AUGUST 2017 OUT NOW!!
SECTION A
SECTION B
HOME
MAGAZINE
 
 
TRIP
2017
TRAVEL
SRI LANKA
เราชอบประเทศนี้ เพราะยังสดอยู่มาก



SRI LANKA
 เราชอบประเทศนี้ เพราะยังสดอยู่มาก

 
   เรื่อง : รัตน์ชฎา วงศ์วสุ
   ภาพ : อภิเษก - รัตน์ชฎา วงศ์วสุ



01 วิถีชีวิตของชาวประมงที่เมืองอะฮังกะม่า  (Fisherman in Ahungama)

“นี่ไปแสวงบุญใช่ไหม? ไปกี่วัน?”
“ไปวัดพระเขี้ยวแก้วหรือเปล่า? เอาบุญมาฝากด้วยนะ”
“เฮ้ย! มันเพิ่งมีก่อการร้ายไปไม่นานนี่นะ ไปทำไม?”
“พี่ๆ ไปแล้วอย่าลืมกินปูนะ ที่นั่นเขาดัง”
“อนุโมทนาบุญด้วยจ้ะ สาธุ”
    นี่คือปฏิกิริยาของเพื่อนๆ เมื่อดิฉันบอกว่าจะไปเที่ยวศรีลังกา หลายๆ คนมักจะคิดว่าไปศรีลังกาเพื่อแสวงบุญ ตามรอยพระพุทธเจ้า แต่ในความเป็นจริงแล้ว ดิฉันไม่มีความรู้อะไรเกี่ยวกับศรีลังกาเลย ไม่รู้แม้กระทั่งว่าเป็นเมืองพุทธ เพราะคิดว่าเป็นเมืองอิสลาม (ความรู้รอบตัวแย่มาก) ดังนั้นเรื่องที่จะไปแสวงบุญหรืออะไรไม่เคยอยู่ในหัวเลยค่ะ
    การไปศรีลังกาครั้งนี้ของดิฉัน เกิดขึ้นเพราะความต้องการของสามีที่อยากจะไปเที่ยวที่ไหนก็ได้ที่คนไม่เยอะ จึงตัดญี่ปุ่นออกไป ส่วนยุโรปช่วงนี้ก็มีข่าวการก่อการร้ายเยอะ เลยไม่กล้าไป สามีเลยเลือกศรีลังกา เพราะเขาเคยอยากไปดูงานสถาปัตยกรรมของสถาปนิกชื่อดังของศรีลังกา เจฟฟรี่ บาวา (Geoffery Bawa) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสถาปนิกผู้สร้างแรงบันดาลใจของงานสถาปัตยกรรมแนว Tropical Modernist
    เมื่อตัดสินใจได้จึงเริ่มหาข้อมูลกัน จนในที่สุดเราตัดสินใจที่จะใช้เอเจนซี่ที่โน่น แต่เลือกเป็น Private Tour ซึ่งจะมีรถพร้อมคนขับ ไกด์ และโรงแรมให้ ด้วยความที่เป็นประเทศที่เพิ่งเปิดไม่นานและยังมีข้อมูลเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ไม่เยอะมาก เราจึงเลือกการใช้เอเจนซี่ซึ่งน่าจะปลอดภัยกว่า และเมื่อเริ่มมีการคุยกันกับทางเอเจนซี่แล้ว เขาก็ส่งโปรแกรมทัวร์มาให้ ซึ่งส่วนมากก็จะพาไปซาฟารี ดูช้าง ส่องนก ดูการแสดงท้องถิ่น และสถานที่ที่นักท่องเที่ยวชอบไปกัน  เราจึงมีการปรับเปลี่ยนโปรแกรมนิดหน่อย (จริงๆ ก็เยอะอยู่) โดยเราจะไปในที่ที่มีงานของบาวาเป็นหลัก อีก 30 เปอร์เซ็นต์ก็เที่ยวตามโปรแกรมที่เขาจัด สำหรับการเตรียมตัวนั้น ก่อนอื่นเราเช็คเรื่องอากาศ ซึ่งก็ไม่ค่อยต่างจากบ้านเรา แต่อากาศเย็นกว่า 3 - 5 องศาเซลเซียส แต่บางเมืองอากาศจะเย็นกว่าเยอะเพราะอยู่บนเขา และสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป, น้ำพริกนรก - สวรรค์, แม๊กกี้ 1 ขวด, น้ำจิ้มซีฟู๊ด 1 ขวด และยาสามัญประจำตัว



02 มัสยิดใจกลางเมืองโคลัมโบ (Jami-UL Alfar Mosque in Colombo)


03  บรรยากาศของลากูนที่ติดกับโรงแรมเจ็ตวิง ลากูน (Jetwing Lagoon Hotel)


04 อาคารในโรงแรมเจ็ตวิง ลากูน (Jetwing Lagoon Hotel)

วันที่ 5 เมษายน 2560 / เวลา 22:10 น.
    เครื่องบินการบินไทย เที่ยวบิน TG 307 ได้เดินทางมุ่งหน้าไปยังเมืองโคลัมโบ เราใช้เวลาอยู่บนเครื่องบิน 4 ชั่วโมง 40 นาที เมื่อเครื่องลงจอดที่สนามบินโคลัมโบก็เป็นเวลา 1:20 น. ในเวลาท้องถิ่น ถ้าเป็นบ้านเรา เวลานั้นก็จะประมาณ 2:50 น. เพราะที่นี่เวลาช้ากว่าบ้านเรา 1 ชั่วโมง 30 นาที
     เมื่อถึงโคลัมโบ ก็มีชายคนหนึ่งยืนถือป้ายชื่อดิฉันและสามี เรารีบเดินตรงไปทักทาย เขาชื่อ ‘ซันจีว่า’ เขาจะเป็นทั้งไกด์และคนขับรถให้เราตลอดทริป  ก่อนขึ้นรถ เรารีบนำเงินดอลลาร์ไปแลกเป็นเงินท้องถิ่นซึ่งเรียกว่าศรีลังการูปี จากนั้นเราก็เดินลากกระเป๋าไปขึ้นรถโตโยต้า Premio ขนาดก็พอๆ กับ Altis บ้านเรา เพื่อเดินทางออกจากสนามบินไป  ขณะที่นั่งรถผ่านตัวเมืองและแยกต่างๆ ก็เกิดความแปลกใจ ทำไมที่นี่มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่บ้าง เล็กบ้างอยู่แทบจะทุกทางแยก หรือแม้กระทั่งวงเวียน เป็นภาพที่แปลกตามากเลยค่ะ เราใช้เวลาประมาณ 25 นาทีจากสนามบินมาถึงโรงแรมแห่งแรกเพื่อพักผ่อนก่อนจะเริ่มทริปของเรา โรงแรมแห่งแรกนี้มีชื่อว่า เจ็ตวิง ลากูน (Jetwing Lagoon) ออกแบบโดยเจฟฟรี่ บาวา แต่พอมาถึงโรงแรมกลับเห็นแต่ความมืดกับกลิ่นคาวปลาและทะเล  ไกด์ของเราบอกว่าที่ตั้งของโรงแรมนี้อยู่ที่เมื
อง เนกัมโบ้ (Negombo) เป็นเมืองที่มีหมู่บ้านชาวประมงแล้วก็มีตลาดปลาอยู่ใกล้ๆ แต่มันมืดมากเลยไม่เห็นอะไร เราจึงเข้าไปห้องพักเพื่อพักผ่อนเก็บแรงไว้สำหรับวันพรุ่งนี้


                                                  05 มุมในบ้านหมายเลข 11 ของเจฟฟรี บาวา ในเมืองโคลัมโบ (House No.11)


06 บรรยากาศรอบๆ ทะเลสาบคันดาลาม่า ( Kandalama Lake)

วันที่ 6 เมษายน 2560

    เราตื่นแต่เช้า อาบน้ำแต่งตัวแล้วออกไปสำรวจโรงแรม เนื่องจากเป็นวันแรก ความตื่นเต้นยังมีอย่างเต็มเปี่ยม สองคนผัวเมีย หน้าตาเหมือนนักท่องเที่ยวชาวจีน สะพายกล้องไปคนละตัว เดินไปทุกที่ในโรงแรม ถ่ายทุกซอกทุกมุม ตั้งแต่ห้องนอน ห้องน้ำ กระเบื้องปูพื้น เสาแต่ละต้น ยันกระเบื้องปูหลังคา ครั้นจะถามว่าโรงแรมนี้สวยไหม? เอาเป็นว่ามันให้ความรู้สึกเหมือนภาพยนตร์ย้อนยุค ส่วนในเรื่องของตัวอาคาร บางมุมก็ดูคุ้นๆ เหมือนโรงแรมสไตล์บาหลีในบ้านเรา แต่ภาพรวมในเรื่องของอาคารและแลนด์สเคปแล้วถือว่าสวยดี  มันดูอบอุ่นมากกว่าโรงแรมโมเดิร์นๆ ที่คนเขาฮิตทำกันในยุคนี้  พอถ่ายภาพอย่างหนำใจแล้ว เราก็เดินไปทานอาหารเช้า สิ่งที่เราเห็นก็คือ เกือบทุกโต๊ะเป็นคนจีน มีคนเกาหลี 2 - 3 โต๊ะ ฝรั่งไม่เห็นเลย แล้วก็คนไทย 1 โต๊ะ (เราเอง) 
    หลังจากทานข้าวเช้าเสร็จ ไกด์ก็มารับเราเพื่อมุ่งหน้าไปยัง โคลัมโบ (Colombo) เพื่อไปดู House Number 11 ซึ่งเป็นบ้านของบาวา ที่เราต้องแวะไปดูก่อน เพราะว่าวันถัดไปเขาจะปิดยาว 2 สัปดาห์เลย ในช่วงวันหยุดปีใหม่ของที่นี่ ด้วยระยะทางเพียง 45 กิโลเมตรจากโรงแรมไปโคลัมโบ เราใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมงครึ่ง พอมาถึงก็มีเจ้าหน้าที่มาแนะนำและพาไปชมภายในบ้าน สำหรับสามีดิฉันนั้นรู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะก่อนมา เขาหาข้อมูลและดูหนังสือเกี่ยวกับงานของบาวา สามีบอกว่า บ้านหลังนี้เขาเห็นในหนังสือคิดว่าใหญ่มาก เพราะมีห้องหลายห้อง มีมุมหลายมุม แต่พอมาดูของจริง ห้องเล็กกว่าที่คิดมาก แต่ความเก่งของสถาปนิกคือ การนำสวนหรือบ่อน้ำเข้ามาอยู่ในบ้านตามมุมต่างๆ ซึ่งช่วยสร้างความร่มเย็นให้บ้านที่อยู่ใจกลางเมืองที่มีพื้นที่จำกัดได้ดีมาก อีกทั้งการออกแบบโดยคำนึงถึงการเปิดช่องแสงจากธรรมชาติ  ทำให้ในแต่ละช่วงเวลาภายในบ้าน จะมีบรรยากาศที่แตกต่างกันไป  ดิฉันจึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมคนเป็นสถาปนิกถึงอยากมาดูงานของเขากันนัก ถึงแม้ดิฉันไม่ได้เป็นสถาปนิก แต่ก็ได้ไอเดียหลายๆ อย่างจากบ้านหลังนี้ที่น่าจะนำไปใช้ในงานได้
    หลังจากทำตัวเป็นนักศึกษามาทัศนศึกษาแล้ว ดิฉันก็แปลงร่างกลับไปเป็นนักท่องเที่ยว เพื่อเดินทางต่อ ไปยังเมืองที่ชื่อว่า กันดาลาม่า (Kandalama) เราจะต้องใช้เวลาทั้งหมด 4 ชั่วโมง ด้วยระยะทางเพียง 160 กิโลเมตร ที่ใช้เวลานาน เพราะว่าที่ศรีลังกา ถ้าไม่ใช่ไฮเวย์ ถนนส่วนใหญ่จะเป็นถนนสองเลนที่แคบมาก ซึ่งขับรถยากมากค่ะ  แต่ด้วยสองข้างทางของศรีลังกานั้น อุดมไปด้วยต้นไม้เขียวชอุ่มและชุ่มชื้น เหมือนขับรถอยู่ในอุโมงค์ต้นไม้ตลอดทาง ก็ทำให้เรารู้สึกเพลินไปกับวิวสองข้างทางเป็นอย่างมากค่ะ
    ในที่สุดเราก็มาถึงโรงแรมที่ชื่อว่า Heritance Kandalama เป็นโรงแรมที่ตั้งอยู่ในป่า ฝังอยู่ในตัวภูเขา ทางทีมของบาวา เขาได้ออกแบบให้ตัวโรงแรมกลมกลืนเข้าไปกับธรรมชาติ ทางเดินเข้าโรงแรมก็มีโขดหินแทรกเข้ามาระหว่างกำแพง ซึ่งก็ดูเก๋ใช่เล่น ส่วนทุกห้องในโรงแรมก็จะเห็น ทะเลสาบ Kandalama Lake อันกว้างใหญ่ การมาที่นี่ทำให้นึกถึงเขาใหญ่บ้านเราจริงๆ ค่ะ



07 ซากเมืองโบราณที่สิกิริยา (Sigiriya)


08 ทางเดินขึ้นที่สิกิริยา (Sigiriya Walk Way)

วันที่ 7 เมษายน 2560
    วันนี้เป็นวันทดสอบความฟิตของร่างกาย เพราะเรากำลังจะไปปีนยอดเขาที่ชื่อว่า สิกิริยา (Sigiriya) เราใช้เวลานั่งรถ 30 นาทีจากโรงแรม เราเดินทางมาถึงทางขึ้น Sigiriya เดินผ่านซากปรักหักพังของตัวเมืองโบราณ ไกด์เล่าให้ฟังว่า เกาะแห่งนี้นั้น ก่อนที่จะกลายเป็นประเทศศรีลังกา เคยเป็นที่อยู่ของ 3 ชนเผ่า อันได้แก่  เผ่ายักษ์  เผ่าคอบบร้าหรือเผ่างูเห่า และเผ่าเทวดา และเมื่อหลายพันปีที่แล้วมีเจ้าชายจากอินเดียถูกส่งมายังเกาะแห่งนี้ แล้วมาแต่งงานกับเจ้าหญิงเผ่ายักษ์ ซึ่งคนที่นี่เขาถือว่านี่เป็นจุดกำเนิดของคนศรีลังกา หลังจากฟังเรื่องราวต่างๆ จากไกด์พอสังเขปแล้ว เราเริ่มเดินไปยังจุดแรก ซึ่งเป็นจุดชมภาพเขียนสีปูนเปียก หรือ Fresco ที่มีอายุพันกว่าปี และได้ถูกจัดให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก แต่เสียดายเขาไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพ จากนั้นเราเดินขึ้นไปจุดที่เรียกว่า Lion Rock หรือ แท่นศิลาราชสีห์ หลังจากที่ปีนป่ายได้ครึ่งทางดิฉันเกิดความวิงเวียนเหมือนจะเป็นลม ไม่รู้ว่าเพราะเหนื่อยหรือเริ่มกลัวความสูง แต่ในที่สุดดิฉันก็เดินขึ้นไปถึงด้านบน ต้องขอบคุณคนด้านหลังที่คอยกดดันทำให้หยุดไม่ได้ แต่เมื่อเดินมาถึงด้านบนแล้ว ความเหนื่อยหายไปเป็นปลิดทิ้ง เมื่อลมเย็นๆ ปะทะเข้าที่ใบหน้า พร้อมด้วยสิ่งที่อยู่ด้านหน้ามันช่างมหัศจรรย์เหลือเกิน ด้วยวิว 360 องศา พร้อมทั้งซากของพระราชวังที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านบนนี้ ทำให้คิดว่า คนสมัยก่อนมีความมานะมากเลยที่มาสร้างอะไรอยู่บนนี้ได้ หลังจากเดินชมพระราชวังลอยฟ้าเรียบร้อยแล้ว เราจึงเริ่มเดินลง เพื่อไป วัดถ้ำดัมบุลล่า (Dumbula Cave Temple) ที่ทางยูเนสโก้ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ที่วัดแห่งนี้มีความวิจิตรงดงามของตัวอาคารที่แทรกตัวอยู่ในหน้าผาหิน อีกทั้งภาพจิตรกรรม
ฝาผนัง ที่มีรูปของพระพุทธเจ้าและเทวดามากมาย
    จากนั้นเราเดินทางไปรับประทานอาหารกลางวัน ซึ่งอาหารกลางวันวันนี้ ดิฉันได้ทานบุฟเฟ่ต์อาหารพื้นเมือง เป็นแกงไก่ กับแกงขนุน รสชาติคล้ายๆ แกงแดงบ้านเราแต่ไม่ใส่กะทิ แต่กลิ่นผงกระหรี่และเครื่องเทศเขาแรงมาก ซึ่งทำให้รสชาติอาหารจัดจ้านมาก หลังจากอาหารกลางวัน เราเดินทางไปนวดในสไตล์ศรีลังกา ซึ่งไกด์ของเราบอกว่าอยากให้เราได้ไปลอง เพราะไม่เหมือนนวดไทยแน่นอน แล้วยังปรามาสอีกว่า นวดไทยมันนวดเบาๆ ไม่รู้สึกอะไร ที่นี่เขาจะมีศาสตร์ของเขา สมุนไพรทุกอย่างล้วนแล้วแต่มีสรรพคุณช่วยโน่นนี่ ดิฉันบอกว่า ขออาบน้ำก่อนนวดนะ เพราะปีนเขานี่ตัวทั้งเหนียวทั้งเหม็นไปหมด ไกด์บอกว่ามีสิ ที่นี่เป็นที่ที่ทุกคนจะต้องมา แหม! ไกด์พูดขนาดนี้แล้วก็คงต้องลองสิคะ
    เมื่อเดินทางถึงร้านนวด ภาพที่เห็นก็คือ กระท่อมอิฐมุงคาเป็นหลังๆ เราเดินตรงไปยังรีเซ็ปชั่น ดิฉันถามก่อนเลยว่าขอดูเมนูหน่อย ตามนิสัยเจ้ากี้เจ้าการ ปรากฏว่าเมนูมีทางเลือกไม่มากนัก แต่นวดทุกอย่างเป็นนวดน้ำมันทั้งหมด ดิฉันจึงเลือกแพ็คเกจยอดนิยมของเขา จากนั้นหมอนวดก็พาเราเข้าไปในห้องนวด ดิฉันถามหมอนวดว่ามีห้องน้ำให้อาบน้ำไหม เขาตอบว่ามี แต่ให้ใช้หลังจากนวดเสร็จนะ  โอ้แม่เจ้า! รักแร้อิฉันเหนียวมากค่ะ ตัวเงี้ยหนึบเลย แล้วจะนวดมันทั้งอย่างนี้เหรอ?  สรุป ใช่ค่ะ สามีบอกว่า นวดๆ ไปเหอะ เอาค่ะ! นวดก็นวด คือดิฉันอยากให้ทุกคนลองจินตนาการว่า หลังจากเดินเหงื่อท่วมตัวมา คุณต้องมานวดต่อ ตอนที่อุณหภูมิประมาณ 35 องศาเซลเซียส ในห้องที่พื้นเหนียวเหนาะเพราะคราบน้ำมันนวดที่ค่อนข้างเหม็นหืนและดำ (คิดว่ามีการรีไซเคิล) นอกจากนั้นห้องนวดทุกห้องไม่มีแอร์ค่ะ... ดิฉันต้องทนให้เขานวดแบบว่าจากเท้าขึ้นไปจนถึงหัว ตัวทั้งมัน ทั้งเหนียว แต่ในที่สุดดิฉันก็ทนมาได้กว่า 90 นาที  ดิฉันรีบวิ่งเข้าห้องน้ำ และเมื่อโดนน้ำเย็นเท่านั้นแหละ อย่างกะสวรรค์เลยค่ะ!  คุณรู้ไหมคะ ค่านวดของเราสองคนนี่แพงพอๆ กับไปนวดในโรงแรมห้าดาวบ้านเรา แต่หาความคุ้มไม่ได้เลย ดิฉันขอยืนยันค่ะ ไม่มีที่ไหนนวดดีและถูกเท่าบ้านเราอีกแล้ว ตอนนี้เลยรู้แล้วค่ะว่าทำไมนวดไทยถึงดังทั่วโลก  ดิฉันขอเตือนนะคะ ถ้าอยากจะนวดที่นี่ เช็คให้ดีๆ อย่างน้อยที่โรงแรมที่มีแอร์น่าจะดีกว่าค่ะ เพราะเคยเช็คที่โรงแรมที่พัก ถูกกว่านี้แน่นอนค่ะ



09 ทะเลสาบใจกลางเมืองคานดี้ (Lake in Kandy)


10 รถตุ๊ก ตุ๊กในเมืองคานดี้ (Tuk Tuk in Kandy)


11 ชาวบ้านกำลังนมัสการพระเขึ้ยวแก้ว (People in Temple of the Truth)


12 เดอะ แกลเลอรี่ คาเฟ่ ในเมืองโคลัมโบ (The Gallery  Cafe)


13 มุมขนมใน เดอะ แกลเลอรี่ คาเฟ่ (Dessert Conner in The Gallery Cafe)

วันที่ 9 เมษายน 2560

    วันนี้เราเข้าไปในเมืองคานดี้ เพื่อไป วัดเขี้ยวแก้ว หรือ Temple of the Truth ซึ่งวันนี้เราโชคดีมาก เพราะเป็นวันที่วัดเขาเปิดห้องที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้วให้คนมาสักการะ เราจะเห็นคนแต่งชุดขาวแล้วถือดอกไม้มาเต็มไปหมด ไกด์ของเราบอกว่า ช่วงนี้ชาวศรีลังกาจากทุกสารทิศเดินทางมาเพื่อสักการะ จึงทำให้วันนี้คนเยอะมาก ซึ่งเขาจะเริ่มเปิดห้องตอน 9:30 ถึง 10:30 น. เท่านั้น เอาสิคะ! บิวท์ขนาดนี้ เราก็รีบไปต่อคิวกลัวไม่ได้เข้าไป ช่วงที่ยืนรออยู่ ดิฉันยืนมองชาวบ้านที่มาที่นี่ ดิฉันคิดว่าคนศรีลังกาเป็นคนมีอัธยาศัยดี ดูไม่น่ากลัว มีความคล้ายคนต่างจังหวัดบ้านเราเมื่อ 30 ปีก่อน หลังจากได้นมัสการพระเขี้ยวแก้วแล้ว เราก็แยกกับไกด์ แล้วเดินเล่นในเมืองคานดี้ แวะดื่มชา ถ้าหากใครได้มีโอกาสมาที่นี่อย่าลืมดื่มชานะคะ เพราะที่นี่เป็นแหล่งผลิตใบชาที่ใหญ่แห่งหนึ่งของโลกเลยค่ะ แล้วจะบอกว่าชายี่ห้อลิปตัน เขาก็มีไร่ชาอยู่ที่ประเทศนี้ด้วยนะคะ

วันที่ 10 เมษายน 2560

    จากเมืองแคนดี้ เราเดินทางกลับเข้าไปที่โคลัมโบอีกครั้ง ที่นี่เราแวะไปทานอาหารกลางวันที่ The Gallery ร้านอาหารเก๋ไก๋ของเมืองนี้ ซึ่งเคยเป็นออฟฟิศเก่าของบาวา เรานั่งทานอาหารแล้วกลับเข้าโรงแรมเพื่อพักผ่อน



14 วิถีชีวิตผู้คนในตลาดเมืองคานดี้ (People in Kandy)


15 ร้านปูชื่อดัง เดอะ มินิสตี้ ออฟ แครป ในโคลัมโบ (The Ministry of Crab in Colombo)


16 บรีฟ การ์เด้น ในเมืองเบนโตต้า (Brief Garden in Bentota)


17 บรีฟ การ์เด้น ในเมืองเบนโตต้า (Brief Garden in Bentota)


18 บรรยากาศในโรงแรม วิลล่า เบนโตต้า (Villa Bentota)


19 บรรยากาศในโรงแรม วิลล่า เบนโตต้า (Villa Bentota)


20 บรรยากาศในโรงแรม วิลล่า เบนโตต้า (Villa Bentota)


21 บรรยากาศบ้านเลขที่ 87 ในเมืองเบนโตต้า ( House No.87 in Bentota)


22 บรรยากาศบ้านเลขที่ 87 ในเมืองเบนโตต้า ( House No.87 in Bentota)

วันที่ 11 เมษายน 2560
    ตื่นแต่เช้า เรานั่งตุ๊กๆ ซึ่งถือว่าเป็นรถประจำชาติของที่นี่ (คิดเองนะคะ) เพราะคุณจะเห็นรถตุ๊กๆ จำนวนเยอะมาก นอกจากจะเป็นรถรับจ้างแล้วยังเป็นรถบ้านของคนประเทศนี้ ด้วยราคาที่ถูก มีความคล่องตัวสูงในถนนที่แคบและรถเยอะ เราจึงเลือกตุ๊กๆ เพื่อนั่งเข้าไปในเมือง บริเวณที่เป็นตลาด ซึ่งก็ค่อนข้างวุ่นวาย ไม่ค่อยมีอะไรมากนัก พอใกล้เที่ยง เริ่มรู้สึกหิว และหลังจากที่อัดอั้นไม่ได้ทานอาหารดีๆ มาหลายวัน วันนี้เราได้ไปลิ้มรสปู ที่เขาว่าเป็นปูที่ดีที่สุด เพราะปูที่นี่ส่งออกไปสิงคโปร์ ฮ่องกง และยุโรปเป็นจำนวนมาก เรามาที่ร้าน The Ministry of Crab สำหรับร้านนี้ ใครมาที่โคลัมโบก็ต้องแวะมาที่นี่ให้ได้ เราจึงจัดการสั่งปูคนละตัว ตัวหนึ่งประมาณ 1 กิโลกรัม เอาให้สะใจไปเลย ถึงแม้ปูจะหวานแค่ไหน แต่ทานๆ ไปก็มีเลี่ยนบ้าง เราจึงขอใช้ตัวช่วย นั่นก็คือ ‘น้ำจิ้มซีฟู๊ด’ ค่ะ หลังจากอิ่มหนำเมนูปูแล้ว เราก็กลับโรงแรมไปพักผ่อนตามประสาคนขี้เกียจ

วันที่ 12 เมษายน 2560

    เรามุ่งหน้าไปเมืองที่ชื่อว่า Bentota ที่เมืองนี้เราตั้งใจชิลล์ อยู่ดูโน่นนี่นิดหน่อย แต่ก่อนที่จะเข้าโรงแรม เราแวะไปที่สวนชื่อว่า บรีฟ การ์เด้น (Brief Garden) สวนแห่งนี้เป็นบ้านพักตากอากาศของพี่ชายของเจฟฟรี่ บาวา ที่ชื่อว่า บาวีส บาวา (Bavis Bawa) ซึ่งตัวบ้านนั้นค่อนข้างจะทำแบบเรียบง่าย แต่การจัดสวนนั้นจัดวางได้สวยงามเลยทีเดียว มีการเล่นระดับ มีมุมลับๆ เต็มไปหมด  แต่ก็มีกลิ่นไอของสวนตะวันตกอยู่เหมือนกัน วันนี้น่าเสียดายที่เราอยากไปชมบ้านตากอากาศของเจฟฟรี่ บาวา ที่ชื่อว่า Lunuganga ต่อ แต่เขาปิดช่วงปีใหม่ เราจึงมุ่งหน้าตรงไปที่โรงแรม วิลล่าเบนโตต้า (Villa Bentota) ซึ่งเจฟฟรี่ บาวา ก็ได้ออกแบบไว้ด้วยเช่นกัน

วันที่ 13 เมษายน 2560

    เราไปไล่ตามเก็บภาพสถานที่ต่างๆ ที่บาวาเคยออกแบบในเมืองเบนโตต้า ซึ่งมีโรงแรมและบ้านอีกหลายหลัง เช่น Avani Bentota, The Club Bentota หรือ House Number 87 บ้านนี้มีคาแรคเตอร์ที่แปลกตามาก เป็นบ้านที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ 42 เอเคอร์ ก็ประมาณ 126 ไร่ แต่ว่าตัวบ้านหลังไม่ใหญ่มาก มีอยู่ 2 หลังกับเรือนคนงาน 1 หลัง ที่เหลือเขาขุดเป็นบ่อ และทิ้งไว้ให้ดูเป็นป่ารก สำหรับบ้านหลังนี้เขาวางพื้นที่ได้สนุกและน่าสนใจมาก ซึ่งแสดงให้เห็นลูกเล่นของคนออกแบบที่ยากจะมีใครทำตามได้ สำหรับวันนี้จึงถือว่าเป็นวันทัศนศึกษาอีกหนึ่งวัน



23 ป้อมปราการในเมืองเกลล์ (Galle Fort)


                                             24 โบสถ์ดัชต์ในเมืองเกลล์ (Dutch Church in Galle)


25 ชาวบ้านลงมาเล่นน้ำที่ชายหาดในเมืองเกลล์ (Galle Beach)

วันที่ 14 เมษายน 2560
    สำหรับสองวันสุดท้าย เรามาจบทริปในเมืองที่ชื่อว่า เกลล์ (Galle) สำหรับเมืองนี้เป็นเมืองที่ชาวโปรตุเกสเคยมาสร้างปราการและอาคารบ้านเรือนเอาไว้  จากนั้นชาวดัตช์เข้ามายึดต่อ ตามด้วยชาวอังกฤษก็ตามเข้ามายึดครองเมื่อร้อยกว่าปีก่อน เมืองนี้จึงมีคาแรคเตอร์แบบยุโรปผสมผสาน แต่สวยงามต่างจากเมืองอื่นๆ ที่ผ่านมา เราทั้งสองเริ่มต้นเดินจากตัวป้อมปราการ ไกด์ของเราเล่าให้ฟังว่า ตอนที่มีสึนามิครั้งใหญ่ที่ศรีลังกา คลื่นนั้นได้ฆ่าผู้คนในแถบจังหวัดทางตะวันตกเฉียงใต้นี้ไปกว่าห้าหมื่นคน แต่บ้านเมืองและผู้คนในป้อมปราการนี้กลับไม่เป็นอะไรเลย เพราะมีป้อมปราการบังไว้ ก็ถือว่าโชคดีที่ชาวโปรตุเกสได้มาสร้างสิ่งนี้ให้กับพวกเขา ดิฉันกับสามีรู้สึกชอบและประทับใจเมืองนี้มาก เพราะมีร้านเล็กๆ น่ารักเต็มไปหมด เหมาะกับการเดินเล่น ที่นี่เป็นเมืองที่เห็นฝรั่งหัวทองเยอะมาก นอกจากจะเป็นนักท่องเที่ยวแล้ว หลายๆ คนก็มาทำธุรกิจอยู่ที่นี่ แต่นักท่องเที่ยวชาวจีนก็มีไม่น้อยไปกว่ากัน ที่นี่เราจะเห็นโรงแรมเก๋ๆ มากมาย ส่วนใหญ่จะเป็นสไตล์โคโลเนียล บ้านเมืองจะมีถนน ซอกซอยเล็กๆ แล้วก็มีเกสต์เฮาส์ โฮสเทล อยู่ทุกซอกมุม อีกทั้งมีร้านอาหารนานาชาติมากมายให้เลือก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าที่นี่มีนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากที่มาเยี่ยมเยือน



                                                    26 ชาวบ้านกำลังสาธิตวิถีชาวประมงในเมืองอะฮังกาม่า (Fisherman in Ahungama)

15 เมษายน 2560
    เราเดินทางออกจากตัวเมืองเกลล์ ออกไปยังเมือง อะฮังกาม่า (Ahangama) เพื่อไปดูชาวประมงที่นั่งบนเสาไม้เพื่อตกปลา แต่สิ่งที่เราเจอก็คือ เราต้องจ่ายเงินคนละ 500 รูปีให้กับชาวประมง (ปลอม) รวมทั้งหมด 3 คน เพื่อไปโพสต์ท่าให้เราถ่ายรูป คือแบบว่า อะไรคะเนี่ย! งงค่ะ! แต่ก็เข้าใจ คงเหมือนพวกฝรั่งที่ไปเที่ยวบ้านเราแล้วไปถ่ายภาพกับชาวเขา เพราะในความเป็นจริงแล้ว ชาวประมงที่นั่งเสาไม้ตกปลานั้น เขาจะตกตอนดึกถึงก่อนพระอาทิตย์ขึ้น และปกติเสาไม้นั้นจะต้องตั้งห่างจากชายฝั่งเป็นกิโล ไม่ใช่อยู่ริมหาดแบบนี้ ซึ่งที่เขาทำนี้ก็เพื่อให้คนได้เห็นว่าชาวประมงแถวนี้ตกปลากันยังไงเท่านั้นเอง ก็ถ้าคิดว่าเป็นโชว์ซะก็คงไม่เสียอารมณ์ เพราะก็ไม่ได้แพงอะไรมากมาย จากนั้นพอตกเย็น เราเดินทางกลับ แล้วแวะทานอาหารเย็นที่ Negombo ก่อนที่จะไปถึงสนามบินตอนสามทุ่ม เพื่อรอขึ้นเครื่องตอนตีสอง ซึ่งมันเป็นอะไรที่ทรมานมากค่ะ   
    หลังจากจบทริป ดิฉันกับสามีคิดว่า เราชอบประเทศนี้ มันยังสดอยู่มาก บ้านเมืองก็ถือว่าสะอาดสะอ้านกว่าบ้านเรา เวลาขับผ่านบ้านเรือนของผู้คนก็จะเห็นคนกวาดถนนตลอดเวลาจนชินตาไปแล้ว แต่สำหรับทริปต่อไป เราวางแผนกันว่าอาจจะเปลี่ยนเป็น ขี่มอเตอร์ไซค์เข้าป่า แล้วไปโผล่ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ที่ได้ชื่อว่าทะเลสวย น้ำใส ทรายขาว ไม่แพ้มัลดีฟส์เลยทีเดียว ดิฉันหวังว่าเรื่องที่นำมาเล่าอาจจะพอเป็นไอเดียสำหรับผู้ที่อยากเดินทางไปเที่ยวศรีลังกาได้บ้างนะคะ




TIBET :YOU MUST GO IN THIS LIFE!
ชาตินี้ต้องไปให้ได้... ทิเบต
SRI LANKA
เราชอบประเทศนี้ เพราะยังสดอยู่มาก
SAKURA HUNTER : แนะนำจุดชมซากุระ 7 อันดับในดวงใจ
แนะนำจุดชมซากุระ 7 อันดับในดวงใจ
H I P  P A R T N E R S
สำนักงานนิตยสาร  H I P  M a g a z i n e  บริษัท  เชียงใหม่  ฮิพ  แม็กกาซีน  จำกัด
เลขที่  5 / 1  หมู่ 5  ตำบลสุเทพ  อำเภอเมือง  เชียงใหม่ 50200  โทรศัพท์  /  แฟ็กซ์  0 5 3 - 3 2 9 - 4 2 0
hipthailand@windowslive.com  +  hipthailand.cm@gmail.com
H I P   M A G A Z I N E   A N D   E V E N TS   C H I A N G   M A I   ©