Skip to main content

บทอำลา ฮายาโอะ มิยาซากิ : วอลท์ ดิสนีย์ แห่งโลกตะวันออก

13
Hayao Miyazaki


หากเป็นแฟนแอนิเมชันตัวยง นอกจากชื่อของสตูดิโอตะวันตก เช่น  วอลท์ ดิสนีย์, พิกซาร์ หรือ ดรีมเวิร์คส์ แล้ว ชื่อของสตูดิโอ แอนิเมชันในโลกตะวันออก อย่างสตูดิโอจิบลิ ก็เป็นอีกชื่อหนึ่งที่สร้างผลงานชั้นดีออกมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ผลงานชิ้นแรก Nausicaä of the Valley of the Wind ในปี 1984 จนกลายเป็นแหล่งผลิตแอนิเมชันชั้นดีอีกแห่ง ที่ประสบความสำเร็จทั้งเงินและกล่อง

จากแอนิเมชันญี่ปุ่นสร้าง (หรืออะนิเมะ) ทำเงินสูงสุดตลอดกาล 15 เรื่อง มีถึง 8 เรื่องที่เป็นผลงานจากสตูดิโอ จิบลิ โดย Spirited Away ที่ออกฉายในปี 2001 คืองานที่ทำรายได้สูงที่สุด เมื่อทำรายได้ทั่วโลกกว่า 274 ล้านเหรียญ ส่วนในเรื่องรางวี่รางวัล สตูดิโอแห่งนี้ก็คว้ารางวัล The Animage Anime Grand Prix มาครองอยู่หลายครั้ง, ชนะรางวัล The Japan Academy Prize for Animation of the Year 4 หน และในปี 2002 หนัง Spirited Away ก็ยังไปคว้ารางวัลหมีทองคำ และได้ออสการ์สาขาหนังแอนิเมชันยอดเยี่ยมในปี 2003 มาครองอีกด้วย

หลังจากทำงานมายาวนานทั้งหนังใหญ่ และหนังโทรทัศน์ วันนี้สตูดิโอจิบลิอาจจะต้องยุติบทบาทการสร้างแอนิเมชันขนาดยาวลง หลังฮายาโอะ มิยาซากิ หนึ่งในหัวเรือใหญ่ของสตูดิโอร่วมกับอิซาโอ ทากาฮาตะ เลือกที่จะเกษียณตัวเอง โดยมีการประกาศจากทางสตูดิโอในวันที่ 3 สิงหาคม 2014 ว่าทางสตูดิโอจะหยุดสร้างแอนิเมชันชั่วคราว แล้วตามด้วยการประกาศวางมือของมิยาซากิ ที่อยู่ในวงการแอนิเมชันมาตั้งแต่ปี 1963 ซึ่งเริ่มด้วยการทำงานในบริษัทโตเอะ แอนิเมชัน ก่อนจะกลายเป็นผู้ก่อตั้ง และผู้กำกับของสตูดิโอ จิบลิในเวลาต่อมา

โดยผลงานส่วนใหญ่ของมิยาซากิ ถือเป็นงานสร้างความสำเร็จให้กับสตูดิโอ ไม่ว่าจะเป็น My Neighbour Totoro, Princess Mononoke และแน่นอน Spirited Away ความสำเร็จ และชื่อเสียงที่ได้รับนั้น ทำให้เขาได้รับการยกย่องเปรียบเทียบกับวอลท์ ดิสนีย์ ผู้สร้างแอนิเมชันชาวอเมริกัน, นิค ปาร์ค ผู้สร้างแอนิเมชันขาวอังกฤษ และสตีเวน สปีลเบิร์ก ผู้กำกับชาวอเมริกัน รวมทั้งเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีอิทธิพล และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนมากมายโลกของแอนิเมชัน

Hayao Miyazaki
  • หลังประกาศเกษียณตัวเองไม่นาน มิยาซากิ ก็ได้รับเกียรติเข้ารับรางวัลเกียรติยศของออสการ์ในวัย 72 ปี ร่วมกับผู้เขียนบท ฌอง-คล็อด คาร์ริแยร์ และ แฮร์รี เบลาฟองเต 
  • “เป็นเกียรติอย่างสูงสำหรับการรับรางวัลนี้” มิยาซากิ พูดผ่านล่าม ก่อนจะเสริมว่า เขาไม่เคยมองถึงการเดินทางจากญี่ปุ่น-บ้านเกิด มาที่อเมริกาเลย “การเดินทางเป็นเรื่องที่น่ารำคาญอยู่บ้างสำหรับผม” นอกจากนี้เขายังยอมรับว่า การทำงานของตัวเอง ที่ชื่นชอบการเล่าเรื่องด้วยการเขียนเรื่องราว และวาดภาพขึ้นมา โดยทำเป็นหนังขนาดยาวนั้น ถือเป็นการทำงานที่ท้าทายสภาพร่างกายเป็นอย่างยิ่ง
  • และนับตั้งแต่มีการมอบรางวัลออสการ์เกียรติยศ ฮายาโอะ มิยาซากิ เป็นคนญี่ปุ่นคนที่สอง ที่ได้รับรางวัลนี้ ต่อจากผู้กำกับอากิระ คูโรซาวาเมื่อปี 1990 และสำหรับตัวเขาเอง นี่คือรางวัลออสการ์ตัวที่สอง โดยตัวแรกคือรางวัลจาก Spirited Away ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ออสการ์มีการมอบรางวัลสาขาแอนิเมชันยอดเยี่ยม
  • ในงานมอบรางวัล จอห์น ลาสซีเตอร์ หัวหน้าฝ่ายสร้างสรรค์ของวอลท์ ดิสนีย์ และพิกซาร์ สตูดิโอ ที่ชื่นชมมิยาซากิอย่างมาก เป็นคนนำเสนอรางวัลนี้ให้กับเขา ในส่วนหนึ่งของคำกล่าวนำเสนอ ลาสซีเตอร์บอกว่า วอลท์ ดิสนีย์ คือคนแรก และมิยาซากิคือคนที่ 2 ที่เป็นผู้ให้การสนับสนุนวงการแอนิเมชันมากที่สุด
  • ในตอนขึ้นรับรางวัล มิยาซากิพูดด้วยรอยยิ้มเขินๆ ว่า “ภรรยาบอกผมว่า ผมเป็นคนที่โชคดีมากๆ”
  • มิยาซากิเล่าด้วยว่า ช่วงเวลาหลายปีของสันติภาพในญี่ปุ่น ที่เกิดขึ้นหลังสงครามโลก ทำให้เขามีสภาพแวดล้อมที่ดีสำหรับการสร้างผลงานแอนิเมชันในระดับมาสเตอร์พีซ 
  • “ประเทศของเรา ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสงครามเลยในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้พวกเราได้ทำงานอย่างหนักเป็นพิเศษ” เขากล่าว “ผมโชคดีมาก ที่ได้เห็นครั้งสุดท้าย ที่คนเราสร้างภาพยนตร์ด้วยกระดาษ, ดินสอ และฟิล์ม” เขาเสริม
  • แต่ถึงจะวางมือจากการทำหนังแอนิเมชันจอใหญ่ เอาเข้าจริงๆ ชีวิตหลังเกษียณของมิยาซากิก็ยังคงยุ่งอยู่เหมือนเดิม ตารางการทำงานยังแน่นเอี้ยด ซึ่งมีทั้งงานสร้างพื้นที่สำหรับเด็กๆ ในฟุกุชิมา ที่เคยเกิดวิกฤตนิวเคลียร์มาก่อน แล้วยังมีงานวาดมังงะ เกี่ยวกับซามูไรในศตวรรษที่ 16 งานอดิเรกที่เขายังจบไม่ลง ที่สำคัญสำหรับแฟนๆ แอนิเมชันของสตูดิโอ จิบลิ มิยาซากิไม่ได้ละมือจากงานแอนิเมชันไปตลอดกาล แต่เป็นการจบการทำงานสำหรับหนังเรื่องยาว และหันไปหาแอนิเมชันสั้นๆ ที่จะฉายให้ชมกันในพิพิธภัณฑ์ของ สตูดิโอ จิบลิ ที่ญี่ปุ่นแทน
  • “ผมยังทำงานสร้างแอนิเมชันอย่างต่อเนื่องไปจนตาย” เขากล่าว...

กรุหนังเด่นของฮายาโอะ มิยาซากิ

ตลอดระยะเวลาการทำงานหลายทศวรรษ ผลงานของฮายาโอะ มิยาซากิ ไม่เคย “แย่” หรือ “ไม่ดี”  อย่างในเว็บไซต์วิจารณ์ภาพยนตร์ www.rottentomatoes.com หนังของมิยาซากิ ไม่เคยได้คะแนนต่ำกว่า B- หรือ C+และทำให้ไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จะบอกว่า หนังของเขาเรื่องไหนที่ “ห้ามพลาด” หรือ “ต้องดู” เพราะดูเหมือนว่า จะ “ต้อง” ดูไปซะทุกเรื่องก็ว่าได้ และนี่คือผลงาน 10 เรื่องของเขาที่ไม่อยากให้พลาดกัน

Howl's Moving Castle (2004)

Howl's Moving Castle (2004):

เรื่องราวของสุภาพสตรีแสนสวย ที่ตกหลุมรักพ่อมดมากเสน่ห์ จากนั้นเธอก็กลายเป็นหญิงสูงวัย ด้วยฝีมือแม่มดขี้อิจฉา แล้วก็ก้าวเข้าไปสู่โลกของพ่อมดและแม่มด ได้พบปราสาทที่เคลื่อนที่ได้แสนลึกลับของฮาวล์ ที่พาเธอไปผจญภัยครั้งใหม่ โดยที่ตัวเองก็พยายามกลับเป็นสาวให้ได้อีกครั้ง

นี่คือหนังของมิยาซากิที่คะแนนต่ำที่สุดในเว็บมะเขือเน่า แต่ก็สูงสำหรับหนังเรื่องอื่นๆ ด้วยคะแนน 87% และเรื่องราวก็ไม่ใช่ความคิดตั้งต้นจากมิยาซากิ เป็นการดัดแปลงจากนิยายของไดอานา ไวนน์ โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ของมิยาซากิ ออกมายืนยันว่า ตัวหนังเป็นการตอบโต้การเข้าไปมีส่วนร่วมกับสงครามอิรักของญี่ปุ่น ซึ่งบรรดาแฟนๆ อาจจะรู้สึกว่าน่าผิดหวัง ด้วยความที่เนื้อหานั้นมีความเป็นมิยาซากิน้อยกว่าเรื่องอื่นๆ แม้จะมีความเป็นงานในแบบสตีมพังค์ และทำให้นึกถึง Laputa: Castle In The Sky เมื่อ 20 ปีก่อนหน้า แต่ในอีกมุมหนึ่งนี่เป็นงานที่ท้าทาย และต้องชมด้วยความอดทน เพราะเต็มไปด้วยการเล่าเรื่องด้วยคำพูด รวมไปถึงตัวพล็อตก็ดูน่าสับสน แต่ภาพในสไตล์บาโร้ค กับความรู้สึกถึงความมหัศจรรย์และลึกลับ ที่น่าสนุก จนลืมไม่ลง ก็ทำให้ลืมข้อบกพร่องทุกอย่างที่มี

“นี่คือโลกที่สร้างให้เราเข้าไปอยู่ในเวลาราวๆ 2 ชั่วโมง โลกที่เป็นความมหัศจรรย์ขนานแท้ และเป็นหนึ่งโลกที่เราไม่อยากจะจากไป” ริชาร์ด นีลเซน จาก Arizona Republic ว่าเอาไว้

The Castle of Cagliostro (1979):

The Castle of Cagliostro (1979):

หนังใหญ่เรื่องแรกของมิยาซากิตลอดการทำงาน 3 ทศวรรษ และไม่ใช่หนังของสตูดิโอ จิบลิ ที่เป็นงานเฉพาะทางในแบบแอ็คชัน/นัวร์ ที่มีที่มาจากซีรี่ส์อะนิเมะ และมังงะ ซึ่งมิยาซากิสร้างตัวละครตัวนี้ขึ้นมาใหม่ ให้มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น เป็นจอมโจรที่มีความเห็นอกเห็นใจมากกว่าเดิม แล้วใส่สิ่งที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนลงไปในภาพยนตร์ได้อย่างเหมาะสม ทั้งสถาปัตยกรรมแบบยุโรป และบรรดาพาหนะบินได้ ที่ออกแบบได้อย่างบรรเจิด

ตัวเรื่องราวนั้น ว่าด้วยจอมโจรตัวแสบที่พยายามบุกเข้าไปช่วยเจ้าหญิงจากท่านเคานท์ผู้ชั่วร้าย และแม้คุณภาพโดยรวมๆ จะด้อยกว่างานของจิบลิ แต่ก็มีอะไรหลายๆ อย่างที่กลายมาเป็นเครื่องหมายการค้าของมิยาซากิปรากฎให้เห็น ขณะที่ความสนุกสนานนั้น สตีเวน สปีลเบิร์ก ถึงกับบอกว่า นี่คือหนังผจญภัยที่สนุกที่สุดที่เคยสร้างกันมา และเป็นน่าจะมีอิทธิพลกับ Raiders of the Lost Ark แล้วก็ไม่ต่างไปจากหนังเฉพาะทางเรื่องอื่นๆ ที่มีเวลาทำงานสั้นมากๆ เพียงแค่ 4 เดือน แต่ภาพแอนิเมชันแบบที่ดูหยาบๆ ก็ทำให้ฉากแอ็คชันดูดิบและมีพลัง เมื่อรวมกับพล็อตที่พุ่งไปข้างหน้า Cagliostro คืองาน “งานแอ็คชันตลกเจ็บตัวที่ผ่อนคลาย ใส่ไม่ยั้ง ที่มาพร้อมกับบรรดาอุปกรณ์เจ๋งๆ”  

My Neighbor Totoro (1988):

My Neighbor Totoro (1988):

จอห์น ลาสซีเตอร์ หัวเรือใหญ่ของพิกซาร์ ผู้กำกับหนัง Toy Story ภาคแรก เป็นแฟนตัวยงของมิยาซากิ และแน่นอน โทโทโระ การันตีด้วยใบหน้าและฝ่าเท้าของแมวรถบัสติดอยู่ที่ข้างฝาในออฟฟิศของเขา หากยังจำได้ใน Toy Story 3 หนึ่งในของเล่นของบอนนีก็คือตุ๊กตาโทโทโระ

นี่อาจจะเป็นงานเป็นสัญลักษณ์มากที่สุดของมิยาซากิ ส่วนหนึ่งก็เพราะตัวโทโทโระ ตัวประหลาดลูกผสมระหว่างแมวและกระต่าย ตัวใหญ่บึ้ม ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของสตูดิโอ จิบลิด้วย ตัวหนังเองก็ทำให้มิยาซากิกลายเป็นเทอเรนซ์ มาลิคแห่งวงการแอนิเมชัน กับเรื่องราวที่เกี่ยวพันกับความคิดที่ลึกซึ้ง, แง่มุมทางจิตใจ โดยฉากหลังนั้นเป็นญี่ปุ่นช่วงหลังสงครามโลก ในหมู่บ้านชนบท พ่อกับลูกสาวสองคนย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านใหม่ เพื่อจะได้ใกล้ชิดกับแม่ที่นอนป่วยในโรงพยาบาลมากขึ้น และลูกสาววัยกำลังซนก็ได้พบกับโลกที่เต็มไปด้วยเวทย์มนตร์ในธรรมชาติ ซึ่งอยู่รอบๆ ตัว ไม่ว่าจะเป็นก้อนฝุ่น และเจ้าโทโทโระ หลายครั้ง หลายหนในหนังที่มิยาซากิให้เห็นภาพต้นหญ้าไหว ใบไม้ลู่ไปตามลม และแสงแดดที่โอบบรรดาเด็กๆ เอาไว้ ราวกับจะบอกว่า ความมหัศจรรย์อยู่กับเราทุกๆ วัน หากเราใช้ชีวิตให้ช้าลงเพื่อสัมผัสกับมัน แม้ตัวพล็อตอาจจะขาดความชัดเจน หากก็เต็มไปด้วยเสน่ห์แบบวัยเด็ก และความสนุกสนาน ที่สำคัญ มันแสดงให้เห็นว่า

ในจักรวาลของมิยาซากิ โลกของเวทย์มนตร์และโลกจริง อยู่ใกล้เคียงกัน ขอเพียงเปิดใจ และเปิดตารับรู้

Laputa: Castle in the Sky (1985): 

Laputa: Castle in the Sky (1985): 

หนังใหญ่เรื่องที่ 3 ของมิยาซากิ และเป็นหนังเรื่องแรกที่สร้างโดยสตูดิโอ จิบลิ (ตอนที่ Nausicaa of the Valley of the Wind ออกฉายนั้น บริษัทยังไม่ได้ตั้งอย่างเป็นทางการ) ที่นักวิจารณ์หลายๆ สำนักยกให้เป็นงานคลาสสิคเรื่องแรกของเจ้าตัว

ตัวละครหลักของหนังคือ เจ้าหญิงผู้ครอบครองเครื่องรางมหัศจรรย์ ทำให้เธอลอยตัวในอวกาศได้ เธอได้พบกับพาซู เด็กหนุ่มที่ตั้งใจจะตามหาปราสาทในตำนาน ซึ่งพ่อของเขาเคยเห็นเมื่อนานมาแล้ว ทั้งคู่ออกเดินทางด้วยกัน และได้พบกับพวกรัฐบาลโฉด เผชิญหน้าสลัดอากาศ นี่คืองานของมิยาซากิที่เล่าเรื่องง่ายๆ และมาในสไตล์หนังบล็อคบัสเตอร์ มีอารมณ์แบบหนังตะวันตก (คาวบอย) ผสมผสานอารมณ์ขัน, ความโรแมนติค และฉากแอ็คชันที่น่าตื่นตาเข้าไว้ด้วยกัน 

การเล่าเรื่องถือได้ว่าเป็นความโดดเด่น และน่าจะเป็นหนึ่งในหนังของมิยาซากิที่เล่าเรื่องได้ดีที่สุด ในตอนที่ออกฉาย ผู้คนพากันยกให้เขาเป็นปรมาจารย์ในการเล่าเรื่องเลยทีเดียว ส่วนการออกแบบ และไอเดียในการสร้างสิ่งต่างๆ ของหนัง เยี่ยมยอดขนาดไหนคงต้องไปถาม ดิสนีย์ ที่ฉกไอเดียบางอย่างของหนังไปใช้กับ Atlantis: The Lost Empire รวมไปถึงเจมส์ คาเมรอน กับเมืองลอยฟ้าใน Avatar 

Princess Mononoke (1997):

Princess Mononoke (1997):

งานมหากาพย์ในแบบที่ทำให้เดวิด ลีนต้องภาคภูมิใจ มาพร้อมกับงานด้านภาพที่ดูอลังการ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้กับ Avatar ของเจมส์ คาเมรอน รวมทั้งมีการใช้ซีจีเข้ามาช่วยในการทำงาน เป็นพัฒนาการอีกระดับหนึ่งของแอนิเมชัน และเป็นหนึ่งในหนังเรื่องแรกๆ ที่ใช้ซีจีมาช่วยทำงานไม่ต่างไปจาก Toy Story

เมื่อเจ้าชายนักรบผู้ต้องคำสาป มาตกหลุมรักหญิงสาวที่ถูกเลี้ยงมาโดยหมาป่า ผู้ที่ตั้งปณิธานเอาไว้ว่าจะปกป้องผืนป่าของเธอ และจิตวิญญาณของมันเอาไว้ จากพวกชุมชนทำเหมืองท้องถิ่น

หลังทำงานเบาๆ มาตลอดในช่วงกลางยุต 1980s และต้นยุค 1990s มิยาซากิหันมาทำงานที่น่าประหลาดใจ เมื่อมีทั้งความรุนแรง ความเกรี้ยวกราด เป็นการถ่ายทอดความลุ่มหลงของตัวเอง ในเรื่องธรรมชาติที่ได้รับผลกระทบจากมนุษย์ การเล่าเรื่อง การวางลักษณะตัวละครที่เยี่ยมยอด ตัวร้ายไม่ได้มีเพียงด้านเดียว แม้จะมีมากมาย แต่เต็มไปด้วยความสำคัญในตัว และบทสรุปที่เป็นการมองโลกในแง่ร้าย ก็กลายเป็นคำตอบว่า หากเทอเรนซ์ มาลิคกับจอห์น วู มาจับมือกันทำหนังการ์ตูน ผลลัพธ์น่าจะออกมาอย่างที่เห็น

 ตัวหนังจะพาผู้ชมไปอยู่ในอีกจักรวาลหนึ่ง ที่แม้จะอยู่เหนือจินตนาการแต่ก็สามารถเข้าถึงได้ ทั้งหมดถูกใช้นำเสนอปัญหา แสดงความเห็นต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกยุคนี้ แม้จะเน้นสารที่ต้องการสื่อ หากก็ไม่ได้ทำให้ตัวเรื่องลดความน่าตื่นเต้น น่าติดตามลงไป  บางทีนี่อาจจะเป็นงานที่เยี่ยมยอดที่สุดในการสร้างและสรรค์ของเจ้าตัว เมื่อต้องวาดภาพขึ้นมาใหม่ราวๆ 80,000 ภาพจาก 144,000 ภาพในฟิล์ม เมื่อรวมกับเรื่อง ธีม และความงดงามของภาพ การใช้ดนตรีประกอบ ไม่น่าแปลกใจที่จะกลายเป็นฮิตทั่วโลกเรื่องแรกของมิยาซากิ ทำให้เขาและสตูดิโอ จิบลิ ลงหลักปักฐานในตลาดภาพยนตร์โลกเต็มตัว

Spirited Away (2001)

Spirited Away (2001):

มีหนังของมิยาซากิไม่กี่เรื่องที่เหมือนการทำซ้ำที่แตกต่างกับเทพนิยายคลาสสิคทั้งหลาย และ Spirited Away ก็คือหนึ่งในจำนวนนั้น เมื่อดึงเอาโครงเรื่องพื้นฐานมาจาก Alice in Wonderland แล้วต่อยอดออกไป กลายเป็นหนังเรื่องใหม่ที่มีลักษณะเฉพาะตัว และนำเสนอเรื่องราวของลิวอิส แคร์รอลล์ ออกมาได้อย่างชัดเจน ตรงไปตรงมาซะยิ่งกว่างานที่ดัดแปลงตรงๆ ทำได้

ใน Spirited Away ตัวละครที่เป็นศูนย์กลางของเรื่องก็คือ ชิฮิโระ ที่พ่อกับแม่กลายเป็นหมู หลังจากไปทานอาหารในร้านข้างถนน ในเมืองที่ดูประหลาด มีลักษณะเฉพาะ เหมือนเป็นอีกโลกหนึ่งในโลกของเรา เธอต้องก้าวเข้าไปในโรงอาบน้ำที่ให้บริการวิญญาณ และสัตว์ประหลาดมากมาย เพื่อจะเจอกับบททดสอบหลายต่อหลายด่าน เพื่อที่จะกลับบ้านไปพร้อมกับพ่อ-แม่ได้

เป็นงานอีกเรื่องของมิยาซากิ ที่ตัวละครเยอะ มากไปด้วยรายละเอียด งานด้านภาพน่าตื่นตา ถือเป็นการเติบโตขึ้นไปอีกขั้นของเจ้าตัว และสานต่อไปอีกใน Howl's Moving Castle นอกจากนี้ยังเป็นงานที่สร้างปรากฎการณ์ครั้งที่สองให้มิยาซากิ เมื่อคว้ารางวัลออสการ์แอนิเมชันยอดเยี่ยมมาครอง รวมทั้งเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นถึงความกล้าหาญในการเป็นนักเล่าเรื่องของเขา ที่องค์ประกอบของความเป็นงาน “ก้าวพ้นวัย” ไม่เคยหล่น หรือจมหายไปจากเรื่อง ที่มีทั้งความมหัศจรรย์พันลึก และตัวประหลาดในตำนานที่น่าสนใจมากมาย

นี่คือเทพนิยายที่เล่าเรื่องได้อย่างประณีตบรรจง และพาผู้ชมเดินทางไปกับจินตนาการของหนังอย่างแท้จริง

Nausicaa Of The Valley Of The Wind (1984)

Nausicaa Of The Valley Of The Wind (1984)

มิยาซากิ กลายเป็นจิม เฮนสัน ในอะนิเมะ ที่ดัดแปลงจากมังงะของตัวเองเรื่องนี้ แต่ไม่ใช่เฮนสันคนที่ทำหุ่นมหาสนุก แต่เป็นคนที่สนใจในโลกเหนือจริง เรื่องแบบไซ-ไฟที่หม่นมืดอย่างที่เห็นใน The Dark Crystal ซึ่งออกฉายก่อนหน้าหนังเรื่องนี้ 2 ปี 

นี่คือความพยายามที่จะไปให้ไกลที่สุดในขอบเขตจินตนาการของมิยาซากิ เมื่อพาคนดูไปพบกับโลกหลังหายนะ ที่แก๊สพิส และป่าที่เคลื่อนที่ได้ รวมไปถึงหนอนยักษ์ มีอยู่เต็มไปหมด จนมนุษย์กลุ่มเล็กๆ ต้องหาทางดำรงชีวิตอยู่ให้ได้ นอซิกา เป็นเด็กสาวที่สามารถทำให้แมลงที่กำลังเกรี้ยวกราดสงบลงได้ เธอใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนที่ได้รับการปกป้องอย่างดีจากกำแพงลม และไม่ต่างไปจากตัวละครของมิยาซากิอีกหลายๆ คนที่ลุ่มหลงในการบิน นอซิกาต้องตกอยู่ท่ามกลางสงคราม ในขณะที่พยายามเอาตัวรอดให้ได้

แม้จะเป็นงานหนังใหญ่เรื่องที่ 2 แต่ Nausicaa of the Valley of the Wind เต็มไปด้วยอะไรมากมาย ที่กลายเป็นนิยามของมายาซากิในเวลาต่อๆ มา ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดในการต่อต้านสงคราม, ทหาร, สารเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม, ตัวละครหลักที่เป็นหญิง และฉากสู้รบยาวๆ รวมทั้งเป็นหนังที่อยู่ข้่างๆ หนังไซ-ไฟเรื่องเด่นๆ ในยุค 80s ได้สบายๆ และในเวลาเดียวกันก็มีบางสิ่งบางอย่างที่ “ล้ำ” กว่าหนังในยุคนั้น

ครั้งที่ออกฉาย Nausicaa of the Valley of the Wind ทำให้ผู้คนหมดความสงสัยในตัวของมิยาซากิ ถึงแม้หนังเรื่องต่อๆ ไปจากนี้ จะดูอลังการกว่า น่าตื่นเต้นกว่า แถมตัวหนังเองก็ขาดอารมณ์ร่วมในส่วนของตัวละครสมทบ แต่ตัวร้ายในหนังก็แตกต่างจากตัวร้ายทั่วๆ ไป พวกเขามีคุณธรรมในจิตใจซึ่งทำให้หนังมีความน่าสนใจเป็นพิเศษ นอกเหนือไปจากเป็นงานที่ทำให้มิยาซากิมีที่ทางของตัวเอง

Porco Rosso (1992):

Porco Rosso (1992):

มักจะถูกมองว่าเป็นงานที่เพี้ยนที่สุดของมิยาซากิ แต่ในขณะเดียวกัน ตัวละครหลักที่เป็นชื่อเรื่อง ก็ได้ชื่อว่าเป็นตัวละครที่โรแมนติคที่สุดของเขาเช่นกัน

พอร์โค รอสโซ เป็นทหารผ่านศึกที่รูปร่างเป็นส่วนผสมระหว่างมนุษย์กับหมู ใช้ชีวิตอยู่บนเกาะซึ่งอยู่ห่างไกลในทะเลแอเดรียติค ด้วยการเป็นนักบินจู่โจมที่ทำหน้าที่ต่อสู้กับพวกโจรสลัด ชื่อเสียงของเขาขจรขจายไปไกลจนกลายเป็นที่อิจฉาของบรรดามนุษย์ทั้งหลาย และมีหวานใจเป็นนักร้องในเลาจน์ที่ชื่อ จีนา โดยเหตุการณ์ในหนังนั้น จะเกิดขึ้นหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 จบลงไม่นาน 

นี่คืองานที่มิยาซากิใช้ยกย่องจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยในยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็นฉากรบที่เหนือจริง, การต่อสู้กับเรือดำน้ำ, ฉากต่อสู้แบบลูกผู้ชายที่ดวลเดี่ยวกันหมัดต่อหมัด อย่างตัวละครพอร์โค รอสโซเอง ก็เหมือนกับเสียดสีตัวละครในแบบฮัมฟรีย์ โบการ์ท หรือโรเบิร์ท มิทชัม ที่สำคัญ Porco Rosso เล่าเรื่องอย่างตรงไปตรงมา มีความน่าสนใจ และจินตนาการ และเน้นองค์ประกอบที่คนชื่นชอบมากกว่าจะให้เป็นไปตามยุคสมัยจริงๆ

Kiki's Delivery Service (1989)

Kiki's Delivery Service (1989)

หนังเรื่องที่ 5 ของมิยาซากิ ที่ออกฉายหลังจาก My Neighbors Totoro เขาพาคนดูเดินทางไปพบกับ กิกี้แม่มดวัย 13 ที่ต้องเดินทางออกจากบ้านเพื่อไปใช้ชีวิตในหมู่บ้านที่ยังไม่มีแม่มดอยู่ เป็นเวลา 1 ปี ซึ่งเธอตัดสินใจเลือกเมืองเล็กๆ ชายทะเล และใช้การทำงานส่งของเลี้ยงชีพตัวเอง 

แม้พล็อตอาจจะดูไม่น่าสนใจ แต่หนังกลับกลายเป็นที่ชื่นชอบมากๆ จากความอบอุ่นของตัวละคร และการอุปมาอุปมัยถึงการเติบโต ที่ให้กีกี้ต้องสูญเสียพลังอำนาจไปเมื่อเติบใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเธอต้องแสดงความความกล้าหาญ และมีความศรัทธา พลังเหล่านั้นถึงจะกลับมา ตัวเรื่องอาจจะขาดความขัดแย้งที่ทำให้เรื่องไปสู่สถานการณ์พลิกผัน แต่ที่น่าทึ่งก็คือ  ยังสร้างความบันเทิงและทำให้ผู้ชมติดตามไปได้จนจบเรื่อง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพลังในการเล่าเรื่อง และงานด้านภาพ

นี่คือหนังของมิยาซากิอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นงานสำหรับทุกคนในครอบครัว

The Wind Rises (2013):

The Wind Rises (2013):

ผลงานเรื่องสุดท้ายของมิยาซากิ และเป็นหนึ่งในหนังของเขาที่ได้การตอบรับแบบเงียบๆ นี่คือหนังที่บอกเล่าเรื่องราวของ จิโร โฮริโคชิ ผู้ออกแบบเครื่องบินรบซีโรของญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2  ซึ่งทำให้หนังกลายเป็นข้อถกเถียง ด้วยความที่นำเสนอด้านที่อ่อนหวาน และน่าเห็นใจของคนที่สร้างเครื่องจักรสังหารขึ้นมา แต่เอาเข้าจริงๆกลับกลายเป็นหลงประเด็นที่หนังต้องการนำเสนอ นั่นคือพลังของจินตนาการที่มีไม่จำกัด และสิ่งที่พวกเขาคิดสร้างขึ้นมานั้น อยู่เหนือเป้าหมายที่ตัวเองมองเห็น ซึ่งเป็นธีมในหนังของมิยาซากิที่ถูกนำกลับมาพูดถึงอีกครั้ง

ตัวละครในเรื่องเองก็ลุ่มหลงกับการบินในแบบเดียวกับมิยาซากิ ที่แสดงให้เห็นอย่างตรงไปตรงมาในงานชิ้นต่างๆ มาตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษ รวมทั้งฉากบินที่ถูกนำเสนอในหนัง ก็น่าจะเป็นฉากบินในงานแอนิเมชันที่ดีที่สุดเมื่อนับถึงตรงนี้

แม้จะเต็มไปด้วยความลุ่มหลงในเรื่องการบินของตัวละคร หนังก็ยังนำเสนอเรื่องราวความรักไปพร้อมๆ กัน และกับการเป็นหนังเรื่องสุดท้ายของมิยาซากิ เขาจบการทำงานของตัวเองได้อย่างเยี่ยมยอด ด้วยงานที่นำเสนอเรื่องราวหน้าสำคัญของประวัติศาสตร์ และของมนุษย์ตัวเล็กๆ ที่สวยงาม ที่สำคัญความโดดเด่นของมันไม่ใช่เพราะฉากบินทั้งหลายที่ทำออกมาอย่างน่ามหัศจรรย์ แต่เป็นเพราะเรื่องเล่าที่จับใจ เรื่องของผู้ชายคนหนึ่ง ที่ไม่มีขอบเขตของจินตนาการ ซึ่งไม่ต่างไปกับสะท้อนให้เห็นตัวเองบนจอภาพยนตร์ของมิยาซากิ

โดย นพปฎล พลศิลป์

Profile picture for user HIPTHAILAND

HIP THAILAND

Online Contents & Free Copy Monthly Magazine from Chiang Mai