SEPTEMBER 2017 OUT NOW!!
SECTION A
SECTION B
HOME
MAGAZINE
 
 
TRIP
2017
TRAVEL
THE TRAIL ADVENTURES
วิ่งเทรลลองทางดอยอินทนนท์



THE TRAIL ADVENTURES
 วิ่งเทรลลองทางดอยอินทนนท์


   เรื่อง  / ภาพ : Pavida Vowell

 

        สวัสดีค่ะชาว HIP ที่บังเอิญผ่านมาเจอบทความนี้ ที่จะมาบอกเล่าถึงเรื่องราวของการกีฬาที่กำลังเป็นที่สนใจในขณะนี้ นั่นก็คือ ‘การวิ่ง’ ซึ่งใครๆ หลายๆ คนก็เลือกที่จะวิ่งเพื่อให้เราสุขภาพแข็งแรงอย่างยั่งยืน



 



        แต่ในบทความนี้ จะขอพูดถึงการวิ่งอีกแบบหนึ่งที่เพิ่มความท้าทายมากขึ้น นอกเหนือจากการวิ่งทางเรียบที่ใครๆ ต่างก็รู้จักดี อย่างการวิ่งบนถนน สวนสาธารณะ ในสนามกีฬา และบางคนก็อาจะเคยลองลงสนามการแข่งขันจริงในระยะต่างๆ ไปจนถึงระยะมาราธอน (42.195 กิโลเมตร) แล้ว นั่นก็คือ ‘การวิ่งเทรล (Trail Run)’ ซึ่งผสมผสานระหว่างการเดินป่าและการวิ่งไปด้วยกัน การวิ่งแบบนี้ เรื่องความเร็วอาจไม่สำคัญเท่ากับความทนทาน เพราะเมื่ออยู่ในป่าแล้ว จะเรียกรถกลับบ้านทันทีก็คงไม่ได้
    หากกล่าวถึงการเริ่มต้นที่จะวิ่งเทรลนั้น นอกจากเราจะต้องมีร่างกายที่แข็งแรงแล้ว ก็ต้องมีใจรักษ์ธรรมชาติ รู้จักรักษาทรัพยากรของส่วนรวมให้คงอยู่ตลอดไป เมื่อคนพร้อมแล้วก็ต่อด้วยเรื่องการเตรียมตัวต่อ หากคุณมีพื้นฐานในการวิ่งหรือเดินป่าอยู่แล้ว ที่เหลือก็จะเป็นเรื่องของการเตรียมอุปกรณ์ของการวิ่งเทรล ซึ่งอาจมีเพิ่มขึ้นมาสักหน่อยจากการวิ่งปกตินะคะ เราขอจำแนกอุปกรณ์เป็น 2 ประเภท คือ ‘อุปกรณ์แนะนำ’ กับ ‘อุปกรณ์บังคับ’ โดยส่วนตัวของเรานั้น หากว่าไปซ้อมเอง ไม่ว่าจะซ้อมวิ่งสั้นหรือยาว ก็ต้องมีเป้น้ำ (กระเป๋าที่สามารถบรรจุน้ำไว้ภายใน), ชุดปฐมพยาบาล (First Aid Kit), ยากันยุง, ขนมห่อเล็กๆ แบบพกพาง่าย, โทรศัพท์มือถือพร้อมซองกันน้ำ, เสื้อกันฝน และเงินสด (ไม่ค่อยพกเหรียญ เพราะจะเกิดเสียงกระทบกันระหว่างการวิ่ง)
    มากล่าวกันต่อในเรื่องของอุปกรณ์ 2 ประเภท คือ อุปกรณ์แนะนำ และอุปกรณ์บังคับ ซึ่งถ้าหากเข้าร่วมการแข่งขันวิ่งเทรลจะได้พบเจอ 2 คำนี้แน่นอน
    1. อุปกรณ์แนะนำ ได้แก่ แว่นกันแดด, ครีมกันแดด, ขนม, แก้วน้ำแบบพกพา (แต่บางงานวิ่งก็เป็นอุปกรณ์บังคับ ถ้าไม่นำไปก็จะไม่มีภาชนะใช้ดื่มน้ำ โดยส่วนตัวชอบเพราะได้ช่วยลดการใช้พลาสติกสิ้นเปลือง), ยากันยุง, ยาประจำตัว, เงินสด, ถุงมือ
    2. อุปกรณ์บังคับ (ซึ่งหมายถึงว่าควรมีติดตัวไว้เสมอ ถ้าไม่มีคุณอาจได้กลับบ้านในทันที) ได้แก่ เป้น้ำที่สามารถบรรจุน้ำได้ตั้งแต่ 1.5 - 2 ลิตร, ไฟฉายคาดศีรษะ พร้อมแบตเตอรี่สำรอง 1 - 2 ชุด, นกหวีด, ภาชนะดื่มน้ำ, แผนที่เส้นทางการแข่งขัน, โทรศัพท์มือถือ, เสื้อกันฝน (บางที่ทั้งเสื้อและกางเกง), ชุดปฐมพยาบาล และ หมายเลขประจำตัวการแข่งขัน (BIB)
    ซึ่งในบางงานเจ้าหน้าที่จะสุ่มตรวจอุปกรณ์ที่กล่าวมาข้างต้น เพราะฉะนั้นโปรดศึกษาข้อมูลการแข่งขันทุกครั้งนะคะ
    ล่าสุดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 มิถุนายน 2560 ที่ผ่านมา เราได้ไปร่วมทดสอบเส้นทางการวิ่งเทรลและปลูกป่า ณ น้ำตกแม่ยะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ในงาน โครงการรักษ์ป่าต้นน้ำดอยอินทนนท์ ‘ยิ่งเที่ยว ยิ่งเขียว’ หรือ MSIG Thailand Action Asia 50 - ZERO Edition ซึ่งจัดโดย Action Asia (www.actionasiaevents.com/our-events/upcoming-events/2017-msigthai/overview.html) และได้รับการสนับสนุนจากอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์
    การทดสอบเส้นทางการวิ่งในครั้งนี้มีทั้งหมด 3 ระยะด้วยกัน ได้แก่ระยะ 50, 20 และ 10 กิโลเมตร จำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมเพียง 100 คน โดยผู้ที่สนใจจะต้องทำการลงทะเบียนล่วงหน้า ระยะที่เราได้เข้าร่วมทดสอบคือระยะ 50 กิโลเมตร และต้องไต่ระดับความสูงราว 2,100 เมตรจากระดับน้ำทะเล โดยกำหนดการปล่อยตัวคือเวลา 6:00 - 18:00 น. ในวันเดียวกัน ในงานนี้ผู้จัดการแข่งขันได้เตรียมจุดให้บริการน้ำไว้จำนวน 7 จุด (Check Point) และแต่ละจุดจะมีเวลาตัดตัวย่อยอีกทีหนึ่ง
    เมื่อการปล่อยตัวเริ่มขึ้น ทุกคนก็ก้าวเท้าเข้าสู่ทางเทรลมุ่งหน้าไปให้ทันเวลา Cut Off ใน CP1 ซึ่งจากจุดสตาร์ทนั้นมีระยะห่าง 5 กิโลเมตร ตามที่ผู้จัดได้ให้ข้อมูลก่อนหน้านี้ แต่พอมาถึงกิโลเมตรที่ 3.4 เราก็เจอ CP1 โดยไม่รู้ตัว ตามปกติเมื่อถึง CP เราก็จะแวะเติมน้ำเติมท่า กินของกินตามอัธยาศัย แต่ครั้งนี้ไม่ได้เติมน้ำเพราะคิดว่าคงพอจนกว่าจะถึง CP ถัดไป แต่พอวิ่งต่อมาเรื่อยๆ คิดในใจว่าทำไมยังไม่ถึง CP2 สักที น้ำก็หมด เริ่มเกิดอาการหิว พี่ที่อยู่ด้วยกันเลยถามเจ้าหน้าที่ที่ขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านมาว่าจุดให้น้ำต่อไปอยู่อีกไกลมั้ยคะ? เจ้าหน้าที่ตอบว่าไม่ไกลครับอีกนิดเดียว เราก็ดีใจ อีกนิดเดียวเอง กัดฟันต่อไปจนมาถึง CP2 จนได้ ซึ่งผู้จัดงาน (Race Director) อยู่ตรงนั้นพอดี แล้วเขาก็เอ่ยมาว่า “คุณผ่านจุดที่ยากที่สุดของ Race มาแล้วนะ!” เราหันไปมองนาฬิกา นี่เพิ่ง 11 กิโลเมตรเองนะ ผ่านจุดยากที่สุดแล้วเหรอ ถ้าอย่างนั้นเราก็คงจบก่อนเวลา 10 ชั่วโมงได้แน่นอน
    เอ้า! มีกำลังใจ มุ่งหน้าต่อไปสู่ CP3 ไร่กาแฟของโครงการหลวง ที่ CP นี้มีข้าวเหนียวน่องไก่ให้เรากินเป็นมื้อเที่ยง แต่นึกออกมั้ยคะ พอเราเหนื่อยมากๆ เราก็จะกินอะไรไม่ค่อยลง ตอนไปถึง CP3 เจ้าหน้าที่ให้เซ็นชื่อ เติมน้ำในเป้ หยิบไก่มาหนึ่งน่องพร้อมข้าวเหนียว แต่พอถึงเวลาจริงๆ กินได้แค่ครึ่งน่องเท่านั้น จากนั้นก็วางมือแล้วก็ไปต่อ เส้นทางนี้ผ่านไร่กาแฟซึ่งสวยมากๆ เขียวสดชื่น มีฝนลงมาปรอยๆ ให้คลายร้อนกันไป

 

 

 

 

 

    เย็นฉ่ำกันแล้วก็มุ่งหน้าสู่ CP4 ระหว่างสองข้างทางมีต้นสนตลอดทั้งทาง เส้นทางส่วนใหญ่เป็นทางเดินรถของชาวบ้านอยู่แล้ว ไม่ต้องใช้เทคนิคมาก วิ่งมาเรื่อยๆ จนเจอเจ้าหน้าที่ประจำ CP4 ที่จดหมายเลขประจำตัวของเรา ก่อนจะยื่นต้นกล้าให้นักวิ่งกันคนละต้นเพื่อนำไปลงดิน ณ จุดที่เจ้าหน้าที่เตรียมไว้ให้ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ให้นักวิ่งได้มีส่วนร่วม โดยส่วนตัวเราชอบกิจกรรมนี้นะคะ ถึงงานครั้งนี้จะเป็นการทดสอบสนามก็จริง แต่ก็มีกิจกรรมที่ทำให้ผู้มาร่วมงานได้ตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติของท้องถิ่นที่เราไปเยือนด้วย
    หลังจากปลูกกล้าเสร็จแล้วก็ต้องเดินไปที่ยอดเขาต่ออีกนิดแล้วกลับตัวลงมา เมื่อไปถึงตรงจุดกลับตัวเท่านั้นแหละค่ะ เราก็ต้องตาเป็นประกาย เพราะว่าฝั่งซ้ายก็เป็นภูเขาหินสีน้ำตาลชื่อว่า ‘เขาหัวเสือ’ ส่วนด้านขวาที่สามารถเดินถึงได้นั้นก็มีหินตั้งขนาดใหญ่ซึ่งความสูงน่าจะราว 10 เมตรตั้งอยู่ ใหญ่กว่าตัวเราเยอะเลย เมื่อมาถึงตรงหินตั้งก้อนนี้ เจ้าหน้าที่ก็จะให้เราไปแตะหินแล้วกลับตัวลงไป
    เสร็จจากไฮไลท์ของงานแล้วก็มุ่งหน้าต่อไปที่ CP5 เจอทางลงบ้างให้หายเหนื่อยจากการไต่ทางชัน เจอถนนคอนกรีตบ้างเป็นบางช่วง ช่วงไหนวิ่งลงเบาๆ ได้ก็วิ่ง แต่ไม่กล้าวิ่งเร็วมากค่ะ เพราะยังเจ็บๆ ข้อเท้าจากงานก่อนที่มันสะสมมาเรื่อย (เจ็บนะคะ แต่ไม่ค่อยจะจำ) เอาล่ะ! เวลา 12:30 น. มาเจอ CP5 จนได้ ซึ่ง CP5 และ CP6 เนี่ยมันคือ CP เดียวกัน ตรงนี้ก็ยังคงมีน้ำดื่มและผลไม้บริการแก่นักวิ่ง ส่วนพี่เจ้าหน้าที่ตรงนี้ก็เป็นนักวิ่งเหมือนกัน อะไรที่เขาอยากช่วยเขาก็จะช่วย เช่นเติมน้ำ แกะผลไม้ เติมเกลือแร่ ต้องขอบคุณมากเลยค่ะ จริงๆ เป็นเรื่องง่ายที่นักวิ่งทำเองได้ แต่ ณ เวลานั้นคนมันเหนื่อย แค่มาช่วยเติมน้ำให้ก็ดีใจแล้วค่ะ
    แต่ในความใจดีของเจ้าหน้าที่ตรงจุดนี้ก็แฝงความโหดอยู่ในตัว ตอนเราเติมน้ำเสร็จเรียบร้อยและจะมุ่งหน้าต่อ ก็ถามทางว่าไปทางไหน เขาก็ชี้ลงไปข้างล่าง คิดในใจว่าหมูๆ แล้วค่ะทีนี้ ในหัวคิดถึงคำพูดของ Race Director ว่า “คุณผ่านจุดที่โหดที่สุดมาแล้ว” อ้าว! เขาพูดเรื่องจริง! แต่ไม่เลย พอลงไปแล้ว ถึงระยะที่ 3.6 กิโลเมตรก็ต้องกลับขึ้นมาทางเดิม อะไรนะ! ลงไป 3.6 กิโลเมตรคือดิ่งลง แล้วเวลาขึ้นก็ต้องไต่ขึ้น แถมต้องมาให้ทัน Cut Off ก่อน 13:00 น. เรากับเพื่อนก็เป็นกลุ่มสุดท้ายด้วย คำนวณกันว่าถ้าลงไปต้องใช้เวลาอย่างน้อยน่าจะ 3 ชั่วโมง เลยไม่ไปดีกว่า เพราะกลัวว่าจะกลับถึงเส้นชัยแล้วมืดค่ำ เราไม่ได้คุ้นเส้นทางเหมือนในเขาในดอยตัวเมืองเชียงใหม่ เลยตัดสินใจไม่ลงไปค่ะ แน่นอนเลยระยะหายไปราว 7 กิโลเมตร
    หลังจากการตัดสินใจที่จะไม่ลงไปและมุ่งหน้าไปที่ CP7 เราก็มาเจอถนนคอนกรีตที่มีทั้งขึ้นและลง พร้อมกับอากาศที่ร้อนขึ้นเรื่อยๆ ด้วยค่ะ คิดในหัวแล้วว่าถ้ามีโค้กเย็นๆ ก็คงดี แต่งานทดสอบสนามก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะมีอะไรเตรียมให้สมบูรณ์แบบเหมือนงานแข่ง มีอะไรให้กินก็กินไป เรื่องมากไม่ได้ สุดท้ายสวรรค์ก็มาอยู่ตรงหน้า นั่นก็คือร้านขายของชำที่มีตู้แช่เครื่องดื่มเย็นๆ อยู่ ไม่รอช้าหยิบน้ำอัดลมออกมาจากตู้ทันที จ่ายเงินให้ป้าเจ้าของร้าน มานั่งพักรับลมที่เก้าอี้ซึ่งจุดที่นั่งนั้นเป็นช่องลมพอดี ลมผ่านหน้าเย็นสบาย มองไปไกลๆ เห็น Race Director โบกมือเรียก เราเห็นแล้วว่าเขาเรียกแต่ขอพักก่อนเดี๋ยวค่อยลุกไป นั่งไปสักพักเท่านั้นล่ะค่ะ พี่แกเดินมาตาม แล้วก็ถามสารทุกข์สุกดิบว่าเป็นยังไงบ้าง จากนั้นพี่แกก็เตือนว่า ถ้าคุณอยู่ในการแข่งขันที่ฮ่องกงหรือสนามนานาชาติประเทศอื่น คุณคงโดนตัดสิทธิ์ให้นั่งรถกลับบ้านไปเรียบร้อยแล้ว (นี่เป็นความรู้ใหม่เลยว่า เราควรศึกษากฎกติกาของสนามนั้นๆ ให้ดี ไม่งั้นคงนั่งเครื่องบินไปเสียเที่ยวเสียค่าตั๋วฟรี) โอเคค่ะ ลุกไปต่อ มุ่งหน้าไป CP สุดท้าย แต่ก่อน CP สุดท้ายเขามีจุดให้น้ำอีกจุดหนึ่งค่ะ ก็เติมน้ำกินแตงโมกันไป ที่ต้องเติมน้ำเพราะว่าเหลืออีก 10 กิโลเมตรกว่าจะถึงเส้นชัย เอ้า! พร้อมไปต่อให้มันจบๆ สักทีค่ะ อยากกลับบ้านจะแย่แล้ว
    เอาล่ะ 10 กิโลเมตรสุดท้าย วิ่งๆ จ๊อกๆ หน่อยละกัน วิ่งไปได้สักพักอะไรๆ ก็ดีไปหมดค่ะ แต่ก็มาเจอทางลงคอนกรีตยาวๆ เนี่ยแหละค่ะ จุดอ่อนของเรา เจอทางแบบนี้จะเจ็บข้อเท้าทุกที แล้วก็ไปต่อได้ไม่ไวอย่างที่หวัง มาเรื่อยๆ จน 3  กิโลเมตรสุดท้าย เจอทางเทรลที่ผูกริบบิ้นงานสีชมพู สีส้ม เอาล่ะขึ้นเขาอีกรอบ มาๆ ทางเทรลอย่างนี้แหละพี่ชอบ มาเรื่อยๆ ตามริบบิ้นไม่มีหลงแน่นอน แต่ชักสงสัยว่าทำไมไม่เจอใครเลยล่ะ? จะถอยกลับก็ต้องเจอคอนกรีตอีก ไปก็ได้ ไปทางนี้แหละ (ซึ่งเขาลูกนี้เป็นเขาลูกแรกที่เคยผ่านมาแล้ว ไปทางนี้ตามริบบิ้นยังไงก็ไม่หลงแน่นอน) ไปเรื่อยๆ เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง สลับฟันปลาตามริบบิ้นที่เขาผูกไว้ จริงๆ ก่อนหน้านี้ก็มีเพื่อนนักวิ่งที่วิ่งมาด้วยกัน แต่พอเจ็บข้อเท้าก็ให้เขาไปกันก่อนเลย
    3 กิโลเมตรสุดท้ายของเราก็เป็นการบุกป่าฝ่าดง ลื่นสะดุดรากไม้ ยังไม่พอเจอฝนกระหน่ำเข้ามาอีก แต่เย็นดีค่ะ เหมือนตัวเองอยู่ในสารคดีสัตว์โลกมีชีวิตอะไรสักอย่าง จนในที่สุดก็ได้ยินเสียงผู้คนที่เส้นชัยปรบมือยินดีที่รอดมาได้ เพื่อนทุกคนที่มาด้วยกันก็มารอรับเราอยู่ เก่งกันทุกคนเลย โดยเฉพาะคนที่จบ 50 กิโลเมตร ยินดีด้วยจริงๆ ร่างกายและจิตใจของเพื่อนๆ ถือว่าไม่ธรรมดา ขอนับถือนักวิ่ง ผู้จัดงานนี้ และเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ดูแลอำนวยความสะดวกแก่พวกเราทุกคน ขอบคุณค่ะ
    สรุปว่าระยะที่เราทำได้นั้นคือ 42 กิโลเมตร ไม่เต็มตามจำนวนที่ตั้งใจ ส่วนงานทดสอบสนามครั้งนี้ เต็ม 10 ให้คะแนน 8.9 เพราะไม่ค่อยปลื้มทางถนน แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับผู้จัดและผู้ที่เกี่ยวข้องหลายๆ ฝ่าย ใครอยากแข่งสนามจริงที่มีปลายปีนี้ วันที่ 17 ธันวาคม 2560 รีบสมัครเลยค่ะ และอย่าลืมซ้อมมาเยอะๆ กับอ่านข้อมูลการแข่งขันให้ละเอียดนะคะ งานนี้ทุกคนจะได้เก็บความประทับใจกลับบ้านแน่นอน
    The mountains are calling and I must go!





พาทัวร์สถานที่ท่องเที่ยวประเทศจีน สวยระดับ 5A
By tourkrub
TIBET :YOU MUST GO IN THIS LIFE!
ชาตินี้ต้องไปให้ได้... ทิเบต
SRI LANKA
เราชอบประเทศนี้ เพราะยังสดอยู่มาก
SAKURA HUNTER : แนะนำจุดชมซากุระ 7 อันดับในดวงใจ
แนะนำจุดชมซากุระ 7 อันดับในดวงใจ
H I P  P A R T N E R S
สำนักงานนิตยสาร  H I P  M a g a z i n e  บริษัท  เชียงใหม่  ฮิพ  แม็กกาซีน  จำกัด
เลขที่  5 / 1  หมู่ 5  ตำบลสุเทพ  อำเภอเมือง  เชียงใหม่ 50200  โทรศัพท์  /  แฟ็กซ์  0 5 3 - 3 2 9 - 4 2 0
hipthailand@windowslive.com  +  hipthailand.cm@gmail.com
H I P   M A G A Z I N E   A N D   E V E N TS   C H I A N G   M A I   ©