APRIL 2017 OUT NOW!!
SECTION A
SECTION B
HOME
MAGAZINE
 
 
FROM THE COVER
2017
COVER STORY
GANESHA IN THE ART HOUSE
ร้อยทวารบาล บ้านเทวาลัย



GANESHA IN THE ART HOUSE 
 ร้อยทวารบาล บ้านเทวาลัย

   เรื่อง : ระพินทรนาถ  ภาพ : ศมนภรณ์

 

    ตอนหนึ่งในระหว่างการสนทนา อาจารย์เข้ม มฤคพิทักษ์ เล่าถึง ‘ปฏิกิริยา’ ที่คนอื่นๆ มีต่อเขา เมื่อได้รับรู้ว่าต้องใช้เงินทองไปเท่าใด กับการทำให้ ‘ร้อยทวารบาล บ้านเทวาลัย’ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา
    “คือเขาก็ไม่ได้มาบอกตรงๆ กับเราหรอก แต่ก็พูดผ่านคนอื่นๆ มา ว่าเหมือนเราเอาเงินไปทิ้ง เสียเวลาทำอะไรบ้าๆ บอๆ ก็ต้องยอมรับว่าเขาไม่เข้าใจหรอกว่าเรากำลังทำอะไร”

 

 

    ถ้าพิจารณาจากสิ่งที่ได้เห็นภายในสถานที่แห่งนี้ ซึ่งอาจารย์เข้มให้คำจำกัดความว่า เป็น ‘ตำหนักเทพและหอศิลป์จิตรกรรมไทย’ ก็คงไม่แปลกอะไรนักที่หลายต่อหลายคนจะสงสัยหรือตั้งคำถาม เพราะฟังดูเป็นเรื่องเหลือเชื่อ (หรือสำหรับบางคนอาจจะบอกว่า ‘บ้า’ เสียด้วยซ้ำ) ที่ใครซักคนหนึ่งจะคิดทำอะไรในแบบที่เราได้เห็นต่อหน้า บนพื้นที่ที่อยู่ชายขอบของตัวเมือง และเชื่อว่าคนเชียงใหม่อีกมากมายก็ไม่รู้มาก่อนว่ามีสถานที่เช่นนี้อยู่ในเมืองเชียงใหม่ด้วย นี่ยังไม่รวมถึงเวลและจำนวนเงินที่ทุ่มเทลงไปเพื่อการนี้ ซึ่งถ้ารู้แล้ว หลายคนอาจจะบอกว่า “เอาไปทำอย่างอื่นจะดีกว่าไหม”
    แต่อาจารย์เข้มก็ทำสิ่งที่เขาอยากทำไปแล้ว จนเกิดเป็น ‘ร้อยทวารบาล บ้านเทวาลัย’ อย่างที่เห็นกันอยู่ในทุกวันนี้

                                    - จากไม้ตะเคียนสู่องค์พระพิฆเนศ -

    ต่อให้เป็นคนที่ไม่ได้สนอกสนใจเรื่องศิลปกรรมหรืองานฝีมือเชิงช่างซักเท่าไหร่ แต่เชื่อว่าใครก็ตามที่ได้เห็นพระพิฆเนศสามเศียรปางประทานพร ที่ตั้งตระหง่านอยู่ภายใน ‘ร้อยทวารบาล บ้านเทวาลัย’ ก็คงจะเห็นตรงกันว่า พระพิฆเนศแกะสลักจากไม้ ความสูง 6 เมตรชิ้นนี้ ทำได้ประณีตสวยงามมากๆและยิ่งเมื่อได้รับฟังที่มาของพระพิฆเนศองค์นี้ด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้รู้สึกตื่นตาตื่นใจยิ่งขึ้นไปอีก
    “องค์พระพิฆเนศทำจากไม้ตะเคียนทอง ทั้งต้นเลยนะ คือผมมีที่ดินแปลงหนึ่งอยู่ที่อำเภอแม่ริม พอคิดว่าจะไปปลูกบ้านก็เลยจ้างรถแบ็คโฮเข้าไปปรับปรุงที่ เขาก็ไปเจอไม้ตะเคียนทองต้นนี้นอนอยู่ในห้วย ก็พยายามจะไปงัดขึ้นมา ปรากฏว่าเขี้ยวของรถแบ็คโฮเนี่ยหักไปห้าเล่ม งัดกี่ทีก็หัก พอเรารู้เรื่องว่าเป็นแบบนี้ก็เลยไปจุดธูปเทียนขอขมา บูชาเชิญว่าขึ้นมาอยู่กับเราเถอะ” อาจารย์เข้มเริ่มต้นเล่าถึงที่มาขององค์พระพิฆเนศที่ตั้งตระหง่านอยู่ภายในบริเวณบ้าน “คราวนี้ก็เลยยกขึ้นมาได้ เอามาวางนอนอยู่บนขอบห้วย ตอนที่เอาขึ้นมา ผมลองไปยืนเทียบกับต้นไม้ดู หัวเรายังต่ำกว่าไม้อยู่เมตรหนึ่ง ทั้งๆ ที่ต้นไม้นอนอยู่นะ คือกว้าง 3 เมตรกว่าๆ ใหญ่มาก”
    ถ้าเรื่องราวของไม้ตะเคียนทองที่เป็นที่มาขององค์พระพิฆเนศฟังดู ‘เหนือธรรมชาติ’ แล้ว เหตุผลของการแปรสภาพต้นตะเคียนทองให้กลายเป็นพระพิฆเนศก็คงสนุกไม่แพ้กัน “จริงๆ ตั้งใจว่าจะเอาไม้ตะเคียนมาแกะเป็นพระพุทธรูปปางลีลาแบบที่พุทธมณฑล จะเอามามาเป็นพระประธานที่นี่ ไปคุยกับช่างแกะสลักแล้วก็ย้ายไม้ไปไว้ที่บ้านช่างแล้ว เตรียมให้เขาแกะเป็นพระพุทธรูป แต่ในระหว่างนั้นองค์พระพิฆเนศมาเข้าฝันผม มาบอกว่าขอประทับที่ไม้ท่อนนี้ ผมก็เลยตัดสินใจยกเลิกที่จะแกะพระพุทธรูป แล้วก็ให้ช่างแกะสลักเป็นรูปท่านแทน พอทำเสร็จก็อัญเชิญท่านมาไว้ที่นี่ จนถึงตอนนี้ก็ใกล้จะครบสี่ปีแล้วที่ท่านมาอยู่ที่นี่”

                                                           - จากบ้านสู่ตำหนักเทพ -

    นอกจากจะเป็นที่รู้จักในฐานะของสถานที่ที่มีองค์พระพิฆเนศแกะสลักจากไม้ขนาดใหญ่ตั้งอยู่แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ ‘ร้อยทวารบาล บ้านเทวาลัย’ เป็นที่รู้จักและมีคนมากมายแวะเวียนมาเยี่ยมเยือน ก็มาจาก ‘ประตู 100 บาน’ และการเป็น ‘ตำหนักเทพ’ ของสถานที่นี้นั่นเอง
    อาจารย์เข้มเล่าว่าเขาซื้อที่ดินแปลงนี้เอาไว้ตั้งแต่ยังทำงานเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ควบคู่ไปกับการซื้อหาและสะสมไม้ต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ด้วยแรงผลักจากความทรงจำเมื่อครั้งเยาว์วัยที่เติบโตมาในเรือนไทยโบราณที่นครชัยศรี “ผมเป็นคนลุ่มหลงในไม้ โตมากับบ้านไม้ นอนกลิ้งอยู่บนแผ่นไม้ใหญ่ๆ ก็เลยมีความฝันว่าอยากจะปลูกบ้านไม้ของตัวเอง ตอนที่ยังทำงานประจำ พอมีเงินก็ซื้อไม้เก็บไว้มาตลอด แล้วก็เอามาสร้างบ้าน เดิมทีบ้านหลังนี้ออกแบบเป็นบ้านสี่ชั้น ห้าห้องนอน หกห้องน้ำ แปดระเบียง ตั้งใจว่าจะอยู่ที่นี่จนถึงวาระสุดท้าย ไม้ที่เราซื้อสะสมไว้มาหลายปีก็เอามาใช้ปูพื้นไป แล้วทีนี้ยังมีไม้เหลืออีก ก็คิดว่าจะเอาไปทำอะไรดี จนได้คำตอบว่าทำเป็นประตูไปเลย ใส่เป็นประตูให้สุดชีวิตเลยดีกว่า ยามเปิดประตูมันก็เป็นประตู แต่ถ้าไม่เปิดมันก็ทำหน้าที่เป็นผนัง เป็นฝาบ้านอะไรไป
    อาจารย์เข้มกล่าวต่อไปว่า พอตัดสินใจว่าอยากได้ประตูมาใส่ไว้ในบ้านหลังนี้แล้ว ความที่เป็นคนที่ชื่นชอบในเรื่องจิตกรรมไทย ทำให้เขาอยากได้งานจิตรกรรมมาอยู่กับบ้านหลังนี้ด้วย “พอคิดว่าทำประตูแล้วไม่อยากให้เป็นแค่ประตูไม้เฉยๆ แต่อยากให้มีงานจิตรกรรมด้วย คำถามคือแล้วจะเป็นงานจิตรกรรมอะไร ก็ได้คำตอบว่าต้องเป็นเทพที่อยู่ตามวิหาร ตามวัด พอสรุปได้อย่างนี้ เราก็ไปตระเวนถ่ายรูปตามวัดต่างๆ แล้วก็เอามาเป็นแบบให้ศิลปินวาดลงบนประตู เสร็จแล้วก็เอาเข้าไปติดไว้ในตัวบ้าน หลังจากนั้นเพื่อนที่เขาเกี่ยวข้องอยู่กับเรื่องของเทพเนี่ย เขามาชมบ้านแล้วก็บอกเราว่าอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้วล่ะ เพราะว่าเทพมาประทับเต็มไปหมด เราก็เลยตัดสินใจว่าถ้าอย่างนั้น บ้านหลังนี้ก็ถวายให้เป็นตำหนักเทพไปเลยดีกว่า เราไม่ได้มีบารมีขนาดนั้น ก็เป็นอันว่าเรื่องบ้านหลังนี้ก็จบไป”

  

  

 
 

                                       - จากความทรงจำวัยเยาว์สู่งานจิตรกรรมในบ้าน -

    ถ้าไม่เห็นภาพ การบอกว่าบ้านหลังหนึ่งมีประตู 100 บานอยู่ภายใน อาจฟังดูเป็นเรื่องแปลกประหลาดหรือไม่สมเหตุสมผลในแง่ของการใช้งาน แต่เมื่อได้เห็นประตูทั้งหมดที่บรรจุอยู่ภายในตัวบ้าน เราถึงได้เข้าใจในสิ่งที่อาจารย์เข้มได้อธิบายไว้ ว่าประตูเหล่านี้ทำหน้าที่อื่นๆ ในตัวบ้านด้วย
    และสิ่งที่เราได้เห็นเพิ่มเติมก็คือ งานจิตรกรรมไทยๆ ที่เจ้าของบ้านบอกว่าอยากจะเอามาใส่ไว้ในประตูทุกบานนั้น ได้แพร่ขยายไปสู่ส่วนอื่นๆ ของบ้าน และไม่ได้มีหน้าที่แค่เพียงเพื่อให้เกิดความงาม หากแต่มีประโยชน์ต่อการใช้สอยจริงๆ ด้วย “มันเริ่มต้นด้วยการที่งานจิตรกรรมต่างๆ ถูกทำลงบนเนื้อไม้ทั้งหมด ในบ้านหลังนี้ไม่มีอะไรที่เราวาดลงผนังปูน ลงผ้าแคนวาส หรือลงกระดาษเลย ทุกอย่างทำลงบนไม้ทั้งหมด ข้อต่อมาคืองานทุกชิ้นจะมีทองคำลงไปตกแต่งในภาพทุกอัน แล้วงานทุกชิ้นออกแบบและทำที่นี่ทั้งหมดเลย ความหมายของเราก็คือ เราไปหาแบบแล้วให้ศิลปินลงมือทำ หรือเราจินตนาการแล้วก็ให้ศิลปินช่วยถ่ายทอดออกมา โดยที่ทุกชิ้นทำขึ้นที่นี่ ไม่มีงานชิ้นไหนที่เป็นการไปเอาของเก่าจากที่อื่นมา หรือไปเห็นที่บ้านถวาย เห็นตามแกลเลอรี่แล้วถูกใจก็เลยซื้อมา ไปบูชามาก็ไม่มี ทุกอย่างถูกออกแบบที่นี่ทั้งหมด ถ้าสังเกตก็จะเห็นว่าทุกๆ ชิ้นถูกออกแบบให้เป็นองค์ประกอบของบ้านหรืออาคาร ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ตอนแรกอาจจะเริ่มจากแค่ประตู แต่พอทำไปเราก็อยากให้มีงานจิตรกรรมในส่วนอื่นๆ ของบ้านด้วย ก็เลยลามไปสู่สิ่งอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นตรงคาน ฝ้าเพดาน หน้าจั่ว ฝาผนัง เราพยายามเอางานจิตรกรรมเข้าไปใส่ ถ้าเดินดูก็จะเห็นเลยว่าประตูเป็นเทพ ตามคานก็จะมีอย่างพวกลายไทย สัตว์หิมพานต์ หรือเทพดัดตน เป็นต้น แล้วทุกชิ้นที่นี่เนี่ยเอาออกไม่ได้ เคยมีคนมาดูแล้วชอบ ถามว่าแกะออกมาขายได้ไหม ก็ต้องตอบไปว่าไม่ได้จริงๆ เพราะทุกอย่างเราเจตนาให้เป็นองค์ประกอบของบ้าน ถ้าไปเอาออกก็เหมือนคนเราโดนตัดแขนตัดขา มันไม่เหมือนกับงานชิ้นงานในหอศิลป์ทั่วๆ ไป ที่มาแบบเป็นชิ้นๆ ใส่กรอบ แขวนโชว์ แล้วก็จะยกไปขายได้”
    อาจารย์เข้มกล่าวว่าความชื่นชอบในงานจิตรกรรมไทยของเขา มีที่มาตั้งแต่เมื่อครั้งเยาว์วัย ที่ชอบใช้เวลาว่างไปเฝ้าชมเวลาที่มีศิลปินมาเขียนภาพ ณ โบสถ์ใกล้บ้าน “น่าจะสักประมาณ 8 – 9 ขวบนี่ล่ะ แถวๆ บ้านที่นครชัยศรีจะมีวัดประจำบ้านอยู่ แล้วก็มีศิลปินที่ถูกจ้างมาเขียนภาพในโบสถ์หรือที่บานประตูวัด เวลาพักเที่ยงหรือเลิกเรียน ถ้าเป็นเพื่อนคนอื่นเขาก็จะเล่นสนุกอะไรกันไปเรื่อย แต่เราเนี่ยชอบที่จะไปนั่งเฝ้าดูเขาทำงาน ไปคุยกับศิลปิน ช่วยเขาหยิบโน่นหยิบนี่ คือได้เห็นแล้วเราชื่นใจ มีความสุข นั่งเฝ้าอยู่ได้เป็นชั่วโมงๆ เลย ตรงนี้น่าจะเรียกว่าเป็นจุดกำเนิดที่ทำให้เราชื่นชอบศิลปะพวกนี้ แต่มันก็หายไปจากชีวิตนานพอสมควรเหมือนกัน เพราะพอเราโตขึ้น เรียนหนังสือ ทำงาน เราไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องศิลปะอีกเลย จนกระทั่งปลูกบ้านไม้นี่ล่ะ ซึ่งจริงๆ ตอนสร้างก็ไม่ได้มาคิดถึงเรื่องศิลปะอะไรด้วย แค่อยากอยู่บ้านไม้ แต่พอตอนที่จะทำประตู เราเห็นว่ามีพื้นที่ให้ทำงานศิลปะได้ ก็เลยกลับมานึกถึงสิ่งเหล่านี้อีกครั้ง”
    เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า ลวดลายจิตรกรรมไทยที่ปรากฏอยู่ในบ้าน เขาเลือกมาเฉพาะงานในสมัยอยุธยาตอนปลาย ต่อเนื่องมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เพราะเห็นว่าลวดลายในยุคก่อนและหลังจากนี้ ถ้ายังไม่มีรายละเอียดมากนัก ก็จะถูกดัดแปลงจนไม่พลิ้วไหว ต่างจากลวดลายในช่วงที่เลือก ซึ่งมีทั้งความพลิ้วไหว มีพลัง และให้อารมณ์สุนทรียะมากกว่า “ลวดลายในยุคนั้นดูแล้วจะเห็นว่ามันไม่จบ มันจะพลิ้วไหว ดูเหมือนมีอะไรอยู่ในนั้นตลอดเวลา เป็นลวดลายที่ต่อเนื่องกันไปได้เรื่อยๆ แล้วก็สวยงามลงตัว”

                                             - จากบ้านคนธรรมดาสู่หอศิลป์จิตรกรรมไทย -

    จากจุดเริ่มต้นที่การสร้างบ้านของตัวเองที่อยากใส่สิ่งที่ตนชื่นชอบเข้าไป แต่เมื่อบ้านหลังดังกล่าวเติบโตไปถึงจุดที่เจ้าของบ้านรู้สึกว่า สถานที่แห่งนี้จะมีคุณค่ามากกว่าการเป็นแค่บ้านพักอาศัย ทำให้มุมมองและความคิดที่เขามีต่อบ้านหลังนั้นเปลี่ยนไป
    อาจารย์เข้มกล่าวว่า เมื่อตัดสินใจให้ ‘ร้อยทวารบาล บ้านเทวาลัย’ กลายเป็นตำหนักเทพตามคำแนะนำแล้ว และเมื่อพิจารณาเห็นว่าภายในบ้านเต็มไปด้วยผลงานจิตรกรรมที่ปรากฏอยู่ตามส่วนต่างๆ ของบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเสา เชิงชายเพดาน หน้าจั่ว โคมไฟ ทำให้เขาเกิดความคิดว่า ในเมื่อสร้างงานศิลปะเช่นนี้ขึ้นมาแล้ว ก็ควรจะทำให้สถานที่นี้กลายเป็นหอศิลป์ ที่คนภายนอกสามารถเข้ามาชมความสวยงามและทรงคุณค่าของงานจิตรกรรมไทยได้ด้วย “พอเราคิดแบบนี้ ก็เลยตั้งใจว่าจะให้จิตรกรรมที่อยู่ที่นี่เป็นจิตรกรรมตามแบบภาคกลาง เพราะงานศิลปะของภาคกลางจะมีความพลิ้วไหวสวยงาม ละเอียดมีพลัง และเต็มไปด้วยจินตนาการ แล้วก็เริ่มคิดต่อไปว่าควรจะมีภาพงานจิตรกรรมที่คนทั่วไปสามารถเข้าใจและเข้าถึงได้โดยง่าย เพราะภาพเทวดาหรือชาดก ถ้าไม่ใช่คนที่นับถือศาสนาพุทธก็อาจจะไม่เข้าใจ ก็เลยเป็นที่มาของการมีภาพจากเรื่องรามเกียรติ์ เหตุผลที่เลือกรามเกียรติ์ ก็เพราะถ้าพูดถึงรามเกียรติ์ เราจะนึกถึงต้นแบบที่อยู่ที่วัดพระแก้ว ทุกคนรู้จัก อันต่อมาคือถ้าเราสังเกต รามเกียรติ์จะมีจิตรกรรมไทยอยู่ในนั้นแทบทุกอย่างเลย เช่นเดียวกับที่รามเกียรติ์ก็ปรากฏอยู่ในงานจิตรกรรมไทยมากมาย ส่วนอันสุดท้ายก็คือ ถ้าเราลองคิดว่าเรื่องราวอะไรที่สื่อถึงอะไรแบบไทยๆ แต่คนอื่นที่ไม่ใช่คนไทยก็รู้จัก ดูแล้วเข้าใจ ก็ต้องเป็นรามเกียรติ์ เพราะมันก็คือรามายณะที่คนทั่วโลกรู้จัก”
    อาจารย์เข้มยังเชื่อด้วยว่าเรื่องของที่ถิ่นที่อยู่ก็มีส่วนต่อการสร้างสรรค์และพัฒนาผลงาน เพราะจุดที่ ‘ร้อยทวารบาล บ้านเทวาลัย’ ตั้งอยู่นั้นคือภาคเหนือของประเทศ ที่เขามองว่าตอบโจทย์การทำงานในแบบที่เขาต้องการให้เป็น “เราเลือกว่าจะทำจิตรกรรมบนไม้ การอยู่ในประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคเหนือ มันก็คือการอยู่ในที่ที่มีสุดยอดของไม้ ถ้าเราคิดจะทำงานแบบนี้แต่ว่าเราอยู่ที่อื่นก็อาจจะไม่สามารถหาไม้มาใช้ได้อย่างที่เป็นอยู่ ถ้าอยู่ประเทศอื่นไม่มีไม้ที่มีคุณภาพขนาดนี้ ในแถบที่เราอยู่มีเพียง 4 ประเทศ คือ ไทย พม่า ลาว กัมพูชา ที่มีไม้ดีๆ ประเทศอื่นไม่มีแล้วนะ ก็เลยลงตัวตรงที่ว่าเรามาอยู่ตรงพื้นที่ที่มีไม้ดีๆ ให้เราใช้ ส่วนอีกเรื่องก็คือที่เชียงใหม่มีศิลปินอยู่เยอะ ต่อเนื่องกันมาเป็นระยะเวลานับร้อยๆ ปี แล้วก็มีคนที่มีความชำนาญในหลากหลายด้าน”







                                                   - จากใจรักสู่งานที่ไม่มีวันจบ -

    ดูจากสิ่งต่างๆ ที่อาจารย์เข้มลงทุนลงแรงไปเพื่อให้ ‘ร้อยทวารบาล บ้านเทวาลัย’ เกิดขึ้นได้ หลายคนอาจจะคิดว่าสถานที่นี้จะมุ่งเน้นไปที่เรื่องของการท่องเที่ยวหรือเรื่องของความเชื่อ ซึ่งอาจารย์เข้มก็ไม่ปฏิเสธบทบาทดังกล่าว หากแต่สิ่งที่ทำให้ที่นี่ต่างออกไปจากสถานที่อื่นๆ ที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน คือการที่ที่นี่ไม่มีการเก็บค่าเข้าชมใดๆ ไม่มุ่งเน้นแต่การขายสินค้าของที่ระลึกหรือเครื่องรางของขลัง รวมทั้งไม่มีข้อห้ามในการเข้าชมสถานที่เหมือนที่อื่นๆ
    “มาที่นี่ถ่ายรูปได้ สัมผัสจับต้องได้ทุกอย่าง ไม่ห้าม อยากให้จับด้วยจะได้รู้ว่างานที่อยู่ในนี้มันละเอียดประณีตจริงๆ อย่างพวกงานแกะกระจกนี่ผมบอกให้ลองจับเลย จะได้รู้ว่าเขาแกะลงไปในเนื้อกระจกจริงๆ กับได้รู้ว่ามันยากแค่ไหน คือเราเชื่อว่าถ้าอยากดูงานแบบนี้ หลายคนอาจจะบอกว่าก็ไปดูตามวัดวาอารามต่างๆ แต่เอาเข้าจริงหลายๆ ที่ที่มีจิตรกรรมแบบนี้อยู่ สภาพในทุกวันนี้ก็ไม่ได้สมบูรณ์ มีการชำรุด สึกกร่อน ซีดจางไปตามกาลเวลา แต่ว่างานที่อยู่ที่นี่ เราก็ลอกแบบมาจากสถานที่ต่างๆ ที่มีงานเหล่านี้อยู่ เรียกว่าเป็นการสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่เพื่อให้คนได้เห็น เป็นการรักษาและช่วยต่อยอดไปด้วย ใครที่อยากรู้ว่างานจิตรกรรมในช่วงอยุธยาตอนปลายถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้นหน้าตาเป็นยังไงก็มาดูที่นี่ได้ หรืออย่างองค์พระพิฆเนศ นอกจากจะเป็นสิ่งที่คนเคารพบูชาแล้ว อีกด้านหนึ่งก็คือเราได้ช่วยรักษาช่างฝีมือที่ทำงานแบบนี้เอาไว้ ให้เขามีงานทำตลอด ให้ความรู้พวกนี้มันไม่เลือนหายไป ทุกวันนี้ช่างแกะสลักที่ทำพระพิฆเนศให้ผมไม่ต้องรับงานจากใครแล้ว รับจากผมนี่ล่ะ ส่วนคนที่มาเห็นองค์พระพิฆเนศของที่นี่แล้วชอบ อยากได้ เขาก็จะมาถามเรา เพราะเห็นแล้วว่าเราทำได้ มีตัวอย่างให้ดู คือการสร้างพระพุทธรูปหรือเทวรูปมีวัสดุที่ใช้หลายแบบ และวิธีการสร้างหลายวิธี จะหล่อ จะปั้น จะใช้วัสดุอะไรก็ว่ากันไป แต่ถ้าพูดถึงงานที่ใช้ไม้ งานที่เป็นงานแกะสลัก คนก็จะนึกถึงเรา”
    ขณะเดียวกัน ดูเหมือนว่า ‘ความฝัน’ ของอาจารย์เข้มไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ ‘ร้อยทวารบาล บ้านเทวาลัย’ แต่ว่าไปไกลกว่านั้น เพราะทุกวันนี้ ช่างที่ทำงานให้กับเขา ไม่เพียงแต่ทำหน้าที่วาดภาพจิตรกรรมภายในตัวบ้าน ซึ่งเขาบอกว่ายังมีอีกมากมายหลายจุดที่ต้องวาดภาพเพิ่มลงไป หรือต้องหาชิ้นส่วนอื่นๆ มาเสริมเติมแต่งให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นเท่านั้น แต่เขายังมองไปไกลกว่านั้น ด้วยมีความฝันที่อยากจะสร้างอีกหลายสิ่งหลายอย่าง ที่รวบรวมเอางานจิตรกรรมไทยมาไว้เพื่อดอวดสู่สายตาชาวโลก
    “อย่างที่เห็นศิลปินกำลังวาดอยู่ ที่เป็นภาพการรบในรามเกียรติ์ เราตั้งใจว่าจะเอาไว้ทำเป็นภาพบนฝ้าเพดานในอาคาร ‘หนุมานโลหะปราสาท’ ที่จะสร้างเป็นรูปหนุมานอมพลับพลา” อาจารย์เข้มชี้ไปที่งานซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากตัวบ้านและองค์พระพิฆเนศ และมีศิลปินลงมือแต้มสีวาดลวดลายอย่างต่อเนื่อง “อาคารที่ว่านี้เราตั้งใจว่าจะทำโมเดลตัวอย่างมาตั้งให้ชมกันที่นี่ก่อน ส่วนของจริงก็จะทำต่อไปหลังจากนี้ ภาพที่วาดอยู่ก็จะไปอยู่ตรงฝ้าเพดาน ในปากของหนุมาน ส่วนแขนสองข้างที่โอบรอบพลับพลาไว้ก็จะเป็นทางเข้าออกที่มีงานจิตรกรรมให้ชมอยู่ข้างใน”
    เขากล่าวว่าจริงๆ แล้วเขาฝันอยากที่จะทำ ‘หนุมานโลหะปราสาท’ นี้ให้กว้างขวางใหญ่โตยิ่งกว่าสนามฟุตบอล เพื่อเป็นสถานที่เก็บรวบรวมงานจิตรกรรมไทยต่างๆ รวมทั้งยังมี ‘โปรเจ็คท์’ อื่นๆ อยู่ในหัวที่อยากทำอีกหลายอย่าง แต่ทุกสิ่งล้วนต้องใช้เงินทุนมหาศาล และเขาไม่ใช่คนร่ำรวยที่มีเงินพร้อมทำอะไรก็ได้ ดังนั้นก็ต้องเริ่มจากทำอะไรเล็กๆ ไปก่อน
    “สิ่งที่ทำๆ มาก็ไม่ได้วางแผนว่าจะต้องมีเงินเท่านั้นเท่านี้ถึงจะลงมือทำ เรียกว่าคิดจะทำก็หาเงินมา มีเงินก็เอามาทำมากกว่า แต่เราก็ไม่ได้เดือดร้อนลำบาก หาเงินได้ก็ไม่ได้เอาไปใช้หาความสุขอะไร เอามาใช้กับงานพวกนี้ คนในวัยอย่างผมเขาไม่ทำอะไรกันมากแล้ว ไปท่องเที่ยวอยู่กับลูกหลาน แต่ผมคิดว่าเรากำลังสร้างอะไรบางอย่างไว้ให้คนรุ่นต่อๆ ไป ทำสิ่งที่เราคิดว่ามันจะเป็นมรดกไปสู่คนรุ่นหลัง รับประกันได้เลยว่ามันไม่จบในช่วงชีวิตของเราแน่ๆ ถึงแม้จะเริ่มทำบ้างแล้วก็ไม่จบ แต่เราเชื่อว่าถ้าเริ่มต้นทำแล้วเดี๋ยวคนอื่นๆ เขาก็จะมาช่วยกันทำต่อเอง แต่ว่าเราต้องเริ่มทำไว้ก่อน แล้วพอทำสิ่งเหล่านี้ ก็รู้สึกว่าชีวิตมันมีความหมาย เต็มไปด้วยคุณค่า คนที่เขามาสักการะเทพ เขาก็จะขอบคุณที่เราทำสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา เพราะเขารู้สึกว่ามาที่นี่แล้วเขาปีติ มีพลัง มีความหวัง คลายความทุกข์ ส่วนคนที่มาเพื่อชมงานศิลปะก็จะทึ่ง รู้สึกว่างานจิตรกรรมไทยทำไมมันสวยขนาดนี้ แล้วเขาก็จะมาขอบคุณเรา อวยพรให้เราแข็งแรง มีสุขภาพที่ดีเพื่อทำสิ่งเหล่านี้ไปอีกนานๆ ก็เป็นสิ่งที่ช่วยจรรโลงชีวิต ยืดอายุให้เรา ทำให้เรายังมีความมุ่งมั่นที่จะทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จให้ได้ตามที่คิดไว้”

 

 

ABOUT THIS PLACE
    ‘ร้อยทวารบาล บ้านเทวาลัย’ ตั้งอยู่เชิงดอยสุเทพ หลังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ การเดินทางคือมุ่งตรงไปตามถนนสุเทพ ไปจนถึงหลังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผ่านโรงเรียนบ้านเชิงดอยสุเทพ จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าซอย 2 (อยู่ตรงข้ามกับทางเข้าวัดฝายหิน) เข้าไปตามทางแล้วจะพบบ้านที่มีองค์พระพิฆเนศขนาดใหญ่ตั้งอยู่ภายใน
    ที่นี่ไม่มีการเก็บค่าเข้าชม แต่ยินดีหากมีผู้ประสงค์จะบริจาคเพื่อสนับสนุนการดำเนินการ หรือจะซื้อชุดเครื่องบูชาพระพิฆเนศที่มีให้บริการในราคาชุดละ 100 บาทก็ได้ เช่นเดียวกับสินค้าของที่ระลึกที่มีวางจำหน่ายให้เลือกซื้อกันได้ตามความพอใจ และถ้าหากใครจะนำเครื่องบูชามาเอง ที่นี่ก็ไม่ขัดข้องแต่ประการใด
    สิ่งที่ผู้มาเยือนนิยมทำคือการสักการะองค์พระพิฆเนศ และการเข้าชมภายในตัวบ้าน ที่มีประตูซึ่งมีงานจิตรกรรมที่สวยงามประดับอยู่ทั่วไป นอกจากนี้ขอแนะนำให้ไปยืนตรงระเบียงมุกของบ้านที่ชั้น 2 ซึ่งจะอยู่ในระดับเดียวกับเศียรขององค์พระพิฆเนศ และเป็นจุดที่ว่ากันว่าเป็นการรับพลังจากองค์พระพิฆเนศได้โดยตรง

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร 08-6192-9699
หรือเข้าไปที่ Facebook : ร้อยทวารบาล บ้านเทวาลัย และที่ WWW: www.ganeshachiangmai.com 


GANESHA IN THE ART HOUSE
ร้อยทวารบาล บ้านเทวาลัย
H I P  P A R T N E R S
สำนักงานนิตยสาร  H I P  M a g a z i n e  บริษัท  เชียงใหม่  ฮิพ  แม็กกาซีน  จำกัด
เลขที่  5 / 1  หมู่ 5  ตำบลสุเทพ  อำเภอเมือง  เชียงใหม่ 50200  โทรศัพท์  /  แฟ็กซ์  0 5 3 - 3 2 9 - 4 2 0
hipthailand@windowslive.com  +  hipthailand.cm@gmail.com
H I P   M A G A Z I N E   A N D   E V E N TS   C H I A N G   M A I   ©