AUGUST 2017 OUT NOW!!
SECTION A
SECTION B
HOME
MAGAZINE
 
 
HIP BIKE & TRAVEL
2017
RUN
FIRST TIME RUN
ก้าวแรกสู่สนามวิ่ง




FIRST TIME RUN
 ก้าวแรกสู่สนามวิ่ง


  เรื่อง / ภาพ : อาเหลียง 



    คุณเคยสงสัยไหมครับ ว่าเดี๋ยวนี้ ทำไมคนถึงออกมาวิ่งกันเยอะขึ้น ถ่ายรูปลงโซเชียลเน็ตเวิร์คมากขึ้น เปิดเฟซบุ๊คมาก็มีแต่คนอัพรูปวิ่งบ้าง รองเท้าใหม่บ้าง ถ่ายรูปกับเพื่อนๆ แบบเหงื่อเยิ้มๆ วันอาทิตย์ก็จะต้องเห็นคนถ่ายรูปคู่กับเหรียญรางวัล ผมเชื่อว่าหลายๆ คนคงจะไม่เข้าใจโมเมนท์แบบนี้



    ผมเองก็คนหนึ่งล่ะ ที่แต่ก่อนก็ไม่เคยเข้าใจหรอก ไม่แม้แต่จะกดไลค์กดแชร์เรื่องอะไรแบบนี้เลย เพราะผมไม่เข้าใจ และเข้าไม่ถึง ว่าทำไมเราจะต้องถ่ายรูปหน้าเราโทรมๆ พร้อมกับเหรียญรางวัลสักอันนึงอวดชาวบ้านชาวช่องด้วย ผมไม่เข้าใจจริงๆ ในตอนนั้น แต่เมื่อผมได้ลองเข้ามาอยู่ในวงการนี้แล้ว ความคิดผมกลับเปลี่ยนไป เราเข้าใจความรู้สึกตรงนี้มากขึ้น พอเราได้สัมผัสบรรยากาศเหล่านั้นแล้ว เราก็สามารถเข้าใจเรื่องเหล่านี้โดยไม่รู้ตัวเลย จนทุกวันนี้ เมื่อเปิดเฟซบุ๊คแล้วเห็นเพื่อนๆ ถ่ายรูปคู่กับเหรียญพร้อมเหงื่อโทรมๆ มือผมก็พลันกดไลค์ให้เขาไปโดยไม่รู้ตัว
    เมื่อเช้านี้ผมเปิดเฟซบุ๊คของผมขึ้นมา สิ่งแรกที่มันแสดงคือ วันนี้ในอดีตเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เป็นภาพที่ผมกำลังถ่ายรูปป้ายวิ่งแรกในชีวิตของผม
     ผมยังจำวันนั้นได้ดี วันที่ตัวผมเองถึงจุดที่หาทางไปต่อในชีวิตไม่ค่อยเจอ ชีวิตก็เคว้งคว้าง หลังเลิกกับแฟนไปชีวิตก็เหี่ยวเฉามาก เช้าทำงาน เย็นหาข้าวกิน ไม่ก็ดูหนังคนเดียว วนไปแบบนี้ทุกวันๆ เป็นวงจรอุบาทว์ การงานก็ไม่ราบรื่นเท่าไหร่ ปล่อยตัวเองจนกระทั่งร่างกายเริ่มป่วยบ่อย น้ำหนักขึ้น รู้เลยว่าสุขภาพย่ำแย่แล้ว แม้จะลองซื้อจักรยานมาปั่นเพื่อออกกำลังกายสักคัน ก็ยังไม่ค่อยดีขึ้นเท่าไหร่อยู่ดี น้ำหนักก็ยังเท่าเดิม
    จนวันหนึ่ง เจอพี่ที่รู้จักคนนึงเขาพูดถึงงานวิ่งขึ้นมา เราเองก็เริ่มสนใจ เลยถามพี่เขาไปว่า “งานวิ่งเป็นยังไงเหรอ?” และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่วงการวิ่งของผมเลยครับ
    ในวันนั้น สิ่งที่ผมได้กลับมาคือโบรชัวร์ขนาด A4 หนึ่งแผ่น เป็นโบรชัวร์พร้อมใบสมัครไปในตัว ในนั้นมีเขียนว่าระยะมินิมาราธอน 10 กิโลเมตร และ Fun Run 5 กิโลเมตร สิ่งที่ทำให้น่าสนใจในสนามนี้คือ เป็นสนามแข่งที่จัดใน มช. มหาวิทยาลัยที่ผมเรียนจบมา และหลังจากเรียนจบก็ไม่ได้กลับมาที่นี่นานมากแล้ว ทั้ง ๆ ที่อยู่จังหวัดเดียวกันนี่แหละ “ได้กลับมาก็ดีนะ ผมคิดถึงที่นี่” ผมคิดอย่างนั้น
    ในความคิดตอนนั้นกะจะลองที่ 5 กม. ก่อน เพราะยังไม่เคยออกงานวิ่งที่ไหนเลย แต่ตาก็ดันไปสะดุดกับคำว่า ‘ระยะมินิมาราธอน ได้เหรียญ 300 คนแรก’ (สมัยก่อนงานวิ่งในจังหวัดนี้จะแจกเหรียญจำนวนจำกัด ทำให้ต้องแย่งกันครับ) ทำให้เราเริ่มฉุกคิด “เฮ้ย ถ้าลงฟันรันไป จะได้เหรียญมั้ยวะ?”  เรื่องเหรียญนี่เป็นเรื่องสำคัญมากเลยนะสำหรับผมที่เกิดมาไม่เคยเป็นเอกด้านกีฬาเลย สมัยเป็นเด็ก เป็นวัยรุ่น ไม่เคยแข่งขันกีฬาอะไรใดๆ ทั้งสิ้น มากสุดก็ปิงปองกับเปตอง ฝีมือกากมาก การที่จะได้เหรียญรางวัลอะไรใดๆ มานั้น เป็นเรื่องที่ผมเฝ้าใฝ่ฝันมาตลอด เพราะไม่เคยมีโมเมนท์นั้นเลย ดังนั้นเรื่องเหรียญจึงเป็นปัจจัยหลักของผมเลยในตอนนั้น ที่ผมต้องการที่จะพิชิตการแข่งขันเพื่อได้มันมา ผมคิดเรื่องนี้นานมาก รู้สึกตัวอีกที ภาพก็ตัดมาที่เช้ามืดวันแข่งขันแล้ว
    ผมยืนงงๆ อยู่ที่งานวิ่งคณะเศรษฐศาสตร์ มินิมาราธอน ที่จัดอยู่ข้างๆ สนามกีฬากลาง มช. สมัยนั้นสามารถสมัครหน้างานได้ เราก็ยืนชั่งใจอยู่หน้างาน สองจิตสองใจ จะลงระยะอะไรดี คิดอยู่นาน จนมีเจ้าหน้าที่มาถามว่า “สมัครวิ่งใช่มั้ยคะ?” เราก็ตกใจเล็กน้อย หลุดจากภวังค์ ตอบไปว่าครับ แล้วเขาก็ชี้ให้ไปสมัครที่ช่องมินิมาราธอนเลย แล้วผมก็สมัครมินิมาราธอนลงไปแบบงงๆ “นี่สรุปว่าเราต้องวิ่ง 10 กิโลฯ จริงๆ แล้วใช่มะ?” แล้วก็ได้เสื้อวิ่งมาอีก 1 ตัว ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าต้องใส่ไปวิ่งด้วยเหรอ หรือว่ายังไง แจกให้เฉยๆ แล้วเอาไปเก็บ? ตอนนั้นบอกตรงๆ ว่ายังไม่ชินกับเสื้อสีชมพู ก็เลยเอาไปเก็บไว้ก่อน
    ตอนนั้นไม่รู้เรื่องอะไรเลยครับ ไม่รู้ว่าต้องอบอุ่นร่างกาย ไม่รู้ว่าก่อนวิ่งจะต้องไปที่ไหนอย่างไร แล้ว Check-In คืออะไร? จะต้องทำยังไงบ้าง? ตอนนั้นได้แต่อาศัยความชุลมุน ตีเนียนๆ ตามชาวบ้านไปเรื่อยๆ ถึงรู้ว่า Check-In
คือการเอาเบอร์วิ่งตัวเองไปให้ขีดเช็คก่อน ว่านักวิ่งเข้าจุดเริ่มต้นแล้วนะ ไม่โผล่มาระหว่างการแข่งขันหรือโกงนะ? เวลาประมาณ 05:50 น. ท่านประธานก็มากล่าวเปิดพิธีการแข่งขัน นักวิ่ง ใส่เสื้อกล้าม กางเกงขาสั้น ก็เริ่มกรูไปข้างหน้าเส้นกันเป็นแถวๆ เราเองก็ตื่นเต้นไม่น้อย ที่มางานวิ่งครั้งแรกทั้งๆ ที่ไม่รู้จักใครเลย บรรยากาศวันนั้นยังจำได้ติดตา สภาพฟ้าสาง เริ่มเห็นทางรำไร ซุ้มนั่งร้านสี่เหลี่ยมที่อยู่ข้างหน้าเรา รอให้เราวิ่งลอดผ่าน ถนนในมหาวิทยาลัยที่คุ้นตา คณะที่เราเรียน บรรยากาศที่คุ้นเคยกำลังจะกลับมา ผมสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด (แอบแก๊นควันเล็กน้อย เพราะช่วงนั้นเป็นหน้าฝุ่นลงเมืองเชียงใหม่) ก่อนที่เสียงจากลำโพงจะนับถอยหลัง
    “5... 4... 3... 2... 1...”






    แล้วเสียงแตรลมก็ดังขึ้น พร้อมกับก้าวแรกในชีวิตงานแข่งของผม
    ตึ๊กตั๊กๆ เสียงฝีเท้านับร้อยคู่วิ่งออกมาจากซุ้มปล่อยตัวนั่งร้านสีชมพู เหล่านักวิ่งต่างกรูกันออกไป และสับเท้าออกไปเพื่อชิงชัยกันในการแข่งขัน ส่วนตัวผมนั้นยังงงๆ ค่อยๆ ไหลไปตามกระแสฝูงชนไปเรื่อยๆ ในตอนนั้น สิ่งที่ช่วยบอกเวลาได้อย่างเดียวคือมือถือเครื่องเล็กๆ ที่ใส่ถุงรัดแขนไว้ เปิดแอพพลิเคชั่นวิ่งไว้ แล้วมันจะบอกเวลาทุกๆ ระยะ 1 กม. แต่ด้วยมวลมหาชนทั้งหลาย มันทำให้เราไม่ได้ยินอะไรเลย
    ผมก้มหน้าก้มตาวิ่งไปเรื่อยๆ จากโรงยิม ออกมาทางถนนหลัก วิ่งตรงไปยังหอนาฬิกา มช. ภาพเก่าๆ มันก็ลอยมา สมัยผมยังเป็น นศ. ยิ่งวิ่งไปก็ยิ่งคิดถึง สักพักก็วิ่งวนออกไปหลังมอ โอ้ ทีนี้มาเต็มครับ ร้านเก่าๆ ที่เคยกิน ร้านใหม่ๆ ที่มาเปิดแทน กลิ่นหมูปิ้งที่แสนหอม (ตอนนั้นไม่ได้ทานข้าวก่อนวิ่งมา) ทำให้ผมรู้สึกมีความสุขขึ้นมาเต็มในหัวใจมากขึ้นไปอีก
    ตอนนั้น ยังไม่รู้ว่าเราวิ่งเร็วหรือช้า แต่รู้ว่าก็วิ่งๆ ตามมวลมหาชนนี่แหละ สักแป๊บก็เจอโต๊ะแจกน้ำ แต่ด้วยความซื่อตอนนั้น คิดว่าเป็นชาวบ้านแจก แล้วเราก็เป็นคนขี้เกรงใจไง คิดอะไรอยู่ก็ไม่รู้ ขอบคุณเขาแล้วก็วิ่งผ่านไปเลย ไม่กินน้ำซะอย่างนั้น (จริงๆ กินได้นะ ควรกินด้วย ไม่งั้นเดี๋ยวหมดแรง) วิ่งไปอีกสักนิดก็เจอน้องๆ แจกหนังยางพันด้ายสีอยู่ เราก็หยิบๆ ไป โดยที่ไม่รู้ว่าเอาไว้ทำอะไร (มันคือ Check Point ครับ แสดงให้เห็นว่าเราผ่านเส้นทางนี้มาจริงๆ ไม่ได้ลัดมา) เอามาคล้องมือไว้ แล้วก็วิ่งต่อไป
    ความหอบเริ่มเข้ามาเยือน ผมรู้ตัวเองว่าตอนนี้หอบมากแล้ว ไม่เคยเร่งตัวเองหนักขนาดนี้มาก่อน มือถือก็บอกเตือนๆ มาว่าตอนนี้ประมาณ 3 กิโล ก่อนที่เสียงจะเริ่มขาดๆ ไปเพราะมือถือเปียกเหงื่อ โอย ให้ตายเถอะอาเหลียง มาเดินตอนนี้อายน้องอายนุ่งเลยนะ ผมบอกกับตัวเอง พลางหาเป้าเบี่ยงเบนความสนใจตัวเองไปที่อื่นๆ เช่น “ดูน้องคนนั้นสิ ตัวเล็กกว่าเราอีก วิ่งปร๋อๆ เลย” หรือ “พี่คนนั้นด้วย ตัวอ้วนกว่าเราอีก ทำไมเขายังไม่หยุดเลย” อ้างโน่นอ้างนี่ไปเรื่อยๆ เพื่อให้ตัวเองวิ่งได้เรื่อยๆ แหละ แต่ยาที่ดีที่สุดของวันนั้น คือสาวผมยาว ใส่เสื้อพิมพ์ติดว่า Single Runner (ทีมนักวิ่งน่ารัก) นี่แหละ ทำผมผ่านช่วง กม. 4 - 6 ไปได้แบบเคลิ้มๆ งงๆ 







    ผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองชินกับการวิ่งไปแล้วล่ะ ขาเริ่มก้าวออกไปเอง แขนเหวี่ยงไปเอง เป็นธรรมชาติมากขึ้น เริ่มแซงคนได้บ้างแล้ว เราก็เริ่มมีกำลังใจ จนกระทั่งไปเจอเนินครูบาหน้า มช.นี่แหละ ผมนี่ถึงกับเดินเลย หมดแรงจริงๆ  แต่เราก็ไม่ได้หมดแรงคนเดียวนะ มีคนที่หยุดวิ่งไปเดินเหมือนกันมากมายเลยทีเดียว ตรงนี้แหละที่ทำให้ผมรู้ว่า งานวิ่งก็สามารถเดินได้เหมือนกันนะ (ทีแรกเข้าใจไปคนเดียวว่าต้องวิ่งตลอด ไม่งั้นเดี๋ยวตกรอบ)
    ผ่านการวิ่งขึ้นดอย ลงดอย แล้วก็กลับเข้ามาประตูหน้า มช. แล้วก็วิ่งเข้าไปที่ถนนเลียบอ่างแก้ว แล้วอ้อมลงมาวิ่งผ่านหน้าหอพัก นศ. ก่อนกลับเข้าไปที่จุดปล่อยตัว / เส้นชัย ที่ข้างโรงยิม บอกตรงๆ ว่าผมเพลิดเพลินกับเส้นทางมากมาย กว่าจะรู้สึกตัวอีกทีก็ตอนผ่านหอนาฬิกา ถึงจะรู้ตัวว่าใกล้จะจบการแข่งขันแล้วนี่นา พอรู้ตัวแล้วว่าใกล้จะจบ ผมก็ลองวิ่งเต็มที่ มีเท่าไหร่ใส่ให้หมด จนวิ่งแซงได้อีกสองสามคน ก่อนเลี้ยวเข้ามาถึงซุ้มเส้นชัย แอบมีเซอร์ไพรส์นิดนึง ตรงที่มีพรมให้เราเหยียบก่อนเข้าเส้นชัยด้วย เกิดมาไม่เคยมีโมเมนท์แบบนี้เลย ผมวิ่งผ่านพรมเข้าเส้นชัยไปแบบงามๆ ก่อนจะถามคำถามแรกกับกรรมการว่า “มีเหรียญเหลือมั้ย?”
     เป็นความรู้สึกที่พูดไม่ออก บอกไม่ค่อยจะถูก กับเช้าๆ วันอาทิตย์แบบนี้ เหงื่อออกแบบท่วมตัว กับเหรียญรางวัลงานวิ่งครั้งแรกของชีวิต ผมยืนจ้องเหรียญเล็กๆ ที่มีสายคล้องเป็นลายธงชาตินี้นานพอสมควร
    ชีวิตนี้ผมไม่เคยมีโมเมนท์แบบนี้มาก่อน เหนื่อยแทบตาย ฝืนตัวเองไปตลอดเส้นทาง ก้าวขาวิ่งจนขาล้าไปหมด จนลามไปอีกวันต้องเดินกะเผลกๆ แต่มันสุข... มันมีความสุขจัง
    ตลอดทางที่ผมวิ่งจนหอบ ผมเจอเพื่อนร่วมทางหอบเคียงข้างผม
    ตลอดเส้นทางที่แสนยาว ผมไม่โดดเดี่ยว ไม่เหงาเหมือนตอนผมเลิกงานไปดูหนังคนเดียว
    ตลอดเส้นทางของงานวิ่ง ผมไม่ได้วิ่งตลอด และผมก็ไม่ใช่คนเดียวที่เป็นแบบนี้
    ตลอดเส้นทางวิ่ง มันทรมานนะ ทั้งปวดขา เหงื่อออก เหนื่อยก็เหนื่อย แต่ผมไม่ได้รู้สึกไม่ชอบเลย กลับยิ่งรู้สึกสนุกกว่าเดิม ชอบชีวิตแบบนี้ มากกว่าที่เป็นอยู่ในทุกๆ วัน
    การออกวิ่งในครั้งนี้ มันทำให้ผมรู้ว่า ชีวิตมันไม่ได้น่าเบื่อตลอดไป ผมเริ่มมองเห็นอะไรบางอย่าง ผมเริ่มยิ้ม จากที่ไม่เคยได้ยิ้มมานาน เริ่มหัวเราะ กับความบ้าของตัวเองที่มาลงวิ่งครั้งแรกก็ลงรุ่น 10 กม. เลย (จริงๆ วันนั้นวิ่งแค่ 9 กม.ระยะขาดไปหน่อย)
    ผมมีความสุข
    ผมสนุกกับมัน
    ผมดื่มน้ำเย็นหลังวิ่งเสร็จ แล้วรู้ว่ามันสดชื่นมากกว่าปกติ
    นี่คงเป็นอะไรที่ผมขาดมานาน ไฟในตัวที่มอดดับไปนาน มันเริ่มจะมีประกายไฟเล็ดลอดมาให้เห็นอีกครั้ง
    หลังจากผมเข้าเส้นชัยได้สักพัก ผมก็เจอพี่ๆ ที่ไม่ได้เจอกันนาน เขาก็เพิ่งมาออกวิ่งเหมือนกัน แล้วเราก็คุยกันแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน
    “เฮ้ย ตรงเนินอะ มันโหดมากเลย พี่เดินตลอดเลย”
    “เออๆ ใช่ๆ แต่พอถึงอ่างแก้วแล้ว กำลังใจมาเต็มเลยนะ พอรู้ว่าใกล้จะถึงแล้วอะ”
    “เนี่ย พอถึงเส้นชัย ผมนี่วิ่งเต็มเหนี่ยวเลย”
    เป็นคำพูดที่หลุดออกมาจากปากของคนที่ไม่เคยเข้าสังคมมานานอย่างผม นานเท่าไหร่แล้วนะ ที่เราไม่ได้คุยกับคนอื่นแบบนี้ แต่วันนี้ กับพี่ที่ไม่ได้เจอมานาน และกับคนที่ไม่รู้จัก เรากลับคุยกันได้อย่างปกติเหมือนเพื่อนกันเลย
     หลังจากคุยกันแล้วสักพักเราก็แยกย้ายกัน และเหมือนฟ้าจะเป็นใจให้เราผจญภัยกับเส้นทางสายนักวิ่งต่อไป เพราะก่อนผมจะกลับออกจากงานในวันนั้น มีคนแจกใบปลิวให้ เป็นใบปลิวแจ้งรายละเอียดของงานวิ่งในจังหวัดเชียงใหม่งานต่อไปนั่นเอง ซึ่งจะจัดขึ้นในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า เมื่อเห็นแบบนั้นแล้ว ผมก็พับใบปลิวนี้เก็บไว้ พร้อมมีเป้าหมายในใจต่อไปแล้ว ว่าฉันจะซ้อมวิ่งไปเพื่ออะไร
    วันนั้น ผมกลับบ้านไป และลองมานั่งนึกดูดีๆ
    ผมเริ่มวิ่งเพราะอกหัก
    ผมเริ่มวิ่งเพราะอยากลดความอ้วน
    ผมเริ่มวิ่งเพราะสุขภาพไม่แข็งแรง
    สิ่งที่คาดหวังหลังจากวิ่ง ก็แค่เหรียญเล็กๆ 1 ชิ้น ที่เป็นรางวัลสำหรับผู้ชนะ และน้ำหนักลดลงไปหน่อย ก็เท่านั้นเอง
    แต่หลังจากวิ่งจบแล้ว สิ่งที่ได้รับนอกเหนือจากที่เราคิดคือ
    หัวใจได้ทำงานเต็มที่แบบที่ไม่เคยได้ทำมาก่อน
    เหงื่อออกแบบสะใจมากๆ อะดรีนาลีนสูบฉีดทั่วร่าง
    วิ่งแล้วได้เจอเพื่อนฝูงมากมาย แล้วก็ได้มิตรภาพใหม่ๆ จากกลุ่มคนที่ชื่นชอบสิ่งเดียวกัน
    เสียงหัวเราะ รอยยิ้ม และออร่าของความสุข ของคนที่เข้าร่วมงานหลังเข้าเส้นชัย ผมกลับมามองโบรชัวร์ใบนั้นอีกครั้ง นึกถึงเรื่องราวในเช้าวันนี้ แล้วก็กลับมามองตัวเองในวันเมื่อวาน มีคำถามเล็กๆ เกิดขึ้นมาถามตัวเองว่า เราอยากเป็นตัวเราในวันนี้ หรืออยากเป็นตัวเองในเมื่อวาน
    คำตอบนั้นออกมาไม่ยากเลย
    เพราะผมเตรียมรองเท้าที่จะเอาไว้ซ้อมวิ่งไว้แล้ว สำหรับการผจญภัยใหม่ๆ ของผมที่กำลังจะเริ่มขึ้นต่อจากนี้ไป
    แล้วคุณล่ะ? อยากจะออกมาผจญภัยกันบ้างแล้วหรือยัง?






MARATHON GOAL
วิ่งไปให้ถึง ‘มาราธอน’
LET´S TALK ABOUT RUNNING
มารู้จักกับงานวิ่งกันเถอะ
FIRST TIME RUN
ก้าวแรกสู่สนามวิ่ง
TRIATHLON 1st TIME
ก้าวแรก สู่ไตรกีฬา
H I P  P A R T N E R S
สำนักงานนิตยสาร  H I P  M a g a z i n e  บริษัท  เชียงใหม่  ฮิพ  แม็กกาซีน  จำกัด
เลขที่  5 / 1  หมู่ 5  ตำบลสุเทพ  อำเภอเมือง  เชียงใหม่ 50200  โทรศัพท์  /  แฟ็กซ์  0 5 3 - 3 2 9 - 4 2 0
hipthailand@windowslive.com  +  hipthailand.cm@gmail.com
H I P   M A G A Z I N E   A N D   E V E N TS   C H I A N G   M A I   ©