APRIL 2017 OUT NOW!!
SECTION A
SECTION B
HOME
MAGAZINE
 
 
ART & ENTERTAINMENT
2016
BOOK
FROM HER HOME TO OUR PAGES
คุยข้ามรั้วบ้านกับ โรสนี นูรฟารีดา



FROM HER HOME TO OUR PAGES
คุยข้ามรั้วบ้านกับ โรสนี นูรฟารีดา

  เรื่อง : ระพินทรนาถ / ภาพ : ณัฐพร วรรณปะโก



    บรรยากาศตอนที่ HIP คุยกับ ด๊ะ – โรสนี นูรฟารีดา จะว่าไป ก็ ‘ไกลกว่ารั้วบ้านของเรา’ อย่างชื่อหนังสือของเธออยู่ไม่น้อย เพราะการสนทนาในค่ำคืนนั้น เกิดขึ้นโดยที่เราอยู่ที่สำนักงานของ HIP ที่เชียงใหม่ ขณะที่โรสนีตอบแต่ละคำถามอยู่ที่บ้านของเธอที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
    เหตุผลที่เราอยากคุยกับ ‘กวีสาว’ คนนี้ประกอบไปด้วยหลายเหตุผล ทั้งการที่เธอเป็นกวีหญิงเพียงคนเดียวที่มีผลงานกวีนิพนธ์เข้ารอบ 6 เล่มสุดท้าย ของรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจำปี 2559 (ซึ่งถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง กว่า HIP เล่มนี้จะถึงมือผู้อ่าน ก็น่าจะมีการประกาศผลแล้วว่าใครได้รางวัลประจำปีนี้), การที่ ‘ไกลกว่ารั้วบ้านของเรา’ คือหนังสือเล่มแรกของเธอ ในขณะที่อีก 5 คนที่เหลือนั้นต่างก็เคยมีผลงานรวมเล่มกันมาแล้วทั้งสิ้น, การเลือกนำเสนอผลงานของตัวเองในรูปแบบ ‘บทกวีไร้ฉันลักษณ์’ ที่ต่างออกไปจากคนอื่นๆ, การเป็นกวีมุสลิมหญิงที่สื่อมวลชนให้ความสนใจ ไปจนถึงเรื่องที่เธอเคยเป็นศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งทำให้เธอคุ้นเคยกับเชียงใหม่อยู่พอสมควร
    กับการสนทนาที่เราบอกกับเธอว่าจะพยายามไม่ถามคำถามซ้ำๆ อย่างที่เธอถูกหลายๆ สื่อถามไปมากมายหลายครั้งแล้ว (แต่สุดท้ายก็ต้องถามอยู่ดี) ถ้าจะมีอะไรที่เราได้เรียนรู้ในค่ำคืนนั้น ก็คือท่ามกลาง ‘ความต่าง’ ที่ทำให้เธอกลายเป็นจุดสนใจบนเวทีซีไรต์ โรสนีไม่ได้รู้สึกว่าเธอ ‘แตกต่าง’ จากใครๆ และพอใจกับ ‘ความแตกต่าง’ ในมุมมองของคนอื่นที่ตัวเองมีอยู่
    และทั้งสิ่งที่เธอบอกเล่าผ่านบทกวี หรือทุกถ้อยคำที่ตอบคำถาม ล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า “ไม่ต้องเชื่อก็ได้ แต่อยากให้ตั้งคำถาม”

ฝันที่เป็นจริง
    ตอนเรียนที่โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย ตอน ม.ปลาย เราเคยทำชุมนุมกับเพื่อนๆ เป็นชุมนุมที่ทำหนังสือทำมือ ทุกคนเขียนหมดเลย คนที่มีงานเยอะก็รวมเล่มเดี่ยว คนที่มีงานไม่เยอะก็รวมเล่มกับคนอื่น เป็นช่วงที่เราได้เจอสิ่งที่ชอบ ทำแล้วสนุก อาจารย์ก็สนับสนุนส่งเสริมอย่างดี เวลามีค่ายอบรม อาจารย์ก็จะส่งไปเข้าค่ายอบรมการเขียนสร้างสรรค์ เราก็ได้เจอพี่ๆ นักเขียนหลายๆ คน พูดได้เลยว่าเป็นคนที่โตมาจากค่ายอบรมการเขียนนี่ล่ะ แล้วพอเขียนมาเรื่อยๆ อาจารย์เลยแนะนำว่าให้ทำเป็นหนังสือทำมือ เราก็เลยลองทำ เย็บเล่มเองขายเอง ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าด้วยนะ คนที่ซื้อก็เพื่อนๆ นี่ล่ะ ตอนนั้นเราก็พูดกันเล่นๆ ว่าเราเขียนกลอนเปล่า อาจารย์เขียนกลอนฉันทลักษณ์ เพื่อนๆ ก็เขียนกลอนอย่างอื่น ลองเอางานของทุกคนมารวมเล่มแล้วส่งประกวดซีไรต์กันดีหรือเปล่า พอสิบกว่าปีผ่านไป ก็ไม่คิดว่าหนังสือที่เราเขียนจะได้เข้าชิงซีไรต์จริงๆ
    ตอนที่สำนักพิมพ์ผจญภัยส่ง ’ไกลกว่ารั้วบ้านของเรา’ เข้าประกวดรางวัลซีไรต์ สำหรับเราแล้วรู้สึกว่าสิ่งที่เคยคุยกับเพื่อนมัน Mission Complete คืออย่างน้อยเราได้ทำอะไรที่อยากทำแล้ว พอได้เข้า Long List ก็ถือว่ามาไกลมากแล้วนะ เหนือความคาดหมาย ยิ่งพอมาถึง Short List เราก็หัวใจพองโต ดีใจ คนอื่นๆ ที่เคยอยู่ในชมรมรวมทั้งอาจารย์ก็ยินดีกับเรา คือมันเป็นเหมือน Mission ร่วมกันของทุกๆ คนในความรู้สึกของเรานะ

กว่าจะเป็น ‘ไกลกว่ารั้วบ้านของเรา’
    บทกวีในเล่มมีทั้งหมด 80 บท เป็น 80 บทที่คัดเลือกจากสิ่งที่เราเขียนไว้ตลอดระยะเวลา 3 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่เราทำงานเป็นนักข่าว ต้องดูพวกสถานการณ์ภาคใต้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เขียนไว้คือความรู้สึกที่มันตกค้างจากการรายงานข่าว เพราะว่าเวลาที่ทำงานข่าว เราไม่สามารถบอกความรู้สึกตัวเองลงไปในข่าวได้ บางอย่างมันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต่อให้รู้ เราก็ไม่ควรพูดออกไปในข่าว หรือบางครั้งเราก็อยู่ในสถานะที่พูดไม่ได้ ก็เกิดความอัดอั้นตันใจหลายๆ อย่าง ซึ่งกลายมาเป็นวัตถุดิบในการเขียนงาน คือไม่ได้วางพล็อตไว้ก่อนว่าจะเขียนเรื่องอะไร แต่เป็นเหมือนการบันทึกเรื่องราวที่มากระทบกับความรู้สึก หรือทำให้เรานึกถึงเหตุการณ์หรือสิ่งที่ได้พบเจอ เพราะเราไม่ใช่คนที่เขียนงานโดยวางพล็อตไว้ก่อน แต่จะเป็นคนที่รู้สึกอะไรก็เขียนออกมาเลย ต้องมีเรื่องที่กระทบกับความรู้สึกมากๆ ถึงจะทำให้เขียนงานออกมาได้ ถ้าไปกำหนดหัวข้อไว้แล้วให้เขียนตามนั้นค่อนข้างจะเขียนได้ยาก เพราะเราไม่ได้รู้สึกกับมันจริงๆ
    ส่วนการที่แบ่งเรื่องในเล่มออกเป็น 3 ส่วน เป็นการทำงานของบรรณาธิการ หน้าที่ของเราคือเขียนต้นฉบับ พอเสร็จปุ๊บก็ส่งไปให้บรรณาธิการอ่าน  แล้วเขาจะเป็นคนเลือกว่าเรื่องไหนควรจะอยู่ด้วยกัน ซึ่งเราก็ต้องเคารพการตัดสินใจของบรรณาธิการนะว่าเขาจะเลือกอันไหนไว้ตรงไหน หรือเขาจะเอาบทไหนไว้ จะคัดบทไหนออก คือบางอันเราอาจจะไม่ได้เลือกให้มาอยู่ในเล่มนี้แต่แรก แต่ระหว่างทำต้นฉบับ พอเขาดูจากต้นฉบับทั้งหมดที่มีแล้วเขาชอบบางอันที่เราไม่ได้เลือกไว้แต่แรกก็มี
    ทีนี้พอเรื่องถูกแบ่งเป็น 3 ส่วน อาจจะมีบางคนคิดว่าเรื่องแต่ละส่วนไม่เกี่ยวกัน จริงๆ แล้วด้วยระยะเวลาที่เขียน แล้วก็ด้วยสถานการณ์ที่ได้เจอ ความรู้สึกที่เกิดขึ้น ณ ตอนนั้นก็ค่อนข้างจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ถ้าได้อ่านทั้งเล่มจะรู้ว่าจริงๆ แล้วแต่ละส่วนก็ไม่ได้แยกเป็นเอกเทศนะ ยังมีการเชื่อมโยงบางอย่างถึงกันอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่การแบ่งออกเป็นส่วนๆ ช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้น เพราะว่าถ้าอ่านรวดเดียว 80 บทก็คงจะแน่นไป การแยกมันทำให้อ่านได้ง่ายขึ้น

พื้นที่ – เวลา – จิตใจ
    อย่างที่บอกไปว่าเราเป็นคนทำงานที่ได้วัตถุดิบจากการที่ได้ไปเจออะไรแปลกใหม่ สิ่งที่ทำให้เราไม่เบื่องานของตัวเอง คือได้ออกไปเจอคนใหม่ๆ เจอเรื่องใหม่ๆ เจอสถานที่ใหม่ๆ ซึ่งทำให้เรามีเรื่องบางอย่างที่อยากจะเล่า เราไม่ใช่คนที่อยู่กับสิ่งที่ชำนาญเฉพาะทางจนลึกแล้วเล่าออกมาได้อย่างละเอียด คือแบบนั้นก็ดีไปอีกแบบหนึ่งนะ แต่ตัวเรายังไม่สามารถทำอะไรแบบนั้นได้ เราจะเล่าได้ก็ต่อเมื่อได้ไปเจออะไรแปลกใหม่มา หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องมาจากสิ่งที่เรารู้จักดีที่สุดซึ่งก็คือตัวเราเอง คือภาวะในตัวเราจะเรียกว่าทุกครั้งที่เขียนงานก็เหมือนเป็นการทบทวนตัวเองว่าเราคิดอะไรกับสิ่งที่เราสนใจ สิ่งที่มากระทบกับตัวเราอยู่ก็ได้ คือเราเชื่อว่าสิ่งที่เขียนไปก็สะท้อนตัวเราออกมาในงานเขียนด้วย ซึ่งเราว่าคนอื่นที่ทำงานเขียนก็คงเป็นเหมือนกัน ไม่ว่าเขาจะเขียนกวี เรื่องสั้น นิยาย หรือว่างานเขียนแบบไหนก็ตาม เพราะเรารู้สึกว่าตัวตนของคนเขียน มันจะสะท้อนออกมาในงานของเขานั่นแหละว่าเขาเป็นคนยังไง สิ่งที่เขาสนใจ สิ่งที่เขาเลือกหยิบมาเล่า มันก็คือตัวตนของเขา มีรสนิยมของเขาอยู่ในนั้นด้วย
    อย่างใน ‘ไกลกว่ารั้วบ้านของเรา’ ณ ตอนที่เราเขียน ก็เพราะเราต้องการจะเล่าสิ่งที่กระทบกับความรู้สึกของตัวเองออกมา โดยเราเลือกที่จะสาดข้อความเหล่านี้ไว้บนโลกออนไลน์ ซึ่งแต่ละเรื่องถือว่าฉับพลันมากเลย เหมือนกับพอคิดได้ปุ๊บเราก็พิมพ์เดี๋ยวนั้น ไม่อย่างนั้นมันจะหายไป พิมพ์แล้วก็โพสต์ นั้นคือกระบวนการทำงานของเรา แต่ว่าก่อนที่เราจะโพสต์แต่ละเรื่องออกไป แน่นอนว่ามันก็จะผ่านกระบวนการคิดมาในระดับหนึ่งแล้ว แล้วหลังจากที่ฝากงานเอาไว้บนโลกออนไลน์ เราก็จะหาเวลากลับมาขัดเกลามันอีกเรื่อยๆ จนกระทั่งนำมาสู่การที่สำนักพิมพ์สนใจ แล้วก็เกิดการรวมเล่มขึ้นมา ถามว่าเรื่องราวข้างในเกี่ยวกับอะไร คงต้องว่ากันตั้งแต่ชื่อภาษาอังกฤษของ ‘ไกลกว่ารั้วบ้านของเรา’ คือ Far Away From Our Own Homes ซึ่ง ‘รั้ว’ ในที่นี้ไม่ได้มีความหมายตรงตัว แต่ว่าเปิดกว้างไว้ให้คนอ่านจินตนาการเอาเอง ว่าพอเขาอ่านไปทั้งเล่มแล้ว รั้วที่ว่าจะหมายถึงอะไร ซึ่งอาจจะหมายถึงรั้วบ้านจริงๆ ก็ได้ หรือเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่รั้วบ้านในความหมายของขอบเขต หรือกรอบ หรือสิ่งที่กั้นระหว่างกันเอาไว้
    สำหรับเราแล้วคำว่ารั้วมันเปิดกว้างไว้ ไม่ได้จำกัดคำตรงตัว อยู่ที่ว่าตัวคนอ่านว่าเขาจะนิยมคำว่ารั้วนี้ยังไง แต่ว่าโดยรวมเรื่องราวในบทกวีก็จะเล่นกับมิติของพื้นที่ เล่นกับมิติของเวลา แล้วก็มิติของความรู้สึกด้านจิตใจอยู่ มันจะมีการกระโดดกลับไปกลัมาระหว่างพื้นที่นั้นพื้นที่นี้ตลอด อย่างเช่นมีการพูดถึงเหตุการณ์โลก เหตุการณ์ในประเทศ เหตุการณ์ในภาคใต้ แล้วก็อาจจะมาจบที่เหตุการณ์ในใจของตัวเองอะไรประมาณนี้ หรือแม้กระทั่งการกระโดดกลับไปกลับมาระหว่างโลกแห่งความจริงกับโลกเสมือนจริง ซึ่งก็แล้วแต่ว่าใครจะตีความแบบไหนก็ได้นะ มันไม่มีถูกผิด ไม่ว่าคุณจะอ่านจบแล้วรู้สึกเหมือนหรือว่ารู้สึกต่างจากคนอื่นๆ ที่อ่านจบมาก่อนหน้าคุณ มันไม่มีอะไรผิดเลย เพราะแต่ละคนมีประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างกัน เหมือนกับดูหนังเรื่องเดียวกัน แต่จะไปรู้สึกแบบเดียวกันได้ยังไงมันไม่ได้หรอก


 
บทกวีไร้ฉันทลักษณ์
    เราเป็นคนที่ชอบอ่านกวีมากกว่าเรื่องสั้นหรือว่านิยาย พออ่านอะไรมากๆ ก็ทำให้เราซึมซับสิ่งนั้นไว้เยอะ คือถ้าเป็นเรื่องสั้น เราไม่ได้รู้จักเรื่องสั้นดีพอถึงขั้นที่จะบอกได้ว่าเรื่องสั้นนี้ดีหรือไม่ดี เราจะบอกได้แค่ว่าเราชอบหรือไม่ชอบเรื่องสั้นเรื่องนี้ สนุกหรือไม่สนุก แต่ถ้าเป็นกลอนเปล่า เราสามารถบอกได้นะว่ามันดีตรงไหน มันไม่ดีตรงไหน อันนี้ก็คิดว่ามีผลต่อทักษะการทำงานของเราเหมือนกัน
    ก่อนหน้าที่จะมาเขียนกลอนเปล่า เราก็เริ่มจากการลองเขียนงานในหลายๆ รูปแบบเหมือนคนอื่นๆ นะ เริ่มจากเรียนรู้บทกวี รู้จักกลอนแปด รู้จักขุนช้างขุนแผน รู้จักรามเกียรติ์ เคยชินกับกลอนฉันทลักษณ์ จนวันหนึ่งที่เราได้รู้ว่าโลกนี้มันมีกลอนเปล่านะ รู้สึกเหมือนได้พบแสงสว่างในชีวิตเลย (หัวเราะ) พอได้เขียนกลอนเปล่าก็รู้สึกว่าเราชอบ เป็นสิ่งที่เราถนัดที่สุด คือการเขียนบทกวีไร้ฉันทลักษณ์มันออกมาเอง โดยที่เราไม่ต้องพยายามกับมันมาก ไม่ต้องไปฝืน ไปเค้นกับมันมาก เหมือนจังหวะการเล่าเรื่องของเราเหมาะที่จะเป็นแบบนี้มากกว่า รู้สึกว่าเรารู้จักงานเขียนชนิดนี้ดีกว่าชนิดอื่น เราก็เลยสนุกกับมัน เขียนได้อย่างมีความสุข ถ้าให้ไปเขียนกลอนฉันทลักษณ์เราจะเครียดนะ หรือว่าถ้าให้เขียนเรื่องสั้นก็จะเครียดอีกแบบหนึ่ง กลายเป็นการทำงานที่ไม่มีความสุขไป
    พอเป็นกลอนเปล่าก็อาจะใช้คำว่าทำจนอยู่มือในระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งจริงๆ จะว่าอยู่มือก็ไม่เชิงนะ เพราะทุกวันนี้ก็ยังมีงานเขียนที่ไม่ได้ดั่งใจ เขียนแล้วรู้สึกว่ายังไม่ผ่านอยู่เรื่อยๆ คือเราประเมินตัวเองด้วยเวลาเขียนงาน ถ้าเรารู้สึกว่าไม่ผ่านเราก็จะพักไว้ก่อน ผ่านไปซักพักแล้วค่อยกลับมาอ่านใหม่ ถ้าเกลาได้ก็เกลา ถ้าเกลาไม่ได้ก็เก็บไว้ก่อน หรือว่าบางทีก็เขียนไว้หลายๆ บทแยกๆ กันไว้ แล้วถ้าวันหนึ่งลองเอาบทที่แยกๆ มารวมกันดู ถ้ามันรวมกันได้ เกลาๆ มันหน่อย ตกแต่งมันหน่อย มันก็กลายเป็นบทใหม่ที่แข็งแรงขึ้นกว่าตอนที่แยกกันอยู่
    ถ้าจะมีอะไรเกี่ยวกับการใช้กลอนเปล่าที่ทำให้เรายินดีมากๆ ก็คงเป็นการที่หนังสือของเรามีส่วนทำให้กลอนเปล่ามันกลับมาถูกพูดถึงอีกครั้ง เพราะว่ามันมีช่วงหนึ่งที่เขาไม่ค่อยนิยมกัน จนมาถึงตอนที่หนังสือ ‘ไม่มีหญิงสาวในบทกวี’ ของ พี่เช - ซะการีย์ยา อมตยา ได้รางวัลซีไรต์ กลอนเปล่าเลยเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น แล้วก็บังเอิญว่าเราเป็นคนเดียวที่เขียนกวีเป็นเป็นกลอนเปล่าล้วนๆ ด้วยพอดี

เชียงใหม่เปลี่ยนชีวิต
    การใช้ชีวิตอยู่ที่เชียงใหม่ช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่อาจจะไม่ได้มีผลต่องานเขียนของเราโดยตรง เพราะว่าเราไม่ได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับเชียงใหม่ในหนังสือ แต่ว่าเชียงใหม่มีผลต่อชีวิตเรานะ เพราะการอยู่เชียงใหม่ทำให้เราเปลี่ยนมุมมอง เปลี่ยนทัศคติหลายอย่างมาก ทำให้ได้รู้ว่าโลกมันกว้างขึ้น ตอนที่อยู่หาดใหญ่ เราก็จะเจออะไรที่คล้ายๆ กัน อย่างเช่นเจอคนมุสลิมเหมือนกัน พูดภาษาใต้เหมือนกัน กินอาหารคล้ายๆ กัน คือเราโตมากับสิ่งเหล่านี้แล้วก็จะเคยชินกับมัน แต่พอมาอยู่ที่เชียงใหม่ เราพบว่า
ที่นั่นมีความหลากหลายมาก มีทั้งคนเมือง มีชาวเขา มีนักท่องเที่ยว มีมุสลิม มีโรฮิงญา มีคนไทยจากภาคอื่นๆ ซึ่งการได้ไปอยู่ในพื้นที่ที่มีคนหลายประเภทแบบนี้ทำให้เราต้องสังเกตและเรียนรู้ว่าคนแต่ละกลุ่มเป็นอย่างไรบ้าง
    อีกอย่างคือเชียงใหม่ทำให้เราใจกว้างขึ้น ทำให้เรากลายเป็นคนที่ไม่ตัดสินใครในทันที แต่จะดูกันไปยาวๆ คอยสังเกตว่าเขาจะทำอะไร ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็มีผลทั้งต่อการทำงานและการใช้ชีวิตของเราหลังจากนั้นมากนะ เมื่อเทียบกับว่าเราอยู่เชียงใหม่แค่ 4 ปี แต่ว่าช่วงเวลานั้นกลับทำให้อะไรหลายๆ อย่างในชีวิตเราเปลี่ยนไปเยอะมาก

อยากเขียนต้องมีวินัย
    จริงๆ ช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยที่เชียงใหม่ 4 ปีนี่ไม่ได้เขียนอะไรจริงจังเท่าไหร่ กลับมาเขียนจริงจังอีกครั้งคือตอนกลับมาอยู่บ้านแล้วก็ช่วงที่ทำงานเป็นนักข่าว ซึ่งสิ่งหนึ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้เรา คือการที่ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ พี่จเด็จ กำจรเดช เกี่ยวกับผลงานของเขาว่ามันเริ่มมาจากอะไร ซึ่งพอเขาบอกว่ามันเริ่มมาจากการโพสต์สเตตัสเฟซบุ๊ค เราก็แบบ เฮ้ย! แค่โพสต์สเตตัสเฟซบุ๊คเนี่ยก็กลายเป็นหนังสือเล่มได้ด้วยเหรอ พี่เขาก็เลยบอกว่า ลองทำดูสิ ลองเขียนงานวันละชิ้น ทุกวัน มันก็เหมือนกับเราโพสต์สเตตัสอะไรต่างๆ นานาในเฟซบุ๊คนั่นล่ะ ในหนึ่งวันให้มีงานอยู่ 1 ชิ้น ลองทำดูสิ แล้วเราก็ลองทำดูนะประมาณ 3-4 เดือน จนได้หนังสือทำมือมาเล่มหนึ่ง (‘โคจรมาพบกันในรอบหนึ่งพันปีแสง’ ที่ต่อมาถูกนำมาพัฒนาจนกลายมาเป็น ‘ไกลกว่ารั้วบ้านของเรา’)
    พอได้ลองเขียนงานทุกวัน เราเลยรู้ว่าความยากของการทำงานเขียนไม่ได้อยู่ที่ว่าคุณคิดอะไร แต่อยู่ที่ว่าคุณมีวินัยหรือเปล่า เรารู้สึกมากๆ เลยว่าการที่จะทำงานเขียนได้ดี คุณต้องมีวินัยในตัวเองด้วย ตอนที่เขียนต่อเนื่องทุกวันเนี่ยไม่ได้คิดนะว่าจะต้องเอามารวมเป็นเล่ม ตอนนั้นแค่อยากลองดูว่าถ้าเขียนบทกวีทุกวันแล้วจะเป็นอย่างไร พอได้มาเป็นหนังสือทำมือเล่มหนึ่ง ก็ดีใจที่มันพิสูจน์ได้ว่า การที่เราเขียนทุกวัน มันก็ทำให้เราได้ผลงานขึ้นมาเป็นเล่มจริงๆ

เราคือเรา
    ถามว่าคาดหวังแค่ไหนกับการที่ผลงานของตัวเองได้เข้าชิงซีไรต์ คำตอบคือไม่ได้คาดหวังอะไรมาก แต่เข้าใจว่าการที่เราได้รับความสนใจเป็นพิเศษเพราะเราเป็นผู้หญิงคนเดียวในรอบนี้ เป็นมุสลิมคนเดียวด้วย แล้วงานของเราก็เป็นกลอนเปล่าล้วนๆ เล่มเดียวที่มาถึงรอบนี้ด้วย ที่ผ่านมาเวลาถูกถามถึงผลงาน เราก็จะเจอคำถามแบบ “ใส่ความอ่อนโยนลงไปในหนังสืออย่างไรบ้าง” ทั้งที่งานของเราไม่ได้อ่อนโยนเลยนะ (หัวเราะ) เหมือนเขาเห็นเราเป็นผู้หญิงแล้วคิดว่างานเขียนเราจะนุ่มนิ่ม หรือคำถามที่ว่ารู้สึกยังไงที่เป็นผู้หญิงคนเดียวบนเวที ซึ่งเราไม่ได้รู้สึกว่าเป็นคนส่วนน้อยอะไรเลย เรารู้สึกว่าเราก็เท่าเทียมกับทุกคนที่เข้ารอบสุดท้ายนั่นล่ะ 
    จริงๆ เราเข้าใจว่าทุกคนสนใจว่าเราเป็นใครมาจากไหน ท่ามกลางคนที่เคยมีผลงานกันมาแล้วทุกคน เราเป็นผู้หญิงคนเดียวที่เข้ารอบสุดท้ายในปีนี้ แถมยังเป็นผู้หญิงที่เป็นมุสลิมด้วย แต่เราไม่รู้สึกว่าตัวเองแตกต่างกับใครในการที่ได้เข้ารอบสุดท้ายของเวทีซีไรต์ จริงๆ เราไม่ได้สนใจว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายด้วยซ้ำ สิ่งที่เราคิดก็คือว่างานของเรามันบอกอะไรได้บ้าง ทำให้คนอ่านรู้สึกอะไรเมื่อเขาได้อ่าน หรืออย่างการที่เราเขียนกลอนเปล่าล้วนๆ อยู่คนเดียวก็ไม่ทำให้เรารู้สึกว่าแตกต่างจากงานที่เขียนแบฉันทลักษณ์เลย สุดท้ายแล้วมันอยู่ที่ว่าเนื้องานของเรามันหนักแน่น มันเข้มข้นแค่ไหน มันกระทบใจคน มันไปถึงคนอ่านหรือเปล่า แล้วมันพาคนอ่านไปได้ไกลแค่ไหน เราให้ความสำคัญกับตรงนั้นมากกว่า
    ส่วนเรื่องการที่เราเป็นผู้หญิงแล้วได้เข้ารอบสุดท้ายของซีไรต์ปีนี้ ก็ต้องขอขอบคุณคณะกรรมการ ถือว่าเป็นความหลากหลาย เป็นการเปิดกว้าง หรือบางคนอาจจะใช้เราเป็นตัวแทนอะไรต่างๆ เป็นตัวแทนนักเขียนรุ่นใหม่ เป็นนักเขียนมุสลิม เราก็ขอบคุณทุกคนที่สนับสนุนเรา แต่ว่าโดยตัวของเนื้องานแล้ว เราไม่ได้รู้สึกว่าองค์ประกอบเหล่านี้ทำให้เราเสียเปรียบหรือว่าได้เปรียบเลยจริงๆ เราเป็นคนที่ค่อนข้างเสถียรในตัวเอง ภูมิใจในความเป็นตัวเองสูงมาก เพราะฉะนั้นการที่เราก้าวมาถึงตรงจุดนี้ได้ มันก็คือความภาคภูมิใจของเรา คือสำหรับตัวเราเองแล้ว เราไม่ได้รู้สึกภาคภูมิใจในฐานะหนึ่งฐานะใด ไม่ใช่เพราะตัวเองเป็นผู้หญิง ไม่ใช่เพราะเป็นมุสลิม แต่เราภาคภูมิใจที่เราเป็นเรา ซึ่งสิ่งต่างๆ ที่หยิบยกมากล่าวถึงเกี่ยวกับตัวเรา ไม่ว่าจะการเป็นผู้หญิง เป็นคนรุ่นใหม่ เป็นมุสลิม มันก็คือสิ่งที่ประกอบขึ้นเป็นเรา ทุกสิ่งเหล่านั้นที่เขาพูดถึงก็คือเราไง และเราไม่ได้คิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นจุดเด่น เป็นปัญหา หรือเป็นความแตกต่างอะไร



    ในมุมมองของเรา สิ่งที่คนอื่นมองว่าเป็นเอกลักษณ์ของเรา เราถือว่าเป็นองค์ประกอบปกติสำหรับเรา เป็นความหลากหลายที่เราคิดว่าใครๆ ก็มีกัน ก็เลยอาจจะรู้สึกแปลกๆ อยู่บ้างเวลาที่มีคนชูสิ่งนี้ขึ้นมาว่าเป็นอะไรที่โดดเด่นของเรา คือเราไม่ได้รู้สึกอะไรแบบนั้นนะ เราไม่ตื่นเต้นที่เป็นผู้หญิงคนเดียว เป็นคนมุสลิมคนเดียวที่เข้ารอบซีไรต์ แต่เราตื่นเต้นที่เราเป็นเราที่มาถึงจุดนี้มากกว่า อีกอย่างเราไม่ได้จำกัดว่าตัวเราเองอยู่ในแวดวงไหนด้วย เราแค่ทำงานของเราออกมา แล้วก็อยากให้คนได้ลองอ่าน อ่านแล้วไม่ต้องเชื่อเราก็ได้ แต่อยากให้อ่านแล้วตั้งคำถาม ให้เขาได้คิดต่อไปเกี่ยวกับเรื่องราวในนั้นมากกว่า



FROM HER HOME TO OUR PAGES
คุยข้ามรั้วบ้านกับ โรสนี นูรฟารีดา
CHAT WITH PIMTHA
คุยกับ พิมฐา
BOOK OF THE MONTH
ไม่มีความบันเทิงใดที่มีราคาถูกและอยู่ได้นานเท่ากับการอ่านอีกแล้ว.
H I P  P A R T N E R S
สำนักงานนิตยสาร  H I P  M a g a z i n e  บริษัท  เชียงใหม่  ฮิพ  แม็กกาซีน  จำกัด
เลขที่  5 / 1  หมู่ 5  ตำบลสุเทพ  อำเภอเมือง  เชียงใหม่ 50200  โทรศัพท์  /  แฟ็กซ์  0 5 3 - 3 2 9 - 4 2 0
hipthailand@windowslive.com  +  hipthailand.cm@gmail.com
H I P   M A G A Z I N E   A N D   E V E N TS   C H I A N G   M A I   ©