Skip to main content

SOUND INSTALLATION : สัมผัสเสียง

1

งานศิลปะแบบจับต้องได้อย่างเพ้นท์ พิมพ์ ปั้น ว่าเข้าใจยากแล้ว งานศิลป์ที่สร้างจากเสียง ยิ่งเป็นอะไรที่เข้าถึงยากกว่า เพราะมองไม่เห็น สัมผัสยิ่งไม่ได้ การตีความจึงใช้อารมณ์ความรู้สึกขณะได้ยินล้วนๆ ฉบับนี้, จะพาไปเปิดโลกศิลปะของ ‘เสียง’ จาก อานนท์ นงค์เยาว์ ศิลปิน Sound Installation ดาวรุ่งอีกดวงของเชียงใหม่ กับศิลปะเสียงในรูปแบบของเขา รวมทั้งสิ่งที่สะท้อนอยู่ในสรรพสำเนียงเหล่านั้น

http://www.arnontnongyao.com

Q: ทำไมจึงเลือก ‘เสียง’ มาทำเป็นงานศิลปะ

A: จริงๆ ผมไม่ได้สเปกว่าจะต้องใช้เสียงนะ แต่เป็นเหมือนกรรมที่เราจะต้องทำงานเกี่ยวกับเรื่องเสียง (หัวเราะ) ตอนเด็กๆ ผมอาศัยและโตมาในค่ายทหาร และที่ทำงานของพ่ออยู่ใกล้เสาส่งสัญญาณ เราก็จะได้ยินเสียงตื๊ดๆ ตลอดเวลา ซึ่งตอนนั้นยังไม่รู้ว่าคืออะไร แล้วในค่ายทหารจะมีเสียงตามสายอยู่ตลอด ตัวผมเองก็เป็นคนไม่ค่อยพูดด้วย แต่จะชอบฟัง ก็นั่งไปไปแล้วก็งงไปว่าทำไมเราต้องมานั่งฟังเสียงเหล่านี้ที่เราเองก็ไม่ได้ต้องการฟังด้วย พอได้มาเรียนศิลปะ เราก็เลยหยิบสิ่งนั้นมาตั้งคำถาม แล้วก็ทดลองใช้เสียงเข้ามาเป็นส่วนประกอบในการทำงานศิลปะ เพราะศิลปะเป็นช่องทางเสรีในการทดลอง และตั้งคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่เราสงสัย 

Q: พอได้ทดลองดูแล้ว คุณพบเห็นอะไรในงานนั้น

A: หลังๆ พอทำงานมาเรื่อยๆ ก็มาเจอในภายหลังว่าจริงๆ แล้วผมสนใจไวเบรชั่น (Vibration) ของคน แรงสั่นสะเทือนของแต่ละคนไม่เหมือนกัน จึงทำให้ปฏิกิริยาหรือการแสดงออก รวมทั้งมีนิสัยใจคอแตกต่างกัน ผมพบว่าเสียงคือส่วนหนึ่งของไวเบรชั่นที่เราสนใจ จากการที่ผมลองนั่งสมาธิ แล้วพอจิตใจเรานิ่ง ก็ยิ่งรับรู้ถึงการสั่นสะเทือนของสิ่งรอบข้าง และเสียงก็เป็นพาร์ทหนึ่งในนั้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมสนใจและนำมาทดลองจึงไม่ใช่แค่เสียงอย่างเดียว แต่มีเรื่องของวิช่วลและซาวน์เอ็นเตอร์เทนเนอร์ด้วย 

Q: ในฐานะศิลปินคุณต้องการสื่อสารอะไรผ่านไวเบรชั่นที่สะท้อนออกไป 

A: พอทำศิลปะเรื่องซาวน์ งานก็จะเป็นแอ๊บแตร็กส์ (Abtract) และค่อนข้างเข้าใจยากอยู่แล้ว แต่ผมก็พยายามจะทำให้คนดูมีส่วนร่วมมากที่สุด ซึ่งก็มาจากการสังเกตในตอนเด็กที่ผมอยู่ในค่ายทหารนั่นล่ะ อย่างแรกคือผมเองเป็นคนไม่ค่อยพูด และคิดว่าความรู้สึกบางอย่าง ยังไม่มีคำพูดที่สามารถสื่อถึงความรู้สึกนั้นได้ครบถ้วน ก็อยากทำให้เสียงสามารถอธิบายอะไรความรู้สึกนั้นๆ ออกมาได้โดยไม่ติดกับข้อจำกัดของภาษา พอเรื่องเสียงเป็นนามธรรมจึงเกิดการตีความได้หลากหลายกว่าภาษา 

อีกอย่างคือเราเคยอยู่ในค่ายทหาร ซึ่งทุกอย่างในนั้นจะถูกควบคุมหมด แต่จริงๆ แล้วเสียงควรเป็นอิสระจากการควบคุมของสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือคนใดคนหนึ่งก่อน เลยคิดว่าจะทำให้เรื่องพวกนี้สะท้อนออกมาผ่านตัวงานของเรา ซึ่งไม่ใช่เชิงดนตรีที่มีความไพเราะหรือมีจังหวะจะโคน แต่สร้างให้คนมีส่วนร่วมในการสร้างเสียงเพื่อสะท้อนบางอย่างจากภายในตัวเขาออกมา และนี่คือไวเบรชั่นที่ผมสนใจ คือการดึงเอาหน่วยชีวิตออกมา ให้ผู้ที่เข้ามามีส่วนร่วมกับงานของผมเขารู้ว่าเสียงของตัวเองอยู่ตรงไหน ทำให้มีแรงบันดาลใจในการครีเอทชีวิตตัวเองขึ้นมา

Q: เมื่อเป็นศิลปะที่สร้างจากเสียง อาจจะมีข้อจำกัดสำหรับผู้ชมที่หูหนวก? 

A: คนหูหนวกเขาบอดเสียงก็จริง แต่เขาก็ไม่ได้บอดไวเบรชั่น มีงานนึงที่ผมเคยทำขึ้นมาเป็นหัวเทป ถ้าคนที่หูหนวกอยากรู้ว่าเสียงนั้นเป็นยังไง เขาจะเอามือไปแตะลำโพงแล้วเสียงมันจะสั่น จริงๆ ก็อธิบายไม่ได้ว่าตัวเสียงสั่นนั้นคืออะไร แต่ผมคิดว่าภาษาที่เขารับนั้นมีอีกภาษาหนึ่ง เหมือนเวลาผมพูดออกไป เสียงที่คนอื่นได้ยิน กับเสียงที่ผมจะได้ยินจะไม่เหมือนกัน เหมือนเวลาอัดเสียงน่ะครับ เสียงที่เราได้ยินตอนพูด กับเสียงที่อัดอยู่ข้างในนั้นไม่เหมือนกันแน่นอน แต่พอเราฟังก็รู้ว่านั่นเสียงเรา ผมเลยคิดว่าแม้ว่าในแง่ของการรับฟัง คนหูหนวกเขาจะไม่ได้ยินเสียง แต่ว่าเรื่องของไวเบรชั่นเขาสัมผัสได้ เขาก็จะได้ยินเสียงนั้นผ่านการสัมผัส 

Q: ยิ่งทำงานเรื่องเสียง ยิ่งทำให้เจอความลับของเสียงมากขึ้นเรื่อยๆ หรือเปล่า? 

A: พอเราหมกหมุ่นอยู่กับมัน เราก็ได้เจอในสิ่งที่เราสนใจ เหมือนเป็นการจูนคลื่นน่ะครับ คือเราจูนไวเบรชั่นของเราไปเจอแล้ว แล้วเราก็ไปต่อ เราก็ทำเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นการตั้งคำถามเกี่ยวกับสังคม ชอบตั้งคำถาม แล้วก็เอามาทดลองหาคำตอบกับสิ่งที่เราทำ เวลาผมทำงานเสียงหรืออะไรพวกนี้ ผมไม่เคยคิดจะคอนโทรล (Control) ให้ออกมาเป็นอารมณ์อะไร แต่อยากให้เป็นสถานการณ์ร่วม คือพอดูจริงๆ มันไม่ได้เกิดการอิมเพลส (Impress) นะ แต่เรากลับไปแล้วคิดต่อ คือผมคิดว่าการทำให้สิ่งนั้นคงอยู่เป็นเวลานาน แล้วเกิดการตั้งคำถามต่อไป รู้สึกว่าเวิร์คกว่างานที่เราดูแล้วสวยงาม เพราะว่างานนิวมีเดียสมัยนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับประสบการณ์ของคนทั้งนั้นเลย บางทีเราก็ดูไม่เข้าใจ บางทีก็งง พองงแล้วก็อาจจะเกิดการตั้งคำถามกับมัน หรือถ้าใครไม่เกิดคำถามอะไรต่อ ผมก็โอเคนะ 

Q: งานศิลปะที่คุณทำเพื่อตอบสนองเรื่องส่วนตัว หรือสังคมมากกว่ากัน 

A: จริงๆ แล้วผมไม่ใช่คนที่ทำอะไรเพื่อสังคมนะ (หัวเราะ) แต่เราคิดว่าความเป็นมนุษย์ทุกคนจะมีส่วนเชื่อมโยงกับสังคมอยู่แล้ว แต่เราคิดว่าตัวงานมันเวิร์คกับตัวเรา มันเชื้อเชิญคนมาหาเรา ผมชอบสนุกด้วยไง ก็เลยมุ่งไปที่ตัวงานมากกว่า ผมชอบคำว่า สภาพแวดดล้อมอธิบายตัวเรามากกว่าที่เราจะมาอธิบายตัวเราผ่านภาษา อย่างเพื่อนบางคนที่อยู่รอบตัวเราเขาอาจจะไม่ค่อยพูด แต่เรารู้สึกว่าเขามีอยู่ ดังนั้นความสัมพันธ์ตรงนั้นไม่จำเป็นต้องเกิดจากการแอคชั่น ไม่จำเป็นต้องมีการประท้วงแล้วเราก็ไป แต่เราแอคทีฟมันอีกอย่างหนึ่ง ในสิ่งที่เราทำเเล้วเรารู้สึกว่าเรามีส่วนร่วมได้ ตรงส่วนนี้จะทำให้เกิดการตั้งคำถามแล้วดีเวล็อป (Develop) ร่วมกันได้

Q: ได้ยินว่าจะไปแสดงงานที่โยโกฮาม่า ประเทศญี่ปุ่น กับพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ช่วยเล่าถึงงานที่จะไปแสดงให้ฟังหน่อย?

A: ที่พนมเปญผมเคยไปแล้วครั้งหนึ่ง ไปช่วยติดตั้งงานกับศิลปินคนหนึ่ง ได้เจอกับคิวเรเตอร์แล้วคุยกับเขาสนุก แล้วคนที่นั้นเขายังเพียว (Pure) อยู่ ผมสัมผัสไวเบรชั่นของคนที่นั่นได้ เหมือนเราตั้งคำถามว่าทำไมเดี๋ยวนี้คนถึงเข้าไปในร้านเพลงชนเผ่ากันเยอะมาก เพราะเพลงชนเผ่าเกิดจากความเพียว ซึ่งตัวเนี้ยถ้าเกิดว่ามันหายไปเกิดปัญหา เหมือนเมล็ดพันธ์ุเดี๋ยวนี้มักจะผ่านการจีเอ็มโอ (GMO : ตัดแต่งพันธุกรรม) คือในเมืองเสียงเกิดการจีเอ็มโอกันเยอะมาก พอเราอยู่ข้างนอกแล้วเราฟังเพลงกะเหรี่ยง เรารู้สึกว่าไวเบรชั่นนั้นทำให้เราเข้าถึงธรรมชาติได้ง่ายขึ้น ผมจึงชอบพื้นที่ๆ ยังไม่ถูกรบกวน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ทำอะไร แต่มันคือโอกาสหนึ่ง ก็เลยคิดว่าเราก็ทำเครื่องถ่ายทอดไวเบรชั่นแล้วนำไปติดตั้งในพื้นที่ที่ผู้คนยังมีความบริสุทธิ์ตามธรรมชาติอยู่ งานของผมจึงออกมาในรูปแบบของงานประดิษฐ์ที่เป็นซับให้คนเข้ามาทำไวเบรชั่นของเขาออกมา แล้วผมก็ด็อกคิวเม้นต์ (Document)ไวเบรชั่นเหล่านั้นออกมาเป็นฟิล์มหรือซาวน์ 

Q: บรรยากาศของวงการศิลปะที่พนมเปญเป็นยังไงบ้าง

A: น่าสนใจอย่างยิ่ง คือที่นั่นจะไม่มีศิลปินอายุเกิน 40 เลย เพราะว่าศิลปินพวกนั้นจะตายไปหมดกับสงคราม ก็คือถูกดีลีท (Delete) ออกไป แล้วน่าสนใจที่ว่าศิลปินรุ่นใหม่เวลาเขาทำงานออกมาจะไม่เหมือนสิ่งที่เรามีมา คือเขาสามารถยึดโยงกับสังคมได้โดยตรง คือเขาเป็นศิลปินรุ่นใหม่ เขาจะไม่ยึดติดกับประวัติศาสตร์ ประวัติศาตร์ของเขาคือการเริ่มใหม่ ก็เลยทำให้การพูดเกี่ยวกับสังคมได้ตรงๆ แล้วคนที่นั่นก็มีความกล้าที่จะพูด ซึ่งน่าสนใจตรงที่ว่าแม้เขาจะเป็นคอมมิวนิสต์ ไม่ให้วิจารณ์การเมือง แต่ว่าพอเป็นเรื่องของศิลปะปุ๊บ ทางการเขาจะไม่ยุ่งเลย เขาก็รู้สึกเออ...ไอ้พวกนี้มันบ้า คือไม่ได้สนใจน่ะ ศิลปินอยากทำอะไรก็ทำ แต่จริงๆ แมสเสจของศิลปินรุ่นใหม่ที่นั่นถูกส่งออกไปรอบโลกเลยนะ แล้วก็มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก 

คนที่นั่นก็รู้สึกอินกับศิลปะไปด้วยนะ ตอนผมไปพนมเปญครั้งนึง ผมไปเจอบ๊อบพานา (Bophana Audiovisual Resource Center) เหมือนเป็นองค์กรที่ทำงานร่วมกับต่างชาติ ร่วมกับยังอาร์ตติส เขาก็ส่งหนังมาจากต่างประเทศ แล้วบ๊อบพานาก็เป็นที่ฉาย เขาฉายกันทุกสัปดาห์ แล้วตอนที่ผมไปนั้นมีอยู่โปรเจคหนึ่ง เขาเอาไปฉายข้างนอก เขาเรียกว่าไดมอนแอเรีย (Dimond Area) ที่ทำตึกไว้ แล้วเขาไปตั้งฉายเหมือนหนังกลางแปลง แล้วคนเยอะมาก คือเราก็ตกใจ มันเป็นหนังทดลอง แต่คนมาดูก็เยอะมาก คือเหมือนเขาชอบการแสดงปาหี่กัน อะไรที่มีแสงก็จะล่อให้คนเข้าไปดู สิ่งนี้สะท้อนว่าจริงๆ แล้ว งานศิลปะไม่ไม่จำเป็นต้องเข้าไปดูในหอศิลป์เพื่อทำให้เกิดรสนิยมหรือไลฟ์สไตล์ เเต่มันเป็นการดีเวล็อป ที่เขาจะเริ่มพัฒนาเอสเธติก (Aesthetic) ของเขาไปด้วยกัน 

Q: แล้วที่โยโกฮาม่าเป็นยังไงบ้าง 

A: ผมใช้โปรเจคเหมือนหนังขายยาครับ คือไปฉายตามชุมชน แต่เราทำเป็นเสียงหรือเครื่องมือให้เขาเข้ามาทำ ที่โยโกฮาม่าเขามีโปรเจ็คท์เกี่ยวกับชุมชนอยู่ ซึ่งญี่ปุ่นเรายอมรับอยู่แล้ว คือผมไปศึกษาเขามากกว่า ในส่วนนี้จะเป็นโปรเจ็คท์ต่อเนื่อง ซึ่งพอทำเสร็จแล้วผมก็จะเอากลับมาทำที่เชียงใหม่ หรือไม่ก็บ้านนอกที่ไหนสักแห่ง

Q: ทุนในการทำงานศิลปะของคุณมาจากไหน? 

A: ศาสตร์ของศิลปะหรือมิวเซียม (Museum) ไม่ใช่สิ่งที่มีมาตั้งแต่แรกของบ้านเรา แต่ผมเรียนศิลปะเขาก็บอกศิลปินต้องมีแกลเลอรี่ (Gallery) รองรับ แต่เราก็มองว่าเห้ย..แล้วทำไมเด็กวัดถึงอยู่กันได้ว่ะ คือถ้าเราทำชีวิตให้สามารถดัดแปลงจากสิ่งที่เรามีอยู่ให้ซับพอร์ต (Support) ได้ ก็น่าจะอยู่ได้ คือชีวิตศิลปินบ้านเราไม่ได้มีซับพอร์ตเตอร์ (Supporter) เหมือนฝั่งยุโรปที่เขาพัฒนากันมาตั้งแต่ยุคกรีกโรมัน ดังนั้นถ้าเราทำชีวิตให้สามารถดัดแปลงได้ เหมือนเข้าไปในร้านมอเตอร์ไซค์เราจะเห็นเครื่องมือการดัดแปลงเยอะเลย เราเห็นเราก็งง แต่เขาอยู่ได้ คือผมใช้หลักการแบบนี้ แม้จะมีเงินน้อยแต่เราก็ทำงานศิลปะได้ ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าพอเราเงินน้อย เราจะดัดแปลงอะไรได้ เราก็เอาสิ่งแวดล้อมของเรามาทำเป็นงาน พองานเสร็จเรียบร้อย สิ่งนั้นก็จะอธิบายตัวคัลเจอร์ (Culture) ไปโดยปริยาย โดยที่เราไม่จำเป็นต้องเดือดร้อนว่าจะมีเงินซื้อสีซื้อเฟรมรึเปล่า ซึ่งสีหรืออะไรพวกนี้เป็นอีกคัลเจอร์หนึ่ง ซึ่งก็แล้วแต่ความเชื่อนะครับ แต่สุดท้ายพอเราเข้าใจการดัดแปลงชีวิตแล้ว สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราอยู่ได้ เป็นศิลปินรึเปล่าไม่รู้ แต่เราทำงานได้ด้วยลักษณะที่รวมเอาสิ่งแวดล้อมของเรามาด้วย และเราก็อยู่ได้ด้วย จริงๆ แล้วงานของผมนั้นขายไม่ได้หรอก มันเป็นโปรเจ็คท์อาร์ต แต่จุดนึงที่ไม่ลืมว่าจะทำตัวเราให้น่าสนใจอย่างไร อันนี้สำคัญ ศิลปินต้องเปิดโลกให้กว้าง อย่าไปปิดกั้นวิธีการ เราทำซาวด์ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นซาวด์อย่างเดียว มีอย่างอื่นเข้ามาร่วมด้วยก็ได้   

ถ้าดัดแปลงชีวิตได้แล้ว เราจะรู้ว่าควรเอาสิ่งไหนมาเติม บางทีผมก็ไม่มีเงินกินข้าวก็มี ซึ่งรสชาติชีวิตพวกนั้นก็เป็นเลเยอร์ที่เข้ามาในชีวิต คนทำงานดนตรีหรือศาสตร์ศิลปะจะนำเลเยอร์เหล่านี้ออกมาอธิบายสังคมยังไง จะให้ปรากฏรูปแบบไหนในงาน ผมเชื่อว่าเรื่องของความมั่นคงเป็นเซคชั่น (Section) ของการใช้ชีวิต เป็นเรื่องของการคีป (Keep) เงิน คือผมก็ต้องกินข้าวอยู่แล้วล่ะ แต่ผมจะกินข้าวจากไหนยังไง ถ้าผมมีน้อยก็กินน้อย หรือถ้าผมมีเยอะ ก็กินเยอะ ผมไม่จำกัดตัวเอง การไม่จำกัดตัวเองทำให้เรามีทางออกเยอะ เราถูกสังคมกำหนดให้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเรียนอย่างนี้ต้องเป็นอย่างนั้น แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ เราจะทำอะไรก็ได้ ถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอ ทำเรื่องเสียงก็ได้ พอเราก้าวข้ามข้อจำกัดนี้ได้ เราจะไม่กลับมาถามคำถามนี้อีกเลยว่าเราจะอยู่ยังไง 

http://www.arnontnongyao.com

ABOUT ARTIST:

อานนท์ นงค์เยาว์ จบจากคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปัจจุบันเป็นศิลปินอิสระที่มีโปรเจ็คท์ทั้งในไทยและต่างประเทศ นอกจากกำลังมีงานแสดงที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา และเมืองโยโกฮาม่า ประเทศญี่ปุ่นแล้ว อานนท์ยังทำโปรเจ็คท์ CMC (Chiang Mai Collective) ร่วมกับ อ.ธัชธรรม ศิลป์สุพรรณ และกลุ่มศิลปินรุ่นใหม่ที่ทำงานเกี่ยวกับเสียงในเชียงใหม่ เพื่อหาแนวทางใหม่สำหรับการทำศิลปะที่เกี่ยวข้องกับเสียงร่วมกันโดยเน้นไปที่

การติดต่อสื่อสารชุมชนด้วยเสียง สามารถติดตามได้ที่ https://www.facebook.com/chiangmaicollective และติดตามผลงานของคุณอานนท์ ได้ที่ http://www.arnontnongyao.com

เรื่อง: ชลธิดา
ภาพ: ศมนภรณ์