SEPTEMBER 2017 OUT NOW!!
SECTION A
SECTION B
HOME
MAGAZINE
 
 
TRIP
2017
TRAVEL
TIBET :YOU MUST GO IN THIS LIFE!
ชาตินี้ต้องไปให้ได้... ทิเบต

 


TIBET :YOU MUST GO IN THIS LIFE!
   ชาตินี้ต้องไปให้ได้... ทิเบต


  เรื่อง  / ภาพ : Garn Harmo




    “จองตั๋วให้แล้วนะ”
    เสียงทางโทรศัพท์จากคุณอาวัชระ หลิ่วพงสวัสดิ์ หัวหน้าทีม Mekong Challenge ทีมท่องเที่ยวด้วยจักรยานที่สนุกที่สุดในโลกสำหรับผม กลุ่มนี้เริ่มจัดทริปขี่จักรยานในประเทศแถบลุ่มแม่น้ำโขงตั้งแต่ปี 2002 ปีละ 1 - 2 ครั้ง ซึ่งผมได้เข้าร่วมทีมนี้ตั้งแต่ปี 2007 (เป็นเด็กที่สุดของทีมมาตลอด) ได้โอกาสไปขี่จักรยานตามที่สวยๆ เกือบทั่วภูมิภาคนี้ก็เพราะทีมนี้แหละครับ
    แต่ด้วยปีนี้ตัวผมค่อนข้างขัดสนเรื่องค่าใช้จ่าย จึงบอกตัวเองว่าช่วงเดือนเมษายนนี้คงไม่ได้ร่วมทริปไปกับคุณลุงคุณป้า (ที่ต้องเรียกพี่ทุกคน) แต่แล้วอาวัชระได้เกลี้ยกล่อมพร้อมประกาศว่านี่อาจเป็นทริปสุดท้ายของทีม และการเดินทางไปทิเบต ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำโขง จะเป็นการปิดทริปการเดินทางอันยาวนานอย่างยิ่งใหญ่ (อันที่จริงคือแกต้องการลูกสมุนตัวสำคัญต่างหาก 555) ผมใช้เวลาคิดหลังจากกดรับสาย แล้วตอบตกลงทันทีแบบไม่คิดถึงความอิ่มท้องในอนาคตข้างหน้า “ต้องไปให้ได้ ชาตินี้จะมีโอกาสไปอีกทีเมื่อไหร่”
    เรามีเวลาจำกัดและต้องขออนุญาตเข้าทิเบตโดยจัดการผ่านบริษัททัวร์ของจีน ที่จะพาเราเดินทางจากชายแดนจีนในเขตมณฑลยูนนาน (Yunnan) ไปถึงกรุงลาซา (Lhasa) เมืองหลวงของทิเบต ปกติการปั่นจักรยานไปถึงลาซาจะใช้เวลาเป็นเดือน เพราะระยะทางและสภาพเส้นทางนั้นค่อนข้างโหดร้าย การเดินทางของเราจึงต้องใช้ตัวช่วยคือรถบัสและรถบรรทุกจักรยาน ซึ่งจะทำให้เราเดินทางไปถึงลาซาได้ตามกำหนดเวลาที่เรามีคือแค่ 6 - 7 วัน นั่นคือเราจะไม่ต้องทนทรมานขี่จักรยานขึ้นเขาหิมะ ความสูง 4,000 – 5,000 เมตร วันละกว่า 100 กิโลเมตร ให้เหนื่อยเกินความจำเป็น!!!! สบายละ แฮ่ ขี่วันละนิดแล้วนั่งรถ เอาเวลาไปท่องเที่ยวดูโลกที่ไม่เคยเห็นดีกว่า 555 (นักจักรยานสายดื่มกิน)
    คณะของเราขึ้นเครื่องบินจากดอนเมืองมาลงที่คุนหมิง ต่อรถไฟไปลี่เจียง แล้วนั่งรถบัสต่อไปถึงเมืองแชงกรีลาในเวลาวันกว่าๆ เท่านั้น ปีที่แล้วผมมาป่วยที่นี่ เพราะปรับตัวกับความสูง 3,200 เมตรของเมืองแชงกรีลาไม่ได้ ปีนี้เลยไม่ได้เตรียมตัวอะไร อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด!!! 555 ความหนาว 0 องศาถือเป็นเรื่องปกติ มาหนนี้ผมแบกเสื้อกันหนาวมามากกว่าครั้งก่อนๆ อาจจะมีปวดหัวตอนกลางคืนบ้าง แต่สุดท้ายก็ผ่านมาได้ด้วยดี















 

    ที่แชงกรีลา จักรยานของพวกเราได้ออกมายืดเส้นยืดสายนิดหน่อย ก่อนจะมุดกลับเข้าไปอยู่ในรถบรรทุกเพื่อเดินทางไปยังเมืองเบนจือหลาน เมืองริมแม่น้ำแยงซีเกียงที่แบ่งเขตยูนนานและเสฉวนออกจากกัน ทริปที่ผ่านมาเราขี่มาที่นี่สองครั้งแล้ว คราวนี้เลยประหยัดแรงด้วยการนั่งรถ แล้วเริ่มขี่จากที่นี่ไปนอนที่เมืองซูซ่วง เมืองเล็กๆ บนภูเขาสูง ที่พักสไตล์ทิเบตแท้ๆ เป็นจุดพักของนักจักรยานทั่วโลกที่ขี่ผ่านเส้นทางนี้
    วันรุ่งขึ้นเราขี่ออกจากซูซ่วง ผ่านยอดเขาหิมะสูง 4,300 เมตร แม้อากาศจะดีมากกว่าครั้งที่เคยมา แต่ระยะทาง 75 กิโลเมตร บวกกับความสูงและความหนาว แถมผ่านภูเขาหิมะ ทำให้การขี่ขึ้นดอยอินทนนท์บ้านเราเป็นเรื่องน่ารักๆ ไปในทันที แค่คิดว่าจะเร่งความเร็วจากช้ามากไปเป็นช้าธรรมดา ก็ทำให้หายใจไม่ทันเอาง่ายๆ (แถมพกข้าวขึ้นไปกินกลางทางไม่ได้นะครับ แข็งเป็นน้ำแข็ง) พอถึงยอดสูงสุดได้เกือบห้าโมงเย็น ก็เจอพายุหิมะที่พัดมาแบบไม่ทันได้ตั้งตัว เราปั่นลงมาถึงเมืองเต๋อชิงตอนหกโมงเย็น ฝ่าหิมะลงมามือเท้าแทบแข็ง เมืองนี้เป็นเมืองสำคัญชายแดนติดทิเบต มีต้นแม่น้ำโขงไหลผ่าน ทิวทัศน์สวยงามด้วยภูเขาน้ำแข็ง ความสูงน้องๆ หิมาลัย ไม่ได้ต่างจากสวิตเซอร์แลนด์เลย และยังมีอาหารเลื่องชื่อคือต้มชาบูปลาที่อร่อยที่สุดในแผ่นดิน (คนจีนชอบกินต้มหม้อไฟมากๆ ไม่แพ้หมาล่า เพราะในหม้อไฟก็ใส่หมาล่าด้วย 5555)
    จากเมืองเต๋อชิง จะเป็นหน้าที่ของทัวร์จีนที่จะพากลุ่มนักปั่นจักรยานขาอ่อน (แบบสมัครใจ) 27 คน ผ่านเข้าไปเปิดโลกที่น่ามหัศจรรย์ในเขตทิเบต ผมเคยมาถึงเมืองนี้แล้วปั่นเลาะแม่น้ำโขงลงไปด้านล่างแล้ว คราวนี้เราจะเลาะทวนต้นแม่น้ำโขงขึ้นเหนือกันบ้าง ลืมบอกไปว่าทริปนี้มีทีมงานจากรายการ ‘คน ค้น ฅน’ นำทีมโดย พี่เชค - สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางของพวกเราด้วย เป็นการต่อยอดจากทริปก่อนๆ ที่ได้ร่วมเดินทางกันมาหลายครั้งแล้ว
    จากเต๋อชิง เราขี่ขึ้นมาที่อุทยาน Meili Snow Mountain แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของที่นี่ จากนั้นขี่ยาวลงเขาไปเจอแม่น้ำโขง ขี่เลาะแม่น้ำโขงไปได้ 20 กิโลเมตร ทางทีมงานได้ใช้กฎเหล็กยึดอำนาจ สั่งให้ทุกคนขึ้นรถ!! เป็นที่บ้านเราคงเสียใจ แต่พวกเราทุกคนแฮปปี้สิครับ!!!!!! บอกแล้ว คราวนี้เป็นนักปั่นสายดื่มกินครับ!!! ความจริงคือที่ให้ขึ้นรถก็เพราะว่า แค่นั่งรถบัสอย่างเดียว กว่าเราจะไปถึงเมืองที่หมายคือหม่างคาง (Mangkang) ก็ค่ำๆ อยู่แล้ว ถ้าถึงดึกกลัวจะได้พักผ่อนน้อย และเสียเวลาดื่มกิน อิอิ... ระหว่างทาง เราเข้าเขตทิเบตมาแล้ว มีด่านตรวจเข้มงวดทุกเมือง ต้องมีใบอนุญาตถึงจะผ่านได้ บางด่านเราติดอยู่เป็นชั่วโมงกว่าจะผ่านได้ ช่วงนี้วิวทิวทัศน์ข้างทางเป็นแบบภูเขาสูง (สูงมากๆๆๆ) แทบไม่มีต้นไม้ ผ่านยอดเขาความสูงเกือบ 5,000 เมตร (นั่งมองคนจีนปั่นขึ้นยอดดอยแล้วไม่ค่อยอิจฉาเขาเท่าไหร่) เรามาถึงหม่างคางตอนทุ่มกว่าๆ แดดยังแรงอยู่ โรงแรมที่นี่ค่อนข้างดีมาก ดีกว่าโรงแรม 3 – 4 ดาวบ้านเรา สบายกว่าที่คิดไว้เยอะ อาหารอร่อย ใครคิดจะไปเที่ยวไม่ต้องกังวล
    วันต่อมาปลายทางของเราอยุ่ที่เมืองบาซู (Basu) วันนี้ระยะทางไกล ผ่านภูเขาหิมะสูงระดับ 5,000 เมตร ทีมงานของเรายึดอำนาจจากไกด์ทัวร์จีนอีกแล้ว ทิ้งจักรยานไว้บนรถบรรทุกแหละดี 555 เรานั่งรถผ่านยอดเขาสูงทั้งวัน แต่เป็นการนั่งรถที่สนุกมาก จอดถ่ายรูปเป็นระยะๆ ช่วงเย็นมีการซ่อมถนน ทำให้เราติดอยู่บนยอดเขาหิมะประมาณ 2 ชั่วโมง ได้เล่นหิมะที่ตกหนักสมใจ เวลาสองทุ่มกว่าเราข้ามแม่น้ำโขงอีกครั้ง ก่อนมาถึงเมืองบาซูแบบเมื่อยๆ (เมื่อยก้น) ห้องอาหารของโรงแรมแต่ละที่นั้นบริการอาหารได้จุใจมากครับ
    เช้าของอีกวันที่บาซู พวกเราตื่นมาจัดเรียงรถจักรยานบนรถบรรทุกกันใหม่ ที่ผ่านมาสงสัยมันงอน ไม่ค่อยได้ลงสนาม เลยได้แผลฉกรรจ์เพราะความแออัดกันถ้วนหน้าทุกคัน ใครเอารถใหม่ๆ มานี่ช้ำใจแย่ ส่วนของผมไม่ต้องห่วง ผ่านมาหลายทริป ร่องรอยมีมากกว่าสีจากโรงงาน 555 วันนี้เราจะได้ปั่นกันแล้ว เริ่มด้วยการนั่งรถบัสสู่ยอดเขาความสูง 4,500 เมตร เอารถจักรยานลงมาเตรียมพร้อมที่ทะเลสาบ Ranwu เป็นทะเลสาบใหญ่สีฟ้า ฉากหลังเป็นภูเขาหิมะ มีหิมะตกปรอยๆ มีหมอกขาวๆ ลอยจางๆ โอ้โห สวยขาดใจครับ เราขี่ลงเขาจากทะเลสาบ เลาะแม่น้ำสีฟ้าสวยและหิมะขาวข้างทางไปสู่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญคือ Midui Glaciers เป็นธารน้ำแข็งสวยงาม ถ้ามาปลายๆ หน้าหนาวน่าจะเห็นหิมะหนากว่านี้ แต่แค่นี้ก็หนาวแทบแย่แล้ว จากนั้นก็แน่นอนครับ ขึ้นรถครับ!!! ขี่ทำไมมากมาย เรามาถึงเมือง โบมิ (Bomi) เกือบทุ่ม เมืองนี้ก็คล้ายๆ เมืองหลายๆ เมืองในทิเบต คือมีความเป็นจีนสูง มีตึกใหม่ๆ มากมาย ชาวบ้านคนทิเบตดูแล้วไม่น่าจะสร้างเมืองใหม่ๆ แบบนี้ คาดว่าคงเป็นนโยบายของทางการจีนที่สร้างเมืองใหม่ทับเมืองของคนทิเบต แล้วให้คนจีนเข้ามาอยู่ เพื่อให้ทิเบตกลายเป็นของจีนโดยสมบูรณ์ 
    จากเมืองโบมิ อีกแค่สองวันก็จะถึงลาซาแล้ว เร็วมาก ถ้าให้ปั่นตลอดทาง คงใช้เวลาเกือบเดือนแน่ๆ กว่าจะมาถึงตรงนี้ เรานั่งรถบัสมาถึงยอดเขาสูง มองไปทางไหนก็เห็นแต่หิมะขาวโพลนไปทั่ว เราขี่ลงเขาจากยอดนี้ลงไปที่เมืองบายี่ (Bayi) ระยะทาง 60 กิโลเมตร (มาขี่คราวนี้เมื่อยมาก... เมื่อยมือ เบรกอย่างเดียว) ระหว่างทางเป็นภูเขาหิมะเต็มรูปแบบ ไม่ใช่หิมะกองๆ ข้างถนน แต่เหมือนปั่นอยู่บนยอดเขาเอเวอเรสต์เลยทีเดียว ขี่ลงมาถึงเมืองบายี่ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ก่อนถึงลาซา เมืองนี้ใหญ่จริง มีโรงแรมใหญ่ ห้างช้อปปิ้ง ร้านอาหารแบบทันสมัยเต็มไปหมด















    ที่เมืองบายี่นี่เป็นเมืองที่พวกเราจำขึ้นใจเลย ผมได้ไปเที่ยวเล่นในโรงพยาบาลของเขาซะหลายรอบ ก็เพราะพี่รุ่ง หนึ่งในทีมงานหัวเรี่ยวหัวแรงเกิดป่วยด้วยอาการน้ำเข้าปอด แบบเดียวกับในหนังที่ไต่ขึ้นเขาเอเวอเรสต์ ทั้งไอและต้องการออกซิเจนอย่างหนัก พวกเราเลยต้องส่งพี่รุ่งไปโรงพยาบาล ส่วนผมไปส่งเสบียงให้พี่รุ่งตอนดึก เลยได้เจอสภาพห้องน้ำของโรงพยาบาล ที่อาวัชระเห็นแล้วถึงกับบอกกับพี่รุ่งว่า “ถ้าไม่อยากตาย อย่าเข้าห้องน้ำนะ 55” นี่ห้องน้ำของโรงพยาบาล แต่ดันมีสภาพเหมือนห้องน้ำสาธารณะในจีน (ไม่มีที่สะอาดให้วางเท้าเวลาเคลื่อนตัวเข้าไป บอกได้แค่นี้) เอาเถอะ ยังไงๆ พี่รุ่งก็ต้องอยู่ที่เมืองนี้ไปก่อน 2 - 3 วัน เพราะหมอห้ามเคลื่อนย้าย แล้วหลังจากนั้นหมอสั่งให้กลับไปที่ต่ำๆ ทันที!! ทีมเราก็เลยตัดสินใจเดินทางล่วงหน้าไปก่อน โดยมีพี่เครียด หัวหน้าฝ่ายวางแผน (อาวัชระเป็นหัวหน้าฝ่ายกินดื่ม 555) และหัวหน้าไกด์จีนคอยอยู่ดูแลพี่รุ่ง ตามแผนคือถ้าพี่รุ่งดีขึ้น จะหนีจากโรงพยาบาลแล้วรีบตามทีมไปทันที!!!!
    กว่าจะออกจากบายี่ก็เกือบเที่ยง ได้เดินเล่นจนจุใจ นั่งรถไปไม่นาน พอหลังอาหารกลางวันพวกเราก็เปลี่ยนมาปั่นระยะทาง 40 กว่ากิโลเมตรไปถึงทะเลสาบ Basomtso ซึ่งเป็นทะเลสาบบนความสูง 3,700 เมตร น้ำเป็นสีฟ้า วิวสวยมาก เห็นภูเขาน้ำแข็งเป็นฉากหลัง เราพักกันในรีสอร์ทริมทะเลสาบสุดสวย (เสียอย่างเดียวไม่มีที่ให้เดินช้อปปิ้ง) ตื่นเช้ามาแดดแรง ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าใสมาก เราเที่ยวหมู่บ้านชาวทิเบตโบราณริมทะเลสาบ เป็นหมู่บ้านชาวทิเบตแท้ๆ ผมลองเปิดโทรศัพท์ เจอสัญญาณ Wifi เต็มไปหมด
    พอออกจากรีสอร์ทริมทะเลสาบ เราก็ใกล้จะถึงกรุงลาซากันแล้วนะครับ จากทะเลสาบระยะทางไกล ต้องผ่านยอดเขาสูงเฉียด 5,000 เมตร การเดินทางผ่านสภาพแวดล้อมที่ทรหดเช่นนี้ ถ้าได้ลงไปปั่นจักรยานน่าจะทำให้ร่างกาย
แข็งแรงกว่าการนั่งบนรถบัส ซึ่งทำให้คนส่วนใหญ่ในทีมป่วย มีอาการไอ มีไข้ แพ้ความสูง หลักๆ คือจะทำให้ความสามารถในการกินดื่มลดลง แต่ความเห็นส่วนใหญ่ก็ลงมติว่านั่งรถสบายดีอยู่แล้ว (แน่นอนว่าการปั่นจักรยานของพวกเราจบตั้งแต่เมื่อวานแล้ว 555) เรานั่งรถผ่านภูมิประเทศแปลกตา ทั้งภูเขาหิน หิมะ เหว ทุ่งโล่ง บางที่คล้ายดาวอังคารก็มี แต่ที่เห็นอยู่ตลอดก็คือคนครับ คนจีนและคนทิเบตนี่อาศัยกันอยู่ทุกที่ บางจุดบนยอดเขาที่ห่างจากถนนใหญ่มากๆ ก็มีบ้านคน บางทียังงงเลยว่าถ้ามาเติมเงินมือถือนี่ต้องเดินเป็นวันๆ เลยหรือเปล่า
    ในที่สุดพวกเราก็มาถึงลาซา (Lhasa) ตอนสองทุ่ม เมืองใหญ่มาก ทันสมัยกว่าที่คิด มีทุกอย่างที่บ้านเรามี แต่มีความสวยงามแบบทิเบตที่หาที่ไหนไม่ได้ ส่วนนักท่องเที่ยวเยอะครับ อยู่ที่นี่เรากินเนื้อ Yak กันทุกมื้อ รสชาติคล้ายเนื้อวัวหมักเครื่องเทศ วันนี้ไกด์พาไปกินร้านหรูของเมือง ผมรู้สึกว่าแอบหรูไปหน่อย แต่ Yak อร่อยมาก จานเล็ก ไม่อิ่ม
    ทริปเที่ยวลาซาของเรามีทั้งเที่ยววัดโจคัง วัดเดรปุง วังฤดูร้อน แต่ที่ทุกคนรอคอยก็คือพระราชวังโปตาลา ที่ประทับขององค์ดาไลลามะอันโด่งดังนั่นเอง ผมได้เข้าไปเที่ยวตามโปรแกรมตอนกลางวัน แล้วมาถ่ายรูปอีกทีตอนกลางคืน มีแสดงน้ำพุแสงไฟ สวยไปอีกแบบ เป็นที่ที่ทำให้เห็นความเป็นทิเบตได้ชัดเจนที่สุดที่หนึ่งเลยครับ ช่วงที่เราอยู่ที่ลาซาตรงกับวันวิสาขบูชาพอดี เห็นคนจากทั่วทิเบตเดินทางมาสักการะวัดต่างๆ ในลาซา เห็นชัดว่าความเลื่อมใสในศาสนาพุทธนี่ คนไทยเรายังเป็นรองประเทศอื่นอยู่หลายขุม อยากรู้ว่าแค่ไหน ลองไปแค่พม่าดูก็รู้แล้วครับ














 
    หลังจากช่วงสนุก 3 วันในลาซา ก็มาถึงจุดไคลแม็กซ์สำคัญ (แม้ว่าจะต้องกลับกันแล้ว) โดยทีมไกด์มาส่งพวกเราที่สถานีรถไฟ เพื่อนั่งรถไฟสายหลังคาโลกไปลงที่เมืองซีอาน มณฑลส่านซี รถไฟสายนี้เป็นรถไฟสายที่สวยที่สุดในโลกก็ว่าได้ สองข้างทางนี่ผมไม่รู้จะอธิบายให้เหมือนที่ตาเห็นได้ยังไง ทั้งทะเลหิมะ ภูเขาน้ำแข็ง ทะเลสาบ วิวที่ราบสูงทิเบต หรือการนอนหลับให้ได้ที่ความสูง 5,000 เมตร (เกือบหัวใจวายตาย บนรถไฟต้องมีท่อต่อออกซิเจนให้ฟรีๆ) เอาเป็นว่าสักครั้งในชีวิต ถ้ามีโอกาส ไปสัมผัสมันด้วยตัวคุณเองเถอะครับ คนจีนสร้างทางรถไฟสายนี้ได้สุดยอดมากๆ มันพาเราไปในที่ที่ในชีวิตนี้ไม่คิดว่าน่าจะได้มาพบเจอ บางสถานีตั้งอยู่แบบกันดารสุดๆ เหมือนไม่ใช่บนโลกของเรา แต่ก็ยังมีคนอาศัยอยู่ คุยกันเล่นๆ ว่าใครชอบบ่นว่าเหงา ลองมาอยู่ที่นี่สิ จะรู้ว่าบ้านเราเหงาจริงหรือเปล่า
    หลังจาก 35 ชั่วโมงบนรถไฟ เรามาลงที่ซีอาน กลับเข้ามาสู่ความเป็นจีนเต็มๆ อีกครั้ง เราได้ไปเที่ยวสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ และเที่ยวเล่นเมืองซีอานพอสนุกสนาน (ความยิ่งใหญ่ของเมืองนี้คือไม่มีสาวสวยเลย หาไม่เจอแม้แต่คนเดียว สงสัยกลัวจักรพรรดิมาเอาไป เลยไปทำศัลยกรรมให้ไม่สวย) ซีอานเป็นเมืองใหญ่เหมือนกรุงเทพ มีทุกอย่างที่ทันสมัย แต่ผมกลับรู้สึกคิดถึงทิเบต อยากเดินทางย้อนกลับไปใหม่อีกครั้ง ความรู้สึกของคนขี่จักรยานท่องเที่ยวไปในที่แปลกใหม่จะคล้ายๆ กัน คือถ้าคุณมีทุกอย่างที่ต้องการอยู่แค่เอื้อม คุณก็จะรู้สึกว่าคุณตัวใหญ่ มีอำนาจที่จะได้มันมาสนองความต้องการ ซึ่งมันอาจไม่ใช่สิ่งที่คุณต้องการอย่างแท้จริง แต่ทิเบตจะทำให้คุณรู้สึกว่าคุณมันก็แค่ธุลี (ยืมคำนี้มาจากพี่นักปั่นร่วมทีมท่านหนึ่ง) คุณต้องปรับตัวที่จะอยู่กับธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ และคุณจะต้องอยู่กับมันให้ได้โดยที่ตัวคุณต้องไม่ตกต่ำลง
    การเดินทางครั้งนี้เป็นครั้งที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตผม ชาตินี้ไม่รู้ว่าผมจะมีโอกาสได้ไปทิเบตอีกครั้งหรือเปล่า ผมไม่เสียดายอะไรเลยที่ต้องจ่ายไป แลกกับการได้ร่วมเป็นส่วนเล็กๆ ของดินแดนหลังคาโลกที่น้อยคนจะได้เข้าไปเห็น ได้คลุกคลีกับชีวิตของคนทิเบต ได้เห็นถึงความศรัทธาต่อศาสนาอย่างแรงกล้า ผมอยากบอกเล่าเรื่องราวให้ละเอียดกว่านี้ เพราะมันมีอีกเยอะมากๆ ที่ยังจดจำติดตา ถ้ามีใครอ่านแล้วเกิดอยากเดินทางไปทิเบตดูบ้าง นั่นแหละคือความต้องการของผม บางทีก็อยากเก็บหลายๆ เรื่องไว้กับตัวเอง ถ้าใครอยากรู้มากกว่านั้นจะได้บอกเขาอย่างจริงใจว่า “ไปเห็นด้วยตาของคุณเองเถอะ”


ขอขอบคุณ : ทีม Mekong Challenge ทุกๆท่าน ที่ดูแลผมมาตลอดสิบกว่าปี ให้ผมได้รู้ว่าการเดินทางด้วยจักรยานไปในที่ต่างๆ ทำให้เราได้พบเจออะไรที่คนเดินทางแบบอื่นไม่มีวันค้นเจอ 






พาทัวร์สถานที่ท่องเที่ยวประเทศจีน สวยระดับ 5A
By tourkrub
TIBET :YOU MUST GO IN THIS LIFE!
ชาตินี้ต้องไปให้ได้... ทิเบต
SRI LANKA
เราชอบประเทศนี้ เพราะยังสดอยู่มาก
SAKURA HUNTER : แนะนำจุดชมซากุระ 7 อันดับในดวงใจ
แนะนำจุดชมซากุระ 7 อันดับในดวงใจ
H I P  P A R T N E R S
สำนักงานนิตยสาร  H I P  M a g a z i n e  บริษัท  เชียงใหม่  ฮิพ  แม็กกาซีน  จำกัด
เลขที่  5 / 1  หมู่ 5  ตำบลสุเทพ  อำเภอเมือง  เชียงใหม่ 50200  โทรศัพท์  /  แฟ็กซ์  0 5 3 - 3 2 9 - 4 2 0
hipthailand@windowslive.com  +  hipthailand.cm@gmail.com
H I P   M A G A Z I N E   A N D   E V E N TS   C H I A N G   M A I   ©