AUGUST 2017 OUT NOW!!
SECTION A
SECTION B
HOME
MAGAZINE
 
 
HIP STYLE
2017 2016 2015
HIP STYLE
I AM A THINKER
จากคนรักรถสู่คนช่างคิด



I AM A THINKER
จากคนรักรถสู่คนช่างคิด

  เรื่อง : ระพินทรนาถ  ภาพ : ศมนภรณ์


  


    อ้น – ไพสิฐ ไชยสมบูรณ์ เอ่ยปากระหว่างที่เขากับเรานั่งอยู่ในรถตู้โฟล์คสวาเกน หรือเรียกชื่ออย่างเป็นทางการว่า โฟล์คสวาเกน Type  2 ของเขา บนเส้นทางมุ่งน่าไปสู่อู่ Oldies Work ว่า “ใช้รถคลาสสิกนี่ดีจะตาย ไปไหนใครๆ ก็มอง” ซึ่งถ้าดูจากการที่ผู้ร่วมทางบนท้องถนนต่างมองมายังรถที่เรากำลังโดยสารอยู่แล้ว จะเชื่ออย่างที่เขาบอกก็คงไม่แปลกอะไร

    ก่อนหน้าที่จะกลายมาเป็นผู้ร่วมทางบนรถของเขา เรามีนัดกับอ้นที่ Oldies Hostel ที่พักขนาดกำลังพอเหมาะในบรรยากาศเงียบสงบ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ เขาบอกกับเราทางโทรศัพท์ระหว่างการนัดหมายกันว่าเขาจะใช้เวลาอยู่ที่นี่ในช่วงเช้าหากไม่มีกิจธุระต้องไปไหนเป็นพิเศษ ก่อนที่จะออกไปดูงานที่อู่ในช่วงบ่าย ข้อตกลงระหว่าง HIP กับเขาจึงเป็นว่าพบกันที่โฮสเทลก่อน แล้วจากนั้นเราขอตามไปดูงานที่เขาทำที่อู่ด้วย
    เหตุผลที่เราอยากคุยกับเขามาจากบทบาทหลายอย่างที่เขาเป็น หลายคนคุ้นเคยกับเขาในนาม อ้น Oldies และคงจะเคยใช้เวลาที่ร้านในย่านริมแม่น้ำปิงของเขามาบ้าง หรือถ้าย้อนหลังกลับไป (และจนถึงทุกวันนี้) มีคนมากมายรู้จักเขาในนาม อ้น TV และรู้ว่าเขาเชี่ยวชาญในเรื่องสกู๊ตเตอร์แลมเบรตต้า รุ่น TV 175 มากแค่ไหน หรือถ้าเอาแบบไม่ต้องย้อนหลังไปไกล ภาพในโซเชียลมีเดียของเขาที่มีรถคลาสสิกต่างๆ มาปรากฏให้เห็น รวมไปถึงคลิปที่โฟล์คตู้ซึ่งผ่านการประกอบและตกแต่งจากอู่ของเขาอย่างสวยงาม กำลังวิ่งไปตามเส้นทางสู่ดอยสุเทพ ล้วนแต่ทำให้เราคิดว่า การได้สนทนากับเขาน่าจะเต็มไ0ปด้วยเรื่องราวที่น่าสนใจแน่ๆ
    ในวงการรถสกู๊ตเตอร์และรถคลาสสิก ชายคนนี้เป็น ‘ตัวจริง’ ที่รู้ลึกรู้จริงในสิ่งที่ทำอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ยิ่งการสนทนาผ่านไป เราพบว่าคงจะจริงอย่างที่เขาบอก ว่าตัวเขานั้นก้าวข้ามผ่านการเป็นนักล่ารถ นักสะสม หรือแม้แต่นักขายไปแล้ว เพราะสิ่งที่เขาคิดจะทำไปไกลและใหญ่โตกว่านั้นเยอะ
    ถ้าเราจะเชื่อว่าเขาเป็น ‘นักคิด’ อย่างที่เขาให้คำนิยามตัวเองไว้แล้ว ก็ต้องยอมรับว่า ‘ความคิด’ ของเขานั้นเป็นระบบ มีเหตุมีผล รวมทั้งวางแผนและไตร่ตรองมาอย่างดี
     และที่สำคัญ ความคิดเหล่านี้มันช่างตื่นตาตื่นใจดีเสียด้วย


ก่อนที่จะกลายเป็นคนที่เชี่ยวชาญเรื่องสกู๊ตเตอร์แลมเบรตต้าและรถโฟล์คอย่างที่หลายคนรู้จักคุณในตอนนี้ อยากรู้ว่าคุณโตมากับรถพวกนี้เลยหรือเปล่า? รถทั้งสองอย่างนี้มีความสัมพันธ์กับคุณอย่างไรบ้าง?

   แถวบ้านผมนี่แทบไม่มีรถพวกนี้เลยนะ (หัวเราะ) คือผมอยู่ที่อำเภอศรีมหาโพธิ์ ที่ปราจีนบุรี แถวบ้านนี่ก็บ้านนอกล่ะ (หัวเราะ) คือเราสนใจอะไรพวกนี้มาตั้งแต่อยู่ที่ปราจีนบุรีแล้ว แต่ว่าที่บ้านไม่มีรถพวกนี้นะ แถวๆ นั้นก็แทบไม่มีใครใช้ด้วย หายากมาก ได้มาเห็นจริงๆ ก็ต้องเข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ สมัยนั้นก็คือซื้อนิตยสารมาดู แล้วก็ไปตามดูเวลาที่กลุ่มที่เขาเล่นรถแนวนี้เขามาร่วมตัวกัน แถวๆ สะพานมัฆวานรังสรรค์ ตอนนั้นผมก็ไปประจำเลย
 

คุณประทับใจรถแลมเบรตต้าตรงไหน? ทำไมถึงอยากเป็นเจ้าของรถยี่ห้อนี้?
   รถอะไรวะ ยาวจัง (หัวเราะ) เมื่อก่อนไม่รู้จักแลมเบรตต้าด้วย รู้จักแต่เวสป้า เห็นแล้วรู้สึกว่าแลมเบรตต้านี่มันเท่จังเลย สำหรับผมแล้ว ภาพผู้หญิงผมบลอนด์ สไตล์แบบมาริลีน มอนโร นั่งคร่อมรถแลมเบรตต้ารุ่น TV 175 สีขาว เป็นภาพที่ผมจำติดตาเลยนะ ฝันว่าอยากจะได้มาเป็นของตัวเอง ก็พยายามจนซื้อมาได้ สมัยเรียนพ่อให้เงินเดือนไม่เยอะ แล้วรถแลมเบรตตต้าตอนนั้นคันละหมื่นกว่าบาท สองหมื่น ก็ทำโน่นทำนี่ เก็บเงินอยู่นานกว่าจะซื้อมาได้
    รถคันแรกที่ซื้อเป็นแลมเบรตต้า TV 175 สีขาวอย่างที่อยากได้ ซื้อต่อจากพี่คนหนึ่งที่รู้จักกันแถวมัฆวานนี่ล่ะ เขาก็บอกว่ามีแลมเบรตต้าอยู่คันหนึ่ง ขี่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ถ้าอยากได้ก็จะขายให้ ผมก็เก็บเงินจนครบแล้วก็ไปเอารถมา
    มันมีเรื่องตลกที่จำจนตายเลยก็คือตอนไปรับรถจากพี่เขา ความที่เราไม่เคยมีรถแบบนี้ ไม่รู้ว่ามันขี่ยังไง พอสตาร์ทเครื่องเสร็จเราก็บิดคันเร่งใช่ไหม รถปกติมันจะเดินไปข้างหน้า แต่แลมเบรตต้ามันถอยหลัง (หัวเราะ) ตกใจมาก คือรถมันแปลงไฟมา เป็นปัญหาโลกแตกของรถยี่ห้อนี้ แล้วถ้าสตาร์ทผิดจังหวะรถมันจะวิ่งถอยหลัง วิธีแก้คือต้องดับเครื่องก่อนแล้วสตาร์ทใหม่ เรื่องนี้นี่ไม่เคยเล่าให้ใครฟังเลย (หัวเราะ) คือได้รถมาเนี่ยก็เท่ล่ะ แต่เวลาใช้จริงก็ขี่ๆ ดับๆ จะสตาร์ททีก็ต้องเข็น แต่ก็ใช้อยู่ 2 ปีเลยนะก่อนจะขายไป


  


จากเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่หลงใหลในรถแลมเบรตต้า คุณกลายมาเป็น อ้น TV ที่คนในวงการรถแลมเบรตต้ารู้จักกันดีได้ยังไง?
   มันน่าจะเริ่มจากการที่เรามีรถแล้วก็ขายต่อ คือตอนอายุ 19 - 20 นี่ ขายรถแล้วได้กำไรสี่ห้าพันนี่รู้สึกว่าสุดยอดเลย มันก็เริ่มจากตรงนี้ พอมีเงินก็มองหาคันใหม่ ได้มาซักพักก็เปลี่ยน เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ชีวิตเราก็วนเวียนอยู่แถวมัฆวานอยู่แล้ว อีกอย่างตอนนั้นการมีรถสกู๊ตเตอร์นี่มันเท่มาก คนเขาคลั่งกัน ของมันก็เลยเปลี่ยนมือไปเรื่อยๆ เราก็เลยกลายเป็นคนที่ซื้อรถมาใช้แล้วขายไป หรือบางทีซื้อมายังไม่ได้ใช้เลยก็ปล่อยให้คนอื่นต่อไปเลยก็มี รู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นอาชีพไปแล้ว จำได้เลยผมมีเงินล้านแรกตอนอายุ 26 เป็นความภูมิใจนะ สมัยนั้นซื้อรถเก๋งขับไปเรียนเลย เท่มาก เสียแต่เรียนจบช้า มัวแต่ไปโน่นไปนี่ แต่เราก็พยายามเรียนตลอดนะ ไม่เคยดร็อปเลย เกรดไม่ถึงก็ลงใหม่ จนมันผ่านมาได้


บรรยากาศตอนที่คุณเริ่มเป็นที่รู้จักในวงการเป็นยังไงบ้าง?
    พอเราขายรถมากๆ เข้า คนก็เริ่มรู้จักเรา แล้วเราเล่นแต่แลมเบรตต้าด้วย คนอื่นเขาเล่นเวสป้ากันหมด ใครบอกว่ามีรถที่ไหนเราก็ไปดู ช่างร้านไหนในกรุงเทพฯ ที่ซ่อมแลมเบรตต้าเราก็รู้จักหมด ไปมาหมดทุกที่ ก็เลยกลายเป็นการบอกต่อๆ กันไป ว่าถ้าอยากได้แลมเบรตต้าก็ลองถามอ้นสิ หรือถ้ามีรถอยากจะขายก็ลองไปหาอ้นดู ซึ่งหลายคันนัดรับรถ จ่ายเงิน เสร็จแล้วผมก็เอาไปขายต่อเลยก็มี ตอนไปซื้อก็บอกเขาว่า พี่ ผมจะเอาไปใช้นะ แต่จริงๆ เอามาแล้วก็ขายต่อเลย บอกไม่หมดว่าจะเอาไปใช้ขายต่อ (หัวเราะ) พอรถในกรุงเทพฯ เริ่มหาไม่ได้ก็ขยับขยายไปที่อื่นๆ ถามพรรคพวกเพื่อนฝูงว่าที่ไหนมีรถบ้าง อย่างการที่มาเชียงใหม่ ก็เพราะยุคนั้นเขาว่ากันว่าที่นี่ยังมีรถดีๆ เยอะ เราก็มาเลย มาดูรถ มาทำความรู้จักกับคนที่นี่ แล้วถ้าเขามีรถเขาก็จะเรียกเราให้มาดู เคยถึงขั้นที่ว่าตอนเช้าก็ไปเรียนหนังสือ พอเลิกเรียนตอนเย็นก็กลับห้อง อาบน้ำแต่งตัว เสร็จแล้วก็เก็บของขับรถกระบะไปเชียงใหม่เลย เพราะว่ามีรถที่ต้องมาเอา รายได้ตอนนั้นก็ดีด้วย ได้เงินมาก็เอาไปเที่ยว ซื้อข้าวของที่อยากได้กันไป ไอ้ที่เรียนจบช้าก็เพราะมัวแต่ขึ้นมาเชียงใหม่นี่ล่ะ เดือนหนึ่งมาครั้งหรือสองครั้ง พวกที่เล่นรถแลมเบรตต้าจะอยู่แถวนี้เยอะไง เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน ตอนนั้นใครๆ ก็แห่กันมา คนจากกรุงเทพฯ มาขนรถจากเชียงใหม่ไปได้ตั้งเยอะแยะ
    ในตอนนั้นภาพลักษณ์เราในสายตาคนอื่นคือเป็นเด็กกะโหลกกะลามาก เขาจะมองว่าไอ้นี่ดูไม่ค่อยมีอนาคตเลย แต่ว่าในขณะที่คนอื่นเขายังขอเงินพ่อแม่ใช้กันอยู่ เราทำงานมีรายได้แล้ว บอกคนอื่นเลยว่าผมเป็นพ่อค้าเก็งกำไรรถโบราณ มีเงินซื้อรถสปอร์ตคลาสสิคขับไปเรียน ขับไปโชว์สาว เท่มาก (หัวเราะ) แล้วเวลาที่เราทำงาน ผมไม่เคยมีทีมงาน ไม่เคยมีใครช่วย ซึ่งจริงๆ มันควรจะมีทีมนะ แต่เราทำเองหมดเลย ไปตามล่าหารถ ขับรถไปขนรถสกู๊ตเตอร์เอง เช็คของเอง จัดการเรื่องซื้อขาย ทำด้วยตัวเองคนเดียวเสร็จสรรพ แล้วพอคนเขารู้จักเรามากๆ จะไปที่ไหนมีคนต้อนรับขับสู้ กับอีกอย่างคือ ณ ตอนนั้น เราเป็นคนที่ขายรถแพงนะ แต่รถที่มาจากเราเนี่ยดีหมด สมัยนั้นถ้าใครจะขายแลมเบรตต้านี่ต้องดูอ้นไว้ก่อนว่าอ้นจะขายเท่าไหร่ เรียกว่าเราเนี่ยเป็นเหมือนคนกำหนดราคาในประเทศไทยเลยก็ว่าได้ รถแบบไหนควรต้องขายเท่าไหร่ แลมเบรตต้าที่ผ่านมือเราไปมีเป็นหลักร้อย แล้ว TV 175 คันที่ว่าดีๆ เจ๋งๆ ในเมืองไทยเนี่ย บอกได้เลยว่าหลายคันก็มาจากเรา


  


ฟังดูแล้วการขายแลมเบรตต้าของคุณก็ดูจะเป็นไปด้วยดี แต่ทำไมคุณถึงหันมาจับเรื่องรถโฟล์คสวาเกนมากกว่าในเวลาต่อมา?

    ส่วนหนึ่งคือเราพยายามจะหนีนะ คือพอทำไปนานๆ เป็นรุ่นใหญ่แล้วจะขยับอะไรก็ลำบาก มีแต่คนคอยจ้องมอง อีกอย่างคือรถมันเริ่มหายากด้วย แทบไม่เหลือแล้วไง ไม่รู้จะไปหาที่ไหนแล้ว ไหนจะราคาที่พุ่งขึ้นไปเยอะอีก เมื่อก่อนอย่างที่บอกผมซื้อหมื่นสองหมื่น ซื้อรถแพงที่สุดเจ็ดหมื่น แต่เดี๋ยวนี้เขาว่ากันเป็นล้าน อีกเรื่องก็คือผมย้ายมาอยู่เชียงใหม่ด้วย คือหลังจากเรียนจบก็ตัดสินใจว่าจะมาอยู่เชียงใหม่ มาหาอะไรทำที่นี่ คือเราคิดว่า โอเค ตอนอยู่กรุงเทพฯ คนรู้จักเราไง อ้น TV แต่เชียงใหม่เนี่ยเป็นเมืองปราบเซียน แล้วเรามาจากต่างถิ่น ไม่ได้รู้จักใครมากมาย ถ้าเราจะทำอะไรที่นี่เราจำเป็นจะต้องสร้างตัวตนของเราให้เป็นที่รู้จักก่อน ซึ่งนั่นคือเหตุผลหนึ่งที่ผมทำร้าน Oldies เพราะถ้าจะพูดกันตรงๆ หลายปีที่ทำร้าน Oldies นี่ผมเสียเงินมากกว่าได้เงินนะ วุ่นวายกับหลายๆ เรื่องมาก หมดเงินไปก็เยอะ แต่สิ่งที่ผมได้กลับมาคือคนที่นี่เริ่มรู้จักผม อ้นไหน อ๋อ! อ้น Oldies แล้วเขาก็จะรู้ว่าผมเล่นแลมเบรตต้านะ ผมเล่นรถเก่า แล้วคนที่สนใจอะไรพวกนี้เขาก็จะเข้ามาหาเราเอง
    ส่วนที่ว่าทำไมหันมาจับเรื่องรถโฟล์ค ส่วนหนึ่งเพราะผมใช้รถโฟล์คตู้อยู่แล้ว เราพอมีความรู้ว่าแต่ละรุ่นมันเป็นยังไง อีกอย่างคือก่อนที่ผมจะเริ่มมาจับตรงนี้ เป็นช่วงที่ผมมาอยู่เชียงใหม่ซักพักแล้ว เงินทองเริ่มจะร่อยหรอ ตลาดแลมเบรตต้าก็เริ่มนิ่งแล้ว ผมขายรถที่ตัวเองมีไปหลายคันมากเพื่อเอาเงินมาใช้กับที่ร้าน ทีนี้พ่อผมแกมีเพื่อนคนหนึ่งซึ่งที่บ้านเขาทำโกดังซื้อขายอะไหล่รถมือสองจากญี่ปุ่น โดยที่ลูกชายเขาไปอยู่ที่ญี่ปุ่นเลย ทำหน้าที่จัดการหาของส่งของกลับมาเมืองไทย พ่อก็เลยแนะนำว่าผมควรจะไปทำความรู้จักกับเพื่อนของเขาและลูกชาย เพราะว่าพ่อเห็นว่าผมขายพวกรถเก่า น่าจะทำความรู้จักกันไว้ เผื่อมีอะไรจะได้ช่วยกัน หลังจากนั้นก็ได้โทรศัพท์คุยกัน แล้วพอเขากลับมาเมืองไทยก็ได้เจอกัน
    ตอนที่เจอกันเขาก็บอกเราว่า ที่ญี่ปุ่นเนี่ยพวกรถโฟล์คแล้วก็รถคลาสสิกแบบอื่นๆ มีเยอะมาก ซึ่งธุรกิจที่เพื่อนของพ่อทำอยู่ไม่ได้จับรถพวกนี้ แต่เขารู้ว่ามีเยอะ มีแหล่งที่มีของอยู่ แล้วก็ราคาไม่แพง เราก็เลยเริ่มทำเรื่องเอารถเข้ามาขาย โดยให้ทางเขาเป็นคนช่วยจัดการ จนกระทั่งไปถึงจุดหนึ่งที่เราตัดสินใจว่าต้องไปดูรถเองจะดีกว่า แล้วก็เดินทางไปญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตผมไปเลย


  


การไปญี่ปุ่นคราวนั้นเปลี่ยนชีวิตคุณยังไง?
    เอาเรื่องส่วนตัวก่อน ก่อนที่จะไปญี่ปุ่น ผมเป็นคนที่ไม่เคยเดินทางไปต่างประเทศมาก่อนเลย โอเคในเมืองไทยเราไปตระเวนหารถมาหลายที่แล้วก็จริง แต่เมืองนอกเนี่ยไม่เคยไปเลย ภาษาอังกฤษก็งั้นๆ แล้วที่จะไปนี่ไม่ได้ไปเที่ยวด้วย แต่ไปหาลู่ทางทำธุรกิจ ซึ่งถึงแม้ว่าเราจะทำการบ้านมาก่อนบ้างแล้ว มีลูกของเพื่อนพ่อที่อยู่ที่โน่นที่จะช่วยดูแลเราก็แล้ว แต่ในใจมันก็ยังกลัวอยู่ดี ไปแล้วจะเป็นยังไง จะรอดไหม จะได้เรื่องอะไรหรือเปล่า
    ผมมีเงินติดตัวไปไม่กี่หมื่นเองนะตอนที่ไปญี่ปุ่น วางแผนไว้ว่าจะไปอยู่ประมาณ 2 อาทิตย์ ส่วนจะได้อะไรก็ไปตายเอาดาบหน้า แต่ปรากฏว่าผลที่ได้มันดีมากๆ ผมได้เจอคนเจ๋งๆ คนที่เป็นสุดยอดในเรื่องรถคลาสสิกที่ญี่ปุ่นหลายๆ คน ได้เจอรถดีๆ ทำรายได้จากงานนี้ได้เยอะมาก เรียกว่าไปหนเดียวหากินไปได้อีกหลายปีเลย จากที่คิดว่าจะไปสองอาทิตย์ ทำงานบ้างแวะเที่ยวบ้าง กลายเป็นว่าเดินทางทุกวัน ไม่รู้ว่าแต่ละวันจะต้องไปนอนที่ไหน เพราะไปที่หนึ่งก็จะมีคนแนะนำให้ไปที่อื่นๆ ต่อไปอีกเรื่อยๆ กลายเป็นว่าต้องบอกแฟนให้เลื่อนตั๋วเดินทางกลับให้อีกสองรอบ เรียกว่าอยู่จนเกือบครบระยะเวลาที่วีซ่าให้อยู่เลย
    เรื่องนี้สอนให้ผมรู้ว่า เราต้องก้าวข้ามความกลัวไปให้ได้ ถ้าเราทำได้มันก็ไม่มีอะไรยากแล้ว ก่อนไปผมกลัวไปหมดว่าไปญี่ปุ่นแล้วจะเป็นยังไง แต่พอได้ไปจริงๆ มันเหมือนเปิดโลกทัศน์นะ สิ่งที่ผมไปเห็น มันให้แรงบันดาลใจหลายๆ อย่างกับเรา ทำให้เรามองเห็นภาพอะไรอีกหลายอย่างที่เราไม่เคยคิดตอนที่อยู่เมืองไทย แล้วมันยังเป็นการเปิดทางให้คนอื่นๆ ที่อยู่ข้างหลังผมอีกตั้งเยอะ หลังจากผมไปมาแล้ว ทีนี้พอมีคนรู้ เขาก็ตามไปกันใหญ่เลย (หัวเราะ)
    ส่วนในแง่ของธุรกิจ การที่เราตัดสินใจไปตอนนั้นถือว่าเราคิดถูก เพราะกลายเป็นว่าเราไปก่อน เราเห็นลู่ทางก่อนใครๆ เหมือนอย่างที่จ่อย (สเริงรงค์ วงษ์สวรรค์) บอกกับผมไว้ว่า “ถ้าเป็นกู กูจะตัดสินใจเอาตัวกูไปอยู่ตรงนั้น มึงต้องเอาตัวมึงไปอยู่ที่นั่น” ซึ่งก็จริงอย่างที่จ่อยพูด ก่อนหน้านั้นผมเห็นแค่รูปที่เขาส่งมาให้ ไม่ได้เห็นของจริงๆ คือเราจะซื้อของมาโดยที่ไม่ต้องไปที่โน่นก็ได้ ทำเหมือนแต่ก่อนที่เคยทำ แต่พอเราได้ไปเห็นของด้วยตัวเอง ทำให้ได้รู้ว่าผมกำลังจะขายอะไร แล้วมันก็ช่วยให้ตัวเรากลายเป็นที่รู้จักมากขึ้นด้วย เพราะหลายคนก็ไม่คิดว่าจะมีใครไปทำอะไรแบบนี้ ไม่เคยมีใครทำมาก่อน แต่ผมไปมาจริงๆ กลับมาเมืองไทยปุ๊บสมองผมเริ่มคิดเลยว่าจะเอาอะไรกลับมาตอนไหนบ้าง ให้คนทางโน้นช่วยจัดการต่อ แล้วอีกอย่างหนึ่งคือพอหลังจากนั้นมีคนไปตามรอยผมกันมากๆ พอผ่านไป 4 ปี กลายเป็นว่าเราซื้ออะไรในราคาที่เคยซื้อไม่ได้แล้ว ทุกอย่างแพงขึ้นหมด
    แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นยิ่งสนุกกว่าเดิม เพราะผมไม่ได้แค่เอารถเข้ามาขายที่เมืองไทยแล้ว แต่เราไปเอารถจากที่อื่นไปขายที่ญี่ปุ่นด้วย ผมกับเพื่อนฝรั่งเคยไปหารถจากที่อิตาลี เอาเข้าไปขายที่ญี่ปุ่น ขายได้ด้วย จะมีใครคิดว่ามีคนไทยไปซื้อรถจากอิตาลีเอาไปลงขายในตลาดญี่ปุ่นบ้าง คือหลังจากไปญี่ปุ่นคราวนั้นชีวิตผมเจริญงอกงามขึ้นเยอะเลย มีเงินทอง มีความคิดใหม่ๆ แตกยอดต่อไปอีกเรื่อยๆ คิดตลอดว่าจะหาของจากที่ไหนได้บ้าง ยุโรป อเมริกา ผมไม่ได้ดูแค่ในเมืองไทยแล้ว ถ้ามีคนบอกว่าอยากได้อะไร ผมก็มาดูว่าเรามีอยู่ไหม ถ้าไม่มีจะหาจากที่ไหน เป็นอย่างนี้แล้ว วันๆ นี่นั่งเช็คข้อมูล ติดต่อคนตลอดเลยนะ
    ล่าสุดที่ผมไปเที่ยวญี่ปุ่น มีคนเยอะมากที่อยากมาเจออยากมาคุยกับผม พวกที่เขาเป็นคอลเล็คเตอร์ เล่นรถคลาสสิก เขารู้กันแล้วว่ามีคนไทยเคยมาที่นี่ มาดีลเรื่องของเหล่านี้ แล้วเขาก็รู้ว่าเราไม่ได้เน้นว่าจะต้องซื้อต้องขายกัน เราคิดซะว่าเหมือนไปเจอเพื่อนใหม่ๆ ทำความรู้จักกันไว้ คุยเรื่องที่ชอบเหมือนๆ กัน ส่วนเรื่องธุรกิจถ้ามันมีโอกาสเดี๋ยวมันก็ตามมาเอง


นอกจากการไปญี่ปุ่นที่คุณบอกว่าทำให้คนอื่นทำตามคุณกันเป็นแถว อีกเรื่องหนึ่งที่มีคนพูดถึงเกี่ยวกับคุณมากๆ คือการที่คุณทำคลิปวิดีโอพรีเซนท์รถที่อู่ Oldies Work ของคุณเป็นคนดูแลรับผิดชอบการประกอบและตกแต่ง ไอเดียนี้เกิดขึ้นมาได้ยังไง และเพราะอะไรคุณถึงคิดว่าควรจะต้องทำแบบนี้?
    เรื่องคลิปวิดีโอนี่ต้องย้อนกลับไปถึงเรื่องอู่ Oldies Work ก่อน ตั้งแต่สมัยที่ผมจับเรื่องแลมเบรตต้า โอเคว่าเราเช็คสภาพรถได้ พอมีความรู้เรื่องเครื่องยนต์กลไกบ้าง แต่พอเราขายรถไปแล้วจริงๆ ที่เหลือคนซื้อเขาก็ต้องดูแลตัวเอง ไปหาช่างซ่อมกันเอาเอง ซึ่งหลายคนเขาก็ไม่รู้ว่าจะไปหาที่ไหน ก็ต้องกลับมาถามเรา อย่างตอนที่ทำร้าน Oldies หลายคนที่รู้จักกันก็เอารถมาขอให้เราช่วยดูให้หน่อย เราก็ทำให้ทั้งๆ ที่ไม่ได้เปิดเป็นอู่อะไรเลยนะ พอมาจับรถโฟล์คตู้ก็เจอปัญหาคล้ายๆ กัน แล้วที่มันมีผลกับเราก็คือ หลายคนชอบ อยากได้ แต่ว่าตัดสินใจไม่ซื้อ เพราะไม่แน่ใจว่าถ้าได้รถไปแล้วจะดูแลรักษายังไง กับอีกอย่างคือพอเราขายรถได้แล้ว แต่งานประกอบและตกแต่งมันล่าช้ามาก ช่างไม่มี ช่างไม่ทำงาน เราควบคุมตรงนี้ไม่ได้ ก็เลยตัดสินใจว่าเราควรจะต้องทำอู่ของเราเอง หาคนมาทำงานให้เราไปเลย เพื่อให้เราควบคุมเวลาตรงนี้ได้ ควบคุมคุณภาพได้ ไม่ต้องมาปวดหัวเวลาคนถามว่ารถเสียใครจะดูให้ เมื่อไหร่รถจะเสร็จ
    พอคิดได้ผมก็ตามหาช่างเลย จนได้ช่างฝีมือดีมาอยู่ด้วย ตกลงกันแบบซื้อใจเลยว่าพี่มาทำงานให้ผม ส่วนพี่จะกินอยู่ยังไง เดี๋ยวผมจัดการให้ ดูแลชีวิตเขากันไปเลย พอได้แบบนี้ เวลามีคนอยากได้รถ เราหารถมาได้ เราก็ให้อู่ของเราจัดการทำไปได้เลย ซึ่งเราจะวางแผนไว้ก่อนแล้วว่าแต่ละช่วงจะต้องทำอะไรบ้าง ฉะนั้นก็ไม่ต้องห่วงว่าทำไมงานไม่เดิน เพราะมันมีกำหนดการชัดเจนอยู่แล้ว ของเรานี่ถึงขนาดว่าแจ้งกับลูกค้าตลอดเลยว่างานเสร็จช่วงไหนไปแล้วบ้าง ถ่ายรูปส่งไลน์ให้ดูเลย ลูกค้าก็แฮปปี้ แล้วทางเราเองก็น้นมากๆ เรื่องคุณภาพมาตรฐาน ทำต้องทำให้เนี้ยบ รถเราราคาไม่ถูก แต่ออกจากเราไปแล้วทุกอย่างจบเลย ลูกค้าสบายใจ


  


แล้วมันมาเกี่ยวข้องกับการทำคลิปได้ยังไง?
    เราคิดกันมาก่อนแล้วว่า Oldies Work ไม่ต้องรับงานเยอะ แต่ทำงานต้องเนี้ยบ มาตรฐานสูง เพราะค่าตัวเราไม่ถูก ปีหนึ่งเรารับแค่ไม่กี่งาน ไม่ได้รับไปหมด ทีนี้เรื่องคุณภาพงานเราไม่ห่วงแล้ว ปัญหาคือคนยังไม่รู้จักเรา Oldies Work คืออะไร โอเคว่าผมมีการลงรูปรถ ลงรูปงานที่อู่กำลังทำในโซเชียลมีเดียอยู่เรื่อยๆ แต่ผมรู้สึกว่าอยากให้มีอะไรที่มันแสดงถึงความเป็นเรามากกว่านี้ แล้วพอดีรถโฟล์คตู้ที่ลูกค้าให้เราทำเสร็จเรียบร้อยพร้อมส่งรถแล้ว ก็เลยมีไอเดียว่าอยากจะถ่ายคลิปเอาไว้หน่อย ก็นัดน้องที่รู้จักกันมาคุย แล้วก็เล่าไอเดียที่ผมคิดไว้ให้เขาไป จากนั้นเขาก็จัดการถ่ายทำออกมาจนได้อย่างที่เห็นกัน
    จริงๆ ไอเดียมันง่ายๆ มาก หลายคนพอรู้ว่าเป็นรถเก่าก็จะกลัวว่าจะวิ่งได้เหรอ เราก็เอารถวิ่งขึ้นดอยสุเทพให้ดูเลย ให้เห็นเลยว่ามันใช้ได้จริงๆ แล้วก็พรีเซนท์พวกรายละเอียดต่างๆ ของรถ เพื่อให้เห็นว่าเราทำงานเป็นยังไง มันก็คือการโฆษณานั่นล่ะ แต่เราทำให้เห็นเลยว่าถ้าซื้อรถจากเราแล้วเขาจะได้อะไรบ้าง เราตั้งใจไว้แล้วด้วยว่าจะทำคลิป ถ่ายรูปให้ลูกค้าทุกคนที่ทำรถกับเราด้วย ผมว่าแบบนี้ใครๆ ก็คงชอบ ได้รถสวยๆ แล้วยังมีคลิปมีรูปให้ไปดูเป็นที่ระลึกด้วย
    ที่สำคัญในคืนเดียวคนก็รู้จัก Oldies Work แล้ว ด้วยวิดีโอพรีเซนเทชั่นหนึ่งอัน โชว์รถคันหนึ่ง ซึ่งในเมืองไทยไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ไม่เคยมีใครทำ แต่สิ่งที่มากกว่าการขาย คือผมต้องการสื่อให้คนเห็นว่าของพวกนี้มันมีค่านะ แล้วในคลิปไม่ได้บอกราคา ไม่ได้มีตรงไหนบอกว่าขายด้วย มีแค่ช่องทางติดต่อ ถ้าสนใจก็ติดต่อมาสิ


การนำรถเก่าจากต่างประเทศเข้ามาขาย คนมักจะมองว่าเป็นธุรกิจ ‘สีเทา’ ไม่ว่าจะเป็นที่มาของรถหรือเรื่องการจดทะเบียน คุณจัดการในส่วนนี้ยังไง?

    ผมชัดเจนมาตลอดว่าเราจะไม่ทำอะไรผิดกฎหมาย ผมมีหน้าที่หารถมาให้ลูกค้าก็จริง เรื่องการนำเข้ามาผมรับผิดชอบ แต่เรื่องการจดทะเบียนผมจะไม่ยุ่งเลย เป็นหน้าที่ของลูกค้าที่จะต้องดำเนินการเอง และผมชัดเจนว่าถ้าไม่มีทะเบียน Oldies Work เราไม่ทำ เพราะเราไม่อยากมีปัญหาเรื่องนี้ ผมคิดว่าการทำอะไรให้ตรงไปตรงมา ถูกต้องชัดเจนมันดีกว่า เราทำงานนี้มานานแล้ว การทำอะไรผิดกฎกติกาหรือหลอกลวงคนอื่นไม่ทำให้เรารวยขึ้น เป็นเวรกรรมเปล่าๆ ถ้าเราทำร้ายคนอื่น วันหนึ่งคนอื่นเขาก็จะกลับมาทำร้ายเราบ้างเหมือนกัน


คลุกคลีกับรถทั้ง 2 ยี่ห้อนี้มานาน คุณคิดว่าอะไรคิอสิ่งที่ทำให้แลมเบรตต้าและโฟล์คสวาเกนยังคงได้รับความนิยมจนถึงทุกวันนี้?
    ผมคิดว่ามันคือความอมตะนิรันดร์กาล แพทเทิร์นมันไม่เคยตาย คนเห็นก็ยังชอบอยู่ อย่างแลมเบรตต้าเนี่ยคนที่มีหลายๆ คนอาจจะไม่ได้เอามาใช้แล้ว แต่ว่ามีเก็บไว้ เพราะมันคลาสสิก รถโฟล์คก็เหมือนกัน แล้วตลาดรถโฟล์คไม่จำเป็นต้องคนที่ชอบรถโฟล์คเสมอไป เป็นใครก็ได้ มันเป็นรถพื้นฐานมากๆ


 


เคยเจอคนที่เข้ามาหาแบบตั้งใจจะ ‘ลองของ’ หรือปรามาสว่าคุณอาจจะไม่ได้ ‘รู้สึกรู้จริง’ เกี่ยวกับรถทั้งสองอย่างนี้บ้างหรือเปล่า?

    เมื่อก่อนก็มีบ้าง แต่ถ้าเดี๋ยวนี้ก็ไม่มีแล้ว
    ความที่ผมอยู่ในวงการนี้มานาน แล้วผมมีแนวทางชัดเจนว่าเราทำอะไร มันก็เป็นการคัดกรองคนที่เขามาหาเราไปด้วยในตัวเหมือนกัน ผมบอกเลยว่าของที่ผมหาให้นั้นราคาไม่ถูกแน่ๆ แต่ว่าเราพยายามหาของที่ดีที่สุดเท่าที่จะสามารถหาได้ให้เขา คุณบอกมาว่าต้องการอะไร เดี๋ยวผมหาให้ ดังนั้นถ้าใครคิดว่าจะติดต่อผม เขาก็ต้องทำการบ้านมาแล้วในระดับหนึ่งว่าเราทำงานยังไง เราเป็นคนแบบไหน ไอ้ที่จะโทรมาหยั่งเชิงว่ามีอันนั้นอันนี้ไหมนี่ไม่มีแล้ว เขาจะรู้แล้วว่าสิ่งที่ตัวเองต้องการเนี่ยต้องถามกับเรา หรือมีคนแนะนำมาแล้วว่าถ้าแบบนี้ต้องถามพี่อ้นสิ ถึงจะติดต่อมา
    อีกอย่างคือมันมีช่องทางอื่นๆ ก่อนที่จะมาถึงผมด้วย คือผมเองก็ต้องกระจายโอกาสให้คนอื่นๆ เขาได้โตด้วย บางงานเราทำได้ไหม ได้ แต่ว่าให้โอกาสคนอื่นเขาทำดีกว่า โอเคว่าถ้าเป็นงานยากๆ เราทำเอง แต่ถ้าลูกค้าบางคนงบไม่เยอะ ไม่ได้ต้องการมาตรฐานสูงแบบที่เราทำ ก็แนะนำให้เขาไปหาคนอื่น ให้คนอื่นเขาได้ค้าขายบ้าง


คุณเติบโตมาจากการเป็นคนรักรถทั้งสองอย่าง ก่อนที่จะกลายมาเป็นคนขาย ถามจริงๆ ว่าเคยมีช่วงเวลาที่คุณรู้สึกว่ารถบางคันมันน่าเสียดาย เราเก็บเอาไว้เองจะดีกว่า หรือว่าคนที่ซื้อไปบางคน ดูท่าทางแล้วไม่เหมาะสมกับของที่ได้ไปเลยบ้างไหม?
    ไม่มีนะครับ ผมไม่ได้ซีเรียสกับอะไรพวกนี้ ถ้ามีคนอยากได้ ตกลงราคาเป็นที่พอใจกันทั้งสองฝ่ายก็ขาย ผมมองว่าตัวเองเป็นนักขายมากกว่านักเก็บสะสม แต่ถ้าถามว่าผมเก็บรถไหมก็มีบ้าง แต่ก็ไม่ได้เยอะ เราผ่านมาหมดแล้ว เลยจุดที่จะตื่นเต้นกับอะไรพวกนี้ไปแล้ว
    ในวงการแบบนี้ ถ้าคนที่เป็นคนขายอย่างผมเก็บรถไว้หมด ไม่ปล่อยออกมาเลย ตลาดมันจะเดินไปไม่ได้ ยังไงซะมันก็ต้องมีการซื้อขาย คนที่เก็บรถกันอยู่ตอนนี้ ซักวันหนึ่งก็ต้องปล่อยของออกมาอยู่ดี คือมันต้องมีคนอย่างผมที่ทำหน้าที่หาของมาให้พวกเขามาแนะนำพวกเขาว่าอะไรที่ควรจะต้องมีไว้ แล้วก็ต้องมีลูกค้าที่กำลังมองหาของที่เขาต้องการ ทุกอย่างมันถึงจะเดินไปได้ ผมเป็นคนมอบความสุขให้กับคนพวกนี้ ไม่ใช่สร้างความสุขพวกนี้ให้ตัวเอง แล้วก็อย่างที่บอกไปว่า การที่ผมอยู่ในวงการมานานแล้วมันก็มีข้อดี คือคนที่มาหาผมเขาก็มาแบบจริงจังกัน แล้วก็รู้จักของที่ตัวเองอยากได้ดีพอสมควร


  

     
แลมเบรตต้ากับโฟล์คสวาเกนให้อะไรกับชีวิตคุณบ้าง?
    ก็ให้ทุกอย่าง ความสุข รายได้ ผมมีความสุขมากเลยกับอาชีพผม ผมไม่เคยน้อยอกน้อยใจเลยว่ากูเรียนมาแทบตายทำไมไม่ได้เป็นวิศวกรวะ ทำงานอย่างนี้มันกว่ากันเยอะ ฟังแล้วเหมือนเป็นชีวิตที่มีความเสี่ยง แต่ไม่เคยมีความเสี่ยงเกิดขึ้นในชีวิตผมเลยนะ อาจจะเป็นหนี้บ้างนิดๆ หน่อยๆ ในช่วงเวลาสั้นๆ ซึ่งเกิดจากการวางแผนไว้ก่อนอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว เรามีต้นทุนเพียงพอที่จะสามารถทำอะไรก็ตามได้ในระดับหนึ่ง ผมว่าคนที่ถือเงินไว้ในภาวะที่เศรษฐกิจมันซบเซาแบบนี้นี่ได้เปรียบนะ ได้เปรียบมากๆ เลย
    สิ่งที่ผมชอบจากการที่ทำงานแบบนี้คือการได้เจอประสบการณ์ใหม่ๆ มิตรภาพใหม่ๆ ได้แรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้เราไปต่อยอดทำอย่างอื่นต่อ ผมว่าตรงนี้สำคัญและอยู่ยาวมากกว่ารถด้วยซ้ำ สมมติว่าผมเป็นคนที่มีรถเยอะ มีรถแพงที่สุดในเมืองไทย แต่ว่าผมจะไม่ได้มีชีวิตเหมือนอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ ไปที่ไหนก็มีคนพร้อมที่จะมารับผม พร้อมที่จะพาผมไปกินของที่ผมไม่เคยกิน พาผมไปเที่ยวในที่ที่ผมไม่เคยไป อันนี้มันคือกำไรมากกว่าเงินอีก แล้วงานนี้ยังทำให้ผมได้เจอคนหลากหลายรูปแบบด้วย ผมมีลูกค้าหลากหลายมาก คนที่รวยมาก คนที่มีหน้าที่การงานดีๆ คนดังๆ ในวงการต่างๆ หรือแม้แต่คนที่จริงๆ แล้วเจ๋งมากๆ เป็นตัวจริงในสิ่งที่ตัวเองทำ แต่หลายคนไม่รู้ เหมือนอย่าง มร.ทาคุมะ ที่ผมไปเจอตอนไปญี่ปุ่นครั้งแรก เขามาเที่ยวหาผมที่เชียงใหม่ ใครเห็นถ้าไม่บอกก็ไม่รู้หรอกว่าบ้านเขามีรถคลาสสิกเพียบ เป็นคอลเล็คเตอร์แถวหน้า เรียกว่าเป็นนัมเบอร์วันของญี่ปุ่นเลยก็ได้ ซึ่งถ้าเราไม่ได้ทำงานตรงนี้เราก็คงไม่มีโอกาสได้รู้จักเขา


อยู่ในวงการมาก็นาน มีคนรู้จักมากมาย ยังมีเป้าหมายอะไรที่คุณอยากจะทำให้สำเร็จอีกบ้าง?
    งานผมที่ทำอยู่ทุกวันนี้ มันมีจุดที่ทุกคนอยากไปถึง คือเป็นที่สุดของพ่อค้า ยิ่งถ้าสามารถดึงลูกค้าดีๆ ลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงให้มาซื้อของจากเราได้ งานที่ทำอยู่มันจะเป็นอาชีพที่มั่นคง ไม่ต้องดิ้นรนมากอีกแล้ว แล้วคนเหล่านี้ก็จะนำพาเราไปหาลูกค้าคนอื่นๆ ที่อยู่ในสังคมเดียวกับเขาด้วย
    ส่วนอีกเรื่องที่ผมตั้งใจว่าจะทำก็คืออยากไปยุโรป ในยุโรปมีกลุ่มคนที่สนใจรถคลาสสิก มีงานสำคัญๆ เกี่ยวกับรถคลาสสิกอยู่ คือผมอยากย่อโลกอยู่ในมือของผมให้ได้มากกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ ทุกวันนี้เราก็มีเครือข่ายอยู่พอสมควรแล้วนะ แต่ถ้าปีนี้ได้ไปยุโรป สิ่งที่เราทำการบ้านกับมันมานานก็น่าจะเห็นภาพชัดเจนมากยิ่งขึ้น เราจะได้เห็นของที่ไม่เคยเห็น ไปถึงแหล่งของมันจริงๆ ซึ่งเป็นแหล่งใหญ่มาก แล้วผมก็ค่อยกลับมาคิดต่อว่าผมจะต่อยอดมันยังไงได้บ้าง สิ่งที่ผมทำอยู่ผมทำมันได้แล้วในเอเชีย แต่ว่าวันนี้ผมกำลังจะก้าวกระโดดไปอีกก้าวหนึ่ง ในตลาดอเมริกาผมก็มีคอนเน็คชั่นอยู่แล้ว ตัวผมก็ไม่ต้องไป แต่ในยุโรปมันยาก คนยุโรปคิดต่างจากคนอเมริกัน เราก็เลยอยากไปให้ถึงแหล่งของของพวกนี้ แล้วดูว่าเราจะต่อยอดอะไรจากตรงนั้นได้บ้าง


  


ทุกวันนี้คุณให้คำจำกัดความตัวเองว่าคุณเป็นอะไร เพราะดูเหมือนว่าคุณมีหลายบทบาทมากจริงๆ?

   ผมก็ว่าอย่างนั้นนะ (หัวเราะ) หลายคนฟังผมเล่าว่าทำงานอะไรบ้างยังพูดเลยว่าพี่ทำอะไรตั้งมากมายขนาดนั้น คือผมไม่ชอบลอกการบ้านคนอื่นไง ชอบทำอะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา เราก็เลยพยายามคิดอยู่ตลอดว่าจะทำอะไรดี ส่วนใครเขาจะทำตามก็เรื่องของเขา ไม่เป็นไร ผมดีใจที่ได้เป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่น
    ถ้าระบุเป็นตำแหน่ง ผมก็น่าจะเป็น Project Manager นะ เป็นนักคิดเกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับรถโบราณ เมื่อก่อนผมใช้คำว่าผมเป็นคนเก็งกำไรรถโบราณเพื่อทำเงิน แต่ตอนนี้ไม่ใช่ละ ผมอาจจะยังขายรถอยู่ ซึ่งก็ใช่ เพราะนั่นเป็นอาชีพของเรา แต่ผมคิดว่าสิ่งที่ทำมันไม่ใช่แค่การซื้อมาขายไปนะ บางคนบอกว่าอย่างผมเนี่ยเป็นฮันเตอร์ ออกไปตามล่าหารถ แต่ผมก็ทำอย่างอื่นด้วยไง ผมเช็คอินเตอร์เน็ตทุกวัน ไหนจะต้องคุยกับช่างของ Oldies Work อีก วางแผนการทำงานว่าเราจะทำอะไรก่อนหลัง คือคิดทุกวัน คิดหลายเรื่องด้วยว่าแต่ละวันผมต้องทำอะไรบ้าง เพื่อที่จะได้รู้ว่าต่อจากนั้นผมจะต้องทำอะไรต่อ เหมือนไปที่อู่ ผมก็ต้องถามช่างว่างานส่วนนี้จะเสร็จวันไหน เราต้องทำอะไรต่อ พอรู้แล้วผมก็จะวางแผนได้ว่า หลังจากนั้นผมต้องสั่งของให้เขานะ เพราะเขาจะทำงานในขั้นตอนต่อไปแล้ว หรือต้องไปตามช่างข้างนอกมาทำงานส่วนอื่นต่อ อะไรแบบนี้ กลายเป็นว่าผมกับลูกน้องคุยกันไม่กี่คำก็จบแล้ว ไม่ต้องมาจู้จี้จุกจิกว่าเมื่อไหร่จะได้ เมื่อไหร่จะเสร็จ ผมมีหน้าที่ทำให้เขาทำงานได้สะดวกที่สุด เขาก็มีหน้าที่ทำงานตามมาตรฐานและตามเวลา นี่ล่ะคือระบบที่ถูกต้อง





I AM A THINKER
จากคนรักรถสู่คนช่างคิด
SOMEBODY IS WAITING FOR ME
เพราะใครบางคนยังรอเราอยู่
FOREVER YOUNG
18 ปี วอร์มอัพ คาเฟ่ ‘ยัง’ วัยรุ่นอยู่
CHIANGMAI 2017 MAKE A WISH
อยากจะขอให้เชียงใหม่
H I P  P A R T N E R S
สำนักงานนิตยสาร  H I P  M a g a z i n e  บริษัท  เชียงใหม่  ฮิพ  แม็กกาซีน  จำกัด
เลขที่  5 / 1  หมู่ 5  ตำบลสุเทพ  อำเภอเมือง  เชียงใหม่ 50200  โทรศัพท์  /  แฟ็กซ์  0 5 3 - 3 2 9 - 4 2 0
hipthailand@windowslive.com  +  hipthailand.cm@gmail.com
H I P   M A G A Z I N E   A N D   E V E N TS   C H I A N G   M A I   ©