APRIL 2017 OUT NOW!!
SECTION A
SECTION B
HOME
MAGAZINE
 
 
HIP TALK
2017
TALK
BEING SMARTASS
สัพเพเหระกับ ชาติฉกาจ ไวกวี



 BEING SMARTASS
 
  สัพเพเหระกับ ชาติฉกาจ ไวกวี


   เรื่อง : ศมนภรณ์
   ภาพ : @CHARDCHAKAJWAIKAWEE / WWW.CHARDCHAKAJ.COM




        “วันนี้ใครอยู่เชียงใหม่ ผมมี Talk เล็กๆ ที่ Thapae East - Venue for the Creative Arts อยู่บนถนนท่าเเพ ตรงข้ามธนาคารไทยพาณิชย์ ใกล้กับไนท์บาซาร์ ประมาณ 5 โมงถึงซักทุ่มครึ่ง ผมพยายามขมวดนำเรื่องที่น่าจะมีประโยชน์พอไปเเชร์ได้ เท่าที่ของในคอมผมมี ถ้าว่างไปเจอพูดคุยกันนะครับผม ไม่มีค่าใช้จ่ายเด้อ มาฟังก่อนไปเที่ยวก็ได้น๊า ขอบคุณสถานที่ดีๆ คนน่ารักๆ ที่ประสานกันด้วยคร๊าพ ถือว่าเป็นของขวัญปีใหม่ที่ผมสามารถให้ทุกท่านได้ก็คือชีวิตความรู้ผมนี่เเหละครับ” เป็นประโยคที่พี่แอ๊ะโพสต์ชวนลงเฟซบุ๊คเพจของตัวเอง 
        เราเริ่มติดตามพี่แอ๊ะจากรายการ Around me ที่โคตรกวนตีน เสียดสีสังคมแบบมันๆ และติดตามเรื่อยๆ ในหลายบทบาท ทั้งการเป็นครีเอทีฟ ผู้กำกับ ช่างภาพ ล่าสุดเขาสนใจศาสตร์การถ่ายภาพโบราณแบบกระจก (Wetplate) อย่างบ้าคลั่ง สิ่งที่พี่แอ๊ะพูดในงานวันนั้นได้ทั้งความสนุกและสาระ ส่วนบางเรื่องก็ทิ้งไว้เป็นคำถามปลายเปิดให้กลับไปคิด
        งานจบแต่ไม่แยกย้าย HIP ตัดสินใจขอคุยกับพี่แอ๊ะต่อ ซึ่งบทสัมภาษณ์ที่จะได้อ่านต่อไปนี้ อาจจะไม่เหมาะกับคนที่ไม่เคยใช้ภาษายุคพ่อขุน...

ชาติฉกาจแปลว่าอะไร?
        เก่งกาจสุดในชาติอะไรงี้มั้ง คือที่บ้านเขาเป็นทหารเป็นตำรวจ เขาคงคาดหวังว่าจะเป็นแบบนั้น ตอนสุดท้ายผมก็คิดว่าเป็นแบบนั้น ในมุมมองของผม ก็เป็นนักปราบปรามอะไรของผมอยู่ ชาติฉกาจความหมายมันแหลมมากเลย

ชอบกวนตีนคนอื่นตั้งแต่เมื่อไหร่?
        ตั้งแต่เด็กเป็นคนชอบอ่านมหาสนุก ซึ่งคนที่เราชอบในการ์ตูน เขาจะเป็นคนที่พูดเรื่องสังคมมาตลอด หรือพวก Osamu Tezuka, Black Jack เขาจะเป็นฮีโร่แต่อยู่ในสีเทา ผมชอบคนแบบนั้น คือเราไม่ได้เชื่อในความขาวสะอาด ความเป็นคนดี สเตตัสสวย เราเชื่อว่าการตบแรงๆ กระแทกแรงๆ มันก็เป็นความหวังดีในอีกแบบหนึ่ง อาจจะเป็นคนหวังดี จริงใจ แต่เราก็ไม่ใช่คนตรง คนไทยชอบพูดว่า คนพูดแรงคือคนตรง เราบอกไม่ใช่ เราไม่ได้เป็นคนตรง เราพูดอ้อมมาก เราถึงพูดกวนตีน
        ภาพที่ออกไปมันดูเป็นเรา คนที่เก็ทจะบอกว่าเราซื่อสัตย์ จนมันโรแมนติกไง เราไม่พูดเรื่องนามธรรมเลย พูดเรื่องรูปธรรมมากๆ คนที่โตหรือผู้ใหญ่เขาจะพูดว่าแบบนี้มันเป็นความโรแมนติกในด้านวรรณกรรมนะ วรรณกรรมพวกรัสเซียหรือยูเครน เขามองว่ามันงดงาม อย่างเราชอบ Dostoyevsky มันก็จะเป็นกวีแบบรุนแรง เราเชื่อว่าความรุนแรงมันเป็นวิธีสร้างความสงบแบบหนึ่ง



แสดงว่าอ่านหนังสือค่อนข้างเยอะ?
        ใช่ครับ อ่านหนังสือมาเยอะมาก หลังๆ ก็เปลี่ยนรูปแบบ แต่ก็อ่านการ์ตูนอยู่นะ อย่าง Hunter x Hunter เหมือนเป็นวรรณกรรมที่เป็นภาพพูดได้มากกว่า แต่เราจะไม่น่ารักแบบ Adachi Mitsuru เราจะเป็นความดาร์กแบบ Osamu Tezuka
        ทุกวันนี้ก็ไม่ได้อ่านหนังสือมีความรู้นะ ก็ไร้สาระ แต่ความไร้สาระของเราแม่งโคตรบังเอิญเป็นความรู้ อย่างเช่น อ่าน Hunter x Hunter ก็จะเล่นเรื่องเกมของการอยู่ในสังคม วิธีการอ่านใจคน อ่าน Black Jack ก็รู้เรื่องความมืดในสังคม ก้นลึกของจิตใจในความร้ายที่สุด อ่านการ์ตูนเยอะ อ่าน Dostoyevsky ก็พูดถึงการพรรณาความเจ็บปวดได้เข้าใจง่ายที่สุด คือไม่ได้เป็นคนอินกับการหาความรู้ด้านหนังสือ แต่ความรู้ที่ได้มาจากข้างทาง มาจากการคุยกับคน คุยกับกรรมกร คุยกับคนบ้า คือสนใจเรื่องพวกนั้นมากกว่า

ตอนที่บรรยาย พี่บอกว่าตอนเด็กๆ เรียนเก่งมาก จริงเหรอ?
        ตอนประถมเนี่ยเรียนเก่งสัสๆ มันต้องมีสอบชิงความเลิศด้านวิชาการเนี่ย ติดอันดับทุกปี ไม่เคยสอบได้เกินที่สาม ม.ต้นก็อยู่โรงเรียนคนเก่ง มันคอนทราสต์ตรงที่เป็นเด็กหัวดื้อคนหนึ่งที่แม่งเรียนเก่ง เรียกว่าผมรู้สูตรที่จะสอบได้ที่ 1 มากกว่า โดยที่ไม่อ่านหนังสือ คือผมเป็นเด็กแบบนั้นไง เป็นเด็กเหี้ยๆ หน่อย
 
แล้วจุดเปลี่ยนคือตอนไหน?
        พอ ม.3 ต้องย้ายกลางเทอมจากโรงเรียนดี ต้องเข้าโรงเรียนที่ไม่ได้โด่งดังทางด้านวิชาการ เออ... เรียนราชวินิตบางแก้ว (หัวเราะ) อันนี้พูดได้ ม.ต้นพูดไม่ได้ (เดี๋ยวเขาเกลียด) ราชวินิตบางแก้วเป็นโรงเรียนที่รวมนักบอล โรงเรียนที่เน้นสันทนาการเป็นหลัก แล้วผมไปอยู่ห้องเดียวกับวง Clash แล้วก็อยู่กับพวกนักเทนนิสระดับประเทศ สนฉัตร - สรรค์ชัย รติวัฒน์  ห้องนี้เป็นห้องเฮฮา ผมก็จะเป็นตัวแปลกๆ แบบไอ้หนุ่มหน้าใสที่อยู่ในห้องกีฬา ตอนนั้นก็ไม่เรียนแม่งเลยครับ เล่นสเก็ตบอร์ด เน้นความเท่ไง ช่วงนั้นโจอี้ บอยเล่นสเก็ตบอร์ด วง Limp Bizkit เพิ่งมา ก็เล่นกีตาร์ อยากมีวงกับเพื่อนก็ต้องเล่นพวกเพลง Rock Nu Metal แบบ Marilyn Manson คือตอนนี้คนอื่นอาจจะมองเรา Blues มันคือตอนจบ จริงๆ แล้วเรามาจากพวก Death Metal เลย คือเราไม่ได้ใส่เสื้อเดธเพราะเป็นแฟชั่น แต่เราเดธ (ทำเสียงขู่แบบร็อค) เราดุมาก พอวันนี้มันโต ไอ้ความดุแบบหมาจนตรอกของเด็กมันก็ยังอยู่

ช่วงเวลานั้น คือไม่ได้ยุ่งอะไรกับเกี่ยวกับภาพถ่ายเลยใช่มั้ย?
        ยุ่งครับผม ภาพถ่ายนี่มาตั้งแต่ ป.3 - 4 แล้ว คือช่วงที่คุณแม่คุณพ่อติดคุก ช่วงนั้นเขาก็จะมีจดหมาย ตอนนั้นจำได้แค่ว่าพ่อแม่ต้องไปทำงานต่างประเทศ สิ่งที่อยากมีให้เขาคือบันทึกภาพถ่ายส่งให้ เพราะฉะนั้นต้นกำเนิดภาพถ่ายของผมมันมาจากเรื่องราวส่วนตัวมากๆ แต่ว่าสิ่งที่อยากได้ตอนนั้นก็คือกล้องแบบ Fuji QuickSnap ที่พี่เบิร์ดเป็นพรีเซนเตอร์อะไรงี้ สิ่งที่ถ่ายคือตอนไปทัศนศึกษา กับถ่ายผู้หญิงที่ชอบ ไม่ได้รู้หรอกว่าวันนึงจะมาเป็นช่างภาพ แต่ว่าสิ่งที่เพื่อนๆ จำได้คือเวลาไปงานไปเทศกาลต่างๆ แอ๊ะมีกล้อง จนมาถึงตอน ม.ปลายนี่แหละเริ่มชัดเจน เล่นดนตรี พกไปห้องซ้อม เล่นวงเดธไง เฮ้ยมึงอมยาสีฟันแล้วถุยมาดิ๊ มึงถอดเสื้อดิ๊ เห้ยกางเกงในดิ๊ เพื่อนก็แบบ เหี้ยมึงถ่ายรูปมันว่ะ ยุคนั้นกล้องถ่ายภาพมีไว้บันทึกอะไรง่ายๆ ตรงไปตรงมา แล้วยุคนั้นมันเดธ เราดู Marilyn Manson, Rudolph, Zombie แล้วมันแฟนซีจังวะ เพื่อนๆ ก็รู้สึกว่าแบบ เฮ้ย ไอ้เหี้ย ถ่ายรูปโครตเฟี้ยวเลย



ตอนนั้นมี Reference อะไรมั้ย?

        ไม่รู้จัก Reference มันต้องมีต่อเมื่อเราสนใจ เราก็ไม่รู้ว่าใครคือช่างภาพ พี่บี๋ ธีรพงศ์เป็นใคร เราสนุกกับการถ่ายแค่นั้นเอง มันบันทึกอะไรบางอย่างไปอวดคนอื่นเขาได้ ภาพถ่ายตอนนั้นมุมมองมันจะคนละแบบ มันเป็นของที่ง่ายสุดในการทำให้เป็นศิลปินเหมือนยุคนี้ไง มันเป็นสื่อที่ง่ายสุด ไอ้เหี้ยวาดรูปนี่ต้องงัดกับคนเยอะมากใช่มั้ยละ ถ่ายภาพมันง่ายกว่า ถ่ายภาพมัน Abstract และมันหลอกง่าย ภาพถ่ายมันไม่ใช่ความจริงอีกต่อไปแล้ว

ทำไมพี่ถึงเลือกเรียนถ่ายภาพ?
        มันไม่ต้องดีลกับใคร ตอนแรกอยากเรียนภาพยนตร์มาก ก็เป็นเด็กเฟี้ยวๆ ม.ปลาย ดูฝัน บ้า คาราโอเกะ ไปเทศกาลหนังสั้นกรุงเทพกับเพื่อนตัวติสต์คนนึง เป็นคนชักจูงเข้าวงการ เออ ก็ไม่ได้อินนะ แต่แค่รู้สึกว่า เฮ้ยทำหนังมันก็เท่ดีนะ แต่สุดท้ายพอตั้งใจจะเลือกจริงๆ ก็รู้สึกว่าคงทำงานกับทีมไม่ได้ ก็เลยเลือกโฟโต้ เพราะโฟโต้มันจบคนเดียว

คือไม่ชอบทำงานกลุ่ม?
        ชอบทำงานกลุ่มที่ไม่ต้องทำงาน ไปเป็นปรสิตให้เขาอะ อันนั้นชอบ แต่ว่าถ้าเกิดเป็นงานที่ต้องแสดงความสามารถตัวเอง อันนั้นจะทำงานเดี่ยว

พี่ได้อยู่กับคนเก่งๆ ทางด้านการถ่ายภาพ เพราะว่าเรียนตรงสาย?
        ใช่ เจอครูที่น่าเคารพ ถึงแม้ตอนนั้นจะไม่ได้ Respect ในงาน เพราะครูที่ลาดกระบังจะเป็นครูแบบ Commercial ซึ่งแต่ก่อนเราจะมองว่า กูจะเป็นช่างภาพแฟชั่น กูจะเป็นช่างภาพดนตรี ปี 3 กูได้ถ่ายงานลงหนังสือแล้ว เพราะฉะนั้นกูไม่สนใจครูที่ไม่เคยถ่ายงานลงหนังสือ แต่ไม่ได้แปลว่าเป็นคนก้าวร้าวนะ แต่คือ Respect คุณครู และก็เป็นคนที่คุณครูรักมากๆ อธิบายว่าเป็นเด็กดีสัส เป็นเด็กไม่ต่อต้าน เป็นเด็กทำงาน ดี เป็นเด็กได้ A เป็นเด็กชายแอ๊ะตอนประถมอยู่ เพราะว่าเราได้เรียนในสิ่งที่ชอบไง แต่ก็มีงานกวนส้นตีนแบบนี้ตั้งแต่สมัยเรียนละ มันออกกับงาน แต่ว่านิสัยเราไม่ได้เกเรเลยอะ แล้วก็ไม่ได้เป็นเด็กติ๋ม เป็นคนกลางๆ

ชีวิตตอนเรียนถ่ายภาพเป็นยังไง?
        ในลาดกระบังกลุ่มเราก็จะเป็นกลุ่มเซเลปอะ ก็จะมีพี่อ้วนอาร์มแชร์ พี่โย่งอาร์มแชร์ พี่ก้องวงกู๊ด พี่อาร์ตวงกู๊ดอีกคนนึง คือมันก็จะเป็นแก๊งแนวๆ อะ ใส่ขาเดฟแล้วผมปาด คือว่าพี่อ้วนทำอะไรก็จะเป็นอย่างนั้น ยุคตำนานแรกก่อนเกิด FAT ทุกคนก็เจริญเติบโตไปในทางตัวเอง ทุกวันนี้บางคนก็ไม่ได้ติดต่อ บางคนไม่สนิทใจเหมือนเดิม เพราะว่าอัตตาของคนที่เรียนศิลปะมันแรงมากนะ แต่เราก็ยังตามและยินดีกับเพื่อนทุกๆ คน เรารู้สึกว่าพอมันโตแล้วกำแพงมันถูกทลายด้วยการยินดี เรื่อง Aggressive ก็เหมือนเดิมนะ แต่เรารู้สึกว่าเราเมตตาขึ้น เป็นคนใจดีขึ้นมากๆ

ทำไมถึงมองว่าตัวเอง Aggressive?
        เมื่อก่อนเวลาทำงานเราเป็นปีศาจ พร้อมจะอาละวาดตลอดเลยนะ แต่ว่ามุมที่ยินดีกับคน มุมของการอยากช่วยคนจริงๆ มีมากขึ้น เพราะว่าเรามีเงิน เราพร้อม มีปัจจัยที่เอื้อได้ เราไม่ต้องเห็นแก่ตัวที่จะต้องเก็บ หรือจะต้องกั๊ก ผมว่าผมพูดแบบชัดเจนมาก คนอื่นมันไม่ออกเพราะมันต้องกั๊กไง ผมมีศักยภาพของช่างภาพระดับโลก ไม่ต้องมากั๊กเด็ก ไม่ต้องมากั๊กงาน ผมมีงานของฝรั่งเข้ามาในเมลตลอด โดยที่ผมไม่ต้องไปคุย หรือผมไม่ต้องมาแชร์งานให้คนเห็นบนหน้าเฟซแล้ว ผมเลยเกรี้ยวกราดกับเรื่องที่มันเป็นเปลือกไง จริงๆ แล้วผมไม่ได้เป็นคนน่ารัก แต่ผมเป็นคนโรแมนติก ไม่ได้สนใจวลี คำคม ด่าตรงๆ อย่างงั้นมันกว่าเยอะ



มีวิธีเลือกทำงานยังไง?
        สมัยก่อนเลือกงานที่ตังค์ดี ตอนนี้ก็เลือกงานที่ตังค์ดี แต่อีกปัจจัยหนึ่งคือทำแล้วไม่ได้จบแค่งานนี้  ทำแล้วได้อยู่กันยาวๆ หรือว่างานที่ทำแล้วลูกค้าขายสินค้าได้มากขึ้น ผมไม่อยากเอาเงินลูกค้าไปเพื่อสร้างของที่ผมกระหาย ลูกค้าผมอาจไม่ได้ต้องการรางวัลจากงานโฆษณา แต่เขาอยากได้ภาพลักษณ์ของ Product ที่ตรงตามเป้าหมายและทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น ผมไม่ได้เป็นศิลปินในการทำงานโฆษณา ผมเป็นเครื่องจักรสังหาร แต่ผมเป็นเครื่องจักรที่มาตรฐาน ISO ระดับโลกไง เราแยกเรื่องศิลปะออกมาเลย รู้สึกเลยว่าไม่เอาคำนี้มาพูดแบบมักง่าย เราไม่ใช่คนที่ทำอะไรไม่รอดแล้วมาอ้างว่าทำงานศิลปะ ศิลปะมันสูงมาก เราแตะมันไม่ได้ เราไม่ควรเอามาแทนปมด้อยของเรา

แล้วพี่ไม่สนใจศิลปะเหรอ?
        ไม่ได้อินกับศิลปะ แต่รู้วิธีเล่นกับศิลปะ ไปอยู่ในกรุ๊ปแบบนั้นมันก็สนุกดี คุยแล้วมันสนุก งานผมได้ไปอยู่ใน FOMU (Fotomuseum) ใหญ่ที่สุดของ Photo หรือภาพถูกซื้อไว้เป็นสมบัติของต่างประเทศ มันไม่ได้ทำให้ผมตัวใหญ่ขึ้น แต่ทำให้ผมได้เมลของเพื่อนสนุกๆ เพิ่มขึ้น ในความอหังการของผม มันมีความเจียมตัวที่ใหญ่กว่าครอบตัวผมอยู่ ผมรู้สึกผมเป็นคนนอบน้อม ผมเป็นคนสุภาพ

ถือว่าเป็นคนดัง?
        คือผมมีเพื่อนสนิทมากๆ เป็นแบบช่างภาพระดับโลกชื่อ Tyrone Lebon ลองไปค้นชื่อนี้ เขาถ่าย Calvin Klein ชุดล่าสุด คือแม่งส่งรูปสตูดิโอมาให้ดู ไอ้เหี้ยกูอยู่กับ Justin Bieber คือแบบเราคุยเล่นกับคนแบบนี้ แล้วแม่งบอก ไอ้เหี้ยกูเพิ่งถ่าย Ad ของ GAP มาใหม่ว่ะ กูส่ง PowerPoint ให้มึงนะ เผื่อมึงจะไปก๊อปงานแบบนี้กับลูกค้าที่เมืองไทยว่ะ คือมันไม่ได้หาผลประโยชน์ให้กัน คำว่า Brother In Another Mother ผมรู้สึกว่ามันมีความผูกพันแบบนี้จริงๆ แค่พิมพ์คำว่า Hug แล้วมันรู้สึกกันได้

ดูเป็นนักธุรกิจ?
        ผมเป็นนักธุรกิจ ผมต้องการเงิน ผมทำงานเอาผลกำไรเป็นหลัก เพราะว่าผลกำไรจะทำให้ลูกน้องอีกสิบกว่าคนไม่ต้องกินแกลบ ผมมีแฟนที่ต้องดูแล แฟนผมน่ารักมาก มีหมาอีก 6 ตัว ชีวิตผมมีกิเลส ผมกด Ebay ทุกวัน
        ผมชอบนักธุรกิจที่ไม่พูดคำว่าธุรกิจ แต่ว่าในมุมใส่สูทผูกไทผมก็ชอบนะ ผมมีความสุขกับมันมาก เพราะผมรู้สึกว่ามันก็เป็นตัวคัดกรองเปลือกโง่ๆ ของการคุยที่แบบว่าต้องเอาภาพมาคุย สูทไทมันสากล แปลว่าสิ่งที่คุยกันมันสำคัญมากกว่า Look ไง มันไม่ใช่วันที่เด็กเท่ๆ มามองว่าใส่อันนี้อันนั้นครบชุดแปลว่ามึงแจ๋ว ไม่ เพราะกูและคนบนโต๊ะใส่ของเหมือนกัน สิ่งที่กูพูดคือสิ่งที่สำคัญที่สุดระดับชาติ ผมเลยแต่งตัวน้อยมาก เพราะผมรู้ว่าแม่งไม่สำคัญ ความเฟี้ยวของผมมันอยู่ในหัวกบาลแล้ว ผมซื้อของใน Shop ซื้อของใหม่ ผมไม่อยากใส่กางเกงที่แม่งเป็นรอยที่คนอื่นทำ ผมจะสร้างตำนานของผม แฟชั่นเปลี่ยนความคิดเปลี่ยน ก็ยังเป็นคนชอบแต่งตัวอยู่นะ แต่ว่าก็เปลี่ยนรูปแบบ ไม่โฉ่งฉ่าง ไม่โผงผาง ไม่ต้องมารู้ว่าผมใส่อะไร



แล้วทำไมถึงออกมาพูดเรื่องตัวเองให้คนอื่นฟัง?
        ผมไม่ได้หวังอะไรจากการที่ต้องมาพูด พูดๆ ไปเนี่ยอาจจะมีคนเกลียดกูมากขึ้นก็ได้ (หัวเราะ) เพราะอาจจะไปชกหน้าคนฟังกับคำพูดบางคำพูดก็ได้ ผมรู้สึกว่าโฟโต้มันให้ชีวิตผม ผมมีเงินใช้ พ่อแม่ผมสบาย อยากได้อะไรก็ได้เพราะผมถ่ายรูป เพราะฉะนั้นสิ่งที่เดียวที่ผมตอบแทนโฟโต้คือการพูดเรื่องของเขา ให้ยังคงอยู่ ไม่อยากให้คำว่าภาพถ่ายมันดูกระจอกกว่านี้

ตอนนี้พี่รู้สึกว่ามันกระจอกเหรอ?
        ลีกมันมั่ว ผมต้องใช้คำนี้ เป็นเพราะว่ามันไม่มีสมาคม ไม่มีสมาพันธ์ ไม่มีการจัดหมวดหมู่ กระจัดกระจาย ดันเป็นอาชีพที่ไม่ต้องมีใบแบบหมอ นักบิน ทนาย ซึ่งผมก็ไม่ได้อยู่ในลีกไทยอยู่แล้ว เหมือนกับพี่เจ้ย อภิชาติพงศ์ ที่เขาไม่คุยกับคนไทยอะ ตอนเด็กๆ เราไม่เก็ทไง ตอนนี้เข้าใจแล้ว ผม Respect นานาชาติ มันก็มี Politic แหละ แต่เราแค่คิดว่ามันผ่านทะลุตรงนั้นมาได้ มันต้องมีความแจ๋วระดับหนึ่งที่ผ่านมาได้ สร้างลีกตัวเอง ไม่ไป Politic กับใคร ไม่ไปรุมใคร ไม่ไปทับถมใคร ไม่ไปเชียร์ใคร แต่ยินดีกับคน เจอเด็กเก่งๆ มาล้างฟิล์ม ก็แบบแชร์น้องคนนี้เก่ง ไม่เป็นคนสกัดดาวรุ่ง

แสดงว่าเคยโดดดีดเพราะ Politic?
        โดนเยอะเลย ถ้าเอาแอ๊ะมาถ่ายเล่มนี้ เขาก็จะไม่ถ่ายกันทั้งวงการอะไรอย่างเงี้ย จะทำงานก็ต้องเจอพวกเขาเหล่านั้น ก็ไปเหยียบตีนชาวบ้านเขา เราก็เป็นเด็กอ่ะ 22 - 23 ก็เหมือนเด็กรุ่นนี้ที่เขาทำอะไรผิดๆ พลาดๆ เราก็ห้าวอย่างนี้มาตั้งแต่เด็ก พูดจากวนส้นตีน ตอนนั้นก็เจ็บปวดนะ ถึงไปทำงานที่ญี่ปุ่น ตอนนั้นที่ไปเพราะมันไม่มีทางแล้ว ไม่รู้หนีรึเปล่า มันไม่มีทางไปต่อไง ซึ่งสุดท้าย ไอ้เหี้ยการที่มึงแม่งเล่นกูทำให้กูมีชีวิตเจริญขึ้นกว่าเดิม ขอบคุณพวกมึงมากเลย ได้เซ็นสัญญากับ Agency กลับมาไทยสุดท้ายก็รู้ตัวว่าเป็นช่างภาพโฆษณา

ไม่ชอบที่จะเห็นอะไรในงานภาพถ่าย?
        ไม่ต้องการเห็นภาพถ่ายที่ซ้ำกัน  ไม่ต้องการเห็นภาพถ่ายที่หันไปทางไหนก็เห็นภาพถ่ายแบบเดียวกันไปหมด อย่างเช่น ยุคนึงก็จะยิงแฟลช ขยี้หัว ทำเป็นมองไม่เห็นกล้อง หรือว่าภาพถ่ายใน IG ก็พยายามเหมือนกับว่า อ๋อ ชีวิตที่เห็นอย่างนี้มันบังเอิญเป็นนะ กูไม่ได้ตั้งใจเลย หรือว่าสายน้าก็จะถ่ายผู้หญิง เป็นแบบหน้าชัดหลังเบลอ ฟุ้งๆ แบบเกาหลี
        ผมเข้าใจในแบบของผมเองว่า หน้าที่ของช่างภาพคือคนที่สามารถมองทุกอย่างในจักรวาลได้ในมุมต่างและงดงามกว่าคนอื่น หน้าที่และสิ่งเดียวของเราที่เราได้มากกว่าคนอื่น คือเราได้พื้นที่ VIP ของคนๆ นั้นมา แล้วทำไมเหตุใดเราถึงมีงานเหมือนกับคนอื่น ทั้งๆ ที่ตาเราคนละแบบ ประสบการณ์คนละแบบ การเกิดและโตคนละแบบ ทำไมงานถึงเหมือนกันได้

วันนี้มีเด็กมัธยมมาเยอะ คิดว่าอะไรที่ผลักดันให้เขามาฟังพี่?
        อย่างแรกเขาคงดูในคลิป ดู AROUND ME พี่แอ๊ะแม่งทำ Fedfe เฟี้ยว แต่อีกมุมการพูดเรื่อง Photo แบบ Seriously แบบนี้มันไม่ค่อยมี เพราะฉะนั้นถ้าเกิดว่ามา ก็อยากจะอุทิศให้ จริงๆ แล้วเรามีความสุขกับการพูดเรื่อง Photo มากกว่าแรงบันดาลใจเหี้ยห่าอะไร คือเรารู้สึกว่า มนุษย์ไม่ควรขอแรงบันดาลใจจากชาวบ้าน ไม่ควรไปถามคนอื่นว่าจะเจอตัวเองได้ยังไงด้วย ถ้าอย่างนั้นควรเลิกเป็นตัวเองไปเลย ถ้าการพูดช่วยเป็นตะเกียงบางอย่างให้เขาได้ มันก็จะดีมาก อย่างน้อยเขาอาจจะไม่ได้เป็นผม แต่เขาอาจจะไปเป็นอย่างอื่น เป็นหมอเป็นทนาย แต่ว่าเขาอาจจะได้บางอย่างของผมไป เช่นความกล้าหาญ มนุษย์ขาดความกล้าหาญ และผมคิดว่าผมเป็นคนที่ดึงให้เขาฮึกเหิมได้ ผมว่านี่คือเวทมนต์ของผม

แสดงว่าพี่ก็เป็นไอดอล?
        ก็แล้วแต่จะให้ เราไม่สามารถพูดหล่อๆ ได้ว่าผมไม่อยากเป็นคำนี้ คนมันให้กูจะไม่เป็นได้ยังไง แต่ว่าผมก็เป็นคนที่เคยทำผิดทำพลาดทำเลวทำชั่ว เพราะฉะนั้นเมื่อวันนึงที่ Spotlight มันส่องมา ผมก็ไม่อยากให้เด็กเหล่านี้จำผมหรือเก็บเรื่องแบบนั้นของผมไป เพราะฉะนั้นมันก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่เขามอบให้ผม แล้วทำให้ผมต้องเป็นคนดีมากขึ้น ก็ดีกับตัวผมเอง เขาก็ทำให้ผมต้องระวังการทำผิดแบบเดิม โอเคถ้าคนที่ผมเคยทำระยำมันยังนั่งเกลียดผมอยู่ มันก็เกลียดผมไป แต่คนใหม่ๆ ก็ไม่ควรเกลียดผม เพราะใน

ปัจจุบันผมไม่ได้ทำอะไรผิดไง
        ผมซื่อสัตย์กับสิ่งที่ผมเป็นมาก ถ้าเกิดว่าการสัมภาษณ์มันจะให้กำลังใจกับคนที่กำลังเคว้งอยู่ ผมจะพูดตลอดว่า ให้หาทางที่ทำให้ตัวเองรอดโดยใช้ความซื่อสัตย์ของตัวเองกับสิ่งที่ตัวเองลุ่มหลง อย่าเพ้อฝัน อย่าทำให้มันเป็นนามธรรม อย่าไปอินกับคนที่เราเห็นตอนจบเขาสำเร็จโดยไม่เห็นระหว่างทางที่เขาถูกเหยียบ มึงกล้าเป็นเขาในวันที่ตกนรกรึเปล่า นั่นโคตรสำคัญเลย พี่แอ๊ะใช้กล้องอะไรไปซื้อมาเลย ไอ้ห่า มึงไม่รู้หรอกกูคิดอะไรบ้าง

เรามีโอกาสที่จะเห็นพี่มา workshop ที่เชียงใหม่มั้ยคะ?
        อยากมาเชียงใหม่ตลอดเลยครับผม พยายามติดต่อกับพวกอาจารย์ มช. หรืออะไรที่เกี่ยวกับภาพถ่าย ผมอยากพูดเรื่องภาพถ่ายแบบเพียวๆ เลย แบบพูด 1 วัน Workshop 1 วัน หรือเรื่องความรู้อะไรพวกนี้ ผมอุทิศเลย จ่ายค่าเครื่องบินเองก็ได้ อย่างน้อยก็ถือว่ามาพักผ่อน ผมรักที่นี่ เราอยากพูดเรื่อง Concept คือเราไม่สามารถพูดเรื่องคนอื่นได้เท่ากับงานตัวเอง

ฝากร้านหน่อยค่ะพี่?
        ปีหน้าคิดว่าจะทำโฆษณาให้น้อยลง แล้วเปลี่ยนมาทำโฆษณาให้ชีวิตตัวเอง คือการมี Product ของตัวเองมันสนุกกว่าการทำให้คนอื่น เรานั่งคิดนะ การเป็นครีเอทีฟ เป็นผู้กำกับ และการเป็นช่างภาพที่ดีที่สุด คือการทำให้ตัวเองวะ เราครีเอทีฟสินค้าให้ลูกค้าได้เงินพันล้าน แล้วทำไมเราไม่สามารถทำให้ตัวเองได้วะ หรือว่าเราต้องทำงานให้คนอื่น แล้วเอาเงินเล็กน้อยของเค้ามาทำให้ชีวิตเราเก๋ๆ กับผมจะพัฒนา AIRLAB ให้มันดี สตูดิโอถ่ายภาพ ห้องล้างสี ห้องล้างขาวดำ ก็อยากทำให้มันเป็น Lab คุณภาพ ที่ติด Destination Asian รู้สึกว่าถ้ามาในเอเชีย ที่นี่คือที่ที่คุณต้องแวะ ถ้าคุณชอบการถ่ายภาพ เรามีสตูดิโอแสงธรรมชาติที่น่าจะเป็น 1 ในที่ที่ดีที่สุดในอาเซียน เรามีเจ้าของที่มีความรู้เรื่องภาพถ่าย ฝาก AIRLAB ไว้ในอ้อมใจด้วย ถ้าชอบถ่ายภาพก็ไปที่นู่นบ้าง แวะคุยกัน ผมเป็นคนใจดีกว่าเดิมเยอะมาก



BEING SMARTASS
สัพเพเหระกับ ชาติฉกาจ ไวกวี
H I P  P A R T N E R S
สำนักงานนิตยสาร  H I P  M a g a z i n e  บริษัท  เชียงใหม่  ฮิพ  แม็กกาซีน  จำกัด
เลขที่  5 / 1  หมู่ 5  ตำบลสุเทพ  อำเภอเมือง  เชียงใหม่ 50200  โทรศัพท์  /  แฟ็กซ์  0 5 3 - 3 2 9 - 4 2 0
hipthailand@windowslive.com  +  hipthailand.cm@gmail.com
H I P   M A G A Z I N E   A N D   E V E N TS   C H I A N G   M A I   ©