Skip to main content

PRINTING, STUDIO & GALLERY : โลกแห่ง ‘ภาพพิมพ์’ ของกิติก้อง

9
printing

ก้อง-กิติก้อง ติลกวัฒโนทัย  นำภาพสองใบออกมาวางบนโต๊ะ พร้อมกับเชื้อเชิญให้เราทดลองใช้แว่นขยายส่องดู ภาพใบหนึ่งเป็นโปสเตอร์ที่กิติก้องบอกว่าออกแบบด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ส่วนอีกภาพเขาหยิบออกมาจากตู้ลิ้นชักที่เก็บรวบรวมงานภาพพิมพ์หลายงานเอาไว้ภายใน

ที่มาของเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากคำถามของเราที่ว่า กลัวไหมว่าเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นทุกวันจะทำให้งานภาพพิมพ์ค่อยๆ หายไป? และเมื่อเราลองมองดูภาพผ่านจากแว่นขยายตามคำชี้ชวนของเขา สิ่งที่ปรากฏให้เห็นคือจุดเล็กๆ มากมายที่ประกอบกันจนเป็นภาพในโปสเตอร์แผ่นนั้น ส่วนในงานภาพพิมพ์ แว่นขยายทำให้เราเห็นร่องรอยของขุยกระดาษ และความไม่สม่ำเสมอของพื้นผิวที่เกิดจากสีสันต่างๆ ที่ถูกวางลงไป

“เห็นใช่ไหมว่ามันไม่เหมือนกัน” คำถามจากเจ้าบ้านที่ตามต่อมาด้วยอีกประโยคพร้อมกับรอยยิ้มว่า “ใช้โปรแกรมทำให้ตายก็ไม่มีวันเหมือน”

printing

เสน่ห์ของความไม่สมบูรณ์

สาเหตุที่ก้อง หรือบางคนเรียกเขาว่าอาจารย์ก้อง หลงใหลในงานภาพพิมพ์มากกว่างานศิลปะแบบอื่นๆ เกิดขึ้นตั้งแต่เข้าศึกษาในคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และได้มีโอกาสได้ทดลองทำงานภาพพิมพ์ “ตอนเข้าไปเรียนใหม่ๆ นี่ยังไม่รู้จักเลยว่าภาพพิมพ์คืออะไร ดรอว์อิ้งเป็นอย่างเดียว รู้ ทีนี้พอได้ลองทำภาพพิมพ์แล้วก็รู้สึกสนุกมาก การทำงานภาพพิมพ์แต่ละครั้งมันเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ต้องลุ้นตลอดว่าทำแล้วงานจะออกมาตามแผนที่วางไว้ไหม บางทีพอเห็นงานแล้ว โอ้โห ทำไมสวยจัง ทำได้ยังไง แล้วเราจะทำยังไงที่จะควบคุมให้งานได้ออกมาตามที่เราอยากได้แบบนี้อีก จนถึงทุกวันนี้ทำงานภาพพิมพ์มา 20 กว่าปีแล้ว ก็ยังมีเรื่องให้เรียนรู้ให้ค้นหาอยู่ตลอด”

นอกจากความตื่นเต้นในการทำงานแล้ว เสน่ห์อีกอย่างของภาพพิมพ์สำหรับก้องคือการผสมสิ่งที่ไม่น่าจะเข้ากันให้อยู่รวมกันได้ “อย่างน้ำกับน้ำมันปกติก็ไม่เข้ากันใช่ไหม หรืออย่างของแข็งอย่างโลหะกับของนิ่มๆ อย่างกระดาษ พอมาผ่านกระบวนการแล้วมันกลับสามารถสร้างสรรค์ผลงานออกมาได้ คือความขัดกัน ความไม่ลงตัวพวกนี้ล่ะที่มาอยู่ร่วมกันอย่างลงตัวงานภาพพิมพ์อยู่เสมอ” 

หลังจากสำเร็จการศึกษาทางด้านภาพพิมพ์จากคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก้องเดินทางไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโทที่ประเทศออสเตรเลีย ด้วยเป้าหมายที่อยากจะขยายความรู้ของตัวเองเกี่ยวกับงานด้านภาพพิมพ์ให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น และเมื่อกลับมาเมืองไทย สิ่งที่เขาตั้งเป้าหมายเอาไว้คือการใช้ความรู้ทางด้านภาพพิมพ์หาเลี้ยงชีพให้ได้ รวมทั้งพยายามที่จะนำเสนอความรู้เกี่ยวกับงานภาพพิมพ์ออกไปสู่สาธารณะให้มากขึ้น

printingprintingprinting

C.A.P : The Dream Model

เรื่องราวของ C.A.P (Chiangmai Art on Paper) สตูดิโองานภาพพิมพ์ของก้องซึ่งตั้งอยู่บนถนนนิมมานเหมินท์ กลายเป็นสิ่งที่ถูกกล่าวขวัญถึง ในฐานะของโมเดลธุรกิจที่ทางศิลปะที่ประสบความสำเร็จ สามารถสร้างรายได้และดึงดูดศิลปินมากมายให้อยากร่วมงานกับทาง C.A.P จนถึงระดับที่ก้องบอกว่า ‘คิวยาวจนทำกันแทบไม่ทัน’

สำหรับเขาแล้ว การทำงานในฐานะสตูดิโอที่มีความเชี่ยวชาญด้านงานภาพพิมพ์ในแบบต่างๆ ซึ่งทำงานร่วมกันกับศิลปินไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เพราะเขาเคยเห็นตัวอย่างเช่นนี้ในต่างประเทศมาแล้ว “แม้แต่เมืองเล็กๆ ก็ยังมีสตูดิโอที่เปิดโอกาสให้ศิลปินได้เข้ามาร่วมงานกัน แต่แน่นอนว่าในตอนที่ C.A.P เริ่มต้น วิธีการนี้ยังเป็นเรื่องใหม่มากๆ ในวงการศิลปะไทย” อย่างไรก็ตาม ด้วยการทำงานที่มีแนวทางและข้อตกลงที่ชัดเจน รวมทั้งแสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญในงานด้านภาพพิมพ์อย่างแท้จริง ส่งผลให้ศิลปินมากมายเดินทางมาทำงานร่วมกับก้องและทีมงานที่เชียงใหม่ จนทำให้ C.A.P กลายเป็นที่รู้จัก 

“กติกาของเราชัดเจนว่างานแต่ละ Edition จะจัดสรรกันอย่างไร อันไหนคือส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของศิลปิน งานอันไหนคือPrinter Proof ที่ทีมงานที่ร่วมทำงานจะได้ไว้ครอบครอง  คุณภาพแค่ไหนที่เรายอมรับเป็นมาตรฐานของงานในแต่ละ Edition รวมทั้งจำนวนที่จะทำขึ้นในแต่ละ Edition ขณะเดียวกันเราเองก็ต้องรักษามาตรฐานที่ว่านี้ด้วย ไม่มีการทำผลงานเกินกว่าที่ตกลงกัน หากงานไม่ได้มาตรฐานที่ตั้งไว้ก็ต้องทำลายทิ้งทันที ไม่ปล่อยให้หลุดรอดออกไป สำหรับพวกเราแล้วไม่ได้สนใจว่างาน Edition ไหนมีค่าทางการตลาดยังไง แต่สิ่งที่สำคัญคือการควบคุมคุณภาพของการพิมพ์งานในขั้นตอนต่างๆ ให้ผลงานออกมาตรงตามที่ศิลปินต้องการมากที่สุด”

ทุกวันนี้นอกจากงานที่ทำให้กับศิลปินภายนอกแล้ว กิติก้องยังผลักดันให้ทีมงานที่ร่วมงานกับเขาใน C.A.P ได้สร้างสรรค์ผลงานของแต่ละคนด้วย “เรากำหนดไว้เลยว่ากลางวันทำงานของศิลปินข้างนอก ส่วนกลางคืนก็เอาไว้ทำงานของตัวเองกัน” และการที่ทีมงานของเขาเริ่มมีโอกาสออกไปแสดงงานตามนิทรรศการต่างๆ ก็เป็นสิ่งที่เขาภูมิใจอยูไม่น้อย ขณะที่แผนงานที่จะขยับขยาย C.A.P ด้วยการสร้างสตูดิโอขึ้นอีกแห่งหนึ่งในพื้นที่ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริมนั้น ก็เป็นอีกช่องทางที่กิกติก้องหวังว่าจะทำให้กระบวนการทำงานของ C.A.P เกิดความหลากหลายมากยิ่งขึ้น

jojo gallery

JOJO KOBE แกลเลอรี่แนวคิดใหม่

นอกเหนือจาก C.A.P แล้ว JOJO KOBE  Art Gallery ซึ่งตั้งอยู่บนถนนนิมมานเหมินท์ ซอย 3 และเปิดให้บริการมากว่า 1 ปีแล้วนั้น เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ก้องและหุ้นส่วนได้ริเริ่ม ด้วยความหวังว่าแกลเลอรีที่แสดงเฉพาะงานภาพพิมพ์แห่งนี้จะเติบโตจนสามารถพัฒนาไปสู่การทำงานแบบ Pure Art ได้ในอนาคต

“JOJO KOBE ต่างจาก C.A.P ตรงที่กติกาในการทำงาน ที่ C.A.P เราทำงานร่วมกับศิลปินและแบ่งผลงานกัน ส่วนที่เราได้มาคือส่วนที่จะเป็นรายได้ของเรา ขณะที่ JOJO KOBE เริ่มต้นด้วยการเป็นแกลเลอรีและสตูดิโอที่ทำงานภาพพิมพ์ในแบบสกรีนเพียงอย่างเดียว โดยศิลปินเป็นผู้คิดงานภายใต้ขนาดที่เราเป็นผู้กำหนดซึ่งตั้งเอาไว้เพียงขนาดเดียว จากนั้นทีมงานของ JOJO KOBE จะเป็นผู้ทำการถอดแบบและพิมพ์ภาพ ก่อนจะนำภาพที่ได้มาจัดแสดงในแกลเลอรี และจำหน่ายในราคราเดียวกันสำหรับทุกๆ ผลงานจากทุกๆ ศิลปิน ซึ่งถ้าหากสามารถจำหน่ายได้ รายได้ก็จะแบ่งกันระหว่างศิลปินและแกลเลอรีตามสัดส่วนที่ตั้งไว้”

ก้องเชื่อว่าการทำแกลเลอรี่ที่มีความถนัดเฉพาะทางเช่นนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้การผลิตงานภาพพิมพ์เปิดกว้างมากยิ่งขึ้น “ขนาดที่เราคิดไว้เป็นขนาดที่เชื่อว่าเหมาะสมกับรูปแบบการใช้ชีวิตของคนในปัจจุบัน ที่ ขณะที่ราคาและส่วนแบ่งก็ตั้งเอาไว้เป็นมาตรฐาน โดยที่ศิลปินเองไม่ต้อลงทุนอะไรเลยนอกจากความคิดสร้างสรรค์” ขณะที่อนาคตของานภาพพิมพ์นั้น เขาเห็นว่าความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับงานภาพพิมพ์ของคนในปัจจุบันเติบโตขึ้น รวมทั้งภาพพิมพ์กลายเป็นสินค้าที่มีตลาดเฉพาะกลุ่มมากขึ้นเช่นกัน ดังนั้นแนวทางที่เหมาะสม ในอนาคตสตูดิโอหรือแกลเลอรี จึงควรจะเน้นสิ่งที่ตัวเองถนัดและสร้างความแตกต่างในผลงานเพื่อเป็นจุดขาย “ไม่จำเป็นว่าจะต้องมาพิมพ์กับพวกผมที่เดียวนะ แต่ในอนาคตมันควรจะแบ่งๆ กันไป ใครถนัดแนวไหนก็เอาไปทำ ถ้าเป็นแบบนี้งานภาพพิมพ์ในบ้านเราก็จะได้มีหลากหลายยิ่งขึ้น” 

 

เรื่อง : ระพินทรนาถ  
ภาพ : ศมนภรณ์
HIP Magazine June 2014

Profile picture for user HIPTHAILAND

HIP THAILAND

Online Contents & Free Copy Monthly Magazine from Chiang Mai