SEPTEMBER 2017 OUT NOW!!
SECTION A
SECTION B
HOME
MAGAZINE
 
 
PEOPLE
2017
TALK
MUSIC CHANGE MY LIFE
รัสมี เวระนะ



MUSIC CHANGE MY LIFE
 รัสมี เวระนะ


  เรื่อง: ระพินทรนาถ
  ภาพ : ศมนภรณ์



    วันหนึ่งในเดือนพฤศจิกายน ปี 2558 HIP ใช้เวลาในช่วงบ่ายวันนั้นสนทนากับ แป้ง – รัสมี เวระนะ โดยมีความพลุกพล่านของถนนนิมมานเหมินท์เป็นฉากประกอบ
    การสนทนาในครั้งนั้นมีขึ้นหลังจากที่เราได้ Isan Soul EP ผลงานของเธอมาฟัง และค้นพบว่านอกจากงานชุดนี้จะเต็มไปด้วยบทเพลงที่โดดเด่นน่าสนใจ กับรู้สึกว่าอยากจะแนะนำให้คนอื่นๆ ได้ฟังบ้างแล้ว สิ่งต่างๆ ที่ถ่ายทอดออกมาในแต่ละบทเพลง ยังทำให้เราอยากรู้จักถึงตัวตนของศิลปินเจ้าของผลงานให้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย
    ผลของการสนทนาในครั้งนั้นกลายมาเป็นเรื่องราวในคอลัมน์ Talk ใน HIP ฉบับเดือนธันวาคม 2558 และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เราก็ได้เห็นความก้าวหน้าของรัสมีในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียงที่มีผู้คนกล่าวขวัญถึงมากขึ้น, การได้ปรากฏตัวผ่านสื่อต่างๆ, ยอดสั่งซื้อผลงานที่ขายดีจนต้องทำซีดีเพิ่ม, ปริมาณของงานที่มีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง (เช่นเดียวกับสถานที่ที่เธอและเพื่อนๆ ได้ไป ทั้งในเมืองไทยจนถึงต่างประเทศ) และความสำเร็จจากการได้รับรางวัลต่างๆ มาเป็นเครื่องการันตีคุณภาพของผลงาน ซึ่งถ้าหากจะเรียกช่วงเวลาดังกล่าวของเธอว่าเป็น ‘ขาขึ้น’ ก็คงจะไม่ผิดอะไร
    บ่ายวันหนึ่งในเดือนมิถุนายน เรามีนัดกับ แป้ง – รัสมี อีกครั้ง เพราะหลังจากพบว่า ‘ดนตรี’ เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเธอชนิดแยกกันไม่ออกจากการสนทนากันในครั้งก่อน ถึงตอนนี้ น่าจะเป็นเวลาที่พอเหมาะพอดีสำหรับการชักชวนเธอมาทบทวนถึงสิ่งต่างๆ ที่ได้พบเจอ ไม่ว่าดีหรือร้ายตลอดเวลาที่ผ่านมา รวมทั้งเส้นทางที่เธอคิดจะก้าวเดินต่อไปในอนาคต
    เพื่อหาคำตอบว่า ดนตรี ‘เปลี่ยน’ ชีวิตของเธอไปอย่างไรบ้าง

ดูจากตารางชีวิตของคุณซึ่งท่าทางจะยุ่งเอาการแล้ว เลยสงสัยว่าเมื่อไหร่เราจะได้ฟังอัลบั้มชุดใหม่ของคุณเสียที?
    เร็วๆ นี้จะมีซิงเกิ้ลใหม่ออกมาให้ฟังกันก่อนค่ะ ชื่อเพลง ‘เด็กหญิง’ เพลงนี้เราได้แรงบันดาลใจมาจากมาจากหมอลำประเภทหนึ่งที่เรียกว่า ‘หมอลำหนังบักตื้อ’ ลักษณะจะคล้ายๆ กับหนังตะลุงของทางภาคใต้ เราก็เอามาปรับเปลี่ยน แต่งเนื้อ ทำดนตรีโดยที่ผสมผสานระหว่างหมอลำกับดนตรีแอฟริกัน ส่วนเนื้อหาในเพลงก็จะเป็นเรื่องราวของเด็กผู้หญิง 2 คน ที่บอกเล่าถึงความไม่เท่าเทียมกันทางด้านการศึกษาของคนในเมืองกับคนที่อยู่บ้านนอกหรือตะเข็บชายแดน คือเราอยากให้คนที่ได้ฟังหันกลับมาสนใจความสำคัญของการศึกษาสำหรับคนที่เขาไม่มีโอกาสให้มากขึ้น บางทีการศึกษามันอาจแก้ไขปัญหาทุกอย่างไม่ได้ แต่มันอาจจะเปลี่ยนมุมมองเล็กๆ ของคนบางกลุ่ม ช่วยให้ชีวิตเขาหรือความคิดเขาดีขึ้นได้
    ส่วนอัลบั้มเต็มก็กำลังทำอยู่ สิ่งที่จะเพิ่มมาก็คือ คราวนี้จะเป็นทีมนักดนตรีแบบฟูลแบนด์ ไม่เหมือนงานชุดก่อนที่มีกีตาร์อะคูสติกเป็นหลัก เรียกว่าคราวนี้จะมีเรื่องของเทคนิคในการบันทึกเสียงมากขึ้น อย่างเช่นการบันทึกเสียง ชุดนี้พยายามจะอัดรวมกันเลย เล่นเครื่องดนตรีทุกชิ้นพร้อมกัน ให้มันได้ฟีลเหมือนการเล่นสดๆ มากที่สุด

หมายความว่าในตอนนี้ การทำงานสำหรับอัลบั้มชุดใหม่ก็ยังคงดำเนินไปเรื่อย?
    ก็ทำมาเรื่อยๆ ค่ะ แต่ว่ามันก็เหมือนยังค้างๆ คาๆ อยู่ ติดเรื่องเทคนิคนี่แหละ แล้วความที่เราออกทัวร์ด้วย ก็เลยไม่มีเวลาให้กับอัลบั้มใหม่เต็มที่ อย่างเพลงแรกเนี่ยจริงๆ ก็เสร็จมาซักพักแล้ว แต่เรารู้สึกว่ายังไม่พอใจ พอยังไม่พอใจก็เลยรู้สึกต่อว่าแล้วเราจะปล่อยไปทั้งแบบนี้เลยเหรอ สุดท้ายมันก็เลยกลายเป็นว่ามาทำใหม่อีกทีดีกว่า ยิ่งเป็นเพลงแรกที่เราจะปล่อยเป็นซิงเกิ้ลออกไปด้วย เรารู้สึกว่ามันต้องดีอ่ะ นี่ก็หมดค่าอัดไปไม่น้อยนะ คือต่อให้ห้องอัดดียังไง แต่วัตถุดิบที่เรามีก่อนที่จะเข้าไปทำงานในห้องอัดมันต้องดีก่อน พอวัตถุดิบมันยังไม่ดีแล้วเราเข้าห้องอัดไป เราก็รู้สึกว่างานที่ได้มามันยังไม่โอเค เลยคุยกันว่าขอทำใหม่เลยดีกว่า คือจริงๆ ปล่อยได้ไหมมันก็ได้ แต่เราไม่อยากมารู้สึกทีหลังว่าทำไมเราไม่เก็บตรงนี้อีกนิด ทำไมเราไม่ทำตรงนี้วะ ไม่อยากมารู้สึกผิดหวังทีหลัง



ถ้ามองย้อนกลับไปตั้งแต่ตอนที่อีพี Isan Soul เริ่มเผยแพร่ จนมาถึงปัจจุบันนี้ คุณรู้สึกอย่างไรบ้างกับเรื่องราวต่างๆ ที่ได้พบเจอตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา? อย่างหนึ่งที่เราเห็นชัดๆ เลยก็คืองานคุณเยอะมากจริงๆ มีคนอยากให้คุณไปปรากฏตัวที่โน่นที่นี่มากมายไปหมด
    มันก็ยุ่งจริงๆ นะ  แต่มันเป็นการยุ่งที่ดีในความรู้สึกของเรา คือยุ่งเพราะได้ออกไปเล่นดนตรี ไปพบเจอคน ก็ยังดีกว่าที่เราต้องไปทำอะไรอย่างอื่นที่ไม่ได้ชอบเท่ากับดนตรี รู้สึกว่ามันดีนะที่เรามีงาน ได้ทำในสิ่งที่เรารักและประสบผลสำเร็จ เพราะว่าหลายๆ คนที่เดินทางเดียวกับเราเขาก็ไม่ได้ผลลัพธ์แบบนี้ ถามว่าเหนื่อยไหม ก็มีบางครั้งที่เหนื่อยจนไม่อยากจะทำอะไรเลย อยากจะอยู่เฉยๆ คือถ้าไม่มีงานที่ต้องไปไหนก็อยากอยู่นิ่งๆ กินๆ นอนๆ ออกกำลังกายให้เต็มที่อะไรก็ว่ากันไป ถ้ามีเวลาได้อยู่เชียงใหม่ก็อยากจะทำอย่างนั้น
    สิ่งหนึ่งที่เราเรียนรู้ก็คือ เราไม่มีทางรู้หรอกว่าสิ่งที่เราทำมันจะประสบความสำเร็จไหม แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าความสำเร็จเนี่ยวัดกันด้วยอะไร ทุกวันนี้ถ้าถามว่าเราเอาอะไรมาวัดว่าเราทำสำเร็จ คำตอบคือสิ่งที่เรารู้สึกว่าเราทำสำเร็จ ก็คือสิ่งที่เรารู้สึกดีที่ได้ทำลงไป ไม่ว่าสิ่งต่างๆ ทั้งหลายที่ทำอยู่ในตอนนี้มันจะต้องหยุดลงหรือว่าทำต่อไป เราก็รู้แล้วว่าสิ่งที่เราจะมุ่งหน้าเดินไปก็คือเรื่องดนตรีนี่ล่ะ ทำในสิ่งที่เราทำได้ไปเรื่อยๆ สภาพแวดล้อม ผู้คน หรืออะไรก็ตามที่มาเกี่ยวข้องในแต่ละช่วงเวลามันไม่สามารถเปลี่ยนเราได้ เรารู้ตัวว่าเรามีจุดยืนที่ตรงไหน แล้วจุดยืนนี้ล่ะที่มันจะกระตุ้นให้เราเดินหน้าต่อไป แต่ก็แน่นอนว่าระหว่างทางก็มีทั้งเรื่องดีและไม่ดีที่เข้ามาให้เราได้เรียนรู้อยู่ตลอด

 

การได้รับรางวัล ‘คม ชัด ลึก อวอร์ดส์’ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของคุณเลยหรือเปล่า?

    ใช่ค่ะ การได้รับรางวัลของ คม ชัด ลึก อวอร์ดส์ ทำให้มีกำลังใจในการทำงานเพิ่มขึ้น อีกอย่างคือมันเป็นเหมือนประตูที่เปิดให้คนมารู้จักเรามากขึ้นด้วย ตัวรางวัลเป็นเหมือนสิ่งที่การันตีเรา ทำให้คนรู้จักเราจากตรงนี้ แล้วหลังจากนั้นมา มันเหมือนเราก้าวขึ้นมาอีกสเต็ปหนึ่งละ เวลาไปคอนเสิร์ตที่ไหน คนก็บอกกันว่านี่ไง คนที่ได้รางวัลอะไรอย่างนั้น
    จริงๆ ตอนที่ทาง คม ชัด ลึก แจ้งมาว่าเรามีชื่อเข้าชิงรางวัล เรากะว่าจะไม่ไปด้วยซ้ำ เพราะไม่คิดว่าจะได้รางวัลอะไร ที่เปลี่ยนใจก็เพราะได้เจอพี่เล็ก Greasy Cafe (อภิชัย ตระกูลเผด็จไกร) ตอนที่เขามาเล่นดนตรีที่เชียงใหม่ พอได้คุยกันแกก็แนะนำว่าได้เข้าชิงตั้ง 3 รางวัลเชียวนะ ลองไปดูเถอะ เผื่อจะได้ซักรางวัล พี่ว่าน่าจะได้แหละ พี่ก็เคยได้รางวัลจากเวทีนี้เหมือนกัน เลยตัดสินใจว่าถ้าอย่างนั้นไปร่วมงานละกัน แล้วพอดีช่วงนั้นเรามีแพลนจะทำคอนเสิร์ตเล็กๆ ที่สตูดิโอลำด้วย ก็คิดว่าถึงไม่ได้รางวัลยังไงก็ยังมีงานคอนเสิร์ตให้ไป
    ตอนวันงานก็ไปแบบไม่ได้คาดหวังอะไรเลย แล้วปรากฏว่าได้รางวัลกลับมา ส่วนคอนเสิร์ตที่สตูดิโอลำก็มีคนไปดูกันเยอะมาก ซีดีขายดี กรรมการบางคนที่ตัดสินให้รางวัล เขาก็ตามไปดูเราเล่นที่นั่นด้วย แล้วแป้งมารู้ทีหลังจากก้อง (สาธุการ ทิยาธิรา) ซึ่งได้คุยกับกรรมการว่า คะแนนที่เราได้เป็นเอกฉันท์เลย กรรมการทุกท่านให้คะแนนเราหมดเลย ก็แบบ เฮ้ย จริงเหรอ เรียกว่าตกใจเหมือนกัน ไม่นึกว่ากรรมการจะชอบกันทุกคน
    หลังจากนั้นก็มีงานต่างๆ เข้ามาเยอะมาก ให้สัมภาษณ์หนังสือ ไปออกรายการทีวี ช่วงแรกๆ เราไม่รู้หรอกว่ารายการที่เขาติดต่อมาเป็นแบบไหน ใครติดต่อมาเราก็ไปหมด อย่างรับงานก็เหมือนกัน จนมาถึงจุดหนึ่ง รายการทีวีหลังๆ ก็ไม่ค่อยอยากไปแล้ว เพราะเรารู้แล้วว่าบางอย่างมันก็ไม่ใช่ตัวเรา ไปถึงเขาก็ให้เราทำนู่นทำนี่ สัมภาษณ์ในสิ่งที่ไม่ใช่ หรือว่าคุยกับเราโดยที่ไม่ได้รู้จักเราเลยด้วยซ้ำ รู้แค่ว่าเราได้รางวัลก็เลยชวนมา คือตอนหลังก็จะเริ่มเลือกแล้วว่างานที่จะไปมันโอเคกับเราหรือเปล่า

นอกจากรางวัล ‘คม ชัด ลึก อวอร์ดส์’ แล้ว มีเหตุการณ์ไหนที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำหรับคุณอีกหรือเปล่า?
    อีกอันหนึ่งที่คิดว่ามีผลกับเรามากเหมือนกัน ก็คือการได้ไปแสดงในงานของ Radio Azja ที่โปแลนด์ เพราะถึงเราอาจจะเคยไปต่างประเทศมาบ้าง อย่างก่อนที่จะไปโปแลนด์ก็เคยไปเล่นที่จาการ์ต้ากับก้อง แต่ว่าลักษณะของงานก็เป็นคนละแบบ ตอนไปโปแลนด์นี่ไปแบบครบวง แล้วอันที่จริงการที่เราจะไปแสดงตามเวทีต่างๆ ในต่างประเทศได้ มันเหมือนเราต้องมีผู้จัดการหรือคนประสานงานที่จะพาเราไปหาคนจัดงานนั้นๆ ซึ่งการที่ได้ไปโปแลนด์ เราโชคดีตรงที่คนที่แนะนำเราให้กับงานนี้คือพี่ต้อม (เป็นเอก รัตนเรือง) ซึ่งเป็นคนบอกทีมงานไปว่า ถ้าจะหาวงดนตรีจากเมืองไทยที่น่าสนใจ เขาแนะนำวงนี้ เรื่องนี้เรามารู้ทีหลังตอนที่ทีมงานบอกว่าเขาได้ช่องทางติดต่อมาจากพี่ต้อมนี่ล่ะ จากนั้นก็มีการติดต่อมาทางอีเมล์ บอกว่ามีงานนะ อยากให้เราไปร่วมงานด้วย ตอนแรกเราก็ไม่ได้คิดอะไร แต่พอคุยกันไปเรื่อยๆ ก็เริ่มจริงจังมากขึ้น จนในที่สุดก็ได้ไปแสดงที่นั่น

งานนี้มีความพิเศษยังไง คุณถึงนับว่านี่เป็นอีกจุดเปลี่ยนที่สำคัญของคุณ?
    สิ่งที่ทำให้งานนี้พิเศษมากสำหรับเราก็เพราะว่า เมื่อไปถึงที่โปแลนด์แล้วถึงได้รู้ว่านี่คือคอนเสิร์ตที่มีแต่เราจริงๆ ถ้าดูจาก Title ของงาน เขาบอกว่าเป็น Music and Movie เราก็คิดว่างานน่าจะเป็นเหมือนเฟสติวัลทั่วไปที่มีวงดนตรีมาเล่นหลายๆ วง มีการออกบูธ มีกิจกรรมอะไรก็ว่ากันไป แต่พอไปถึงที่งาน เราพบว่างานนี้เขาจัดกันแค่เดือนละครั้ง แล้วช่วงที่เราไปเป็นช่วงที่เขาจัดงานเกี่ยวกับดนตรีทางฝั่งเอเชีย ซึ่งเวทีที่เราจะได้เล่นนั้นไม่มีศิลปินคนอื่นเลย เป็นโชว์ของเราวงเดียวล้วนๆ แถมก่อนหน้าการแสดงเรายังได้ไปออกรายการวิทยุ มีสื่อมาขอสัมภาษณ์ด้วย เรียกว่าเขาดูแลเราดีมากตลอดทั้งงาน
    หรืออย่างตอนไปถึงหน้าโรงละครที่เป็นสถานที่แสดงก็จะมีโปสเตอร์รูปเราอันใหญ่ๆ ติดอยู่หน้าโรงละครเลย แล้วงานนี้ต้องซื้อบัตรเข้าชมด้วย ซึ่งหมายความว่าคนที่มาเขาตั้งใจจะมาดูเราจริงๆ โรงละครอาจจะไม่ได้ใหญ่โต ที่นั่งแค่ 150 คน แต่การที่ได้เห็นคนซื้อบัตรเข้ามานั่งกันจนเต็มเป็นอะไรที่เหนือความคาดหมายมาก ตอนนั้นเราเอาอีพีติดไปด้วยแค่ 10 แผ่น คนจัดงานยังบ่นเลยว่าทำไมไม่เอามาเยอะกว่านี้ คือเราไม่รู้จริงๆ ไม่คิดว่าจะได้เจอคนขนาดนี้

หลังจากได้รางวัล ได้ไปแสดงที่ต่างประเทศ มีคนรู้จักและให้ความสนใจมากขึ้นยิ่งกว่าเดิม สิ่งเหล่านี้ส่งผลกับชีวิตคุณยังไงบ้าง?
    มันก็มีช่วงรู้สึกว่างานเยอะมาก คืออย่างที่บอกว่ามีงานเข้ามาตลอด เป็นช่วงวุ่นวายพอสมควร ต้องคอยเช็คตลอดว่างานไหนมาก่อนมาทีหลัง มีอะไรที่ต้องเคลียร์บ้าง ซึ่งตรงนี้ก็เป็นเหตุผลสำคัญที่เราต้องให้พี่เย (อโณชา ยะภักดี - ผู้จัดการวง) เข้ามาช่วย เพราะไหนจะต้องร้องเพลง ต้องเป็นคนคุยเรื่องรับงาน นัดคิวนักดนตรีซ้อม ติดต่อเรื่องต่างๆ อีก ให้เราจัดการทุกอย่างคนเดียวมันทำไม่ทันจริงๆ 
    ช่วงที่พีคที่สุดนี่จำได้ว่าในเดือนหนึ่ง เฉพาะไปเล่นดนตรี มีงานประมาณ 10 วัน แล้วก็เป็นงานตามต่างจังหวัดเป็นส่วนใหญ่ ยังไม่รวมถึงงานอื่นๆ ที่ต้องทำอีก อย่างเช่นไปประชุม ไปงานต่างๆ ที่ได้รับเชิญมา ช่วงปีแรกหลังจากได้รางวัลนี่เรียกว่าไปโน่นไปนี่เยอะมาก จนถึงจุดหนึ่งเรารู้สึกว่าเหนื่อยมาก ไม่ไหวแล้ว  ร้องเพลงหลายๆ งานก็เริ่มฝืนแล้ว ร้องๆ ไปทั้งที่เจ็บคอ โชคดีที่ยังไม่ถึงขนาดที่ว่าเสียงหายร้องไม่ได้ พอถึงเดือนเมษายนก็เลยตัดสินใจหยุด ไม่รับงานเลย ขอพักดีกว่า ไม่งั้นไม่ไหวแน่ๆ ถึงจะรู้ว่าเดือนเมษายนเป็นเดือนที่เราทำเงินได้แน่ๆ เพราะว่าเป็นช่วงสงกรานต์ ใครๆ ก็อยากจ้างให้ไปเล่น แต่เราขอพักดีกว่า มันไม่ไหวจริงๆ เป็น 1 ปีที่รู้สึกว่าเหนื่อยมาก

 

คุณบอกว่าระหว่างทางได้เจอทั้งเรื่องดีและไม่ดี เล่าให้เราฟังสักหน่อยได้ไหมว่ามีเรื่องดีๆ และเรื่องแย่ๆ อะไรบ้างที่คุณจดจำเป็นพิเศษ?
    ระหว่างทางเราเจออะไรแย่ๆ เยอะ อย่างเช่นมีคนบอกว่าที่ร้องนี่ไม่ใช่หมอลำ ไปจนถึงไปงานแล้วแต่เขาไม่ให้เล่นออกลำโพงก็มี อันนี้น่าจะหนักที่สุดแล้ว คือออแกไนเซอร์ที่จัดงานอยากให้เราเล่น แต่เจ้าของสถานที่คิดว่าดนตรีของเราไม่เหมาะกับสถานที่ของเขา ส่วนเรื่องที่ดีๆ ก็อย่างเช่นตอนไปเล่นที่อีสาน คือเราไม่ค่อยได้ไปทางนั้นสักเท่าไหร่ แต่พอได้ไป หลายๆ ที่เขาตอบรับเราดีมาก ไปเล่นตามร้านแล้วมีแฟนๆ เข้ามาคุย มาบอกว่าพี่มากินข้าวที่บ้านได้นะ คือเหมือนรักแล้วรักเลย กลายเป็นแฟนคลับติดตามกัน
    หรืออย่างตอนไปงาน ‘อีสานเขียว’ เราก็ไม่คิดว่าคนจะร้องเพลงของเราได้ ตอนนั้นไปงานที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทีมงานรู้ว่าเราอยู่ที่นั่นก็เลยมาหา บอกว่าผมมีเงินแค่นี้นะ พี่มาเล่นได้ไหม เราก็ตกลง พอไปถึงงาน ต้องบอกว่าเขาให้เกียรติเรามาก ให้ซาวด์เช็คได้เต็มที่ กับไปบอกคนดูว่าพี่รัสมีมาแล้วนะ เดี๋ยวรอเซ็ตเครื่องดนตรีก่อน แล้วพอเราขึ้นไปเล่น ทุกคนก็ร้องเพลงของเราได้ คนก็เยอะด้วย หลายคนก็มาบอกว่าพอรู้ว่าพี่รัสมีจะมาเขาก็เลยมากัน บางคนนี่มาจากภาคใต้ นั่งรถไฟมาเลย คืองานมันดีจริงๆ ประทับใจมาก
    อีกอันที่ประทับใจคือแฟนคลับชาวต่างชาติ คือเวลาเราไปเล่นที่ไหนก็จะมีกลุ่มฝรั่งตามไปดู แล้วงานหนึ่งที่เราไปมันเป็นร้านเหล้าไทยๆ ซึ่งเราก็ไม่คิดว่าเขาจะตามมากัน แต่ว่าก็มีคนมา แล้วหนึ่งในนั้นเป็นแฟนคลับที่เคยมาคุยว่าอยากให้เราแต่งเพลงให้ วันนั้นตอนที่เล่นอยู่เขาก็มาอยู่ข้างหน้าเวทีแล้วร้องไห้ พอเล่นเสร็จลงจากเวที เขาก็เข้ามาคุยว่า ทำไมคุณไม่ค่อยเล่นเพลง ‘เพลงรักของบุญเริญ’ เลย คือนอกจากฝรั่งจะชอบเพลงของเราแล้ว เขายังรู้จักชื่อเพลงด้วย ทั้งที่เพลงนี้เป็นเพลงที่หลายคนอาจจะไม่ค่อยรู้จัก ก็เป็นอีกเรื่องที่เรารู้สึกว่าน่าจดจำ



เรื่องหนึ่งที่มีคนถกเถียงกันเกี่ยวกับผลงานของคุณ คือคำถามที่ว่า งานของคุณใช่ ‘หมอลำ’ หรือไม่? คุณคิดยังไงกับข้อสงสัยนี้?
    เราไม่อ่านเลยนะ พวกคอมเมนต์ทั้งหลายนี่แทบไม่ได้อ่านไม่ได้ดูเลย แล้วก็ไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องที่เราจะต้องอธิบายด้วยว่าตกลงงานของเรามันเป็นยังไง  เรารู้สึกว่าเราเป็นผู้สร้างผลงาน ส่วนคนที่จะคนตัดสินคือผู้เสพหรือนักวิจารณ์ ก็เป็นสิทธิของเขาที่จะตัดสินว่างานของเราเป็นแนวอะไร จะบอกว่าเป็นหมอลำ เป็นแจ๊ซซ์ เป็นบลูส์ หรืออะไรก็แล้วแต่  เพราะเราก็ไม่ได้ตั้งกฎเกณฑ์ให้ตัวเองอยู่แล้ว เราแค่รู้สึกว่าหมอลำเนี่ยเข้ากับอะไรก็ได้
    เรื่องนี้เอาจริงๆ ก็คือเจอมาเยอะ มันไม่ใช่นะ ไม่ใช่หมอลำ ไม่ใช่อีสาน แต่เราคิดว่าอย่าไปตอบดีกว่า เวลาได้ยินได้รู้เรื่องแบบนี้ก็ไม่ได้พูดอะไร แต่เราพบว่าคนที่เขาเป็นคนสำคัญๆ ในแวดวงนี้ ไม่มีใครพูดแบบนี้กับเราเลยนะ เคยเล่นต่อหน้าครูสลา (สลา คุณวุฒิ) พี่อี๊ด โปงลาง (สมพงษ์ คุนาประถม) ก็โอเคดี เขาก็ยังชมอยู่เลย หรืออย่างตอนที่เราเจอพ่อสมบัติที่เป็นหมอแคนตาบอด (สมบัติ สิมหล้า) เราก็บอกเขานะว่าหนูลำไม่ได้นะพ่อ หนูไม่ใช่หมอลำ พ่อสมบัติก็บอกว่าไม่เป็นไรลูก แต่ถ้ามีเวลาลูกไปเรียนลำนะ เดี๋ยวพ่อหาครูไว้ให้ ถ้าไม่รักกันพ่อไม่บอก เราว่ามันเป็นการสอนของผู้ใหญ่ที่ทำให้เรารู้สึกดีนะ เขาเมตตาเราเขาถึงได้บอก ไม่เหมือนบางคนที่เข้ามาแล้วมาบอกว่าต้องลำแบบนั้นแบบนี้ ที่ทำอยู่เนี่ยมันไม่ใช่หมอลำ ทำแบบนี้เหมือนปล่อยให้ฝรั่งมากลืนกินหมอลำ คือพูดแบบนี้แล้วเรารู้สึกว่าไม่ไปตอบโต้อะไรจะดีกว่า
    เราคิดว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด ศิลปะไม่ได้มีผิดหรือถูก แล้วเราก็ไม่ได้เอาหมอลำมาทำลาย หมอลำสำหรับเราก็เป็นเหมือนของสูง เป็นของที่เราเคารพ แต่เพียงแต่ว่าเราขอหยิบเอาหมอลำแบบเก่ามาประยุกต์ เอามาทำให้คนเขาเปิดรับมากขึ้น มีกลุ่มคนฟังที่เป็นวัยรุ่นมากขึ้นเท่านั้นเอง เราไม่ได้คิดจะไปแทนที่หรือลบหลู่ครูอาจารย์ที่เขาสร้างสรรค์ศิลปะชนิดนี้ขึ้นมาเลย

หลังจากนั้นคุณได้ไปเรียนหมอลำอย่างที่พ่อสมบัติแนะนำไหม?
    ยังค่ะ ตอนที่พ่อสมบัติบอกก็คิดอยู่ว่าไปเรียนรู้เรื่องหมอลำก็น่าสนใจนะ ไม่ใช่เรื่องเสียหาย นี่ก็พยายามหาจังหวะเวลาที่จะสามารถไปได้อยู่ แต่ว่าจะมีที่ไปมาอีกที่หนึ่ง ซึ่งอาจจะไม่เชิงว่าไปเรียนหมอลำโดยตรง แต่ว่าก็เป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ที่ได้อะไรมาเยอะพอสมควร คือก่อนหน้านี้ได้ไปที่สกลนคร ไปอยู่ที่โน่นมา 5 วัน มันเริ่มจากว่าเราไปรู้จักกับน้องมือพิณคนหนึ่ง ซึ่งเขามาเล่นให้เราด้วย แล้วซาวด์พิณของเขามันเป็นแนว Tradition มากๆ ในขณะที่ตัวน้องเขาก็ทำพิณเอง พยายามจะเอาพิณมาผนวกกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ทีนี้เราคุยกันว่าสนใจจะทำ Side Project เกี่ยวกับเรื่องนี้ไหม เอาแบบที่มันย้อนไปถึงรากเหง้าเลย เราก็เลยไปหามือพิณที่สกลนคร แล้วก็ได้ทำความรู้จักกับหมอลำหลายๆ แบบที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน เสร็จแล้วเราก็ลองแต่งเพลง ลองอัดเสียงกันดู มีแค่พิณตัวเดียวกับเสียงร้องของเรานี่ล่ะ ทำไป 2 เพลง หลักๆ มันก็จะออกไปทาง Tradition หน่อย แต่ว่าก็มีส่วนที่ฉีกออกไปจากขนบเดิมๆ ด้วย แบบค่อยๆ เฟดตอนจบ หรือจบแบบแจ๊ซซ์อะไรอย่างนี้ นี่ก็คุยกับน้องอยู่ว่าถ้าทำอะไรแบบนี้แล้วโดนด่าก็โดนด้วยกันสองคนนี่ล่ะนะ 
    ที่เราอยากไปที่โน่นก็เพราะว่า เรารู้มาว่าน้องเป่าแคนซึ่งเป็นดนตรีในแบบของคนเผ่าโซ่งได้ แล้วดนตรีตัวนี้มันจะมีคนร้องด้วย เราก็เลยสนใจ บอกน้องไปว่าพี่อยากไปเห็น เขาจะสอนพี่ไหม? ซึ่งในความเป็นจริงเขาก็ไม่ได้สอนกันหรอก เพราะมันไม่ได้เป็นแค่เพลง แต่ว่าจะเกี่ยวข้องไปถึงเรื่องความเชื่อ เรื่องพิธีกรรมของเผ่าด้วย สุดท้ายก็กลายเป็นว่าเราก็ไปทำความรู้จักแล้วก็ลองทำ คือถ้าตอนนั้นเราไม่ตัดสินใจไป เราก็คงไม่ได้รู้จักว่ามีของแบบนี้อยู่ แล้วก็ไม่ได้ลองทำเพลงอย่างที่ได้ทำไป
    เรารู้ตัวดีว่าเรามาจากหมอลำ ยังไงซะเราก็ต้องกลับไปหาหมอลำ เพื่อที่จะได้เรียนรู้รากเหง้าของตัวเอง เพราะหมอลำมีไม่รู้ตั้งกี่อย่าง ที่คิดไว้ก็คือถ้าพอมีเวลา มีเงินเก็บที่จะเอามาใช้เดินทางได้ เราก็อยากจะไปตามที่ต่างๆ เพื่อเรียนรู้สิ่งนี้ให้มากขึ้น อย่างเราไปสกลนครมาแล้ว ครั้งต่อไปก็อยากลองไปอุบลราชธานีบ้าง หรืออาจจะไปทางสุรินทร์ ต่อไปถึงกัมพูชาเลยก็ได้ อันนี้คือสิ่งที่เราอยากต่อยอดให้กับตัวเอง เราอยากรู้ว่าในบ้านเรายังมีหมอลำประเภทไหนอีกบ้างที่เรายังไม่รู้

ดูเหมือนว่าคุณเรียนรู้อะไรมากมายจากสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตและการงานของคุณ แล้วกับเพื่อนร่วมงานล่ะ การที่ได้ใช้เวลาอยู่กับพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นการทำงานเบื้องหลังหรือออกแสดงตามที่ต่างๆ คุณเรียนรู้อะไรระหว่างกันและกันบ้าง?
    ก็ได้เรียนรู้กันเยอะค่ะ เวลาทำงานเราก็ต้องมีหลายๆ ส่วนมาสนับสนุนเรา อย่างเช่นก้องที่รับผิดชอบเรื่องดนตรี เรื่องพาร์ทกีตาร์ เราไปไหนก็ต้องมีก้องไปด้วย แล้วอย่างตอนนี้วงมันก็โตขึ้น เรารู้จักคนมากขึ้น วงก็เลยเริ่มพัฒนาไปสู่จุดที่ว่าเรามีคนให้เลือกได้ว่างานไหนควรจะเป็นใคร อย่างเช่นถ้าเล่นที่เชียงใหม่เราก็จะมีคนนี้ๆ มาช่วยนะ ถ้าไปกรุงเทพฯ บางตำแหน่งก็เปลี่ยนคนได้ มีคนที่จะมาช่วยเล่นให้เราที่โน่น ไม่จำเป็นต้องไปกันหมด หรืออย่างตอนไปเล่นที่นครราชสีมา เราก็ได้มือพิณและมือแคนมาร่วมงานด้วย คือเราเองก็ไม่อยากจะไปตั้งข้อจำกัดให้คนอื่นๆ ว่าคุณเป็นนักดนตรีของฉันนะ ต้องทำงานให้ฉันคนเดียว อีกอย่างเราคิดว่าการทำแบบนี้ก็เป็นการช่วยเชื่อมให้คนรุ่นใหม่ๆ จากที่ต่างๆ ได้รู้จักกันด้วย
    อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของการตัดสินใจมันก็ยังเป็นเราอยู่ ถึงจะทำงานกับคนอื่นๆ มานาน รู้นิสัยใจคอกันพอสมควรว่าใครเป็นยังไง แต่ด้วยความที่เราเป็นผู้นำ ก็เลยกลายเป็นว่าเราเป็นคนตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ซึ่งมันก็ต่อเนื่องไปถึงการวางแผนทั้งหลายด้วย วันไหนจะนัดกันแกะเพลง จะไปเล่นที่งานนี้เราจะเอาใครไปบ้าง มีอะไรที่ต้องติดต่อก่อนเดินทางไหม หรือว่าพอจะมีคิวเข้าห้องอัดก็ต้องเช็คว่านักดนตรีแต่ละคนว่างหรือเปล่า เป็นต้น ก็เหนื่อยนะ แต่เพราะเราเป็นคนแบบนี้ด้วยล่ะ บางเรื่องฝากคนอื่นแล้วมันไม่ได้ดั่งใจ ทุกวันนี้ก็เลยกลายเป็นว่า เรื่องไหนที่คิดว่าเป็นคนจัดการเองแล้วจะดีกว่า เราก็เป็นคนทำ หรือเป็นคนบอกให้ใครทำก็ว่ากันไป

คุณเคยบอกเราในการสัมภาษณ์ครั้งก่อนว่า ความฝันในอดีตของคุณคืออยากจะเป็นนักร้องลูกทุ่ง กับชีวิตจริงที่เป็นอยู่ในตอนนี้ คุณพอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตของคุณมากน้อยแค่ไหน? แล้วเคยคิดว่ามีเรื่องอะไรที่หากย้อนกลับไปแก้ไขได้แล้วจะไม่ทำอย่างนั้นบ้างหรือเปล่า?
    เราไม่เคยรู้สึกว่าอดีตที่ผ่านมามันแย่นะ ไม่คิดว่าอยากจะเปลี่ยนแปลงอะไรด้วย รู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตมันดีสำหรับตัวเรา มันคงเป็นช่วงจังหวะชีวิตด้วยที่ต้องเจอเรื่องราวต่างๆ เราคิดว่าอดีตที่ผ่านมานี่ล่ะที่ทำให้ปัจจุบันของเราเป็นอย่างที่เป็นอยู่
    เราเคยคิดเหมือนกันนะว่าตัวเองโชคดีที่ไม่ได้เป็นนักร้องลูกทุ่งอย่างที่เคยฝันไว้ เพราะถ้าตอนนั้นเราได้เซ็นสัญญาเป็นนักร้องเพลงลูกทุ่งขึ้นมาจริงๆ เราก็คงไม่มีตัวตนของเราในแบบทุกวันนี้ ซึ่งเรารู้สึกว่า เฮ้ย มันดีอ่ะ คือมันอาจจะมีช่วงเวลาที่เรารู้สึกสงสัยว่าเมื่อไหร่เราจะมีโอกาส หรือสิ่งที่ทำอยู่มันจะใช่ตัวเราจริงๆ ไหม แต่เมื่อมาถึงตรงนี้ เราพูดได้เลยว่างานที่ทำออกไปมันคือตัวเราจริงๆ เป็นสิ่งที่เราอยากทำ แล้วก็มาจากตัวตนของเรา ซึ่งถ้าในอดีตเราได้เซ็นสัญญา ได้เป็นนักร้องออกอัลบั้ม ถึงตอนนี้เราอาจจะไม่ได้ร้องเพลงแล้วก็ได้ เพราะพออายุมากขึ้น ใครจะมาปั้นเรา ใครจะมานั่งแต่งเพลงให้เราล่ะ หรือต่อให้ยังร้องเพลงอยู่ เราก็ไม่รู้ว่าเขาจะทำเพลงแบบไหนให้เราอีก สิ่งที่นำเสนอออกมาอาจจะไม่ได้เป็นตัวเราเลยก็ได้

เราตั้งชื่อเรื่องที่เขียนเกี่ยวกับคุณจากการสัมภาษณ์ครั้งก่อนว่า ‘ดนตรีนั้นคือชีวิต’ เพราะเรารู้สึกว่าดนตรีเป็นส่วนสำคัญของชีวิตคุณจริงๆ กับสิ่งต่างๆ ที่เราได้สนทนากันในครั้งนี้ ถ้าเราจะบอกว่า ดนตรีนั้น ‘เปลี่ยน’ ชีวิตของคุณไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น คุณเห็นด้วยกับความคิดนี้ไหม?
    เห็นด้วยนะว่าดนตรีเปลี่ยนชีวิตของเราไปเยอะมาก ดนตรีมีบทบาทในชีวิตเราเยอะมากจริงๆ แล้วสิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกว่าดนตรีทำให้เราเปลี่ยน คือทำให้เราเป็นคนที่อยากรู้ อยากค้นหา อยากค้นคว้าให้รู้จริงมากขึ้นกว่าแต่ก่อน
    เมื่อก่อนตอนที่เราร้องเพลงตอนกลางคืน เราก็แค่ร้องเพลงของคนอื่น ร้องไปแล้วก็จบแค่นั้น แต่พอเราได้แต่งเพลงของตัวเอง เราได้ทำวง เราได้นำเสนองานของเราออกไปให้คนอื่นๆ ได้ฟัง มันทำให้เรารู้สึกว่าอยากจะแต่งเพลงให้ดีกว่านี้ อยากจะรู้ว่าคนที่เขาแต่งเพลงเก่งๆ เขาทำกันยังไง อยากคุยกับคนที่ทำงานเพลงให้มากขึ้นว่าเขามีแรงบันดาลใจยังไงในการทำงาน ถึงขั้นที่เราเคยคิดว่าตัวเองควรจะไปหัดเล่นเครื่องดนตรีแล้วก็เรียนเรื่องโน้ตเรื่องทฤษฎีดนตรีเลยนะ เวลาทำงานจะได้อธิบายให้คนที่ร่วมงานเข้าใจได้ง่ายขึ้น เพราะมันไม่ใช่แค่คัฟเวอร์เพลง เอามาเปลี่ยนนู่นนี่แล้วจบไป แต่เราจะคิดว่าจะทำอะไรได้บ้างให้งานมันดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วมันก็จะต่อเนื่องไปถึงเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกันด้วย ให้ใครออกแบบปกดี ไปพิมพ์ปกอัลบั้มที่ไหน อยากทำคอนเสิร์ตของตัวเอง อยากชวนคนโน้นคนนี้มาเล่นด้วย ซึ่งเมื่อก่อนเราจะไม่มีความอยากรู้อยากค้นหาอะไรมากขนาดนี้เลย



สมมติว่าถ้าหากในอนาคตเรามาขอสัมภาษณ์คุณอีกครั้ง และในตอนนั้นคุณไม่ได้เป็นนักร้องแล้ว เราจะมีโอกาสพบคุณในบทบาทไหนได้บ้าง?
    สิ่งหนึ่งที่อยากจะทำก็คือการจัดนิทรรศการผลงานศิลปะของตัวเอง เป็นนิทรรศการที่มีงานเพลงด้วย เพราะว่าเราเรียนจบทางด้านศิลปะ มีงานที่ทำเก็บไว้อยู่บ้าง แต่ว่าพอมีเรื่องดนตรีเข้ามาเยอะๆ ก็แทบจะไม่ได้วาดรูปอีกเลยเพราะไม่มีเวลา อันนี้อาจจะไม่ต้องรอนานก็ได้ ถ้ามีเวลาก็ทำไป มีงานเยอะๆ แล้วค่อยเอามาแสดง ก็อาจจะได้เจอเราในบทบาทของศิลปิน เพ้นต์รูปทำอะไรก็ว่ากันไป
    ส่วนอีกอย่างที่คิดไว้นานแล้วเหมือนกัน ตั้งแต่เริ่มเหนื่อยๆ หลังจากอีพีออกมาแล้วมีงานเข้ามาเยอะแยะไปหมด ก็คือพอไปถึงจุดหนึ่ง เราก็อยากไปทำงานอยู่เบื้องหลังบ้าง อาจจะมีบริษัทเป็นของตัวเอง หรือไม่ก็ทำห้องบันทึกเสียงก็ได้ คือเราอยากแต่งเพลงให้เด็กใหม่ๆ อยากสร้างเด็กที่เขาชอบร้องเพลงจริงๆ พอเราอายุมากขึ้นก็คงไม่มีแรงจะลุยทำอะไรเหมือนที่ทำอยู่ตอนนี้แล้ว ถึงตอนนั้นก็น่าจะรับงานน้อยลง เลือกแต่งานดีๆ ไปเลยซักสองสามงานต่อปีก็พอ นอกนั้นขอเอาเวลามาทำเพลงให้ศิลปินที่อยู่กับเราดีกว่า


MUSIC CHANGE MY LIFE
รัสมี เวระนะ
MY BEER MY DREAM
ธีรวุฒิ แก้วฟอง
ADVERSITY PRESENT OPPORTUNITY
ในปัญหาย่อมมีโอกาส
H I P  P A R T N E R S
สำนักงานนิตยสาร  H I P  M a g a z i n e  บริษัท  เชียงใหม่  ฮิพ  แม็กกาซีน  จำกัด
เลขที่  5 / 1  หมู่ 5  ตำบลสุเทพ  อำเภอเมือง  เชียงใหม่ 50200  โทรศัพท์  /  แฟ็กซ์  0 5 3 - 3 2 9 - 4 2 0
hipthailand@windowslive.com  +  hipthailand.cm@gmail.com
H I P   M A G A Z I N E   A N D   E V E N TS   C H I A N G   M A I   ©