ง - จันทน์กะพ้อ ภู่ไพโรจน์ (เบส/ร้องนำ), เปา - จิรัฏฐ์ สิงห์จันทร์ (กีตาร์) และ เอ - ทรงวุฒิ ชัยอานนท์ (กลอง) มารวมตัวกันเป็นวงดนตรีวงหนึ่ง? พวกเขาผ่านอะไรกันมาบ้าง? กว่าจะมาถึงจุดที่มีผลงานชุดแรกของตัวเองออกมา และหลังจากมีอัลบั้มของตัวเองออกมาแล้ว พวกเขามีอะไรอีกที่อยากลงมือทำ?นั่นคือสิ่งที่เราจะหาคำตอบในเรื่องราวต่อจากนี้ 

  • พวกคุณ 3 คน มารวมตัวกันเป็น PaPaPao ได้ยังไง? 

มุ้งมิ้ง : ที่มาคือพี่เปามีวงดนตรีอยู่แล้ว แต่ว่ามือเบสกับมือกลองลาออกไป

 
เปา : ก็ทำวงไปเล่นตามร้านครับ ใช้ชื่อว่า PaPaPao นี่ล่ะ แต่เล่นกันได้ไม่นาน น้องคนที่ตั้งชื่อวงเขาก็ลาออกไป ผมเลยคิดว่าในเมื่อชื่อวงก็ยังอยู่ ตัวเราเองก็ยังเล่นอยู่ ก็หาคนมาแทนก็แล้วกัน พอได้รู้จักกับมุ้งมิ้งก็เลยชวนมาเป็นนักร้อง คือแต่แรกมุ้งมิ้งยังไม่ได้เล่นเบส ร้องอย่างเดียว วงก็จะมีกันสองคนครับ กีตาร์กับร้อง เล่นเพลงสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์อะไรแบบนั้น

 
เอ : ส่วนผมเคยเห็นเขาเล่นมาก่อนแล้ว พอได้คุยกับพี่เปา รู้สึกว่าเขาเล่นดีนะ ก็เลยนัดมาลองแจมกัน พอเล่นด้วยกัน ได้ลองฟังเพลงที่พี่เปาเขาแต่งไว้แล้วก็รู้สึกว่าเพลงเขาดีจริงๆ  

 

papapao


เปา : ทีนี้พอมาถึงจุดหนึ่ง มันควรจะต้องมีมือเบส แต่นึกไม่ออกว่าจะมีใครอยากมาเล่นเพลงที่เราทำ ก็เลยซื้อเบสมา แล้วถามมุ้งมิ้งว่าอยากจะลองเล่นไหม พอน้องบอกว่าอยากเล่นก็เลยให้เขาลองดู กับไปชวนเอมาตีกลองให้ด้วย

 
มุ้งมิ้ง : ตอนนั้นมิ้งร้องเพลงได้อย่างเดียว เล่นเบสนี่เริ่มจากศูนย์เลยค่ะ พอเริ่มหัดเล่นจริงๆ มันยากมากเลย เหมือนตัวเราต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น เพราะการผิดพลาดของเราไม่ได้ส่งผลแค่ตัวเราเหมือนเวลาร้องเพลงแล้ว แต่พอเบสผิดทั้งวงก็จะผิดไปด้วย


เปา : มันเหมือนกับว่าผมมีเพลงที่อยากจะทำ แต่ว่าหาคนมาเล่นไม่ได้ พอมาเจอสองคนนี้ก็เลยเอาเพลงยัดเยียดให้มันเล่น จริงๆ เราก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก เพราะคนหนึ่งก็เพิ่งหัดเล่น ส่วนอีกคนก็ยังงงๆ อยู่ว่านี่มันเพลงอะไร ก็คิดว่าค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากเอาเพลงที่เราแต่งมาเล่นให้คนฟังให้ได้ก่อนก็แล้วกัน 

  • แล้ว PaPaPao เริ่มเปิดตัวอย่างจริงจังกันตอนไหน? 

เปา : เราเดบิวต์กันที่ร้าน North Gate ช่วงเดือนเมษายนปีที่แล้วครับ 


เอ : จริงๆ แล้วต้องบอกว่างาน Pai Jazz & Blues Fest 2017 นี่เป็นงานใหญ่งานแรกของวงเลยครับ 


เปา : คือตกใจมากที่ได้รับเลือกให้ไปเล่นในงานด้วย เพราะวงอื่นที่ไปเขาเก่งๆ กันทั้งนั้น ส่วนเราเนี่ยมือเบสเพิ่งจะหัดเล่น 


มุ้งมิ้ง : ไปเล่นที่ปายนี่คือเครียดมาก มือสั่น ตื่นเต้น กดดันมาก

  • ช่วงแรกๆ ที่มารวมตัวกัน แต่ละคนต้องปรับตัวกันเยอะไหม เพราะดูเหมือนต้องมาทำความรู้จักกับสมาชิกคนอื่นๆ กันใหม่เลย?

เปา : ผมกับเอปกติเคยเจอกันอยู่แล้วครับ เคยมาเล่นแทนกันบ้าง แต่พอรวมกันเป็นวงแล้ว ปัญหาแรกที่ผมเจอก็คือ เพลงที่ผมแต่งไว้ เราแต่งในโปรแกรมดนตรีที่มันมีแต่โน้ต ไม่ได้แต่งกับโปรแกรมที่ทำออกมาเป็นเสียง พอเอาให้สองคนนี้ดู อย่างมุ้งมิ้งนี่ไม่มีปัญหา เพราะเริ่มจากศูนย์เลย เราก็แค่เขียนโน้ตให้ไป ถ้าอ่านไม่ออกก็เล่นให้ดู ให้น้องจำ เอาที่ง่ายที่สุดในส่วนของเบสที่จะเป็นเพลงได้ แต่กับเอ พอเอาเพลงที่เราแต่งให้เขาฟัง เราอธิบายไม่ได้ว่าในส่วนของกลองควรจะต้องเล่นยังไง คือเพลงที่ทำมา บางส่วนมันเหมือนเพลงคลาสสิก มีกีตาร์ มีเบส แล้วเราอยากให้มันมีกลองด้วย แต่เราไม่มีตัวอย่างที่จะบอกเอได้ว่าเอาแบบนี้นะ คือตอนที่เอตกลงมาร่วมวงด้วยก็ตื่นเต้น อยากจะเล่นด้วยกัน แต่พอมาแล้ว จะบอกให้เอตีกลองยังไงก็บอกไม่ถูก เรียกว่าลองผิดลองถูกกันอยู่นาน ค่อยๆ ปรับตัวเข้าหากัน


มุ้งมิ้ง : ช่วงนั้นก็ต้องนัดซ้อมกันบ่อยมาก (หัวเราะ) แล้วช่วงแรกๆ ก็มีงานเข้ามาเต็มเลย คือตั้งแต่ไปเล่นที่ปายมา อยู่ๆ งานก็เข้ามาเยอะแยะ ซึ่งมันเครียดมาก เพราะเราต้องพร้อม เราไม่สามารถจะไปบอกใครว่าไม่พร้อมได้ 

 

papapao


เปา : ช่วงนั้นที่มีงานเยอะ ผมคิดว่าส่วนหนึ่งคงเพราะเขาเห็นมุ้งมิ้งเป็นผู้หญิงยืนเล่นเบส แล้วคนเขาจะมีภาพจำว่าเหมือน Esperanza Spalding ซึ่งมันไม่ใช่เลย คือไม่ใช่ว่าเราเล่นดีอะไรนะ แต่มันก็จะมีภาพผู้หญิงเล่นเบสไง กับเป็นวงแบบที่ไม่อึกทึกครึกโครม เบาๆ ถ่ายรูปสวย แค่นั้นเอง แล้วเราก็ต้องเล่นทั้งๆ ที่ยังไม่พร้อมเลย อย่างงานที่ปายปีแรกนี่จำได้เลยว่าเละเทะมาก แต่ว่าก็รอดมาได้ โชคดีอีกอย่างคือหลังจากนั้นมีงานที่ต้องไปต่างจังหวัดด้วยกัน ไปอยู่ที่กระบี่ประมาณสองอาทิตย์ ตอนนั้นก็พยายามจะใช้เวลาร่วมกันให้เยอะๆ เพราะแต่ละคนก็มีวิถีชีวิต มีปัญหาที่ไม่เหมือนกัน ก็พยายามจะทำความเข้าใจคนอื่นๆ อย่างผมเป็นคนเครียด จริงจัง คุมอารมณ์ไม่ค่อยได้ ส่วนมุ้งมิ้งจะค่อนข้างจะขี้เกียจ ต้องกระตุ้นว่าซ้อมหน่อยสิ แต่เอเนี่ยจะขึ้นๆ ลงๆ ตีดีบ้างไม่ดีบ้าง มันเหวี่ยง (หัวเราะ) 


เอ : ช่วงแรกๆ ก็มีปัญหาเรื่องการสื่อสาร เรื่องทัศนคติ อะไรหลายๆ อย่าง ก็ต้องปรับกันค่อนข้างเยอะ 


มุ้งมิ้ง : มิ้งว่ามันเหมือนการรวมตัวกันของเสียงที่ไม่ได้มาตรฐาน คือช่วงแรกๆ เราเล่นดนตรีด้วยกันโดยที่เราไม่รู้เลยว่าจะเจออะไรจากเพื่อนร่วมวงในวันพรุ่งนี้บ้าง รู้สึกว่าตัวเองก็ไม่น่าไว้ใจอยู่แล้วเอก็แบบ 3 วันดี 4 วันร้าย ไม่รู้ว่ามันจะมายังไง ส่วนพี่เปานี่ก็แต่งเพลงเกินตัวตลอดเลย ชอบทำอะไรที่มันยากกับตัวเองตลอด มันเหมือนคนบ้ามารวมกัน ดูเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำอะไรได้ แต่พอได้ใช้เวลาด้วยกัน ได้คุยกันแล้ว ก็ตัดสินใจกันว่าจะไปต่อด้วยกัน ซึ่งพอมาถึงตอนนี้ ก็คิดว่ามันไม่มีทางที่จะมีสมาชิกที่ดีไปกว่านี้แล้วล่ะ

  • แล้วในแง่ของดนตรี กับการเป็นวงดนตรีใหม่ที่สมาชิกต้องใช้เวลาปรับเข้าหากัน พวกคุณทำยังไงกับเรื่องนี้? 

มุ้งมิ้ง : ช่วงแรกๆ เรายังเล่นเพลงได้ไม่เยอะ ก็ต้องแบ่งว่าส่วนหนึ่งเล่นเพลงของเราเอง ส่วนเพลงของคนอื่นที่เลือกมาเล่น ก็ต้องเป็นเพลงที่มิ้งเล่นเบสได้ ต้องไม่ยากเกินไป ทำให้ไปๆ มาๆ วงเราเลยมีความเป็นบราซิเลียนมากกว่าดนตรีแนวอื่น เพราะว่าโดยพื้นฐานแล้วเบสในเพลงแนวนี้มันไม่ซับซ้อนมาก

 
เปา : เรียกว่าเราต้องต่อสู้กับข้อจำกัดไปด้วยครับ มือเบสเราเดินเบสแบบสวิงไม่ได้เพราะมันยาก เราก็เลยต้องเล่นเพลงบอสซาโนว่า เพลงแซมบ้า เพราะว่ามันง่ายกว่า ส่วนเอก็ชอบดนตรีบราซิเลียนอยู่แล้ว แต่เวลาเอตีสวิงมันไม่เหมือนชาวบ้านเขา คือไม่ได้ตีแย่นะ แค่ตีสวิงแบบไม่ได้เสียงมาตรฐาน (หัวเราะ) 


เอ : ผมรู้สึกว่าตัวเองตีสวิงได้ห่วยมาก คือดนตรีสวิงเป็นอะไรที่ผมชอบมาก สวยงาม น่าหลงใหล แต่ทำยังไงเราก็ยังไม่เข้าใจอารมณ์นั้น ยังไม่รู้สึกเป็นธรรมชาติเท่าไหร่ พอลองมาเล่นแนวบอสซาโนว่า ก็โอเค รู้สึกมันเป็นแพทเทิร์น เล่นง่าย ระหว่างนั้นความที่เราสนใจดนตรีบราซิเลียนอยู่แล้ว ก็ลองไปหาเพลงของเขามาศึกษาเพิ่มเติม ก็รู้สึกว่ามันลึกเหมือนกันนะ มีที่มาที่ไป ซึ่งก็สนุกดี

 

papapao

  • แล้วตอนไหนที่พวกคุณเริ่มคิดว่าจะเอาจริงเอาจังเรื่องการทำเพลงของตัวเอง?  

เปา : น่าจะเริ่มต้นตั้งแต่ตอนที่ได้ไปเล่นที่ปายครับ คือตอนนั้นเราเล่นเพลงของตัวเองละ แต่ว่าไม่มีแผ่นไปขาย ปรากฏว่าเล่นไปแล้วมีแต่คนมาถามว่ามีแผ่นขายไหม อย่าง Foxy เขามีแผ่น เป็นแบบอย่างที่ดี เราเห็นแล้วก็คิดว่าถ้าเขาทำได้เราก็ต้องทำได้ ตั้งแต่นั้นก็คิดว่าเล่นเพลงตัวเองเป็นหลักดีกว่า ก็พยายามซ้อมมาเรื่อยๆ อีกงานที่มีผลกับพวกเรามากคือการได้ไปเล่นที่ Wonder Fruit การไปงานแบบนั้นมันควรจะต้องมีแผ่นไปขาย ก็เลยรู้สึกว่าเราจะต้องทำแผ่นแบบจริงจังแล้วล่ะ ถึงสุดท้ายแล้วจะไม่ทันก็เถอะ คือพอไปงานแบบนี้บ่อยๆ ทำให้เรารู้สึกว่าจะต้องมีผลงานของเราออกมาให้ได้ ไม่งั้นเราจะเหมือนพวกลอยไปลอยมา

 

  • อัลบั้ม DVAAR เริ่มทำกันมาตั้งแต่เมื่อไหร่? 

เปา : ก็ตั้งแต่หลังกลับจากงานที่ปายปีแรกนี่ล่ะครับ ก็พยายามแต่งเพลงเพิ่ม แล้วก็ซ้อมเพิ่ม เพลงที่แต่งเสร็จแล้ว พอเอามาลองเล่น บางเพลงต้องเล่นกันเป็นครึ่งปีถึงจะรู้ว่าจังหวะความเร็วที่เหมาะสมควรจะเป็นแบบไหน ถ้าใครเคยดูพวกเราเล่นจะสังเกตว่า บางเพลงปีที่แล้วเราเล่นโคตรช้า แต่พอปีนี้เล่นกันเร็วจี๋เลย บางเพลงเคยเล่นเร็วก็กลายเป็นช้าลง คือพอเพลงเสร็จหมดแล้ว เราต้องเอามาลองเล่นกันให้ได้ก่อน เล่นแล้วก็มาคุยกันว่ามันช้าไปหรือเร็วไป ค่อยๆ ปรับกันไปเรื่อยๆ จริงๆ ก็คือเล่นๆ ไปมันจะรู้กันเองว่าเพลงนี้อยากจะช้าหรืออยากจะเร็ว แล้วสุดท้ายก็จะหาจุดที่ลงตัวได้เอง ในอัลบั้มทุกเพลงจะเริ่มจากผมก่อน ผมเป็นคนทำทำนอง เสร็จแล้วก็เขียนโน้ตเบสให้มุ้งมิ้ง ส่วนเอก็ให้ลองมาฟังเดโมดู หรือบางทีก็ทำเป็น MIDI ให้ เพราะเรื่องพาร์ทกลองจะออกมาเป็นยังไงนี่ผมไม่สามารถละ ก็ให้เอไปจัดการมา แล้วค่อยมาดูกันว่าชอบหรือไม่ชอบ จากนั้นก็ปรับแต่งไปเรื่อยๆ ส่วนเรื่องเนื้อเพลง ผมแต่งไม่ได้ก็ให้มุ้งมิ้งเป็นคนทำ พอผ่านช่วงปีใหม่มาซักพักก็เริ่มบันทึกเสียงกัน ค่อยๆ ทยอยทำมาเรื่อยๆ จนเสร็จออกมาอย่างที่เห็นกันครับ

  • อัลบั้มชุดแรกออกมาแล้ว จากนี้ต่อไป มีอะไรที่พวกคุณอยากจะทำอีกบ้าง?

มุ้งมิ้ง : มิ้งมองว่าวงของเรามีศักยภาพที่จะไปได้ไกล มีเพลงที่ดีที่เราอยากจะเอาไปเล่นให้คนได้เห็นมากที่สุดเท่าที่จะสามารถเป็นไปได้ ก็เลยคิดว่าเมื่อมีอัลบั้มออกมาแล้ว ลำดับต่อไปก็คือหาทางไปเล่นให้ทั่วประเทศไทย เพื่อที่จะเก็บเป็นโปรไฟล์ของวง เอาไว้นำเสนอเพื่อหาโอกาสไปเล่นในประเทศอื่นดูบ้าง อาจจะเริ่มจากในเอเชียก่อน อย่างที่คิดกันไว้ก็คืออยากจะลองส่งโปรไฟล์ของวงไปที่งาน Java Jazz Festival เพราะเป็นงานที่เราเคยไป แล้วเรารู้สึกว่าเราไปได้ มันอาจจะเป็นเวทีเล็กๆ แต่เรารู้สึกว่าเราขึ้นได้ ส่วนอีกที่ที่อยากไปเล่นมากคืองาน TIJC (Thailand International Jazz Conference) เพราะเราเคยซื้อบัตรไปดู เราก็อยากให้คนซื้อบัตรมาดูเราบ้าง

 

papapao

  • ถ้ามองย้อนกลับไปตั้งแต่ตอนที่ตั้งวงจนถึงตอนนี้ แต่ละคนรู้สึกยังไงกับสิ่งที่ตัวเองได้เจอมา?

เอ : ถ้ามองย้อนกลับไป ผมยังไม่รู้เลยว่าถ้าไม่ได้เป็น PaPaPao เป้าหมายในชีวิตจะเปลี่ยนไปหรือเปล่า เพราะตอนแรกผมคิดว่าเราเล่นดนตรีทุกวันก็มีความสุขดี ได้อยู่กับสิ่งที่เรารัก แต่พอถึงจุดหนึ่งก็เกิดคำถามว่า การเล่นดนตรีไปเรื่อยๆ แบบที่เป็นอยู่ เราจะมีความสุขกับมันได้ตลอดหรือเปล่า แต่การอยู่กับ PaPaPao ผมรู้สึกว่าความคิดของตัวเองเปลี่ยนไป การมีเพลงของตัวเอง มีวงที่เล่นเพลงของตัวเอง ผมว่ามันเป็นจุดหมายที่นักดนตรี น่าจะเกือบทุกคนนะ เคยคิดกันว่าอยากจะไปให้ถึงจุดนั้น ซึ่งสำหรับตัวผมเอง จากเดิมที่เคยอยู่ใน Safe Zone เล่นดนตรีกับวงทั่วไป เล่นเพลงอะไรก็ได้ แต่พอมาเจอวงนี้ มันเปิดโลกของผม จากที่เคยมองดูคนอื่นเขาทำเพลงกัน ก็ได้มีวงของตัวเอง ได้ทำเพลงของตัวเองออกมา รู้สึกศรัทธาในเพลง ศรัทธาในงานของวงนี้ แล้วก็อยากจะทำให้เพลงของพวกเราไปได้ไกลที่สุด

 

เปา : ผมว่ามันมหัศจรรย์มาก เพราะมันเริ่มจากติดลบเลย จากที่เราต้องสร้างมือเบสขึ้นมาคนหนึ่ง แล้วก็สร้างตัวเองขึ้นมาด้วย จนมาถึงจุดที่เรามีเพลงของตัวเอง ไม่ต้องเล่นเพลงของคนอื่นไปตลอดอีกแล้ว คือเรารู้สึกว่าทีมเราโชคดีมาก โชคดีที่มีคนเห็นเรา แล้วทำให้เราได้ไปเล่นในที่ต่างๆ หลายๆ ที่ มันเหนือความคาดหมายมากเมื่อนึกถึงฝีมือของเรา เราไม่น่าจะได้สัมผัส ได้ไปเล่นในหลายๆ ที่อย่างที่เป็น รู้สึกมหัศจรรย์มากเลย

 

มุ้งมิ้ง : มิ้งรู้สึกว่ามันยิ่งใหญ่มาก คือมันเหนื่อยกับการฝึกเล่นเครื่องดนตรีใหม่ ยากมากจริงๆ แต่ว่ามันก็แลกมาด้วยความก้าวหน้าของวงที่ดูมีทิศทางที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แล้วเราก็ได้ความเคารพตัวเอง เคารพในความเป็นนักดนตรีของตัวเอง เมื่อก่อนเราเป็นคนที่ต้องการการยอมรับจากสังคมมากเลย แล้วก็กลัวว่าคนอื่นเขาจะฟีดแบ็คกับเรายังไง แต่พอเรามาทำตรงนี้ เราฝึกฝน เริ่มตั้งแต่ศูนย์ เราไม่ได้คิดว่าคนอื่นเขาจะมองเรายังไงแล้ว คิดแค่ว่าเราทำได้ดีที่สุดแค่ไหน เราทำเต็มที่หรือยัง แล้วพอสิ่งที่เราทำไปสู่คนที่เขาชื่นชอบจริงๆ มันเป็นเหมือนรางวัลที่เราไม่ได้คาดหวังในตอนแรก กลายเป็นว่าคนที่เขาเคยเกลียดเราเยอะๆ เขามาคุยกับเรา เพราะว่าเขายอมรับในความพยายามของเราในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง มันเป็นเรื่องที่ประทับใจมาก 

 

papapao

  • มีอะไรอยากจะฝากถึงคนอ่านกันบ้าง?

เอ : พวกเราใช้เวลาในการฝึกฝน ในการสร้างเพลงของเรา ทำมาเรื่อยๆ จนออกมาเป็นอัลบั้ม ก็อยากให้หลายๆ คนได้ลองมาฟังเพลงของเราสักสองสามเพลง อาจจะชอบหรือไม่ชอบก็ได้ ก็ลองเปิดใจดู มันไม่ใช่เพลงที่ต้องคิดอะไรมาก มันน่าจะเข้าถึงหลายๆ คนได้ ผมว่าเพลงเราก็หลากหลายนะ

 

เปา : มีคนถามบ่อยๆ ว่าวงของเราเล่นแนวไหน ทุกวันนี้มันยากที่จะบอกว่าแต่ละวงเล่นแนวไหน เพราะดนตรีมันเริ่มรวมกันไปหมดแล้ว อย่าง PaPaPao จะบอกว่าเล่นดนตรีแจ๊ซซ์มันก็ไม่ใช่ เพราะบางเพลงของเราก็มีความเป็นคลาสสิก คือเรียนดนตรีแจ๊ซซ์กันมา แต่ในเพลงเราไม่มีสวิงซักเพลงเลย ก็เลยไม่รู้ว่ามันเป็นแนวอะไร แต่อยากให้ลองฟังดูว่าจะมีประสบการณ์ร่วมกันตรงไหนระหว่างคนฟังกับคนเล่น ตรงนี้น่าจะเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะเดี๋ยวนี้เวลาฟังเพลง เราไม่ได้สนุกเพราะเพลงของศิลปินเขาดีเท่านั้น แต่ผมว่ามันบวกกับเราฟังแล้วเราคิดถึงอะไรบ้าง เขามีประสบการณ์ร่วมอะไรกับเราบ้างด้วย มันสนุกตรงนี้ ก็อยากให้ลองมาฟังดูครับ

 

มุ้งมิ้ง : เพลงของเรามันหลากหลายอย่างที่เอและพี่เปาได้บอกมา และดูเหมือนจะซับซ้อน บางทีก็เหมือนจะฟังง่าย เพราะฉะนั้นก็อยากให้ลองมาฟังดู เปิดใจให้สบายๆ เราต้องการให้คนฟังรู้สึก ไม่ใช่ไปรู้ว่ามันคืออะไรหรอก แต่ให้รู้ว่าตัวเองรู้สึกยังไงกับมันมากกว่า อาจจะชอบก็ได้ อาจจะไม่ชอบก็ได้ ฟังแล้วอาจจะได้ยินเสียงที่เราไม่เคยฟังมาก่อน หรืออาจจะเป็นเสียงที่เราคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน เราก็ยินดีถ้ามันจะทำให้ทุกคนมีความสุข

 

ส่วนคนที่รู้สึกว่าวงนี้น่าสนใจ เพราะเห็นมีผู้หญิงเล่นเบสแล้วร้องเพลงด้วย ไม่อยากให้มองว่ามันแปลก อยากจะให้ลืมตรงนั้นไปเลย อยากให้เสพที่ผลงานมากกว่า แล้วจะรู้ว่าจริงๆ แล้วเป็นมือเบสที่สมัครเล่นมากๆ ซึ่งตรงนี้ก็อยากจะบอกกับคนที่กำลังคิดว่าอยากจะทำอะไรสักอย่าง แต่ว่าไม่กล้า กลัวไม่ดี กลัวไม่ดัง กลัวว่าจะไม่ออกมาอย่างที่คิดไว้ อยากจะบอกว่าไม่ต้องไปคิดเรื่องพวกนั้นเลย เพราะถ้าหากไม่มีก้าวแรก ไม่มีครั้งแรก มันไม่มีวันที่จะดีขึ้นมาได้หรอก ครั้งแรกที่ทำอาจจะไม่ดีไม่ถูกใจก็ไม่เป็นไร ขอให้ทำต่อไป มันเป็นไปได้สำหรับคนที่ไม่หยุดยั้งไปเสียก่อน อย่างมิ้งเองต้องมาหัดเล่นดนตรีใหม่ ก็แลกเลือดเนื้อหนังนิ้วมือทั้งหมดที่มีเพื่อที่จะสามารถก้าวไปอีกระดับหนึ่ง เราเชื่อว่าทุกคนทำได้ แค่สำรวจใจเราดีๆ ว่าเรารักในสิ่งที่เราทำมากแค่ไหน เป็นกำลังใจให้ทุกคนพยายามไปด้วยกันนะคะ

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของวง PaPaPao หรือสอบถามเพื่อเป็นเจ้าของอัลบั้ม DVAAR กันได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/papapaotrio/

YouTube : PaPaPao Fever

 

เรื่อง : ระพินทรนาถ

ภาพ : ศมนภรณ์

Profile picture for user HIPTHAILAND

HIP THAILAND

Online Contents & Free Copy Monthly Magazine from Chiang Mai