Skip to main content

ETHIOPIA บันทึกถึงเสียงหัวเราะและรอยยิ้มจากอีกมุมหนึ่งในโลก

86

สืบเนื่องมาจากคนรู้จักได้ไปเที่ยวเอธิโอเปีย แล้วมาเล่าให้ฟังว่า การดำรงชีวิตและวัฒนธรรมของชนเผ่าต่างๆ ในเอธิโอเปียนั้นน่าทึ่งมาก แต่ความเจริญก็กำลังคืบคลานเข้าไปอย่างรวดเร็ว ชนเผ่าบางเผ่าเริ่มปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย ไม่แน่ว่าอีกหน่อยคงจะไม่ได้เห็นวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมแล้ว... ได้ยินแบบนี้ ฉันนี่นั่งเก้าอี้ไม่ติดเลย รีบประกาศตามหาสมัครพรรคพวกที่สนใจพร้อมจะร่วมทริปไปกันในทันที

ethiopia

 

“เรากำลังนำท่านเข้าสู่ Addis Ababa, Ethiopia กรุณาปรับพนักเก้าอี้ให้ตรง เก็บโต๊ะด้านหน้า เปิดม่านหน้าต่างให้เรียบร้อย รัดเข็มขัดจนกว่าไฟจะดับ” สิ้นเสียงประกาศ ฉันโน้มมองลงมาจากจากหน้าต่าง ภาพที่เห็นทำเอาสะดุ้งตกใจเบอร์ใหญ่ เย้ยยยย! นี่เอธิโอเปียถิ่นกันดารจริงเหรอ? ช่างผิดจากที่คิดไว้ลิบลับ เมืองมันใหญ่เอาเรื่อง ป่าคอนกรีตยึดเต็มพื้นที่

 

เรามาถึงเอธิโอเปียกันช่วงบ่าย ตลอดทั้งทริปนี้ เราเลือกใช้บริการของบริษัท Omo Valley Tour ซึ่งก็จองกันมาแล้วตั้งแต่อยู่ที่เมืองไทย การท่องเที่ยวเอธิโอเปียในแถบอื่นของประเทศ เราสามารถเดินทางไปเองได้ แต่ถ้าหากเป็นการเดินทางไปในกลุ่มของชนเผ่าแล้ว จำเป็นอย่างมากที่จะต้องมีบริษัททัวร์ท้องถิ่นจัดการให้ เพราะต้องสื่อสารกับชนเผ่า และที่สำคัญอีกอย่างคือ การเดินทางไปยังหมู่บ้านต่างๆ นั้นค่อนข้างลำบากมาก จากเมืองหลวง เรามีแผนที่จะเดินทางไปเมือง Jinka ในเช้าของวันรุ่งขึ้น จึงมีโปรแกรมเที่ยวในเมืองหลวงกันนิดหน่อย  

 

ethiopia

โลโก้เท่ๆ รูปสิงโตของร้านกาแฟ Tomoca

 

ethiopia

 

ethiopia
ถนนสู่ Omo Valley เกือบจะทั้งหมดเป็นถนนลูกรังและฝุ่นตลบอบอวล 

 

Addis Ababa เมืองหลวงของเอธิโอเปีย ตั้งอยู่บนความสูงที่ 2,300 กว่าเมตรจากระดับน้ำทะเล ทำให้อากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี เที่ยวสบาย ความที่ตอนนี้เมืองทั้งเมืองกำลังก่อสร้าง จึงยังไม่ค่อยมีอะไรให้เที่ยวมากนัก แต่ก็มีสถานที่ที่มาแล้วไม่ควรพลาด คือ พิพิธภัณฑ์, ตลาด Merkato และร้านกาแฟ Tomoca

 

ในระหว่างนั่งรถชมเมือง ไกด์เล่าให้ฟังว่า ตอนนี้เอธิโอเปียกำลังพัฒนาประเทศ ซึ่งหนึ่งในมหาอำนาจของโลกอย่างจีน ได้รับสัมปทานในการลงทุนเกือบจะทุกด้านของธุรกิจ ถนนทุกเส้นสายกำลังจะตัดผ่านทุกพื้นที่ ปฏิบัติการขุดเจาะหาน้ำมัน, โรงงานน้ำตาล, โรงงานฝ้าย อุตสาหกรรมทุกขนาดกำลังเริ่มต้น การโรงแรม และการค้าด้านอื่นๆ อีกมากมาย เห็นแล้วก็ทึ่งในการขยายอิทธิพลทางธุรกิจของพี่จีน เชื่อว่าอีกไม่นานคงจะพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์การค้าของเอธิโอเปียและโลกไปไม่น้อย ไอ้เราก็หัวดำ เดินไปทางไหนเลยมีแต่คนทักเราว่า “หนีห่าวๆ”

 

ethiopia

ชุดหนังวัวอันสวยงามเป็นเอกลักษณ์ของชาวเผ่า Kara 

 

ethiopia
การแบกของบนศีรษะเป็นเรื่องที่ง่ายดายมากของหญิงสาวที่นี่

 

ethiopia

แม่กับลูก

 

‘กาแฟ’ เป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่สำคัญของเอธิโอเปีย และมีหลักฐานการค้นพบกาแฟที่นี่เป็นที่แรกของโลกด้วย เมื่อมาถึงดินแดนต้นกำเนิดทั้งที เราจะพลาดชิมได้ยังไงใช่ไหม ไกด์พาเราไปร้าน Tomoca ร้านดั้งเดิมดึกดำบรรพ์ที่มีชื่อเสียงอย่างมากในเอธิโอเปีย ซึ่งก็ไม่ผิดหวังใดๆ ทั้งสิ้น เพราะแค่ลงจากรถ คุณก็จะได้กลิ่นสัมผัสที่หอมของกาแฟลอยละล่องมาแต่ไกล ชนิดที่ว่าแค่เดินตามกลิ่นไปก็เดินถึงร้านได้เลย พอได้ชิมก็ยิ่งหลงใหลในรสชาติอันหวานขมของมัน นี่ขนาดว่าฉันไม่ใช่คอกาแฟนะ ยังแอบหลงรักเลย พาลให้นึกถึงสุภาษิตตุรกีบทหนึ่งที่ว่า ‘กาแฟควรจะมีสีดำเหมือนนรก รสเข้มเหมือนความตาย และหวานเหมือนความรัก’

 

จากร้านกาแฟที่เราอ้อยอิ่งกันอยู่พักนึง เราก็ดิ่งตรงไปตลาด Merkato ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกา บังเอิญว่าวันที่ไปถึงเป็นวันสำคัญทางศาสนาพอดี ร้านรวงส่วนใหญ่จึงปิดเงียบ จะเหลือแต่พ่อค้าแม่ขายข้างทางที่ยังเปิดขายของเล็กๆ น้อยๆ กัน ซึ่งก็ดีไปอย่าง เพราะไกด์บอกว่า ถ้าเรามาวันปกติผู้คนจะแน่นหนามาก เดินลำบาก ต้องไหลไปตามฝูงมหาชนจนแทบจะไม่ได้ดูอะไรเลย การเดินเที่ยวตลาดยังไม่ค่อยปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวมากนัก จำต้องมีตำรวจเดินนำทางให้ การเดินเที่ยวชม ถ้าเราเดินชมเฉยๆ ก็โอเคนะ แต่เมื่อไหร่ที่ยกกล้องขึ้นมาถ่ายเท่านั้นแหละ จะโดนด่าโดนไล่กันเลยทีเดียว ถ้าอยากเก็บภาพบรรยากาศหรือวิถีชีวิตไว้ ก็ต้องใช้วิชาแอบเนียนถ่ายกันหน่อย

 

ethiopia

 

ethiopia

เด็กๆ น่ารักมาก ถูกจับมาทาหน้าทาตัว แต่ละคนท่าทางกวนสุดๆ 

 

ethiopia

 

ethiopia
ขนาดของแผ่นที่สอดจะขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ หญิงสาวจะใส่เฉพาะตอนที่มีงานสำคัญและตอนเสิร์ฟอาหารให้สามี
 

 

จากตลาดเราก็ไปส่องพิพิธภัณฑ์กันต่อ National Museum of Ethiopia เป็นพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ จัดแสดงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่แรกเริ่มของเอธิโอเปีย ตั้งแต่ยุคต่างๆ จนถึงปัจจุบัน ไฮไลท์ของที่นี่คือ ‘โครงกระดูกของป้าลูซี่’ 

 

ป้า ‘Lucy’ เป็นโครงกระดูกมนุษย์ดึกดำบรรพ์ ถูกจัดอยู่ในจีนัสและสปีชีส์ Australopithecus Afarensis เป็นโครงกระดูกต้นตระกูลคนเดินสองขาหลังตั้งตรง (Family Hominidae) อายุกว่า 3.2 ล้านปี แต่หลังจากค้นพบป้า ก็มีการขุดพบโครงกระดูกของ น้อง ‘Ardi’ ที่เป็นโครงกระดูกต้นตระกูลคนเดินสองขา หลังตรง (Family Hominidae) มีอายุ 4.4 ล้านปี อยู่ในจีนัสและสปีชีส์ Ardipithecus Ramidus เป็นคนละจีนัสกับป้า แต่อยู่ใน Family Hominidae เหมือนกัน การค้นพบชิ้นส่วนโครงกระดูกของทั้งสองนั้นเป็นเรื่องที่น่ายินดีมาก เพราะจำนวนชิ้นส่วนกระดูกมีมากกว่าครึ่งร่าง สมบูรณ์มากที่สุดเมื่อเทียบกับที่เคยขุดค้นพบมา ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถศึกษาเรื่องราววิวัฒนาการของมนุษย์ได้มากยิ่งขึ้น

 

วันรุ่งขึ้น เราออกจาก Addis Ababa ไปเมือง Jinka จุดหมายปลายทางคือ Omo Valley ซึ่งใช้เวลาบินเพียงชั่วโมงเศษๆ แต่ถ้าเดินทางโดยรถยนต์ ระยะทาง 600 กว่ากิโลเมตร อาจใช้เวลาเดินทางถึง 2 วัน เพราะสภาพถนนไม่ดีเอามากๆ พอพ้นเขตเมือง ตลอดเส้นทางเมื่อมองจากมุมสูง เราก็จะได้เห็นแผ่นดินที่แห้งผากระดับ 1 ไต่ไปถึง 10 กันเลยทีเดียว แม่เจ้า! นี่สินะเอธิโอเปีย!

 

ethiopia

 

ethiopia

ในหมู่บ้านของชาว Dassanech

 

ethiopia

แสงยามเช้าที่งดงาม กับผู้คนที่ต่างล้วนมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

 

ชั่วประเดี๋ยวเดียวเราก็มาถึงเมือง Jinka กัน ที่นี่อากาศร้อนมาก แตกต่างจากเมืองหลวงโดยสิ้นเชิง หนาวสู่ร้อน ปรับสภาพแทบไม่ทัน ไอร้อนกระทบผิวทำเอาสะดุ้งจนขนลุก ร้อนแบบแทบละลาย อยากกลับบ้านไปนั่งกินบิงซูขึ้นมาทันที 

 

จาก Jinka การเดินทางยังไม่จบ เราต้องนั่งรถต่อไปยังเมือง Turmi ซึ่งต้องใช้เวลาราวๆ 2 ชั่วโมง ที่นั่นเป็นศูนย์กลางของที่พักแถบ Omo Valley แหล่งเจริญแห่งสุดท้าย ก่อนจะแยกย้ายเดินทางไปตามหมู่บ้านของชนเผ่าต่างๆ ที่ตัดขาดจากไฟฟ้าและสัญญานอินเตอร์เน็ตโดยสิ้นเชิง 

 

ถนนลูกรังทอดยาวไกลสุดลูกหูลูกตา ตลอดสองข้างมีแต่ความแห้งแล้ง แสงแดดแผดเผาทุกสิ่งอย่าง อากาศร้อนจัด ทำให้เกิดลมหมุนหอบฝุ่นขึ้นมาเป็นสิบๆ ลูก แม่น้ำน้อยใหญ่แห้งผาก น้ำแม้แต่หยดเดียวก็ไม่มีให้เห็น ฉันหยีตาลง กลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ ใจนึกภาวนาขอให้ทริปนี้ผ่านไปได้ด้วยดี มีน้ำกินตลอดทริปด้วยเถิด 

 

เนื่องจากสภาพเส้นทางที่ย่ำแย่และไม่มีป้ายบอกทางใดๆ การขับรถจึงนิยมขับกันเฉพาะช่วงเวลาเช้าจนก่อนพระอาทิตย์ตกดินเท่านั้น เพราะในช่วงเวลากลางคืน แม้คนขับที่ชำนาญทางก็อาจหลงได้ หลังจากพักผ่อนเอาแรง เช้าวันถัดมาเราก็ออกเดินทางไปยังหมู่บ้านของชนเผ่าซูรี ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่อยู่ไกลออกไป ชาวซูรีจะอาศัยอยู่บนภูเขา การเดินทางไปลำบากติดอันดับ จึงเป็นหมู่บ้านที่ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวไปเยือนเท่าไหร่นัก ด้วยระยะทางเพียง 220 กิโลเมตรจากเมืองทูมมี่ แต่ใช้เวลาเดินทางร่วม 10 ชั่วโมงกว่า

 

 

ethiopia

ปืนมีราคาแพงมาก บางทีอาจต้องใช้วัวเกือบยี่สิบตัวเพื่อแลกมา

 

ethiopia

หญิงสาวบรรจงแต่งหน้าเพื่อความงดงาม

 

จากทางหลวง (ลูกรัง) แยกเข้าสู่ถนนเข้าหมู่บ้าน ระยะทางแค่ 85 กิโลเมตร แต่ใช้เวลาขับรถกันถึง 5 ชั่วโมงเลยทีเดียว เส้นทางไปโหดมาก ขรุขระคละคลุ้ง

ไปด้วยฝุ่น ลุงซาอิด คนขับรถของเรา พาทั้งไต่ขึ้นเขา ดิ่งห้วย ขับเลียบเหว ฝ่าด่านไฟป่า ทะลุพงหญ้าฝ่าฝูงวัว เหมาหมดทุกอย่าง ตลอดเส้นทางเต็มไปด้วย

หินน้อยหินใหญ่ คู่ปรับยางล้อรถมาก และเป็นไปตามคาด ยางรถคันที่ฉันนั่งระเบิดระหว่างลงเขา แต่ลุงซาอิดมีสติและสมาธิที่ดีมาก หยุดรถได้อย่างปลอดภัย คณะเรามีกันทั้งหมด 5 คัน คนขับทุกคันจอดรถและมาช่วยกันเปลี่ยนยางรถ ภายในไม่ถึงสิบนาทีก็เสร็จ เป็นทีมเวิร์กที่ทำงานเข้าขากันสุดๆ  

 

ระหว่างทางเราไปเจอกับชนเผ่า Nyangatom ซึ่งเป็นชนเผ่าที่ดุร้าย กำลังพาฝูงวัวฝูงแพะมาหาอาหารกินพอดี ฉันและเพื่อนๆ ยกกล้องขึ้นถ่ายรูป คุณลุงซาอิดหันมาบอกและกำชับว่าอย่าถ่ายรูปนะ เพราะอันตราย ทุกคนมีปืน หากทำให้ไม่พอใจ พวกเขาก็จะยิงเราเลย โห!!! คุณลุ้ง บอกไวเกิ้น เก็บกล้องกับแทบไม่ทัน มองไปคันหน้า จะเห็นว่ารถที่นำขบวนเราโยนน้ำให้กับชนเผ่า คล้ายกับเป็นค่าผ่านทาง ทำให้เรารู้สึกปลอดภัยขึ้นมานิดนึง ชนเผ่าเหล่านี้ พวกเขาจะดีใจมากหากได้ขวดน้ำ มันมีค่ามากกว่าเพชรนิลจินดาเสียอีก เพราะพวกเขาสามารถเอาไว้ใส่น้ำเก็บตุนไว้ได้

 

หลังจากนั่งหัวสั่นหัวคลอนสะบักสะบอมกันมาเกินครึ่งวัน พวกเราก็มาถึงหมู่บ้าน Suri จุดหมายปลายทางแรก เราตั้งแคมป์กันที่นี่สองวัน บริเวณที่ตั้งแคมป์เป็นบ้านเก่าของมิชชันนารีที่มาเผยแพร่ศาสนา เลยมีห้องน้ำให้ใช้ สะดวกสบายพอประมาณ คืนแรก ชาวเผ่าหมู่บ้านที่เราพักกำลังมีงานเลี้ยงกันพอดี ไม่รู้เอาเรี่ยวเอาแรงกันมาจากไหน ร้องรำทำเพลงกันยันสว่าง แต่หาได้เป็นอุปสรรคกับการนอนของเราไม่ เนื่องจากเพลียแดด พอหัวถึงหมอนก็เป็นอันสลบ 

 

ethiopia

ผู้ชายก็นิยมทาหน้าตาเสริมหล่อเช่นกัน

 

ethiopia
แผ่นหลังของหญิงชาว Hamer กับบาดแผลที่ถูกเฆี่ยนด้วยแส้ ในพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ของเผ่า

 

ชาวเผ่า Suri เป็นชาวเผ่าที่อาศัยอยู่บนภูเขา กระจายกันออกไปเป็นหมู่บ้านเล็กๆ หลายหมู่บ้าน  วันรุ่งขึ้น เราขับรถไปอีกหมู่บ้านที่อยู่ใกล้ๆ กัน ชาวเผ่าหมู่บ้านนี้น่ารักมาก เป็นเจ้าบ้านที่ดี ต้อนรับเราอย่างเป็นมิตร ทำให้เรามีโอกาสใกล้ชิดพวกเขาได้มากขึ้น ทุกคนยิ้มแย้ม มารุมล้อมดูพวกเรากันใหญ่ บ้างก็แอบมองเราแบบเขินๆ บ้างก็ยืนมองเราแล้วขมวดคิ้วคล้ายกับมีคำถามมากมาย บางคนเอานิ้วจิ้ม มาถูๆ ผิวเรา จับผมเราแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ประมาณว่า ทำไมผิวเธอ ผมเธอเป็นแบบนี้ แม้เราจะพูดกันคนละภาษา แต่รอยยิ้มและสายตา ก็ทำให้พวกเราสื่อสารกันได้ 

 

ที่นี่เด็กๆ จะมีเยอะกว่าผู้ใหญ่ เพราะยังไม่มีการคุมกำเนิด ทั้งอายุเฉลี่ยของชาวเผ่าค่อนข้างต่ำ เนื่องด้วยการเสียชีวิตจากการเจ็บป่วยเพราะขาดกาสาธารณสุขและการแพทย์ที่ดี  

 

ชาว Suri จะเอาหินสีมาบดกับน้ำ แล้วเอามาเขียนหน้าทาตัว ทั้งเพื่อความสวยงาม ป้องกันผิวจากแสงแดดและแมลงอีกด้วย ผู้หญิงจะกรีดร่างกาย เพื่อให้เกิดแผลรอยนูนเป็นลวดลายต่างๆ แสดงถึงความงามและความอดทน นอกจากนั้น ก็จะตกแต่งร่างกายด้วยเครื่องประดับจากดอกไม้และต้นหญ้า หญิงสาวที่มีอายุถึงกำหนด จะถอนฟันหน้าล่างออกไปสองซี่ แล้วทำการเจาะใต้ปากให้เป็นรู เพื่อที่จะยัดแผ่นหินลงไป ขนาดของรูจะใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ ตามขนาดของแผ่นดินเหนียวที่ยัดลงไป เป็นวัฒนธรรมของชนเผ่า ที่ยิ่งใหญ่เท่าไหร่ เวลาหาคู่ก็จะสามารถเรียกร้องวัวมาเป็นสินสอดได้เยอะเท่านั้น ส่วนผู้ชายก็จะเจาะหูแล้วใส่ตุ้มหูขยายขนาดให้ใหญ่ไปเรื่อยๆ 

 

ethiopia

การละเล่นของเด็กๆ เพียงแค่นี้ต่างก็มีความสุขแล้ว

 

​ethiopia
เด็กๆ ปีนป่ายต้นไม้ราวกับเป็นสนามเด็กเล่น

 

คืนสุดท้ายที่อยู่ซูริเป็นคืนเดือนเพ็ญ ท้องฟ้าจึงสวยมากเป็นพิเศษ แสงจันทร์สีทองอร่ามตามาก ยอมรับว่าตั้งแต่เกิดมา ไม่เคยเห็นหรือสัมผัสแสงจันทร์ที่สวยมากแบบนี้มาก่อน อาจเป็นเพราะบนภูเขาที่นี่ห่างไกลจากมลพิษทางอากาศโดยสิ้นเชิง อากาศในยามค่ำคืนก็เย็นสบาย รู้สึกใจสงบและอุ่นกายอย่างบอกไม่ถูก กว่าจะรู้ตัวอีกที ฉันก็ยืนอาบจันทร์อยู่แบบนั้นนานนับชั่วโมง 

 

เช้าวันถัดมาก็ได้เวลาอำลาชาวเผ่า Suri มุ่งหน้าสู่หมู่บ้านของชาวเผ่า Kara ณ ที่ตั้งแคมป์ถัดไป

 

หลังจากฝ่าด่านนรกคลุกฝุ่นกันอีกรอบ เราก็เดินทางมาถึงจุดตั้งแคมป์ในป่าริมแม่น้ำโอโม แม่น้ำสายสำคัญของประเทศ ตอนกลางคืนเราจะได้ยินเสียงของสัตว์ป่าร้องกันระงม ฟังเพลินมาก มีทั้งเสียงหมาใน เสียงลิงโคลัมบัส และสัตว์ป่าอื่นๆ อีกมากมายที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน 

 

บริเวณโดยรอบของป่านี้ เป็นที่อยู่อาศัยของชาว Kara ซึ่งดำรงชีวิตด้วยการจับปลา เลี้ยงสัตว์ และทำเกษตรกรรม ชนเผ่าคาราผู้หญิงจะแต่งทรงผมเป็นกระจุก เจาะปากแล้วเสียบด้วยขนนก ทั้งทาสีวาดลวดลายบนใบหน้า สวมเสื้อผ้าที่ทำจากหนังสัตว์ และนิยมใส่สร้อยลูกปัด เป็นเอกลักษณ์ที่สวยงามมาก 

 

ที่นี่เองฉันได้พบกับเด็กผู้ชายคนหนึ่ง น้องเดินมาแนะนำตัวเองและทักทายฉันเป็นภาษาอังกฤษ บอกว่าผมกำลังเรียนหนังสืออยู่ และเรียนภาษาอังกฤษด้วย คุณพอจะมีปากกาติดมาบ้างไหม ฉันเองซึ่งตระเตรียมนำมาจากเมืองไทยร่วมห้าร้อยด้าม จึงดีใจเป็นยกใหญ่ที่มีคนต้องการ ฉันถามน้องว่า แล้วทุกวันนี้เรียนและเขียนหนังสือยังไง น้องตอบมาว่าก็ขีดเขียนลงดิน ท่องจำเอา โห!!! ฉันขอนับถือในความตั้งใจเลย ก่อนออกจากหมู่บ้าน ฉันได้บอกลาและบอกน้องว่าให้เป็นเด็กดี ฉันขอเอาใจช่วย ช่วงเวลานั้น มีแอบน้ำตาซึมกันเลยทีเดียว  

 

​ethiopia

 

​ethiopia

การแต่งกายของชนเผ่าต่างก็มีเอกลักษณ์แต่สวยงามไม่แพ้กัน

 

จากหมู่บ้านคารา เราเดินทางต่อไปยังหมู่บ้านของเผ่า Dassanech ชนเผ่าเร่รอนที่เปลี่ยนที่อยู่ของตัวเองทุก 2 ปี ชนเผ่าดาซาเนสมีการจัดการหมู่บ้านของพวกเขาดีมาก โดยพวกเขาจะสร้างกำแพงกิ่งไม้รอบหมู่บ้านเพื่อป้องกันสัตว์ป่าเข้ามาทำร้าย นอกจากนี้พวกเขายังมีชื่อเสียงในการนำเอาวัสดุเหลือใช้มารีไซเคิลเพื่อทำเป็นที่อยู่อาศัยและเครื่องประดับร่างกายอีกด้วย  ชาวดาซาเนสจะสร้างกระโจมไว้สองหลัง หลังหนึ่งจะทำด้วยแผ่นสังกะสี อีกหลังจะสร้างจากกิ่งไม้ใบหญ้า ที่ต้องทำเป็นสองหลัง เพราะในเวลากลางคืนอากาศจะหนาวมาก สังกะสีซึ่งเก็บความร้อนในช่วงเวลากลางวันจะให้ความอบอุ่นในเวลากลางคืน อีกทั้งสังกะสีจะช่วยให้ปลอดภัยจากสัตว์ร้ายที่อาจหลุดเข้ามาในบริเวณหมู่บ้านในช่วงเวลาหลับนอนได้ด้วย ส่วนกระโจมกิ่งไม้จะใช้อยู่ในช่วงเวลากลางวันเพราะเย็นสบาย เป็นความคิดที่ดีมากๆ นอกจากนี้พวกเขายังทำห้างยกเสบียงเก็บไว้กันจากสัตว์ด้วยเช่นกัน 

 

ผู้ชายชาวดาซาเนสจะตื่นแต่เช้าออกไปล่าสัตว์ และพาสัตว์เลี้ยงออกไปหากินด้วย ส่วนผู้หญิงก็จะดูแลลูก ดูแลบ้าน ตระเตรียมข้าวปลาอาหาร พอใกล้จะพลบค่ำ พวกเขาก็จะขนอึวัว อึแพะ มากองไว้ทั่วบริเวณและจุดไฟเผา เพื่อเป็นการรมยุงและแมลง เห็นการจัดการต่างๆ แล้วทึ่งจริงๆ แต่ที่แอบไม่เห็นด้วยกับประเพณีบางอย่างของชาวดาซาเนส นั่นคือการขลิบทั้งผู้ชายและผู้หญิง ผู้ชายนี่พอเข้าใจได้ แต่ที่น่าสงสารคือการขลิบของผู้หญิง พวกเขาจะตัดคลิตอริสของผู้หญิงออกเพื่อที่จะได้ไม่มีอารมณ์ทางเพศ ป้องกันการมีชู้ เป็นประเพณีที่โหดร้ายเกินไป ซึ่งน่ายินดีที่ปัจจุบันเริ่มมีผู้หญิงปฏิเสธที่จะขลิบเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แม้จะเป็นการผิดประเพณีก็ตาม เหตุเพราะมันสร้างความเจ็บปวดให้พวกเธอย่างมาก 

 

ethiopia

 

ethiopia

ความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายไร้เทคโนโลยีใดๆ

 

ที่ดาซาเนส ฉันก็ได้พบเด็กผู้ชายคนหนึ่งเช่นกัน ชื่อ Zeze ซีซีอาสาขอเป็นไกด์พาชมหมู่บ้าน เป็นเด็กที่เก่งมาก พูดภาษาอังกฤษได้ดีมาก ซีซีเข้าเรียนฟรีในโรงเรียนของรัฐบาล ตอนนี้เรียนอยู่เกรด 9 แล้ว นอกจากภาษาอังกฤษแล้ว ซีซียังสามารถสื่อสารภาษาจีน อิตาลี และเกาหลีได้อีกด้วย โดยอาศัยการเรียนรู้จากนักท่องเที่ยวที่เข้ามา พ่อของซีซีเสียจากโรคมาเลเรีย ซีซีเลยมีความตั้งใจว่าอยากจะเรียนหมอ เพราะอยากจะกลับมารักษาคนในหมู่บ้านและชนเผ่าอื่นๆ ด้วย ฉันไม่รู้ว่าโอกาสจะพาน้องไปได้ไกลแค่ไหน แต่ด้วยแววตา น้ำเสียง และความมุ่งมั่นที่น้องแสดงออกมา ไม่ว่าน้องจะได้เป็นหมออย่างที่ตั้งใจหรือไม่ แต่ฉันเชื่อว่าน้องจะเป็นอีกคนหนึ่ง ที่เปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างให้ดีขึ้นได้แน่นอน

 

ethiopia

 

จากดาซาเนส เรายังมีเหลืออีกสองชนเผ่าที่วางแผนจะไปเยือน คือชนเผ่า Abore และ Hamer ชนเผ่าอาโบเร มีความเป็นอยู่เรียบง่าย นิยมแต่งกายโดยใช้ผ้าคลุมศีรษะ ไม่กรีดผิวทำลวดลายหรือเจาะปากแบบชนเผ่าอื่น ค่อนข้างดูสงบที่สุดในบรรดาหมู่บ้านต่างๆ ที่ไปทั้งหมด 

 

พอจากชนเผ่าอันสงบ เราก็เดินทางมาพบกับชนเผ่าที่โหดสุด และสุดโต่งที่สุดในทริปนี้ กับชนเผ่าฮาเมอร์หญิงสาวในชนเผ่านี้ จะชโลมเส้นผมด้วยดินสีแดง เนย หรือไขมันจากสัตว์ และหลังจากที่แต่งงานแล้ว จะไม่มีการสระผมอีกตลอดไป ปลอกคอที่สวมใส่เปรียบได้กับแหวนแต่งงาน ถ้าปลอกคอคนไหนมีแกนยื่นออกมา แสดงว่าเป็นเมียคนแรก ส่วนปลอกคอแบบเรียบๆ จะเป็นเมียคนถัดๆ ไป

 

ethiopia

 

ชายหนุ่มที่ถึงวัยที่จะแต่งงาน จะต้องผ่านพิธีกระโดดข้ามวัว หรือ Bull Jumping ก่อนทุกคน ถือเป็นพิธีกรรมที่มีความสำคัญมากในชีวิตของเด็กผู้ชาย เป็นพิธีกรรมส่งท้ายวัยเด็กเพื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่อย้่างเต็มตัว  ผู้เข้าร่วมพิธีจะต้องทำการกระโดดเหยียบผ่านหลังวัวที่ยืนเรียงแถวให้สำเร็จเป็นจำนวน 4 ครั้ง โดยวัวที่นำมาใช้จะต้องเป็นเพศผู้ และต้องถูกตอนแล้ว จำนวนวัวที่จะต้องกระโดดข้ามนั้นก็ขึ้นอยู่กับการกำหนดของ Maza

 

ในประเพณนี้ ขณะที่ผู้ชายมีหน้าที่กระโดดเหยียบข้ามวัวให้ครบ ผู้หญิงต้องรับบทหนักและโหดกว่า คือจะถูกผู้ชายที่เป็นเพื่อนของคนที่กระโดดวัว ลงแส้เฆี่ยนหลัง ถือเป็นการแสดงถึงความรักความอดทน 

 

พิธีนี้จะไม่ได้มีบ่อยๆ จะมีก็ต่อเมื่อมีเด็กที่อายุถึงเกณฑ์เท่านั้น โชคดีตอนที่ฉันไปมีพิธีพอดี เลยมีโอกาสได้ดู เห็นตอนที่ผู้หญิงถูกเฆี่ยนเลือดไหลอาบไปทั่วแผ่นหลังแล้วอดสยองไม่ได้  มีผู้หญิงคนหนึ่งแอบร้องไห้ แต่ต้องฝืนยิ้มทั้งน้ำตา ถึงแม้จะเจ็บปวดยังไง พวกเขาก็ถือว่าเป็นประเพณีที่ต้องรักษาไว้  

 

ethiopia

 

ethiopia

 

แล้วเราก็ได้เวลาอำลาชนเผ่ากลับเข้าเมือง ตลอดสิบวันที่เดินทางไปตามหมู่บ้านต่างๆ จากวินาทีแรกที่เราเห็นในความไม่มีของพวกเขาเหล่านั้น แต่เมื่อผ่านไปซักพัก เราจะเริ่มรู้สึกว่า พวกเขาเหล่านี้ไม่ได้รู้สึกขาดอะไร พวกเขามีความสุขตามวิถีของตัวเอง มีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่พร้อมจะแบ่งปัน แม้ความเจริญจะเริ่มแผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง และพวกเขาก็เริ่มตอบรับมันบ้างในบางส่วน เพื่อให้เกิดความสะดวกสบายในการดำรงชีวิตที่มากขึ้น แต่ในส่วนลึกๆ แล้ว ฉันเชื่อว่าพวกเขาจะยังคงยึดมั่น เคารพในตัวตน และรักษาประเพณีของพวกเขาสืบไป

 

เรื่อง/ภาพ : จิตตานันทิ์ ภัทราพิริยนนท์ (IamAmJittanun)

Profile picture for user HIPTHAILAND

HIP THAILAND

Online Contents & Free Copy Monthly Magazine from Chiang Mai