SEPTEMBER 2017 OUT NOW!!
SECTION A
SECTION B
HOME
MAGAZINE
 
 
HIP BIKE & TRAVEL
2017
RUN
UTA 50 CONQUER THE BLUE MOUNTAINS
พิชิตเทือกเขาบลูเมาเทนส์



UTA 50 CONQUER THE BLUE MOUNTAINS
  พิชิตเทือกเขาบลูเมาเทนส์



    เรื่อง  / ภาพ : อาเหลียง

 

    คุณเคยคิดถึงการผจญภัยไหม? ผมคิดว่าทุกคนคงอยากจะออกผจญภัยเหมือนกันแหละ ไม่ว่าจะทางใดก็ทางหนึ่ง
    คำว่าการผจญภัยของผมนั้นอาจจะต่างออกไปนิดหน่อย ผมเป็นคนที่ชอบที่จะเห็นวิวสวยๆ ของธรรมชาติ เช่นวิวเมืองจากยอดเขา วิวภูเขาตัดสีเขียวกับฟ้าที่สดใส หรือแม้กระทั่งหมอกขาวๆ บินมาปกคลุมแผ่นพื้นจนเป็นทะเลหมอก
    ประกอบกับที่ผมชอบวิ่งเป็นกิจจะลักษณะอยู่แล้ว ทันทีที่ได้รู้จักกับ ‘การวิ่งเทรล’ มันก็เลยเติมเต็มสองสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกันทันที หลายครั้งที่ผมวิ่งไปบนเขา แล้วมองลงมาเห็นทะเลหมอก หลายๆ ครั้งที่ได้ยินเสียงนกร้องก้องกังวานในป่า และบางที วิ่งกลางป่าฝ่าสายหมอกเย็นๆ ในฤดูร้อนของประเทศไทย หลายอย่างมันทำให้เกิดความหลงไหลในการวิ่งแบบนี้ ทำให้ล่าสุด ผมจึงเกิดความสงสัยว่า ถ้าวิ่งเทรลในประเทศอื่น มันจะเป็นอย่างไรกันนะ?



 

 

   

    นั่นจึงเป็นที่มาของ UTA 50 – Ultra trail Australia 50 Km. การแข่งขันอัลตร้าเทรลที่ประเทศออสเตรเลียครั้งแรกของผม ในความจริงแล้ว งานนี้มีถึงระยะ 100 กิโลเมตร แต่ตัวผมเองวางแผนว่า อีกวันจะไปวิ่งฮาล์ฟมาราธอนต่อ ก็เลยลงแค่ระยะ 50 กิโลเมตร เพื่อไปให้ได้ทั้งสองงาน (มาทั้งทีเอาให้คุ้ม) งาน UTA เป็นงานระดับเวิลด์ทัวร์ ที่มีนักวิ่งเทรลที่หลงไหลการวิ่งตะลุยป่าแบบนี้มาจากทั่วโลก เรียกว่าเป็นงานที่ดังมากงานหนึ่งเลยก็ว่าได้ งานนี้ต้องขอขอบคุณพี่วินและพี่นุ่ม สองเจ้าภาพและเจ้าถิ่นที่น่ารักซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองซิดนีย์ ที่ให้คำแนะนำและไปส่งให้ถึงที่ ทำให้การเดินทางของเราสะดวกขึ้นมากครับ
    Blue Mountains เป็น National Park ที่ตั้งอยู่ที่เมือง Katoomba ห่างจากซิดนีย์ประมาณ 100 กิโลเมตร ในอารมณ์ผมตอนแรก คิดว่ามันน่าจะให้ฟีลลิ่งแบบเมืองเชียงดาวบ้านเรา เป็นเมืองบ้านนอกเล็กๆ แต่มีภูเขาสวยๆ แบบดอยหลวงเชียงดาวอยู่ แต่ความคิดผมจัดว่าผิดถนัดเลย พอไปถึงปุ๊ป มันเหมือนเป็นเมืองใหญ่ๆ อีกเมืองเลย แค่ไม่มีตึกสูงเท่านั้นเอง ระบบสาธารณะทุกอย่างค่อนข้างดี มีรถไฟ มีรถบัส ที่พักสวยงาม มีซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ๆ อยู่ด้วย แทบจะเรียกว่ายกนิมมานเหมินท์มาไว้ตรงนี้เลยก็ว่าได้
    พอไปถึงก็งานเข้าทันที ฝนตก! ตกกะปริดกะปรอย แต่ก็ตกเรื่อยๆ เอื่อยๆ ตลอดเวลา ทำให้เริ่มรู้สึกว่า วันพรุ่งนี้งานน่าจะเข้าเป็นแน่แท้ พี่วินพาไปที่ National Park ทันที เป็นพื้นที่สำหรับรับเบอร์วิ่งและรายงานตัวนักวิ่ง รวมถึงเป็นเส้นชัยของรายการนี้ด้วย เรามาถึงก็เย็นแล้ว เดินตัดผ่านเส้นชัยไป แล้วก็มุ่งหน้าไปยังจุดรับเบอร์วิ่ง เรามาทันงานบนเวทีพอดี เลยยืนดูนิดหน่อย มีการแนะนำ Elite หลายท่าน รวมไปถึงนักวิ่งเทรลขาเดียว ใช่ครับ เขามีขาเดียว วิ่งพร้อมไม้เท้านี่แหละ เท่ชะมัด แค่ตอนวิ่งผ่านผมไปยังเร็วเลย วันจริงคงเร็วกว่านี้แน่ๆ ยืนดูได้สักพักพี่กุ้งก็เริ่มสะกิด “เอ็กซ์โปๆ” อ๊ะ นั่นสิ มาถึงที่นี่ต้องช้อปด้วยสินะ งานอัลตร้าเวิลด์ทัวร์ทั้งทีต้องมีอะไรเยอะแน่ๆ แน่นอนครับ ทรัพย์ละลายแทบจะทันที ไหนจะบัฟ ไหนจะเสื้อฮู้ด ไหนจะถุงเท้า อุปกรณ์เทรลทั้งหลาย ทุกอย่างมีความล้มละลายในบัดดล ดีนะยับยั้งชั่งใจตัวเองได้บ้าง เลยทำให้ไม่เสียหายมาก 555 ขอบคุณพี่ๆ ที่เตือนสติว่าต้องกลับที่พักแล้ว ไม่งั้นอยู่ต่ออีกยาวแน่ๆ ครับ
    ที่พักที่พี่วินจองให้เป็นห้องพักแบบโฮสเทล คือนอนรวมกัน 6 คนต่อห้อง แยกชาย - หญิง ทำให้พี่กุ้งและพี่นุ่มต้องแยกไปนอนอีกห้องแทน ส่วนห้องหนุ่มๆ ในวันนั้นไม่ต้องสงสัยเลย สมาชิกในห้องเป็นนักวิ่งเทรลทั้งนั้น ส่วนใหญ่วิ่ง 100 กิโลเมตร มีผมกับพี่วินเท่านั้นที่วิ่ง 50 กิโลเมตร (ก็ทำไงได้อะ จะไปวิ่งฮาล์ฟต่ออีกวันนิ แหะๆ) และแน่นอนว่า เมื่อนักวิ่งเทรลมาอยู่ด้วยกัน แม้ว่าจะต่างชนชาติกัน มีทั้งไทย มาเลย์ อินโดนีเซีย จีน ฝรั่งเศส ก็ต่างเม้าท์มอยกันอย่างสนุกสนาน สอนวิธีแพ็คกระเป๋าด้วยสไตล์ตัวเอง แถมเพื่อนใหม่ชาวมาเลย์ของเรายังวางกระป๋องเบียร์ไว้บนตู้ล็อกเกอร์เขา 4 กระป๋อง พร้อมบอกว่า “ถ้าพรุ่งนี้ใครจบก่อน หยิบเบียร์ตรงนี้ไปฉลองได้เลย!” เป็นที่เฮฮาของห้องเรามาก 
    หลังจากนั้นก็ไปกินข้าวเย็นที่ช้อปมาเมื่อตอนอยู่ในเมือง เป็นแซนด์วิช อ้อ ลืมบอกไป คนออสเตรเลียนี่เขากินกันโหดมากครับ โหลดข้าวโหลดอาหารทีนี่คิดว่ากินกันเผื่อวันพรุ่งนี้รึไง แซนด์วิชที่เขากินใหญ่กว่าแซนด์วิชบ้านเรา 3 - 4 เท่า แต่เขากินทีเดียวหมด ส่วนข้าวผมก็เคยสั่งมากินตอนอยู่ในเมือง ลองนึกสภาพตามนะครับ ข้าวแกงกะหรี่ แต่โหลดลงในจานไซส์จานสลัดใหญ่ๆ กินทีแทบไม่ต้องกินข้าวทั้งวันแล้ว แต่คนที่นี่กินกันเป็นปกติ ไม่อ้วนด้วย เรื่องกินนี่ยอมเลยจริงๆ
    และแล้วก็มีเรื่องเซอร์ไพรส์ให้กับนักวิ่ง 50 กิโลเมตรและ 100 กิโลเมตรทุกท่าน เมื่อมีข่าวอย่างเป็นทางการจากงานว่า เส้นทางมีการเปลี่ยนระดับ Major เลยทีเดียว ไม่ใช่ Minor Change เหมือนรถยนต์ คือเส้นทาง 50 กิโลเมตร เปลี่ยนใหม่หมดเลย เนื่องจากฝนตกหนักสองวันที่ผ่านมา และเส้นทางไม่ใช่เส้นเดิมที่โฆษณาไว้เลยครับ ทำให้เจ้าถิ่นอย่างพี่วินกับพี่นุ่มออกอาการเลย เพราะพี่แกไปซ้อมในเส้นทาง 50 กิโลเมตรมาหลายรอบมาก เพื่อความเชี่ยวชาญและทำเวลา ทำให้เขาค่อนข้างมั่นใจในการแข่งขันวันพรุ่งนี้ แต่พอข่าวออกมา ทำให้ทุกคนเหมือนนับ 0 ใหม่ พี่ทั้งสองเริ่มมีความกังวลเข้ามา แต่สำหรับกะเหรี่ยงสองคน อาเหลียงกะพี่กุ้ง ไม่สะทกสะท้านอะไรอยู่แล้ว เพราะมาแบบงงๆ เส้นเปลี่ยนยังไงเราก็ไม่เดือดร้อน ขอให้ได้วิ่งก็พอละ
    สรุปว่าคืนนั้นต้องนอนกันไว เพราะห้องนี้มีนักวิ่ง 100 กิโลเมตรด้วย เขาออกตัวกันแต่เช้า ตอน 6:00 น. ส่วนนักวิ่ง 50 กิโลเมตรอย่างพวกเราโดนเลื่อนการออกตัวไปเป็นช่วง 9:00 – 10:00 น. ทำให้นอนกันชิลล์ๆ เลยทีนี้ (แต่ดูเหมือนพวก 100 กิโลเมตรจะชิลล์กว่า ปิดไฟแล้วยังเล่นมือถือกันอยู่เลย)

 

 

 

 

 

    เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น พวกนักวิ่งระยะไกลก็ทยอยออกไปแข่งขัน แต่พวก 50 กิโลเมตรก็ยังนอนสบายๆ จนถึงเวลาที่พวกเราจะต้องออกไปยังจุดเริ่มต้น งานที่นี่จัดว่าทำการบ้านมาดี เมื่อเราออกมาจากที่พักเดินมาไม่ไกลนักก็จะมีรถบัสมารับทันที และแน่นอนว่า บนรถมีแต่นักวิ่งเทรลนั่งเม้าท์กันตลอดทางไปจนถึง Blue Mountains
    บรรยากาศที่ Blue Mountains ตอน 9 โมงเช้า มันช่างแตกต่างกับบรรยากาศตอนกลางคืนซะเหลือเกิน  ท้องฟ้าสีฟ้า ปะปนไปด้วยปุยเมฆ ต่างกับคำพยากรณ์ของหลายๆ สำนักที่ว่าวันนี้ฝนจะตกหนักทั้งวัน ซึ่งนี่เป็นสัญญาณที่ดีของการออกเดินทางรอบภูเขาสีน้ำเงินในวันนี้ เสียงสัญญาณดังออกเป็นระลอก ตามเวฟของตนที่ทางผู้จัดได้กำหนดไว้ สมาชิกชาวไทยมีทั้งหมด 4 ท่าน ประกอบไปด้วยพี่วิน เวฟ 3 พี่นุ่มกับพี่กุ้ง เวฟ 5 ส่วนอาเหลียง ผู้ซึ่งกรอกข้อมูลไม่ตรงใจผู้จัด เลยโดนไล่ไปอยู่เวฟสุดท้ายคือเวฟที่ 6 ได้แต่ยืนตาละห้อย คอยดูนักวิ่งออกไปเป็นชุดๆ เมื่อ Race Director นับถอยหลัง
    10:06 น. ถึงคิวของผม เมื่อเจ้าหน้าที่นับถอยหลังจนถึง 0 นักวิ่งเทรลทุกท่านพร้อมเป้น้ำใบตุงๆ ก็ต่างพร้อมใจกันวิ่งออกไปตามเส้นทางที่กำหนด พร้อมเสียงกระดิ่งกระพรวนเรียกวัว ที่แถวนี้ชอบเอามาใช้ให้กำลังใจนักวิ่ง ดังตลอดทางเป็นระยะหลายร้อยเมตร เรียกว่ามีกำลังใจตลอดเส้นทางปล่อยตัวเลยทีเดียว แต่ความสุขก็อยู่ได้แป๊บเดียว เพราะพอหมดเสียงกระพรวน เส้นทางข้างหน้าก็เป็นเนินลูกโตๆ ทันที ผมค่อย ๆ จ๊อกกิ้งขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่รีบไม่ร้อน แต่ดูเหมือนคนแถวนี้ไม่คิดอย่างนั้น แต่ละคนใส่แรงกันสุดชีวิต วิ่งกันหายใจดังอย่างกับกระทิงโกรธ ไอ้เราเป็นเอเชียคอเคเชียนกะเหรี่ยงตัวน้อยๆ ก็ได้แต่จ๊อกๆ เบาๆ ถ่ายรูประหว่างทางไป
    เส้นทางใหม่ที่ผู้จัดเสนอให้เป็นพิเศษในวาระครบรอบ 10 ปี ของสนามนี้ (จริงๆ คือฝนตกเลยเปลี่ยนเส้นทาง) เปิดเส้นทางก็จะเจอกับน้ำตก ที่แถวนั้นเรียกว่า Rainforest Lookout แล้วเดินลงบันไดที่มีชื่อเสียงของที่นี่ ที่เรียกว่า Furber Steps เป็นบันไดยาวไม่รู้จบ (เขาว่าถ้าได้วิ่งขึ้นจะรู้ซึ้งถึงบันไดนี้ทันที แต่พอดีทางเปลี่ยนใหม่เลยกลายเป็นวิ่งลงแทน) หลังจากจุดนี้ก็จะเป็นบันไดยาวๆ ลงจนไปถึงหน้าผา และเราจะได้วิ่งเลาะหน้าผาไปเรื่อยๆ ด้วย เป็นประสบการณ์ใหม่ที่ไม่เคยเห็นในไทยมาก่อน
    ส่วนใหญ่แล้ว เราจะวิ่งในเส้นอุทยานแห่งชาติ ซึ่งที่นี่เขาพัฒนาเส้นทางกันหมดแล้ว ทางวิ่งจึงเป็นทางที่ค่อนข้างดี วิ่งได้ง่าย ไม่ค่อยมี Technical มากนักครับ แต่เสียอย่างหนึ่งคือเวลาวิ่งไปแล้วผ่านจุดที่สวยๆ เนี่ย นักวิ่งจะมัวแต่ถ่ายรูปกัน ยิ่งผมเป็นเวฟสุดท้าย แนวหลังสุดๆ ด้วย ทำให้เจอเหตุการณ์ขบวนคนติดกันหลายรอบอยู่พอสมควรเลยครับ ที่สังเกตได้เป็นพิเศษของการมาวิ่งที่ต่างประเทศ คือนักวิ่งชาวออสเตรเลีย เวลาขึ้นเขา พวกเขาใช้แรงมากจริงๆ เพราะเวลาหายใจจะแรงมากเป็นพิเศษเวลาขึ้นเขา แม้จะเป็นขั้นบันไดก็ตาม มีช่วงหนึ่งที่จะขึ้นบันไดช่วงที่เรียกว่า Golden Stairway พวกฝรั่งตัวโตๆ จะจ้ำอ้าวขึ้นไปอยู่นั่นแหละ แต่สักพักก็จะน็อก แล้วก็หยุดพักเลย อีกอย่างคือนักวิ่งที่นี่นับว่าเป็นนักวิ่งมารยาทงามนะครับ เวลาวิ่งๆ อยู่ ถ้าผ่านบันไดแคบแล้วเจอคนสวนลงมา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยว (อุทยานแห่งชาติจะมีนักท่องเที่ยวเสมอ) แบกเป้ใบโตๆ พร้อมนอนได้ทุกที่ พวกนี้จะตะโกนบอกกันว่า Walkers! แล้วทุกคนก็จะหลบให้นักท่องเที่ยวเดินลงไป นับเป็นมารยาทดีๆ ที่เห็นแล้วประทับใจครับ
    วิ่งได้สัก 8 กิโลเมตรก็หลุดจากบันไดมรณะนี้มาได้ เจอทางวิ่งกว้างๆ สบายๆ ที่สามารถเพิ่มความเร็วได้แล้ว พอเจอทางแบบนี้นับว่าเข้าทางผมเลย วิ่งแบบสนุกสนาน และโชคดีมากที่เหลือบกลับไปมองวิวข้างหลังแล้วเป็นภาพของ Blue Mountains ที่ฟ้าเปิดพอดี สวยงามแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ตรงนี้กินใจผมไปแล้ว 1 คะแนน ตรงทางวิ่งนี้มีชื่อว่า Narrow Neck Fire Trail เป็นแนวกันไฟของที่นี้ อ้อ อย่าลืมนะครับ ออสเตรเลียมีปัญหาเรื่องไฟป่าทุกปี ดังนั้นอุทยานทุกที่จึงต้องมีแนวกันไฟเพื่อป้องกันไม่ให้ไฟลามไปไกลครับ แนวกันไฟนี่แหละ ผมว่าเป็นหนึ่งในไฮไลต์ของงานเลย

 

 

 

 

 

    ยิ่งวิ่ง แนวถนนที่ตัดกับวิวภูเขาสีน้ำเงินตลอดทางมันช่างสวยประทับใจเหลือเกิน แทบจะอยากหยุดชมวิวตรงนี้สักชั่วโมงเลย แต่ก็หยุดไม่ได้ เพราะเวลาไม่ได้หยุดเดินให้เรา เวลาคัทออฟยังคงเหมือนเดิม ดังนั้นเราก็ต้องไปตามแผน วันนี้ผมบอกกับตัวเองแล้วว่า ไม่เร่ง ไม่รีบ กินบรรยากาศให้เต็มที่ ห้ามเจ็บ เพราะอีกสองสัปดาห์มีงานช้างรออยู่ ผมเลยเอารูปมาฝากท่านผู้อ่านเพียบครับงานนี้ วิ่งไปสักพักก็เจอจุด Check Point แรก ทีนี่อาหารการกินค่อนข้างดี มีส้ม กล้วย แตงโม มันฝรั่งทอด เยลลี่ และเจลให้พลังงานให้เรากิน จะหยิบไปเท่าไหร่ก็ได้ แต่ก็ไม่ใช่หยิบจนน่าเกลียด ถ้าจะหยิบเยอะก็ขอเขาก่อน ก่อนจะออกไป เจ้าหน้าที่ก็เตือนผมว่า “Next Station 20 Km.!!” ทีแรกผมก็เข้าใจว่า อ๋อ กม.20 ก็เจอ CP วิ่งอีกสิบกิโลก็ถึงละ สบายๆ น้ำไม่ต้องเติมก็ได้ แต่พอวิ่งออกมาได้สักพัก... เอ๊ะ! แต่ถ้าจำไม่ผิด เขาบอกว่างานนี้มี CP อยู่ 3 จุดเองนะ พอวิ่งออกมาได้สักกิโล เปิดดูมือถือที่แคปไว้ “เอ๊า ตายละ กม.30 โน่น ถึงจะเจอ CP” สรุปคือ 20 กิโลที่เขาบอกเมื่อกี๊ คือระยะทางที่เหลือ... อาเหลียงเอ้ย ได้ใช้มาตรการประหยัดน้ำแล้ว...
    จุดพีคของงานนี้เลย คือปีนบันไดลิง เป็นไฮไลท์ตั้งแต่ผมเปิดดูในคลิปรีวิวงานละ ว่ายังไงเราก็จะต้องไปสัมผัสให้ได้... แต่มันไม่ใช่อย่างงั้นอะดิ... ตรงทางลงบันไดลิงนี่คนติดยิ่งกว่าตอนแรกอีก พี่กุ้งที่ผมแซงได้ตอน กม.16 ก็มาเจอกันอีกทีที่บันไดลิงนี่ล่ะ ถึงแม้จะมีเจ้าหน้าที่บอกว่ามีทางลัดลงอยู่นะ แต่ด้วยอีโก้ไง อาเหลียงจะลงบันไดลิง... พี่กุ้งซึ่งดูเวลาแล้วเสียเวลาไปเยอะก็เลยใส่เกียร์ห้าลงทางลัดหายไปเลย ส่วนอาเหลียงก็ยังคงไม่เปลี่ยนใจ ยังคงรอบันไดลิงต่อไปอย่างมีความหวัง แต่กว่าจะได้ลงบันไดลิงตามใจหมาย นาฬิกาก็ดังขึ้น แจ้ง กม.ที่ 20 พร้อมเพซ 57:30... ใช่ครับ กิโลนี้ผมวิ่งไปเกือบชั่วโมง... โอ๊ยยยย แต่ไม่สนแล้ว ได้ลงบันไดลิงยาวๆ  แล้ว ลงไปก็โดนสาวออสซี่ข้างบนเหยียบหัวทีสองที โอย เจ๊ครับ จะรีบไปไหน ใจเย็นๆ เพียงอึดใจเดียวเท่านั้น
เท้าก็แตะพื้น... ไม่ถึงนาที... โอ๊ยยย ตรูจะบ้า นี่ต่อคิวกันมาเป็นชั่วโมงเพื่อลงแว้บเดียวเท่านั้นเนี่ยนะ... โป้งแล้วบันไดลิง...
    ว่าแล้วก็รีบใส่เกียร์ห้าลงดอยตามหาพี่กุ้งต่อไป กว่าจะตามพี่กุ้งเจอก็ กม.26 นั่นแหละ รู้งี้ไม่ลงบันไดลิงแล้วรีบเผ่นตามพี่กุ้งไปก็ดี แต่คิดอีกแง่ เราก็ได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ ในการวิ่งลงบันไดลิงเหมือนกันนะ เทรลที่นี่เวลาวิ่งผ่านพื้นที่ชาวบ้าน ตรงที่เป็นรั้วลวดหนามกั้นไว้ ก็จะมีบันไดเหล็กทำพิเศษให้ข้ามรั้วลวดหนามไป จัดว่าน่ารักดี เพราะไม่เคยเห็นมาก่อน ถ้าเป็นบ้านเรานี่ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกันแฮะ
    กลับมาถึง CP ตอน กม.30 น้ำผมหมดพอดี ได้โอกาสก็เติมซะให้เต็มเลย เติมขนมด้วย พร้อมหยิบเจลไปทานสักห่อสองห่อ (สุดท้ายไม่ได้กิน พาเจลไปเที่ยวเฉยเลย) และก่อนจะออก เจ้าหน้าที่เห็นว่าจะมืดแล้ว เลยแจกเสื้อสะท้อนแสงให้นักวิ่งทุกท่านเพื่อใช้ตอนกลางคืน (อันที่จริงระยะ 50 กิโลเมตร คัทออฟไม่ถึงกลางคืนหรอก แต่เวลาปล่อยตัวเลื่อน ทีมงานก็ต้องหาวิธีแก้ไขกันตามนี้ ซึ่งถือว่าน่ารักดีครับ ใส่ใจดี ผมชอบ) เลยได้เสื้อมาใส่ก่อนแสงจะเริ่มหายไป แล้วผมกับพี่กุ้ง สองคนไทยชุดสุดท้ายก็เริ่มเดินทางออกจาก กม.30 ที่เรียกว่าเราสองคนเป็นชุดสุดท้าย เพราะว่าเมื่อถึง Check Point ต่อไปนั้น เราตรวจสอบรายชื่อผู้เข้าแข่งขัน พบว่าพี่วินของเรานั้นจบการแข่งขันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ด้วยเวลา 6:30 ชั่วโมง (เร็วม๊ากกกกก) ส่วนเรายังโอ้เอ้กันอยู่ที่ กม.37 อยู่เลย ส่วนพี่นุ่มเองก็ผ่าน CP นี้ไปตั้งแต่ 1 ชั่วโมงที่แล้วด้วย ตอนนี้เริ่มมืดแล้ว ผมกับพี่กุ้งก็เลยเอาไฟฉายมาติดหัว แล้วเริ่มเดินทางในยามวิกาลต่อไป
    ถึงจุดนี้ เรียกว่าเป็นจุดวิกฤติของชีวิตผมเลย เมื่อพี่กุ้งที่มาด้วยกันตลอดเกิดคึก! เจอแดดเราเดิน เจอเนินไม่สู้ แต่ถ้ารู้ว่าไม่ร้อน เครื่องจะติดทันที!! ผมขอใช้คำศัพท์ว่า ‘ดีด’ พี่กุ้งเกิดอาการดีดตลอดทาง เดี๋ยววิ่งๆ เดินๆ ลงเนินก็วิ่งยาวๆ ทำให้มีช่วงหนึ่ง ประมาณ กม.40 มีเพซ 5 หลุดมาให้เห็นด้วย แล้วพี่กุ้งก็เริ่มดีดออกจากผมไปเรื่อยๆ ส่วนตัวผมเอง ถ้าถามว่าให้ตามก็ตามได้ แต่กังวลเรื่องจะเจ็บขามากกว่า พอนึกได้ว่าเดี๋ยวมีรายการใหญ่รออยู่ ก็ต้องจอดปล่อยให้พี่กุ้งดีดไปแซงฝรั่งมากมายในขาลง อ้อ ลืมบอกไป ชาวต่างประเทศเกือบทั้งหมดเท่าที่เจอ ดาวน์ฮิลล์ (วิ่งลงเขา) ไม่ค่อยเก่ง เลยเป็นโอกาสของชาวเอเชียคอเคเชียนกะเหรี่ยงอย่างพวกเรา เก็บอันดับที่ไม่มีใครสนแล้วได้บ้างเล็กน้อย
    สักพักเราก็เจอเส้นทางในตำนานของที่นี่ เขาเรียกว่า Six Foot Track เป็นเส้นทางที่จะมีความกว้างอยู่ที่ 6 ฟุต ตลอดแนว ส่วนความยาวนี่เท่าไหร่ไม่รู้ จำไม่ได้ รู้แต่ว่ายาวมาก จนถึงขนาดมีงานแข่งงานหนึ่งของที่นี่ใช้ชื่อเส้นทางนี้เลย เป็นงานที่มีการคัดตัวโหดมาก และจัดมาอย่างยาวนาน ประมาณ 30 ปีแล้ว ซึ่งพี่วินของเราก็ได้พิชิตรายการนี้ไปแล้วเรียบร้อย ว่าแต่ตอนที่ผมกำลังรำลึกถึงที่มาของเส้น Six Foot Track อยู่นี่แหละ พี่กุ้งก็โผล่มาข้างหลังผม
    “เฮ้ย! มาได้ไง ไหนว่าแซงไปแล้ว”
    “ฉันหลง”
    แล้วพี่กุ้งก็ดีดขึ้นบันไดไปอีกที
    เส้นทางต่อจากนี้เป็นบันไดล้วนๆ บันไดหนักมาก บันไดอินฟินิตี้ (เราเรียกมันว่าอย่างนั้น) จนนักวิ่งบางท่านถึงกับนั่งพักที่ขั้นบันไดเลยก็มี ส่วนเราก็ค่อยๆ ไป ไม่ได้รีบอะไรอยู่แล้ว พอหลุดบันไดของ Six Foot Track มา ก็เจอทางราบๆ ช่วงสุดท้ายของรายการ ผมเองก็ขี้เกียจตามพี่กุ้งแล้ว เลยมองขึ้นไปบนฟ้า พักสายตาจากไฟคาดหัวที่ส่องพื้นมาหลายชั่วโมง

 

 

    “นี่มันทางช้างเผือก.... ไม่สิ ใช่รึเปล่าก็ไม่รู้ แต่มันสวยมากเลย”
    “Beautiful. Isn’t it?” ป้าชาวออสซี่ที่วิ่งด้วยกันหันหน้ามาคุยกับผม
    “Yes. I never see a lot of stars like this before in my country. It’s very beautiful”
    “Yes. It’s Gorgeous. It’s worthy to come here” คุณป้ากล่าวปิดท้าย พร้อมวิ่งไปต่อพร้อมรอยยิ้ม
    นับว่าเป็นกลุ่มดาวที่สวยมากๆ เท่าที่เคยได้เห็นมาจริงๆ ครับ ถึงจุดนี้ ผมปิดไฟฉาย ยืนมองท้องฟ้าอยู่สักพักหนึ่งเลยครับ
    กลับขึ้นมา เราขึ้นมาวิ่งในเมืองคาทุมบ้าอีกครั้ง รอบนี้วิ่งตามถนน แต่เมื่อใดก็ตามที่มีเส้นเทรลเล็กๆ แม้จะสั้นขนาดไหน ผู้จัดก็พร้อมจะพาเราฝ่าตรงนั้นเข้าไปทันที จนมาถึง CP สุดท้ายที่เป็นโรงยิม นักวิ่ง 50 กิโลเมตรส่วนใหญ่ก็จะวิ่งวนออกไปเลย แต่ผมแวะไปกินน้ำกินโค้กให้เปรมก่อนจะออกไปอีกที สุดท้ายแล้ว เราก็วิ่งเข้า Scenic World ซึ่งเป็นจุดปล่อยตัวอีกครั้ง ผมได้ยินเสียงกระพรวนเรียกวัวอีกครั้ง กำลังใจก็เริ่มมา แสงไฟจากอารยธรรมเริ่มสาดส่องมาให้เห็น เสียงจากเครื่องเสียงก็เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ
    ผมวิ่งหลุดออกมาจากกลุ่มผู้คน เด็กเล็ก ผู้เฒ่า ผู้ใหญ่ ที่ต่างเชียร์กันเสียงดังกึกก้อง เมื่อได้เห็นนักวิ่งผุดออกมาจากเส้นทางทีละคนสองคน ผมดีใจมากจนคว้าเฮดแลมป์ออกมาเหวี่ยง ทำเอาเด็กข้างๆ หัวเราะชอบใจ พี่วินที่วิ่งจบมาแล้วสามชั่วโมงกว่าก็เอาธงชาติไทยมายื่นให้ ผมรีบคว้าไปทันใด แล้วโบกสะบัดธงชาติไทยผืนเล็กๆ ท่ามกลางกองเชียร์ชาวออสเตรเลียมากมายตลอดทาง แล้วก็มีเสียงผ่านลำโพงออกมาว่า “Congratulations Sillawat. You came so far. Now you can go back and tell your tales about conquering this beautiful blue mountains” ประโยคอาจจะไม่ถูกต้อง แต่ใจความประมาณนี้แหละ
    เสียงปรบมือกึกก้องอีกครั้ง ผมหันหลังกลับไปดูให้แน่ใจว่าไม่มีใคร จะได้มั่นใจว่าเขาไม่ได้ปรบมือให้คนข้างหลังเรา ก่อนจะไหว้ขอบคุณงามๆ หนึ่งที แล้วก็เดินผ่านซุ้มที่เขียนว่า ULTRA TRAIL AUSTRALIA 2017 ไปอย่างมีความสุข พร้อมกับประสบการณ์ดีๆ จากการผจญภัยครั้งนี้ที่น่าจดจำไปอีกนานแสนนาน

ปล. เห็นวิ่งช้าๆ ถ่ายรูปชิลล์ๆ แบบนี้นี่ วิ่งไม่ถึง 10 ชั่วโมงนะจ๊ะ



MARATHON GOAL
วิ่งไปให้ถึง ‘มาราธอน’
LET´S TALK ABOUT RUNNING
มารู้จักกับงานวิ่งกันเถอะ
FIRST TIME RUN
ก้าวแรกสู่สนามวิ่ง
TRIATHLON 1st TIME
ก้าวแรก สู่ไตรกีฬา
H I P  P A R T N E R S
สำนักงานนิตยสาร  H I P  M a g a z i n e  บริษัท  เชียงใหม่  ฮิพ  แม็กกาซีน  จำกัด
เลขที่  5 / 1  หมู่ 5  ตำบลสุเทพ  อำเภอเมือง  เชียงใหม่ 50200  โทรศัพท์  /  แฟ็กซ์  0 5 3 - 3 2 9 - 4 2 0
hipthailand@windowslive.com  +  hipthailand.cm@gmail.com
H I P   M A G A Z I N E   A N D   E V E N TS   C H I A N G   M A I   ©