SEPTEMBER 2017 OUT NOW!!
SECTION A
SECTION B
HOME
MAGAZINE
 
 
HIP BIKE & TRAVEL
2017
RUN
LET´S TALK ABOUT RUNNING
มารู้จักกับงานวิ่งกันเถอะ



LET´S TALK ABOUT RUNNING
 มารู้จักกับงานวิ่งกันเถอะ


   เรื่อง / ภาพ : อาเหลียง

  

    ในเดือนที่แล้ว เราพูดถึงเรื่องแรงบันดาลใจของการวิ่งไปแล้ว หลายๆ คนยังสงสัยกันอยู่ ว่างานวิ่งคืออะไรกัน? มันมีกิจกรรมแบบนี้ในโลกด้วยเหรอ? ไม่ใช่ว่ามีแค่เฉพาะแข่งซีเกมส์ เอเชียนเกมส์ หรือโอลิมปิกเหรอ? วันนี้เราจะตอบคำถามยอดฮิตสำหรับนักวิ่งมือใหม่กัน ผมเชื่อว่าหลายๆ คนยังมีข้อสงสัยอยู่ วันนี้ เราจะมาคลายความสงสัยให้กับใครหลายๆ คนกันครับ (คำถามทั้งหมด มีแหล่งมาจากคนรอบข้างของผมเองแหละ ชอบถามกันอยู่เป็นประจำ วันนี้เลยเอามาแฉให้หมด)

1. งานวิ่งนี่มีด้วยเหรอ? แล้วเขาทำอะไรกันบ้าง?
    มันมีครับ และที่สำคัญ มีเกือบทุกสัปดาห์เลยในประเทศไทย ยิ่งในกรุงเทพฯ นี่ สัปดาห์ละ 2 - 3 งานเป็นอย่างต่ำเลยล่ะ เรียกว่ามีเยอะจนเราเลือกได้เลยว่าจะไปงานไหนกันดี โดยหลักๆ แล้ว งานวิ่งก็จะเหมือนเป็นกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสุขภาพอย่างหนึ่ง ที่จะเชิญชวนประชาชนทุกเพศทุกวัยออกมาร่วมกิจกรรมเพื่อสุขภาพกัน โดยผู้ที่เข้าร่วมงานก็จะได้ของที่ระลึก (ส่วนใหญ่เป็นเหรียญรางวัล) กลับบ้าน สำหรับผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมครบหลักสูตร (เข้าเส้นชัย) และมีถ้วยรางวัลอันดับให้ สำหรับผู้ที่วิ่งเร็วเป็นพิเศษในแต่ละรุ่นอายุ มันเหมือนการจำลองการแข่งขัน มาอยู่ในรูปแบบที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ครับ

2. แล้วเขาวิ่งระยะเท่าไหร่กันบ้าง

    แล้วแต่งานที่จะจัดครับ โดยส่วนใหญ่ก็แบ่งได้หลักๆ ตามนี้
- เริ่มตั้งแต่ 3 - 5 กม. จะเรียกกันว่า ระยะฟันรัน (Fun Run) หรือว่าวิ่งเพื่อสุขภาพ, ระยะเดินเพื่อสุขภาพ ฯลฯ
- ระยะ 10.5 กม. หรือใกล้เคียง จะเรียกกันว่า ระยะมินิมาราธอน (Mini Marathon) คนไทยเรียกกันติดปากว่า ‘วิ่งมินิ’ ระยะนี้จะเป็นระยะยอดนิยมของนักวิ่งชาวไทย เพราะเป็นระยะที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ง่าย วิ่งยังไงก็ถึง ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่ขนาดไหนก็ตาม เรียกว่าระยะเข้าถึงง่าย ใครๆ ก็วิ่งได้ครับ 
- ระยะ 21.1 กม. หรือ ระยะฮาล์ฟมาราธอน (Half Marathon) บ้านเราก็เรียกกันว่า ‘วิ่งฮาล์ฟ’ ระยะนี้จะค่อนข้างเหมาะกับผู้ที่ฝึกซ้อมมาบ้าง เป็นระยะที่ค่อนข้างท้าทาย และไม่เหนื่อยมากจนเกินไป
- ระยะ 42.195 กม. หรือระยะฟูลมาราธอน (Full Marathon) ระยะนี้จะเป็นระยะที่ไกลที่สุดของการวิ่งถนน แล้วเป็นระยะที่นักวิ่งส่วนใหญ่อยากจะพิชิตให้ได้ เพราะต้องอาศัยการฝึกซ้อมมาเป็นระยะเวลาพอสมควร แต่แลกมาด้วยความภาคภูมิใจ ที่จะได้เป็นมาราธอนเนอร์ที่สามารถพิชิตระยะ 42.195 กม. ได้ในที่สุด นับว่าเป็นเป้าหมายที่นักวิ่งทุกคนพยายามจะก้าวผ่านระยะนี้ไปให้ได้

 

3. โห วิ่งกัน 42 กม. เลยเหรอ ส่วนใหญ่ใช้เวลาเท่าไหร่?
แล้วจะมีวิ่งไกลกว่านี้อีกไหม?

    ส่วนใหญ่นักวิ่งบ้านเราวิ่งกันเฉลี่ยอยู่ที่ 4 - 6 ชม. ส่วนความเร็วสูงสุดที่นักวิ่งทีมชาติบ้านเราเคยทำได้ อยู่ที่ประมาณ 2 ชม. 19 นาทีครับ ส่วนวิ่งไกลกว่านี้มีอยู่แล้ว ระยะพวกนี้เขาจะเรียกกันว่า ระยะอัลตร้า มาราธอน (Ultra Marathon) การแข่งขันใดๆ ก็ตามที่แข่งมากกว่า 42.195 กม. จะนับเป็นอัลตร้า มาราธอนหมดครับ ส่วนใหญ่จะเริ่มที่ 50 กม., 75 กม.,100 กม., 160 กม. (100 ไมล์), 280 กม. จนไปถึง 320 กม. (200 ไมล์) เลยก็มีครับ และยังมีมากกว่านั้นอีก เอาเป็นว่าผมยังไม่พูดถึงละกัน นอกจากนั้นมันเกินมนุษย์มนาไปมาก และแน่นอนว่าเราหมายถึงแค่ ‘วิ่ง’ เท่านั้นนะครับ เอาเป็นว่าเรากลับมาพูดถึงแค่ระยะมาราธอนกันดีกว่าครับ

4. แล้วทำไมต้อง 42.195 ด้วยล่ะ?
    จริงๆ แล้ว มันมีที่มานะ มันเป็นตำนานแถวๆ ฝั่งกรีซ เรื่องมันมีอยู่ว่า มีทหารนายหนึ่งชื่อ ‘มาราธอน’ ต้องการที่จะแจ้งข่าวจากสนามรบ เขาคนนี้เลยคาบข่าวจากสนามรบวิ่งกลับเมือง เป็นระยะทางประมาณ 25 ไมล์ หรือ 40 กว่ากิโลเมตร เพื่อแจ้งให้ชาวเมืองทราบว่า “เราชนะแล้ว” แล้วเขาก็ตายเลย... ใช่ ตายจริงๆ เหนื่อยตาย แล้วหลังจากนั้นก็เลยเรียกระยะนี้ว่า ระยะมาราธอนมาตลอด แต่ที่มาของเศษๆ 0.195 เนี่ย ถ้าจำไม่ผิด จะมาจากการแข่งโอลิมปิกปีหนึ่งที่อังกฤษ เขาย้ายเส้นชัยไปไว้ที่ปราสาทอะไรสักอย่างนี่แหละครับ แล้วระยะก็ขยับไปเป็น 42.195 กม. หรือ 26.22 ไมล์ แล้วหลักจากนั้น ก็ยึดระยะนี้ถาวรมาเป็นร้อยๆ ปีเลยครับ

5. ถ้าวิ่งแล้วเข่าจะเสื่อมไหม?
    นี่ก็คำถามยอดฮิต ผมบอกได้เลยนะ ถ้าวิ่ง ‘ถูก’ ท่า จะไม่มีทางเข่าเสื่อมครับ การที่คนเราเข่าเสื่อมมันมีหลายสาเหตุมาก แต่การวิ่ง ผมว่ามันจะยิ่งทำให้เข่าคุณแข็งแรงมากขึ้นอีก เพราะเมื่อเราสร้างกล้ามเนื้อขาจากการออกกำลังกายมากๆ เนี่ย กล้ามเนื้อตรงนี้ เมื่อแข็งแรงแล้ว จะช่วยผ่อนแรงที่กระทำลงเข่าได้มากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก ใช้งานได้นานขึ้นด้วย ดังนั้น ถ้าเข่าเสื่อมเพราะวิ่งเนี่ย ผมว่าหลักๆ แล้วคงเกิดจากการวิ่งผิดท่าซะมากกว่าครับผม

 

6. แล้วถ้าอยากเริ่มวิ่ง ต้องทำอย่างไร?
    ไม่ยากเลยนะ หารองเท้าสักคู่ ชุดกีฬาสักชุด แล้วก็ออกไปวิ่งได้เลย ไม่ได้กวนด้วยนะเออ

7. แล้วการเลือกรองเท้าล่ะ?
    การเลือกรองเท้านี่สำคัญจริงๆ ครับ แรกๆ ใครๆ ก็คิดว่ารองเท้าอะไรก็วิ่งได้ อันนั้นถูกต้องอยู่แล้วครับ แต่การที่จะทำให้เราวิ่งได้สนุก และสุขภาพแข้งขาและข้อเท้าเราแข็งแรงอยู่กับเรานานๆ เราจะต้องมีการเลือกรองเท้าสักนิดหนึ่ง เอาให้เห็นภาพง่ายๆ ก่อน ผมขออธิบายแบบนี้ เท้าของเราเองแบ่งได้เป็น 3 ชนิด ง่ายๆ คือ 1. เท้าแบบ High Arch หรือเท้าโก่ง เท้าแบบนี้ จะมีลักษณะที่งุ้มโก่งมากเป็นพิเศษ  2. แบบ Normal Arch คือ เท้าโก่งแบบปกติ และ 3. Low Arch คือเท้าที่ค่อนข้างแบนกว่าปกติ หรือจะเรียกอีกอย่างว่า Flat ซึ่งเท้าเราจะมีผลต่อการวิ่งครับ หากเลือกรองเท้าที่ไม่เหมาะสม ก็จะวิ่งได้ไม่นานนักเพราะอาจจะเกิดการบาดเจ็บขึ้นครับ เช่น ถ้าเท้าเป็น High Arch แต่ไปเลือกรองเท้าที่เป็นรองเท้าที่ผลิตไว้สำหรับ Flat - Foot ก็อาจจะใส่ได้ไม่นาน เพราะรู้สึกไม่ชอบ ทั้งๆ ที่พนักงานบอกว่ารองเท้านี้ดีที่สุดในร้าน แล้วจะบอกว่ายี่ห้อนั้นยี่ห้อนี้ไม่ดี บางทีผมว่ามันก็ไม่ถูกมากนัก เวลาคนมาถาม ผมก็จะบอกว่าให้ไปลองก่อน เดี๋ยวจะรู้เองว่าชอบรองเท้าแบบไหน เดี๋ยวนี้ร้านขายรองเท้าวิ่งหลายๆ ร้านเริ่มมีวิธีการตรวจสอบรูปเท้าของลูกค้า เพื่อเลือกรองเท้าที่เหมาะสมให้ลูกค้าแต่ละท่านแล้วครับ

 

8. เราจะรู้ได้ยังไงว่ามีงานวิ่งที่ไหนบ้าง?
    แต่ก่อนจะหาได้ตามสื่อสิ่งพิมพ์ โบรชัวร์ แต่เดี๋ยวนี้ เรามีสื่อออนไลน์มากขึ้นเยอะแล้วครับ สามารถหางานวิ่งได้ง่ายขึ้น หลักๆ เลย ที่ผมดูคือเพจ ‘วิ่งไหนดี’ ในเฟซบุ๊ค ที่จะมีบอกทุกงานในประเทศไทย แทบจะกางปฏิทินออกมาเป็นงานวิ่งเลย หรือว่าตามในเว็บไซต์ jogandjoy ก็มีครับ

9. ไม่มีเวลาซ้อม / ออกกำลังกายเลย ทำยังไงดี?

    คำถามนี้ก็เป็นอีกคำถาม ที่เวลาโดนถามแล้วจะหนักใจเป็นพิเศษ เพราะเวลาการที่เราจะตอบว่า “ดูอย่างเราสิ ทำงานทั้งวัน ยังออกไปวิ่งได้เลย” มันก็จะดูเป็นการดึงตัวเองไปให้สูงกว่าคนที่เราจะคุยด้วย ส่วนใหญ่เวลาผมคุยกับคนที่ถามคำถามประเภทนี้ออกมา ผมจะถามก่อนว่า ปกติแล้ว ใน 7 วันเนี่ย คุณทำอะไรบ้าง แล้วก็พยายามหาเวลาว่างให้เขา ตัดกิจกรรมที่ไม่มีประโยชน์ออก เช่น เล่นเฟซบุ๊ค ดูยูทูป เม้าท์มอยชาวบ้าน ออกไป แล้วก็จะให้ไปออกกำลังกายในช่วงเวลานั้นแทน เชื่อหรือไม่ครับ ร้อยละ 70 ที่มาปรึกษาผมเรื่องไม่มีเวลาออกกำลังกาย ส่วนใหญ่ใช้เวลาไปกับเรื่องพวกนี้ วันละ 3 ชม. เป็นอย่างต่ำ ส่วนใหญ่เป็นช่วงหัวค่ำ ผมเลยบอกว่า ให้ตัดกิจกรรมเหล่านั้นออก แล้วไปออกกำลังกายตอนเย็นซะ วิ่งลู่วิ่งในฟิตเนส หรือว่าเอาเวลาไปนอน แล้วก็ตื่นมาออกกำลังกายตอนเช้าๆ แทน ซึ่งเดี๋ยวนี้ผมก็นอนแต่หัวค่ำนะ เพื่อที่จะมาออกกำลังกายตอนเช้าๆ พอออกกำลังกายตอนเช้าแล้วผมรู้สึกว่ามันสดชื่นมากกว่า เวลามาทำงานมันก็รู้สึกแอ็คทีฟมากกว่าปกติ อากาศก็เย็น สบายกว่าช่วงเย็นๆ อีกครับ ส่วนคนที่ไม่มีเวลาจริงๆ อันนี้ผมก็เข้าใจนะ ผมก็จะแนะนำให้ออกกำลังระหว่างการใช้ชีวิตประจำวัน โดยต้องดูให้สอดคล้องกับกิจกรรมที่เขาทำอยู่ เช่นบางคนเป็นคนส่งเอกสาร หรือต้องวิ่งไปวิ่งมาในเมืองหลวง ปกติเขาใช้รถยนต์ ผมก็บอกว่า ลองเปลี่ยนมาเป็นจักรยานมั้ย ถ้าต้องไปไหนใกล้ๆ ไม่เกิน 5 - 10 กม. อาจจะตากแดดร้อนหน่อย แต่อย่างน้อยก็ได้ออกกำลังกายไปในตัวด้วย ตกเย็นกลับบ้าน ลองเปลี่ยนเป็นใช้ขนส่งสาธารณะดูบ้าง เราจะได้เดินหน่อย ดีกว่านั่งรถอย่างเดียว แถมประหยัดเงินกว่าเดิมด้วย การทำแบบนี้ จะทำให้ร่างกายเราเบิร์นแคลอรี่ได้มากกว่าปกติอีกนิดหนึ่ง ทำให้เหมือนการออกกำลังกายไปในตัวด้วยครับ

 

10. กินน้อยลงจะช่วยลดน้ำหนักได้ไหม?
    อันนี้ไม่ค่อยเกี่ยวกับเรื่องวิ่ง แต่ก็แอบมีผลต่อเรื่องการพัฒนาตัวเองนะครับ อย่างที่ทราบกันดี ถ้ากินมากน้ำหนักก็เพิ่มเยอะ ถ้ากินน้อยน้ำหนักก็เพิ่มน้อย แต่อย่าลืมว่า เราวิ่งเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง แต่พอเราออกวิ่งเนี่ย การเผาผลาญในร่างกายมันเกิดขึ้นสูง ดังนั้น ถ้าเราอ้วนอยู่แล้ว มันก็จะเผาผลาญไขมัน แต่ในทางกลับกัน ถ้าเราไม่มีไขมันเหลือให้เผาผลาญ มันจะไปเผาผลาญกล้ามเนื้อแทน (อันที่จริงจะมีเรื่องโซนการวิ่งที่เผาผลาญไขมันหรือกล้ามเนื้อด้วยนะ แต่ยังไม่พูดถึง มันจะลึกเกินไปสำหรับตอนนี้) ดังนั้นการกิน คือการเสริมสิ่งที่เราขาดหายไปมากกว่า ถ้าเรากินไขมัน ไขมันก็จะกลับมาเพิ่ม แต่ถ้าเรากินโปรตีน มันก็จะเพิ่มมวลกล้ามเนื้อให้เรา แล้วสองอย่างนี้ต่างกันยังไงรู้ไหมครับ ถ้าลองเทียบง่ายๆ ไขมัน 1 กก. สมมุติใหญ่เท่าลูกบาส แต่กล้ามเนื้อ 1 กก. จะใหญ่เท่าลูกเทนนิสเท่านั้นเอง ดังนั้นคนที่มีกล้ามเนื้อเยอะ ตัวจะเล็กกว่าคนที่มีไขมันเยอะครับ แม้ว่าน้ำหนักจะเท่ากันก็ตาม พูดมาซะเยอะ ผมอยากจะบอกว่า กินน้อย มันก็ช่วยลดน้ำหนักได้จริงครับ แต่การกินของที่ดีและถูกต้องจะมีประโยชน์มากกว่า ดังนั้นออกกำลังกาย แล้วก็กินของดีๆ มีประโยชน์จะดีที่สุดเลย เพราะสุดท้ายแล้ว ผมเชื่อว่า เป้าหมายของคนลดน้ำหนัก มันไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขบนตาชั่ง แต่มันอยู่ที่รูปร่างที่คุณต้องการมากกว่าครับ

 

11. วิ่งแล้วได้อะไร?
    นี่ก็คำถามยอดฮิตอีกข้อหนึ่งเลย ก่อนอื่น ใครโดนถามแบบนี้ ต้องตั้งสติดีๆ ก่อนตอบนะครับ นึกถึงวันแรกที่เราวิ่ง วิ่งเพื่ออะไร และค่อยๆ กลั่นออกมาเป็นเหตุผลแล้วบรรยายให้ฟัง หลายๆ คนเริ่มมาจากการลดความอ้วน หลายๆ คนอาจจะมาวิ่งเพราะไม่รู้จะทำอะไร ตามๆ เพื่อนๆ มากัน แต่ผมเชื่อว่า พอได้ออกมาวิ่งแล้ว สิ่งที่ทุกคนได้กลับมานั้น มันมากกว่าที่คิดไว้ตอนแรกแน่ๆ เล่าให้ฟังมันก็ดูไม่ค่อยน่าเชื่อเท่าไหร่ เอาเป็นว่า ลองออกมาวิ่งเองดูก่อนครับ แล้วจะรู้ว่า ‘การวิ่ง’ ให้อะไรคุณมากกว่าที่คิดแน่ๆ อย่างน้อย ผมก็ได้เพื่อนใหม่ๆ ที่พร้อมจะออกวิ่งไปพร้อมกับผมทุกวัน และทำให้แต่ละวันของผมไม่เงียบเหงาอีกแล้วล่ะ


MARATHON GOAL
วิ่งไปให้ถึง ‘มาราธอน’
LET´S TALK ABOUT RUNNING
มารู้จักกับงานวิ่งกันเถอะ
FIRST TIME RUN
ก้าวแรกสู่สนามวิ่ง
TRIATHLON 1st TIME
ก้าวแรก สู่ไตรกีฬา
H I P  P A R T N E R S
สำนักงานนิตยสาร  H I P  M a g a z i n e  บริษัท  เชียงใหม่  ฮิพ  แม็กกาซีน  จำกัด
เลขที่  5 / 1  หมู่ 5  ตำบลสุเทพ  อำเภอเมือง  เชียงใหม่ 50200  โทรศัพท์  /  แฟ็กซ์  0 5 3 - 3 2 9 - 4 2 0
hipthailand@windowslive.com  +  hipthailand.cm@gmail.com
H I P   M A G A Z I N E   A N D   E V E N TS   C H I A N G   M A I   ©