APRIL 2017 OUT NOW!!
SECTION A
SECTION B
HOME
MAGAZINE
 
 
TRIP
2017 2016 2015
HIP TRIP
จะดีกว่ามั้ย ถ้าเราไปผจญภัยในประเทศที่เราไม่รู้ว่าจะเจออะไร
IRAN IS HAPPY



จะดีกว่ามั้ย ถ้าเราไปผจญภัยในประเทศที่เราไม่รู้ว่าจะเจออะไร
 IRAN IS HAPPY

   เรื่อง / ภาพ : ภาณุวัฒน์ สุวรรณ




    อิหร่าน… เราเคยได้ยินชื่อประเทศนี้ตั้งแต่เด็กๆ เลยนะ ถึงเราจะเกิดไม่ทันยุคสงครามอิรัก - อิหร่าน แต่ก็พอจะได้ยินได้ฟังมาบ้างว่า ประเทศนี้ไม่มีอะไรนอกจากการเป็นผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ เป็นประเทศที่บอบช้ำจากการทำสงครามมาอย่างเนิ่นนาน ทำให้คิดว่าชีวิตนี้คงจะไม่ไปที่นั่นแน่ๆ
    แต่พอโตขึ้น ความคิดเปลี่ยนไป เราเริ่มโหยหาการท่องเที่ยวที่แตกต่าง พอกันที สิงค์โปร์ เกาหลี ญี่ปุ่น ฮ่องกง มาเก๊า ยุโรป อเมริกา ฯลฯ จะดีกว่าไหมถ้าเราจะไปผจญภัยในประเทศที่เราก็ไม่รู้
ว่ามันมีอะไร
    เราจะไป ‘อิหร่าน’ กัน!!!
    การเดินทางจากเมืองไทยมาถึงอิหร่าน เราใช้เวลา 2 ชั่วโมง บินจากกรุงเทพฯ ไปกัวลาลัมเปอร์เพื่อต่อเครื่อง และอีก 8 ชั่วโมงจากกัวลาลัมเปอร์สู่กรุง Tehran เมืองหลวงของประเทศอิหร่าน ก็ไม่เหนื่อยอะไรมากมายนะ ไวกว่านั่งรถไฟเชียงใหม่ - กรุงเทพฯ เยอะ การทำ VISA on arrival ก็ง่ายกว่าที่คิดไว้มาก เพียงแค่ต่อแถวจ่ายสตางค์ ขีดๆ เขียนๆ อะไรนิดหน่อย ก็ได้ VISA มาสบายๆ ในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงด้วยซ้ำ ที่สำคัญไม่ดูตั๋วบินกลับของเราด้วย แค่มีพาสปอร์ตกับชื่อที่พักที่จะไปพักในคืนแรก แค่นั้นจบ
    หลังจากผ่าน ตม.เราก็ตรงไปแลกเงินได้มา 14 ล้าน Rial (ที่นี่ใช้เงินสกุล Rial เทียบกับเงินบาทก็จะตกอยู่ราวๆ 1,000 Rial ต่อ 1 บาท) รู้สึกรวยมาก สิ่งสำคัญที่สุดเวลามาเที่ยวอิหร่านก็คือต้องเตรียมเงินสดมาให้พอ เนื่องจากเราจะไม่สามารถกดเงินจากตู้เอทีเอ็มได้เหมือนกับเวลาไปเที่ยวประเทศอื่นๆ คือถ้าเที่ยวๆ อยู่แล้วเงินหมดก็คือพังเลยจริงๆ อีกอย่างที่เป็นปัญหาของเราไม่น้อยคือหน่วยของเงิน เพราะส่วนใหญ่ที่นี่เขาจะเคยชินกับหน่วยเดิมที่เรียกว่า Toman ซึ่ง 1 Toman จะมีค่าเท่ากับ 10 Rial ป้ายราคาส่วนใหญ่ก็จะเขียนเป็นหน่วย Toman แรกๆ จะรู้สึกงงมากเวลาจ่ายสตางค์ เพราะว่าในแบงค์ใช้หน่วยเป็น Rial ต้องจูนกันสักวันสองวันน่ะกว่าจะคล่อง











    หลังจากผ่านประตูทางออกด้านหน้าของสนามบิน เราก็ได้ก้าวเท้าออกสู่โลกตะวันออกกลางเป็นครั้งแรก อิหร่านกล่าวคำต้อนรับเราด้วยความหนาวแบบสุดขั้ว เฮ้ย! หนาวว่ะ อิหร่านเป็นเมืองหนาวหรอกเหรอ เท่าที่อ่านมาก็ไม่คิดว่าจะหนาวขนาดนี้ เสื้อกันหนาวก็ดันเอามาตัวเดียวซะด้วย ก่อนมาอิหร่านเราไม่ได้ทำการบ้านอะไรเกี่ยวกับที่นี่มากนัก คิดจะมาก็จองตั๋วเครื่องบินแค่นั้นจบ ดูชื่อเมืองที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวมาบ้างแค่นั้นจริงๆ เราพยายามจะไม่อ่านรีวิวท่องเที่ยวเลย เพราะรู้สึกว่าบางครั้งก็อยากจะเซอร์ไพรส์บ้างเวลาไปเที่ยวน่ะ
    การเดินทางจากสนามบินเข้าสู่ตัวเมือง Tehran ซึ่งระยะทางพอๆ กับจากเชียงใหม่ถึงจอมทอง มีอยู่วิธีเดียวก็คือแท็กซี่ ประสบการณ์การใช้เงินอิหร่านครั้งแรกของเราเกิดขึ้นแบบมี Impact มาก เราเดินไปจุดขึ้นแท็กซี่แล้วถามราคาเป็นภาษาอังกฤษ คนขับตอบเป็นภาษาอิหร่านจ้า งงกันไปเลย พอบอกให้ลุงเขียนราคาในกระดาษก็ดันเขียนเป็นภาษาอิหร่านอีก เวรกรรมมาก แต่ก็ต้องขอบใจลุงนะที่ทำให้เรารีบหัดอ่านตัวเลขภาษาฟาร์ซีกันได้สำเร็จภายในคืนเดียว ที่นี่ภาษาฟาร์ซีหรืออีกชื่อหนึ่งคือภาษาเปอร์เซีย ถือเป็นภาษาที่ใช้กันทั่วไปเหมือนบ้านเราใช้ภาษาไทย และผู้คนส่วนใหญ่มักจะไม่พูดภาษาอังกฤษกัน
    คุณลุงแท็กซี่ซิ่งมาส่งเราถึงที่พักที่เราอีเมลมาจองไว้ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน เพราะต้องใช้เป็นหลักฐานในการขอ VISA หลังจากนี้ก็มั่วๆ เอา มีเวลาอีก 12 วันกับการผจญภัยในอิหร่าน ซึ่งเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเจออะไรบ้าง แต่เชื่อเราเถอะ “Best Plan Is No Plan”
    ความที่เราค่อนข้างจะมีเวลาเหลือเฟือเอามากๆ สำหรับ Tehran เพราะสุดท้ายก็ต้องกลับมาอีกครั้งเพื่อขึ้นเครื่องบินกลับ ช่วงแรกเราจึงเที่ยวกันแบบสบายๆ ไม่รีบร้อนอะไร ถือว่าเป็นการปรับตัวเข้ากับความเป็นอิหร่านไปในตัว แน่นอนว่าอิหร่านแตกต่างจากบ้านเราอย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องของสังคม วัฒนธรรม และผู้คน ผู้หญิงทุกคนจะถูกบังคับให้ใส่เสื้อแขนยาวกับกางเกงขายาว และต้องคลุมผมเช่นเดียวกับชาวมุสลิมไม่ว่าจะนับถือศาสนาอะไรหรือมาจากประเทศไหน ส่วนผู้ชายก็สบายหน่อย ใส่เสื้อแขนสั้นได้ แต่ด้วยอุณหภูมิเลขตัวเดียวแบบนี้ แม้จะเป็นเวลากลางวันก็คงจะไม่มีใครบ้าใส่เสื้อแขนสั้นหรอกนะ
    ความประทับใจแรกของ Tehran ที่เราสัมผัสได้คือ ประเทศเขาสะอาดกว่าที่เราคิดแฮะ ถนนหนทางดูเป็นระเบียบเรียบร้อย ทางเท้าสะอาดสวยงามไร้เสาไฟฟ้าที่มีแต่สายไฟฟ้ารกรุงรังในแบบที่เราคุ้นเคย ต้นไม้ที่ใบไม้กำลังเป็นสีเหลืองทองในฤดูใบไม้ร่วง ยิ่งทำให้ Tehran มีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก ตอนเดินๆ อยู่ก็มีบางโมเมนต์นะที่คิดว่าเหมือนเดินอยู่ในประเทศใดประเทศหนึ่งในยุโรป เสียอยู่หน่อยก็ตรงที่รถราที่นี่ค่อนข้างจะขับกันเร็วและมั่วซั่วเอามากๆ อยากจะเลี้ยวก็เลี้ยว จะฝ่าไฟแดงก็ฝ่า ดูไม่ค่อยปลอดภัยสักเท่าไหร่เวลาข้ามถนน แต่ถ้าเทียบกับความวุ่นวายของมอเตอร์ไซค์ในเวียดนาม หรือความเละเทะของสภาพการจราจรที่เหมือนจลาจลในอินเดีย อิหร่านโอเคกว่าหลายสิบเท่า











    มาวันแรกมาก็เจอแจ็กพอตเลยเพราะเป็นวันศุกร์ ที่อิหร่านวันศุกร์คือวันหยุด ซึ่งเราไม่เคยรู้มาก่อน ก็เพิ่งจะมารู้เอาก็ตอนมาถึงที่เนี่ยแหละ ทีแรกก็งงๆ ว่าทำไมเมืองเขาเงียบจังวะ สรุปว่าแทบทุกที่ปิดทำการหมดแม้กระทั่งตลาด วันแรกก็เลยไม่ได้ไปไหนมากนอกจาก Tehran Museum of Contemporary Art, สวนสาธารณะ Laleh Park และ Landmark สำคัญของที่นี่ที่มีชื่อว่า Azadi Tower ซึ่งไปแล้วก็เฉยๆ นะ ไม่ค่อยอินเท่าไหร่ หนาวก็หนาว ไม่มีอะไรนอกจากความใหญ่โตมโหฬารของสิ่งปลูกสร้างรูปทรงสามเหลี่ยมที่สร้างขึ้นเป็นอนุสรณ์สถานของอะไรสักอย่างที่เราก็ไม่รู้ที่มา แถมตอนไปถึงก็เริ่มมืดแล้ว พอมืดมากๆ เขาก็เปิดไฟสีแดงสาดขึ้นไปบนสิ่งปลูกสร้างชิ้นใหญ่ยักษ์ชิ้นนี้ ซึ่งมันช่างไม่เข้ากันเอาเสียเลย วันแรกนี้จะชอบก็ตรงที่ Laleh Park ที่เดียว เพราะถนนแถวๆ นั้นสวยดี ยิ่งมีใบไม้สีทองๆ แบบนี้ด้วย ยิ่งได้อารมณ์ไปใหญ่เลย
    วันที่สองของการตะลุยอิหร่านของเราเริ่มต้นที่ Iran Cinema Museum และก็เป็นโชคร้ายของเราอีกครั้งที่วันนี้ Museum ปิด ได้เดินแต่โซนด้านนอก ทั้งที่ตอนเช็คก่อนจะมาเขาบอกว่าเปิด ที่นี่เป็นสวนเล็กๆ มีอาคารเก่าๆ ซึ่งมองจากภายนอกนี่สวยใช้ได้เลยแหละ ด้านในถูกใช้เป็นพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับภาพยนตร์อิหร่าน ถือว่าเป็นสถานที่ชิลล์ที่ดีแห่งหนึ่งเลยนะ เราเห็นวัยรุ่นอิหร่านมาเดินเล่นนั่งเล่นถ่ายรูปเล่นกันมากมาย
    ไม่ไกลจาก Cinema Museum นัก เราเห็นหอคอยคู่สูงๆ ตั้งตระหง่านอยู่ มันดึงดูดเรามากจนเราต้องเดินตามไปถึงที่นั่น ซึ่งเป็นมัสยิดที่มีโดมใหญ่โตสวยงามตามสไตล์อิหร่าน พอไปถึงเราก็ได้แต่ยืนชมความงามจากด้านนอกเพราะไม่กล้าเข้าไป คนอิหร่านมากมายมองมายังพวกเราเปรียบเสมือนตัวประหลาดที่พวกเขาไม่เคยเจอ แต่ถ้ายังมัวกล้าๆ กลัวๆ ก็คงไม่ได้สัมผัสอะไร ลุยเลยเหอะ เราก้าวขาเดินเข้าไปในเขตมัสยิดที่มารู้ชื่อทีหลังว่า Imamzadeh Saleh มันสวยงามมากๆ โดยเฉพาะด้านในที่ประดับตกแต่งด้วยกระจกและแก้วใสแวววาว ชาวมุสลิมมากมายเข้ามาทำพิธีกรรมที่นี่ บ้างก็ลูบไปที่หินแปลกๆ ที่สลักคำที่เราอ่านไม่ออก แล้วก็หลับตาบ่นพึมพำ บ้างก็ละหมาด บ้างก็ไปเกาะอยู่ที่กรงตรงกลางห้องในตัวมัสยิด ลองไปส่องดูบ้างก็เห็นเป็นหนังสือ ซึ่งเดาว่าน่าจะเป็นคัมภีร์ของเขา
    ยอมรับนะว่าเราอินมากเลยกับอะไรพวกนี้ เพราะเราชอบดูคน ชอบวัฒนธรรมที่แตกต่าง มันทำให้เราคิดตามอยู่เสมอว่าพวกเขากำลังทำอะไร ทำไปทำไม ทำแล้วได้อะไร ฯลฯ ด้านนอกมัสยิดมีคนแก่มานั่งตากแดดรับไออุ่นกันอยู่ วัยรุ่นเซลฟี่กันหน้าประตูทางเข้า หญิงอิหร่านกำลังคลุมผ้าแบบยาวที่มัสยิดจัดให้อย่างทุลักทุเล ทุกอย่างดูมีความเคลื่อนไหวเต็มไปหมด บางทีถ้าเราหยุดตัวเองอยู่นิ่งๆ แล้วมองทุกสิ่งทุกอย่างรอบกายโดยไม่ต้องสนใจเหตุผล มันก็อาจจะทำให้เราคิดอะไรได้มากมายจริงๆ นะ

 

 

 

 

 

    จากมัสยิดเราออกเดินทางกันต่อด้วยรถไฟใต้ดินไปยัง Grand Tehran Bazaar เราชอบรถไฟใต้ดินของที่นี่ในหลายๆ เรื่องนะ ที่ชอบที่สุดคงจะเป็นราคาที่ถูกจนน่าใจหาย ไม่ว่าเราจะเดินทางจากไหนไปไหน ก็จะมีแค่ราคาเดียวคือเที่ยวละ 7,000 Rial หรือไม่เกิน 7 บาท แถมยังมีหลายสาย อยู่ในตัวเมือง Tehran นี่ไม่จำเป็นต้องนั่งแท็กซี่เลย รถไฟฟ้าไปถึงหมดแน่นอน ในระหว่างโดยสารรถไฟใต้ดิน เรามักจะเจอชายฉกรรณ์หนวดเฟิ้มหิ้วของพะรุงพะรังมาขาย มีตั้งแต่ไฟแช็ค หมากฝรั่ง หูฟัง สายชาร์จแบตเตอรี่ ไฟฉาย ไม้เซลฟี่ ฯลฯ จนถึงสินค้าที่ไม่น่าจะมีใครเอามาขายในรถไฟ เช่น iPod shuffle ปลอม ปืนยิงเตาแก๊ส ประแจขันน็อต กระเป๋าเดินทาง และแผนที่โลก เราชอบจังหวะที่เขาขายของมาก มันไม่เหมือนในรถไฟบ้านเราที่เวลาจะขายก็แค่พูดว่า “น้ำมั้ยครับน้ำ” “ข้าวครับข้าววว” แค่นั้นแล้วก็เดินจากไป แต่ที่นี่เขาจะมีการอธิบายตัวสินค้าแถมโชว์การใช้งานด้วย
    Grand Tehran Bazaar เป็นตลาดขายของที่ใหญ่และมีชื่อเสียงมาก แต่จากการไปเดินเองก็พบว่ามันไม่ใช่แนวเราเลย ก็เป็นที่ขายของปกติแหละ คนอิหร่านจำนวนมหาศาลมาจับจ่ายซื้อของกันวุ่นวายไปหมด ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกข้าวของเครื่องใช้และเครื่องประดับ มีอาหารบ้าง ที่ชอบก็น่าจะเป็นพิสทาชิโอที่ชั่งขายกันเป็นขีดๆ เดินไปแกะกินไปก็เพลินดีนะ ใกล้ๆ ตลาดมีมัสยิดอีกหลายแห่งตั้งอยู่ เราแวะไป Imam Khomeini Mosque ที่นี่เราก็เฉยๆ มันก็ดูใหญ่โตดีนะ แต่ก็ยังไม่ถึงกับว้าวหรือประทับใจอะไรขนาดนั้น
    วันที่สามใน Tehran ของเราเป็นวันที่โชคร้ายอีกครั้ง เพราะเป็นวัน Arba’een ซึ่งเป็นวันสำคัญทางศาสนาของมุสลิมชีอะห์ วันนี้ตั้งใจไว้ว่าจะไปเที่ยวพระราชวัง Golestan ที่เป็น Landmark สำคัญของ Tehran ฟีลเดียวกับวัดพระแก้วที่เวลาฝรั่งมากรุงเทพฯ แล้วต้องไป เป็นไฮไลท์ของประเทศอะไรประมาณนั้น ซึ่งแน่นอนว่าพอเป็นวันสำคัญทางศาสนาทุกที่ก็ปิดทำการหมด สรุปว่าวันนี้เลยไม่ได้ทำอะไรนอกจากไปหาข้าวกิน ตลอดสามวันที่เราอยู่ใน Tehran เราโคตรอยากกินเนื้อแบบเน้นๆ เลย และด้วยความหิวโหยเนื้อ เราก็ตามหาร้านที่ขายอะไรพวกนี้จนเจอ จริงๆ เราก็รู้ว่าของพวกนี้เรียกว่า Kebab จะมีทั้งเนื้อและไก่เสียบเหล็กแหลมแท่งยาวๆ แล้วย่างไฟจนสุก ของที่นี่เขาจะเสริฟพร้อมมะเขือเทศย่าง, หัวหอม และใบโหระพา พร้อมกับข้าวสวยที่หุงคล้ายๆ ข้าวมันอีก 1 จานใหญ่ๆ รับรองว่ากินอิ่มแน่นอนเพราะมันเยอะมาก แถมราคาก็ไม่แพงด้วย จะอยู่ที่ประมาณจานละ 100 บาท หลังจากนี้เราตั้งใจว่าจะหาร้าน Kabab กินเท่านั้น เพราะเราชอบมาก มันอร่อยจริง ๆ
    เราเดินทางออกจาก Tehran ในช่วงบ่ายของวัน Arba’een มุ่งลงใต้สู่เมืองที่มีชื่อเสียงด้านสถาปัตยกรรมแบบอิหร่านมากที่สุดเมืองหนึ่งของประเทศ นั่นคือ Isfahan จริงๆ แล้วเราไม่ได้ตั้งใจจะออกกันเร็วขนาดนี้หรอก แต่พอคิดว่ายังไงวันนี้ก็ไม่ได้เที่ยวแน่นอนเพราะที่ไหนก็ปิดกันหมด ก็เลยเดินไป Bus Terminal แล้วก็ซื้อตั๋วเดินทางไปเมืองต่อไปกันเลยดีกว่า ระหว่างทางเราตื่นเต้นมากที่มีหิมะตก ตกเยอะมากจริงๆ แต่ในรถไม่หนาวเนื่องจากฮีทเตอร์แรงมาก จนถึงขั้นต้องถอดเสื้อกันหนาวออกมาปาดเหงื่อกันเลยทีเดียว











    เราเดินทางมาถึง Isfahan ตอน 4 ทุ่มของวันเดียวกัน ที่นี่ไม่มีรถไฟฟ้า เพราะฉะนั้นต้องเถียงกับแท็กซี่กันหน่อยเพื่อราคาที่ดีที่สุด แต่ถึงยังไงนักท่องเที่ยวอย่างพวกเราก็คงต้องโดนฟันเละเทะอยู่ดี เพราะแท็กซี่ที่นี่ไม่มีมิเตอร์แม้แต่คันเดียว เราเลือกให้ลุงแท็กซี่พาไปส่งแถวๆ Jameh Mosque ซึ่งเราคิดว่าน่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของที่นี่ แต่พอไปถึงปรากฏว่าเงียบมากอย่างกับเมืองร้าง เหมือนโลเคชั่นถ่ายหนังสงคราม มีรถเก่าๆ พังๆ มีป้ายภาษาฟาร์ซีขาดๆ พื้นดินเป็นฝุ่นๆ กำแพงดินแคบๆ หลอนๆ อย่างกับจะไปบุกฐานทัพอะไรสักอย่าง กว่าจะเดินหาที่พักได้ก็ใช้เวลาพอสมควรเหมือนกัน
    วันรุ่งขึ้นกว่าจะได้ออกไปเที่ยวก็เที่ยงแล้ว เราเริ่มกันที่ Jameh Mosque ก่อนเลยเพราะใกล้ที่สุด ภาพแรกที่ผ่านประตูเข้าไปคือลวดลายแปลกตาที่สวยงามภายในโดมหลังซุ้มประตูมืดๆ เราหยุดถ่ายรูปสักพักก่อนที่จะเดินต่อไป ตัวมัสยิดเริ่มปรากฏกายผ่านแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ซุ้มประตูนั้น เราเดินออกไปเจอลานกว้างรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสล้อมรอบด้วยอาคารมัสยิด ที่ตรงกลางของด้านทั้งสี่จะมีซุ้มประตูที่ใหญ่มาก และด้านในจะมีลวดลายที่เกิดจากกระเบื้องโมเสคที่งดงามไร้คำบรรยาย ซึ่งแน่นอนว่าเราไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน ในเวลาเที่ยงๆ แบบนี้ มีชาวอิหร่านจำนวนหนึ่งยังคงเดินเข้ามาในมัสยิดเพื่อละหมาด จริงๆ แล้วมัสยิดจะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมเฉพาะช่วงเช้าและช่วงบ่าย ส่วนช่วงเที่ยงและค่ำๆ จะปิดโซนจัดแสดงด้านใน และเปิดให้ชาวมุสลิมมาประกอบพิธีกรรมกันตามปกติ

NEXT : <<<<คลิ๊กอ่านต่อ


HIKING MAKE ME SMARTER & REJUVENATING
จุดหมายคือลังกาหลวง
ไปเวียดนาม
ต้องทำใจ ยังไงก็โดนหลอก
CAMBERWELL SUNDAY MARKET
ถ้าตาดี ก็ได้ของดี
จะดีกว่ามั้ย ถ้าเราไปผจญภัยในประเทศที่เราไม่รู้ว่าจะเจออะไร
IRAN IS HAPPY
H I P  P A R T N E R S
สำนักงานนิตยสาร  H I P  M a g a z i n e  บริษัท  เชียงใหม่  ฮิพ  แม็กกาซีน  จำกัด
เลขที่  5 / 1  หมู่ 5  ตำบลสุเทพ  อำเภอเมือง  เชียงใหม่ 50200  โทรศัพท์  /  แฟ็กซ์  0 5 3 - 3 2 9 - 4 2 0
hipthailand@windowslive.com  +  hipthailand.cm@gmail.com
H I P   M A G A Z I N E   A N D   E V E N TS   C H I A N G   M A I   ©