Skip to main content

The Motorcycle Diary : บันทึกการเดินทาง 16 วัน (Manali-Leh-Ladakh)

720

เรามีเวลาเหลือในชีวิตเท่าไร? ที่จะใช้ชีวิตของเราในแบบที่เราหลับตาฝัน ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆที่เราจะได้ทำอะไรบ้าๆ แต่สิ่งนั้นก็ได้มอบความมีชีวิตที่แท้จริงกลับคืนมาให้เราได้ ทุกข์ สุข เหนื่อยล้า สบาย รัก คิดถึง เกลียดชัง อภัย อดทน และปล่อยวาง....และนี่คือ มอเตอร์ไซเคิลไดอารี่ที่บันทึก 16 วัน ของผมกับการเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์ไปในดินแดนสวรรค์ที่ถูกพระเจ้าลืมไว้ทางตอนเหนือของอินเดีย ที่ชื่อว่า ”แคชเมียร์”

 

Manali-Leh-Ladakh


ก่อนอื่นผมต้องขอออกตัวแรงๆก่อนนะครับว่าผมไม่ใช่นักเขียนปากกาคม ไม่ใช่ช่างภาพฝีมือเทพเจ้า และไม่ใช่ไบเกอร์ในตำนานแต่อย่างใด ผมเป็นแค่คนธรรมดามากๆที่รักในการเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์และต้องการบันทึกเรื่องราวในแบบฉบับของตัวเองก็แค่นั้นครับผม เราเตรียมอุปกรณ์ยังชีพ, เสื้อผ้าที่ใช้ในการขับขี่ เช่น เต็นท์ ถุงนอน เตาแก๊ส อาหารแห้ง แจ๊คเกตกันหนาว แต่เวลา3-4เดือนมันผ่านไปเร็วอย่างกับจรวดติดเทอร์โบ รู้ตัวอีกทีคือต้องเดินทางพรุ่งนี้เสียแล้วสิ!

 

วันเดินทาง : 21 ส.ค. 2560

 

เราถูกต้อนรับสไตล์อินเดียหลังจากนั่งเครื่องบินแบบเมาขี้ตากว่า 5 ชั่วโมง ด้วยอากาศระดับ 34 องศา และการถูกรถตู้ที่นัดมารับเบี้ยวเราซะงั้น!!! เราเสียเวลาไปราว 3 ชั่วโมงเพื่อแลกกับรถตู้คันใหม่ที่จะพาเราไปเมืองมะนาลี ที่ห่างจากเดลีไปราวๆ 580 กม.ใช้เวลาเดินทาง 16 ชั่วโมง!!!! เรามีลุงโชเฟอร์สายดิบขนาดแท้ ที่สร้างท่วงทำนองการขับรถแบบที่ผมไม่เคยเคยเห็นมาก่อน ถ้าเป็นบทเพลงก็เพลงแขกผสมกับเฮฟวี่เมทัล คือซัดยับตั้งแต่เมืองยันภูเขา เทโค้ง กินเลน เบียดชาวบ้าน ผมโคตรเมามันไปกับ 16 ชั่วโมงในรถตู้ราวกับตัวเองถูกข่มขืนในเครื่องซักผ้า

 

22 ส.ค. 2560

 

หลังจากที่ผมได้ลุงโชเฟอร์เป็นไอดอลในการขับรถ เราขึ้นไปทางเหนือไม่ถึงมะนาลีซักที เพราะทั้งคืนเราวิ่งผ่านภูเขาที่อันตรายบวกกับถนนที่นี่ราวกับพื้นดาวอังคาร เราไม่สามารถใช้ความเร็วได้ ในขณะที่คนอื่นกำลังหลับยาวๆ..........ปุ้งงงงงง!!!!.......กูว่าแล้ววว ยางแตก!!!! ก็ถือว่าเป็นการต้อนรับเราด้วยอุปสรรคเล็กๆน้อยๆดี  

 

Manali-Leh-Ladakh

 

80 กิโลต่อมาเราเดินทางมาถึงมะนาลี เมืองท่องเที่ยวขนาดใหญ่มองๆไปผมก็ว่าคล้ายๆ ”ปาย” บ้านเรานะ คือชาวต่างชาติเยอะ ร้านขายของ ร้านอาหารมากมาย ผู้คนที่นี่น่ารัก สู้กล้องทุกคนจ้าขอบอก!! จิกตาพ้อยขากันทุกคน ที่มะนาลีอยู่สูงเหนือระดับน้ำทะเล 1950 เมตร (ยอดดอยอินทนนท์สูงราว 2200 เมตร) วันนี้เราเลยใช้ชีวิตเบาๆเพื่อปรับสภาพร่างกาย อากาศที่นี่หนาวเย็นกว่าเดลีมาก รวมไปถึงเราต้องรับมอเตอไซค์คู่ใจที่จะพาเราออกเดินทางท่องโลกไปอีกหลายวัน

 

Manali-Leh-Ladakh


23 ส.ค. 2560

 

วันนี้เราตื่นกันแต่เช้า โคตรฟิตขอบอก เราแพ็คกระเป๋าพร้อมอาหารแห้ง และน้ำมันสำรองคนละ 20 ลิตร เพื่อใช้เวลา 3 วันเดินทางถึงเมืองเลห์ เมืองท่องเที่ยวสุดฮิปที่นักเดินทางทั่วโลกต่างอยากไปเยือน เราเดินทางราว 80 กิโลเมตรผ่าน ซูลอง วัลเล่,มาร์ไฮ จนมาถึงราตัง พาส (3800 ม.) เป็นคล้ายจุดเช็คอินแรกๆที่ให้เราได้สัมผัสธงสีๆสไตล์ธิเบต

 

Manali-Leh-Ladakh

 

Manali-Leh-Ladakh

 

Manali-Leh-Ladakh

 

ต้องบอกก่อนนะครับว่าระยะทางแนวราบเราไม่กลัวเลย แต่ระยะทางในแนวดิ่งมากกว่า คือระดับความสูงที่เราไต่ไปเรื่อยๆ เราเลยผ่านจุด 4000 ม. เหนือระดับน้ำทะเล ยังไม่มีใครมีอาการแพ้ที่สูง เพราะเราทุกคนได้กินยาดักไว้ อาการแพ้ที่สูงคือการมีอาการผิดปรกติในร่างกายในสภาวะออกซิเจนเบาบางเช่น ปวดหัว อาเจียน หน้ามืด หายใจไม่ออก หมดสติ เป็นต้น

 

Manali-Leh-Ladakh

 

Manali-Leh-Ladakh

 

วันนี้ฟ้ามืดเร็วมากเราเลยตัดสินใจนอนเกสเฮ้าริมถนนที่เมืองซิสซู ที่นี่เราจะได้ยินเสียงลำธารที่เกิดจากการละลายของหิมะดังไปทั่ว โอบล้อมไปด้วยภูเขาและมิตรภาพที่ดี ถึงแม้ว่าไฟจะดับตลอดคืนก็ตามที

 

24 ส.ค. 2560

 

เราเก็บสัมภาระออจากซิสซูด้วยความคึกเต็มที่ แวะทานข้าวที่เมืองคีลอง เป็นเมืองเล็กๆน่ารัก เราได้ภาพถ่ายพรอตเทรตสวยๆที่นี่หลายรูป เด็กๆไม่อายที่จะมาเล่นกับคนหน้าโหดๆอย่างผม เราทานอาหารรสชาติแปลกๆแต่ก็อิ่มท้องแล้วเดินทางต่อถึงจุด บาราลาชา ลา (4890 ม) เพื่อพักและถ่ายรูป ถนนในช่วงนี้ถนนเริ่มบู๊ขึ้นตามระยะทางที่ไกลออกไปเรื่อยๆ

 

Manali-Leh-Ladakh

 

Manali-Leh-Ladakh

 

Manali-Leh-Ladakh

 

Manali-Leh-Ladakh

 

ที่นี่อากาศหนาวแบบเฉียบพลัน หมอกหนาจนขับรถมองอะไรข้างหน้าแค่ 2-3 เมตรไม่เห็น อันตรายสุดๆ เพราะถนนที่นี่ซ้ายภูผา ขวาก็เหว!! วันนี้เราตัดสินใจกางเต๊นนอนที่ ซาชู (4290 ม) ย่านชุมชนที่พอมีที่พักแบบกระโจมให้เช่า แต่เราขอแค้มปิ้งหน่อยละกัน เตรียมเต็นท์และอุปกรณ์มาแล้วนี้

 

Manali-Leh-Ladakh

 

Manali-Leh-Ladakh

 

Manali-Leh-Ladakh

 

Manali-Leh-Ladakh

 

Manali-Leh-Ladakh

 

แต่พอพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าเท่านั้นแหละ มึงเอ้ยยย!!! ความหนาวประหนึ่งเปิดช่องฟรีสค้างไว้2เดือนบวกกับลมแรงที่ผ่านช่องเขาระดับเบอร์5 ได้ผสมผสานเป็นความเย็นมรณะพัดกระชากทั้งเต็นท์และวิญญาณของผมแทบจะปลิวไปพร้อมๆกัน คืนนั้นผมเอาชีวิตรอดด้วยการเอามาม่า โจ๊กถ้วย ถุงเท้า หมวกกันน๊อก ยัดใส่ถุงนอนที่เราแทรกตัวอยู่ในนั้นเพื่อหวังว่ามันจะอุ่นขึ้น และผูกเต๊นเข้ากับมอเตอร์ไซค์และหินก้อนเขื่องๆไม่งั้นแค้มปิ้งในฝันของกรูปลิวไปทั้งยวงแน่ๆ เราข่มตานอนหลับแทบไม่ลง เสียงลมที่โคตรโหยหวน พร้อมกับนอนภาวนาตาเหลือกๆว่า เมื่อไรจะเช้าสักทีวะ หนาวชิบหาย!!!!!ที่จริงอยากใช้คำว่า”หนาวเหี้ยๆ”แต่เกรงใจคนอ่านครับ

 

25 ส.ค. 2560

 

เราตื่นนอนราวหกโมงเช้า ด้วยสภาพตัวแข็งแต่หำหดเป็นมัมมี่ฤดูหนาว ความโหดร้ายจากลมหนาวเมื่อคืนได้ทำให้ผิวหน้าที่เคยฟรุ้งฟริ้งยาวไปจนถึงผิวตีนของผม แห้งราวกับหนังปลาอบกรอบ มือและเล็บม่วงจนน่าตกใจ ภาพของเดอะแก้งค์ในเช้านี้อยู่ในสภาพพังยับทุกคน เราค่อยๆคลืบคลานเข้าหาความอุ่นจากเตาแก๊สปิ๊กนิคที่เตรียมกันมา เราได้โจ๊กยับๆและมาม่าพังๆเป็นอาหารเช้าอุ่นๆเพื่อมีแรงขยับหำหดๆ ก่อนที่เราเดินทางเพื่อไปให้ถึงเมืองแปง (4688ม) ทุกคนมีอาการอ่อนล้าให้เห็นอย่างชัดเจน

 

Manali-Leh-Ladakh

 

จอดปุ๊บนั่งปั้บ ถามอะไรปั้บไม่ตอบ เราพูดคุยกันน้อยลง แต่หน้าเหี่ยวมากขึ้น ด้วยสภาพอากาศที่หนาวและถนนสไตล์โคตรพ่อฮาร์ดคอร์ เราเจอถนนตรงๆยาวๆเรียบๆ เป็นเส้นตรงลากผ่านที่ราบบนยอดเขาอันน่าพิศวง ผมใช้ความเร็วถึง100กม./ชม. เป็นครั้งแรกในทริป เชดดดด!!!

 

Manali-Leh-Ladakh

 

Manali-Leh-Ladakh

 

Manali-Leh-Ladakh

 

Manali-Leh-Ladakh

 

มันคือที่ราบที่ไม่น่าจะมีได้บนยอดเขาระดับความสูง4500ม กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาหลายสิบกิโลเมตร มันทำให้ผมคิดขึ้นมาได้ว่า นี่คือโล

กมนุษย์จริงๆเหรอวะ ทำไมภูมิประเทศมันสุดขั้วแบบนี้ งดงามและโหดร้ายในเวลาเดียวกัน นี่คือโลกที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนเลย เป็นวัยรุ่นมันเจ๋งอย่างนี้นี่เอง

 

เราตัดสินใจพักที่ เดอบริง เป็นที่พักแบบบ้านดินเก่าๆ นอนเรียงๆกันในห้องฝุ่นหนาๆ ห้องน้ำสไตล์คนงานก่อสร้างย่านบางพลีที่ไม่มีน้ำล้างตูด ผมอึไม่ออกเลย แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา แต่พวกเราเลือกที่จะสลบทิ้งตัวยาวๆข้าวปลาไม่กิน เพื่อนอนพักผ่อนแบบร่างกะวิญญาณอยู่กันคนละที่ นอนมันทั้งชุดขี่มอไซค์นี่แหละ ช่างแม่ง!!! แล้ววันนี้เป็นวันที่ร่างพังยับที่สุด และเรากำลังเจอกับอากาศที่หนาวกว่าทุกๆวัน

 

26 ส.ค. 2560

 

เจ็ดโมงกว่าๆเราตื่นมาในสภาพยับและพังพินาศสุดๆ ไม่มีใครอยากตื่นในสภาพมีแผ่นน้ำแข็งเกาะที่เบาะมอเตอร์ไซค์ เราใช้แสงแดดเป็นพลังในการขับเคลื่อนพลังในร่างกายช้า เก็บของ แล้วไปต่อ

 

Manali-Leh-Ladakh

 

วันนี้รถเราหลายคันเริ่มมีปัญหาเช่นหัวเทียนบอด และต้องปรับจูนคาร์บูเรเตอร์เพราะที่นี่อากาศเริ่มเบาบางทุกที เราขับมาสัก 60 กิโลเมตร เราก็มาถึงจุดที่เป็นถนนสูงอันดับ 2 ของโลกชื่อว่า ตากลัง ลา (5328ม) ที่นี่อากาศหนาวแบบสุดขั้ว ปากแตกจมูกลอกกันเป็นแถว ลิปมันก็เอาไม่อยู่ต้องเอาน้ำมันหมูทาหน้า ไม่น่าเชื่อว่านี่จะคือฤดูร้อนของที่นี่

 

Manali-Leh-Ladakh


Manali-Leh-Ladakh

 

หลายคนมีอาการปวดหัวเบาๆให้เห็น ผมก็มีอาการบ้างเพราะดันทะลึ่งลืมกินยาแพ้ที่สูงมา เดินก็เหนื่อย พูดก็เหนื่อย เพราะออกซิเจนน้อย ตรงนี้เราเริ่มเห็นน้ำแข็งสไตล์อินเดียได้ตามริมถนนที่เราขับผ่าน ไม่ต้องไปรอแม่คนิ้งจุ๋มจิ๋มที่ยอดดอยในฤดูหนาวบ้านเรา ที่นี่สามารถเจอน้ำแข็งและหิมะได้ตามริมถนนในฤดูร้อน

 

Manali-Leh-Ladakh

 

จากนั้นเราดึ่งลงเขายาวๆจากระดับความสูง 5328 ม. จนมาเหลือ 3480 ม. ในระยะทาง 60 กิโลเมตรจนมาถึงเมืองอัพชิ เมืองหน้าด่านของเลห์ เป็นประตูสู่แคชเมียร์ เราต้องตรวจเอกสารที่นี่ (ที่จริงเราต้องตรวจเอกสารพาสปอร์ตและพรอมิตรถมอเตอร์ไซค์ตลอดเส้นทางที่เราเจอด่านตรวจอยู่แล้ว) จากนั้นเรามุ่งหน้าอีก 50 กิโลเมตรก็ถึงเลห์ เมืองจุดหมายของเราในวันนี้ และเราจะพักที่เลห์ 2 วันด้วยกัน

 

27 ส.ค. 2560

 

วันนี้เราตื่นมาพบว่าเลห์เหมือนกับเมืองร้าง ร้านค้า ร้านอาหารที่เคยคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวหลายเชื้อชาติ กลับปิดตัวลงแบบงงๆ เพราะคนในเมืองต่างปิดกิจการ1วันเพื่อไว้อาลัยให้กับลามะองค์หนึ่ง ซึงลามะองค์นี้ได้ฆ่าตัวตายที่เลห์เมื่อ 7 ปีก่อน เพราะประท้วงจีนที่จะเอาดินแดนธิเบตไปเป็นของจีน วันนี้เราเลยหาอะไรกินยากหน่อย เลห์เป็นเมืองใหญ่ครับ มีสนามบิน ค่ายทหาร ศูนย์กลางการท่องเที่ยวในแคชเมียร์จะอยู่ที่เมืองนี้เป็นหลัก เราใช้เวลาท่องเที่ยวในเลห์แทบจะทั้งวันเพื่อพักร่างและขี่รถเพื่อบันทึกภาพความทรงจำในเลห์เป็นหลัก

 

Manali-Leh-Ladakh

 

Manali-Leh-Ladakh

 

Manali-Leh-Ladakh

 

Manali-Leh-Ladakh

 

Manali-Leh-Ladakh

 

Manali-Leh-Ladakh

 

Manali-Leh-Ladakh

 

28 ส.ค. 2560

วันนี้เรามุ่งหน้าไปเมืองลามายูรู ระยะทางราว 120 กม. ถนนค่อนข้างดี ขี่สบายสไตล์อีซี่ชิคๆคูลๆ ผิดจากเส้นทางมะนาลี-เลห์ที่ถนนดิบ ขรุขระ ขับไปหัวโยกไป ขี่จนเครื่องในแทบจะรวมกันกับขี้55555 เส้นทางวันนี้เราเจอเพื่อนๆนักขี่ตลอดเส้นทาง เพราะทุกคนเริ่มต้นทริปที่เลห์เป็นหลัก ผิดจากพวกเราที่เริ่มจากมะนาลี เราใช้เวลาถึงบ่ายแก่ๆเราก็มาถึงเมืองลามายูรู เมืองแห่งลามะ นะยูว์

 

Manali-Leh-Ladakh

 

ลามายูรูเป็นเมืองขนาดเล็กมาก ผมชอบที่นี่มาก เงียบสงบ เป็นเมืองเก่าที่ซ่อนตัวในเทือกเขา ชาวบ้านปลูกบ้านที่ทำจากดินเหนียวและเศษไม้โดยใช้แนวหินจากภูเขาเป็นส่วนหนึงของบ้าน เก๋ๆนะผมว่า ที่นี่มีวัดอายุหลายร้อยปี มีพระลามะทั้งเด็กๆและดูแก่พรรษาพอที่จะนับจำนวนได้ กิจกรรมทางศาสนาและบรรยากาศทางวัดค่อนข้างขลังและศักดิ์สิทธิ์มาก รักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมได้เกือบ 100% ในฤดูหนาวลามะที่นี่บอกผมว่าอาจจะหนาวจนถึงติดลบ 30 องศากันเลยที่เดียว เรียกกันว่าหนาวสุดติ่งกระดิ่งแพะกันเลยทีเดียว บ้านเรือนที่นี่จึงพังด้วยหิมะทุกปี วันนี้ผมเลยใช้เวลาในการเดินเที่ยวเมืองนี้ทุกซอกทุกมุมด้วยความประทับใจก่อนนะครับ

 

Manali-Leh-Ladakh

 

29 ส.ค. 2560

 

เราเดินทางกลับเลห์ เส้นทางวันนี้คือเส้นทางเมื่อวาน เราเลยไม่ตื่นเต้นเท่าไร พวกเราเลยคุยกันว่าจะลองเดินทางเส้นทางเอนดูโร่ดู เป็นเส้นทางไต่ไหล่เขาค่อนข้างอันตรายมาก เพราะแทบไม่มีรถวิ่งผ่านเส้นนี้เลย เราเดินทางด้วยเส้นทางประหลาดๆนี้นอกแผนที่ ไปได้ราว 3 กิโลเมตรเรามาเจอกับทุ่งหญ้าสีม่วง!!! มันเป็นที่ราบที่สีสันเหมือนไอติมเรนโบว์ก้อนเท่าภูเขา ละลายกลายเป็นทุ่งหญ้า และกลางทุ่งหญ้าสีพาสเทลนั้น มีตัว YAK สัตว์ท้องถิ่นในตำนานอยู่กลางทุ่ง โอ้วพระเจ้า!!! มันเป็นภาพที่ทำให้ทุกคน ต้องขับรถฝ่าดงหินคมๆเพื่อเข้าไปเก็บความทรงจำกันทุกคน

 

Manali-Leh-Ladakh

 

Manali-Leh-Ladakh

 

YAK เป็นสัตว์ท้องถิ่น รูปร่างคล้ายๆกระทิงบ้านเราแต่ตัวเบิ่มกว่า ขนยาวเรี่ยพื้นสีดำขลับ หางเป็นพู่ๆคล้ายๆม้า เขายาวแหลมดูน่าเกรงขามมาก คนที่นี่รักและเคารพ YAK กันมาก เพราะถือว่าเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์

 

เราหลงใหลกับ YAK และทุ่งหญ้าพาสเทลเกือบชั่วโมง เราเลยเดินทางต่อ แต่แล้วถนนที่เราจะไปถูกดินจากภูเขาถล่มลงมาจนถนนขาด บวกกับถนนที่แคบ เป็นเหวจนแทบจะกลับรถกันไม่ได้ เราเลยตัดสินใจย้อนกลับทางเดิม ดีกว่าเอาชีวิตไปเสี่ยงข้างหน้า เราเลยเสียเวลาไปราวๆ 2 ชม.เศษ แต่ในวันนั้นเราก็เดินทางกลับมาถึงเลห์จนได้

 

Manali-Leh-Ladakh

 

Manali-Leh-Ladakh

 

30 ส.ค. 2560

 

วันนี้เราจำเป็นต้องเปลี่ยนรถจาก Royal Enfield รุ่น Himalayan ซึ่งเป็นแนวเอนดูโร่ มาใช้ Royal Enfield รุ่น Bullet 500 แทน เพราะรถเช่าจากมะนาลีไม่สามารถจะวิ่งในเขต แจมมูและแคชเมียร์ได้ มันคนละเขตการปกครองกัน

 

Manali-Leh-Ladakh

 

เราเดินทางไปราวๆ 130 กม.ผ่านเส้นทางที่สุดแสนมหัศจรรย์ของธรรมชาติ งดงามแบบสุดๆจนผมไม่สามารถจะอธิบายให้ทุกคนเข้าใจได้ ว่าโลกใบนี้ของเรางดงามเพียงใด

 

เราขับผ่านภูเขาสีเลือดหมูที่เป็นชั้นๆคล้ายเลเยอร์เค้กรสราสเบอรี่ก้อนใหญ่ ทะเลทรายสีขาวที่เกิดจากตะกอนจากภูเขาหิมะ ทุ่งหญ้าที่มีมอสขึ้นตามโขดหินมีลำธารไหลผ่านถูกจัดวางแบบZENโดยศิลปินที่ชื่อว่าธรรมชาติเป็นผู้รังสรรค์ขึ้นมา

 

Manali-Leh-Ladakh

 

Manali-Leh-Ladakh

 

เราเดินทางจนมาถึง แปงกอง เลค ทะเลสาบน้ำเค็มที่สูงที่สุดในโลก สีเขียวมรกตของผืนน้ำตัดกับภูเขาสีช้อกโกแลตเวอชั่นละลายแล้ว ช่างเป็นภาพที่งดงามเหลือเกิน เราจึงใช้เวลาช้าๆในช่วงตอนเย็นๆ ในการเดินซึมซับบรรยากาศ หายใจช้าๆลง แล้วนึกถึงเรื่องราวในชีวิตที่ผ่านมา ถือว่าเป็นช่วงเวลาสุดพิเศษสำหรับผม ที่เงินไม่สามารถจะซื้อช่วงเวลาสุดพิเศษเหล่านี้หรือหาได้ตามทองหล่อหรือห้างดังๆแถวสยาม คุณต้องออกเดินทางเท่านั้นคุณถึงจะพบด้วยตัวคุณเอง

 

31 ส.ค. 2560

 

เมื่อคืนเรานอนในกระโจมริมแปงกองเลค เพื่อนในกลุ่มมีอาการแพ้ที่สูง คือปวดหัว ไม่มีแรงและกินอาหารไม่ได้ อาการดูแย่และน่าเป็นห่วง ผมเลยบังคับให้มันกินยาและดื่มน้ำมากๆ ฝืนใจทานอาหารเยอะๆ เพราะการเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์หลายๆวันแบบนี้ ใช้กำลัง สมาธิ มากกว่านั่งในรถเก๋งมาก เราจึงจำเป็นต้องดูแลร่างกายและสภาพจิตใจของเราด้วย

 

Manali-Leh-Ladakh

 

Manali-Leh-Ladakh

 

วันนี้เราขับรถกลับเลห์ มีรถยางแตกและอุบัติเหตุเกิดขึ้นในกลุ่มเราทั้งวัน เป็นวันที่เราต้องแสดงน้ำใจต่อกันในการเดินทาง ช่วยเหลือกัน จะมาเห็นแก่ตัวกันไม่ได้ เรามาถึงเลห์ด้วยความเมามัน หลังจากที่เราช้อปปิ้งซื้อของฝากเล็กๆน้อยๆเราก็มีปาร์ตี้กินเบียร์กันแถวๆร้านรถเช่า คืนนี้เลย ยาววววววววไปพี่น้อง

 

Manali-Leh-Ladakh

 

Manali-Leh-Ladakh

 

1 ก.ย. 2560

 

เราตื่นขึ้นมาด้วยอาการแฮงค์เบาๆค่ะ เก๋ๆกันไป มีความปวดขี้นิดๆในเช้านี้ แต่หลังจากกินกาแฟร้อนไปทำให้เรากลับมาแมนเต็มร้อย พร้อมที่ขึ้นกาดุง ลา ถนนที่สูงสุดในโลกในวันนี้จ้า เลยตบยาแพ้ความสูงไป1เม็ดเบาๆก่อนออกเดินทาง พี่เจ้าของที่พักเตือนผมว่าถ้าเห็นคล้ายๆเมฆฝนปกคลุมภูเขา นั่นไม่ใช่ฝน แต่เป็นสัณญาณบอกว่าหิมะกำลังจะมา ให้เราเตรียมพร้อม เราหวดมอเตอไซค์ฝ่าหิมะมาจนถึง กาดุง ลา จุดที่ถนนสูงสุดในโลก(5600ม.) ที่นี่ออกซิเจนน้อยและหิมะตกแรงมาก แต่ผมต้องการที่จะชูพระบรมฉายาลักษณ์ ในหลวงรัชกาลที่9 ณ.จุดๆนี้ เพราะผมถือว่าผมสามารถขับมอเตอร์ไซค์คู่ใจของผมมาส่งพระองค์ไปสวรรค์ได้สูงสุดแต่เพียงเท่านี้ แล้วผมก็ได้ทำสิ่งที่ผมตั้งใจไว้สำหรับทริปนี้สำเร็จแล้ว

 

Manali-Leh-Ladakh

 

Manali-Leh-Ladakh

 

Manali-Leh-Ladakh

 

หลังจากที่เราลงจากกาดุง ลา แล้ว เรากลับเจอฝนห่าใหญ่หลายสิบกิโลเมตร ความหนาวเย็นผสมกับความเปียกทำให้พวกเราแทบจะชอตไปดื้อๆกันเลย สภาพพวกเราแย่กันหมด เหมือนแพะตกน้ำ วันนี้เราถึงนูบร้าวัลเล่ และพักที่นี่ ผมมีไข้เล็กน้อย เลยจำเป็นต้องนอนพักเอาแรงกันในกระโจมกลางหุบเขากันหน่อย พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน

 

2 ก.ย. 2560

 

วันนี้ผมตื่นมาพร้อมกับอาการผิดปรกติทางสายตา คือมองอะไรไม่ชัดเลย ปรกติผมสายตาสั้น200อยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้สวมแว่นสายตาตลอดทริป เพราะไม่ได้จำเป็นมากมายอะไร แต่ผมกลับมองเท้าตัวเองเบลอไปหมด เหมือนกับสายตาสั้นขึ้นแบบเฉียบพลัน ผมจำเป็นต้องยืมแว่นสายตาของเพื่อนซึ่งสั้น300ไง ถึงจะมองเห็นและขับรถต่อไปได้ อาจจะเพราะความอ่อนล้า ความหนาวเย็น หรือสภาพความกดอากาศต่างๆที่ทำให้สายตาผมเพี้ยนไปในช่วงข้ามคืน

 

แต่เราก็เดินทางต่อเพื่อมาขี่อูฐที่ Sand dune ทะเลทรายใกล้ที่ๆวิวทัศน์ระดับห้าดาว การขี่อูฐที่นี่ราคาไม่แพงนักราวๆ 175 บาทต่อครึ่งชั่งโมง ซึ่งผมถือว่าคุ้มแสนคุ้มกับประสบการณ์ชีวิตที่ประเมินราคาไม่ได้ ผมนี่รักอูฐเลยจ้า

 

Manali-Leh-Ladakh

 

เราผ่านกาดุง ลาอีกครั้งเพื่อเดินทางกลับเลห์ วันนี้อากาศเปิดไม่หนาวทรมานเหมือนเมื่อวาน พวกเราทุกคนเลยซื้อธงสีๆสไตล์ธิเบตมาผูกไว้ที่เจดีย์ที่กาดุง ลา เพื่อเสริมโชคลาภให้เดินทางปลอดภัย สายตาผมค่อนข้างโอเคขึ้นบ้างในตอนกลับมาที่เลห์ เราเดินเก็บภาพความทรงจำที่เลห์เป็นวันสุดท้าย ก่อนจะเดินทางกลับนิวเดลีในวันพรุ่งนี้

 

3 ก.ย. 2560

 

เราบินกลับเดลีใช้เวลาในการเหินฟ้าราวๆชั่วโมงครึ่ง เพื่อกลับไปพบกับความดิบเถื่อนของเมืองหลวง แต่ในระหว่างอยู่บนฟ้านั่นเองเราได้รับของขวัญชิ้นสุดท้ายจากเลห์ผ่านมุมมองหน้าต่างเครื่องบิน คือวิวเทือกเขาสลับซับซ้อนกว้างไกลสุดขอบฟ้าและหนึ่งในนั้นคือเทือกเขาหิมาลัยผมคิดว่าหากเราโชคดีกว่านี้อาจจะได้เห็นยอดเขาเอเวอร์เรสผ่านมุมมองแบบนี้ก็ได้

 

เราได้ที่พักในเดลีเป็นโรงแรมเก๋ๆแนวบูทีคใจกลางความวุ่นวายในย่านสุดเถื่อน เป็นบ้านเราก็ประมาณหมอชิตเก่าผสมสะพานควายยุคกุหลาบรุ่งเรือง พ่วงมาด้วยย่านสำเพ็งแต่เอาทั้งหมดมารวมกันและคูณความดิบเข้าไปจากบ้านเราไปอีก 5 เท่า!!!! แต่ผมชอบนะ!!!แม่งดิบสะใจดี คนชอบถ่ายภาพอย่างผมนี่คือสวรรค์ของการกดชัตเตอร์เลยก็ว่าได้ ถ่ายมุมไหนก็ได้อารมณ์

 

Manali-Leh-Ladakh

 

Manali-Leh-Ladakh

 

Manali-Leh-Ladakh

 

4 ก.ย. 2560

 

วันนี้เราใช้เวลาเดินทางไปกลับราว6ชั่วโมงเพื่อไปเมืองอักคร้า เพื่อเที่ยวทัชมาฮาลหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลก และอักคร้า ฟอร์ด ป้อมปราการโบราณที่แฝงปราสาทไว้ภายใน แหล่งจุดกำเนิดฮาเร็มอันเลื่องชื่อ แต่ผมกลับรู้สึกคิดถึงการผจญภัยกับการขี่มอเตอร์ไซค์เมื่อ12วันก่อนมากกว่าการเดินชมปราสาทในสไตล์ทัวร์จีนจืดๆ

 

Manali-Leh-Ladakh

 

Manali-Leh-Ladakh

 

5 ก.ย. 2560

 

เราเตรียมตัวเดินทางกลับกรุงเทพในวันนี้ช่วงห้าทุ่ม เราเลยมีเวลาในการเดินเท้าเพื่อบันทึกภาพการมีชีวิตอยู่ของคนในเดลี

เราโชคดีมากที่วันนี้เป็นวัน คานิเชีย เฟสติวัล หรือภาษาบ้านเราก็คือเทศกาลแห่พระพิฆเนตรนั่นเอง ผู้คนต่างออกมาร้องรำทำเพลงกันตามถนนพร้อมกับแห่พระพิฆเนตรกันไปทั่วเมือง แถมเอาสีฝุ่นมาสาดใส่กันก็คล้ายๆสงกรานต์บ้านเราที่สาดน้ำใส่กัน วันนี้ของผมจึงเต็มไปด้วยสีสันกันเต็มที่ แต่ถามสักคำมั้ยว่าตัวเปราะสีขนาดนี้ กูจะกลับบ้านยังไง55555

 

Manali-Leh-Ladakh

 

Manali-Leh-Ladakh

 

Manali-Leh-Ladakh

 

16 วันที่ผ่านมาทำให้ผมเรียนรู้อะไรมากมายจากการเดินทาง ถึงแม้ว่าจะลำบากไปบ้างแต่มันก็ทำให้ผมก่อกำเนิดความสุขเล็กๆ ที่เราเคยมองข้ามในชีวิตประจำวันไปได้ เช่นการจิบชาอุ่นๆในวันที่หิมะตก การได้นอนหลับสนิทแม้ไม่ได้อาบน้ำมาหลายวัน การได้ขี่มอเตอร์ไซค์ท่ามกลางวิวดาวอังคารอันสุดแสนงดงาม การได้เห็นความเป็นและความตายที่วนเวียนอยู่ตามรายทางที่เราได้ผ่านมา การได้เห็นความงดงามของศิลปะที่ธรรมชาติได้สร้างขึ้นเมื่อหลายล้านปีก่อน และที่สำคัญที่สุดในฐานะคนไทยคือการได้ชูพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 9 บนถนนที่สูงสุดในโลก เหล่านี้คือประสบการณ์ที่ประเมินค่าไม่ได้ เราต้องออกเดินทางเพื่อไปค้นหามันเอง และผมหวังว่าสิ่งต่างๆทั้งภาพถ่ายและบันทึกไดอารี่ของผมนี้ จะเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนที่ได้อ่านได้ออกไปใช้ชีวิต ได้ออกไปเดินทางเพื่อค้นหาความหมายของการใช้ชีวิตในแบบคุณเอง

 

ขอบคุณมากครับผม
ถ่ายภาพ/บทความ : รณรงค์ บูรณัติ
FACEBOOK :
 https://www.facebook.com/ronnarong.buranute

Profile picture for user HIPTHAILAND

HIP THAILAND

Online Contents & Free Copy Monthly Magazine from Chiang Mai