JUNE 2017 OUT NOW!!
SECTION A
SECTION B
HOME
MAGAZINE
 
 
TRIP
2017 2016 2015
HIP TRIP
QING HAI WITHOUT A PLAN
การเดินทางในครั้งนี้เกิดจากความใจง่ายล้วนๆ




QING HAI WITHOUT A PLAN
การเดินทางในครั้งนี้เกิดจากความใจง่ายล้วนๆ


  เรื่อง / ภาพ : ณัฐกัลยา พิศ. (ผิง)

    คงเพราะโลกใบนี้ มีเรื่องราวน่าสนใจซ่อนไว้มากมาย จนทำให้ใครหลายคนเลือกที่จะออกไปค้นหา และเผลอรักการเดินทางไปแบบไม่รู้ตัว ซึ่งเราก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน เราหมายถึงไปเดินทางจริงๆ นะ ไม่ใช่ไปเที่ยว คือเราคิดว่าสองคำนี้มันต่างกัน การไปเที่ยว คนคงจะสนใจปลายทางที่ตัวเองอยากไปถึง แต่สำหรับเรา เราคิดว่าระหว่างทางสำคัญกว่าปลายทางเสมอ การไปไหนในแต่ละครั้ง เราเลือกที่จะเรียนรู้และซึมซับเรื่องราวในแต่ละวันที่ผ่านเข้ามา เราเลยขอเรียกสิ่งเหล่านั้นว่า ‘การเดินทาง’

    เราเริ่มเดินทางคนเดียวครั้งแรกเมื่อ 9 ปีก่อน และกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราหลงใหลในการเดินทางแบบไร้แผน ก่อนหน้านี้เราบอกกับตัวเองมาตลอด ว่าเป็นคนชอบเดินทางคนเดียว จนทริปนี้ได้เดินทางกับเพื่อนสนิทอีก 3 คน ซึ่งเราได้ทำความเข้าใจกับตัวเองใหม่ว่า จริงๆ แล้วถ้าเราได้เดินทางกับคนที่ชอบอะไรคล้ายกัน ช่วงเวลาตอนนั้นมันจะมีค่าและน่าจดจำมากกว่าการเดินทางคนเดียว
    ถ้าเราเดินทางไปฮ่องกง เพียงเพราะฉากเท่ๆ ในหนังของหว่องกาไว หรือไปญี่ปุ่น เพียงเพราะอยากเทียบฉากสวยๆ ในการ์ตูนจิบลิกับของจริง การไป ´ชิงไห่´ (QING HAI) ครั้งนี้ของเราก็คงเหตุผลคล้ายเดิม ไปแบบไม่มีข้อมูลอะไรมากไปกว่าภาพวิวสวยๆ 3 ภาพ ที่เพื่อนคนนึงซึ่งทำงานอยู่ปักกิ่งส่งมาให้ พร้อมคำพูดสั้นมากว่า “มึง... ที่นี่สวย ไปกัน” เรากดย้อนกลับไปดูภาพที่เพื่อนส่งมา แล้วพิมพ์ตอบไปว่า “สวยว่ะ... ไป!” เราไม่รู้ตัวว่าหลุดอยู่ในภวังค์ตอนไหน แต่เช้าอีกวันตั๋วการเดินทางทั้งหมดก็ถูกจองไปแล้ว แบบนี้เค้าเรียกว่าใจง่ายใช่มั้ย
    เราตกลงกับเพื่อนไว้ว่า จะจองเพียงตั๋วการเดินทางเท่านั้น ที่พักทั้งหมดจะขอใช้วิธีไปตายเอาดาบหน้า เพราะเราอยากให้การหาที่พัก เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่สร้างสีสันระหว่างทาง อย่างที่บอกไว้ตอนแรกว่าเราไปกับเพื่อนที่ทำงานอยู่ปักกิ่ง เราจึงนัดรวมตัวกันที่ซีอาน เพราะน่าจะเป็นครึ่งทางมากที่สุดในการมาเจอกันของพวกเรา แล้วค่อยไปชิงไห่พร้อมกันโดยรถไฟ 3 ชั้น เราหมายถึงรถไฟที่มี 3 ชั้นจริงๆ นะ ไม่ใช่รถไฟชั้น 3 แบบบ้านเรา และแล้วสีสันของคืนนั้นก็เริ่มต้นขึ้น เมื่อเจ๊เตียงล่างถอดรองเท้าพร้อมกลิ่นที่ไม่อยากรับรู้ ลุงเตียงบนมาพร้อมเสียงกรนที่ไม่อยากได้ยิน มันช่างเป็นค่ำคืนที่ยาวนานและผ่านไปแบบทรมานเหลือเกิน



    เข้าสู่เช้าวันใหม่ได้ไม่นาน รถไฟขบวนบันเทิงของเราก็เข้าเทียบชานชาลาที่สถานีซีหนิง แต่ระหว่างทางของเราไม่ได้จบลงแค่นั้น เราต้องนั่งรถต่อไปอีกครึ่งค่อนวัน เพื่อไปยังสถานที่ที่เรียกว่า ‘ชิงไห่’ ชิงไห่เป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่ใหญ่ที่สุดของประเทศจีน โดยการเดินทางรอบทะเลสาบในช่วงเวลาเดียวกัน เราสามารถสัมผัสกับสภาพอากาศที่หลากหลาย ตั้งแต่แดด ลม ฝน หรือแม้แต่หิมะ ภูมิประเทศก็เช่นกัน มีทั้งทะเล ภูเขา ทุ่งหญ้า และทะเลทราย เรียกได้ว่าครบทุกอย่างจริงๆ ถ้าใครจะ Road Trip แบบชิลล์ๆ รอบทะเลสาบ น่าจะใช้เวลาประมาณ 5 วันกำลังดี และ 7 วันสำหรับสายปั่นจักรยาน
    ถึงแม้ชิงไห่จะอยู่ในเขตการปกครองของจีน แต่หลายคนต่างก็เรียกดินแดนนี้ว่า ‘ทิเบตนอก’ อาจเป็นเพราะที่แห่งนี้อยู่แถบชายแดนระหว่างจีนกับทิเบต ซึ่งเราสามารถนั่งรถไฟจากบริเวณนี้ต่อเข้าลาซา เมืองหลวงของทิเบตได้ไม่ยากเลย ส่วนเรื่องเชื้อชาติ วัฒนธรรมการแต่งกาย ภาษา และอาหารของคนชิงไห่ ก็เป็นในแบบทิเบตเช่นกัน เราจึงขอเรียกชิงไห่ว่าทิเบตนอก แบบเดียวกับคนอื่นๆ ก็แล้วกันนะ



    อย่างที่เราเกริ่นไว้ตั้งแต่ตอนแรก ว่าการเดินทางครั้งนี้เรามาแบบไร้แผน ไม่ว่าจะไปตรงไหน ทานอะไร หรือแม้กระทั่งพักที่ไหน แต่ที่คิดไว้คือยังไงก็ต้องได้นอนกระโจมแบบพื้นถิ่น ตามที่เคยเห็นในหนังสือที่อ่านๆ มา เข้าสู่แถบทะเลสาบได้ไม่นานเท่าไหร่นัก ภาพที่จินตนาการไว้ว่าจะนอนกระโจมริมทะเลสวยๆ แล้วตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้าก็จบลงไวมาก เพียงแค่เอ่ยปากถามคนท้องถิ่นแถวนั้น ทุกคนก็ได้แต่ส่ายหน้าให้ พร้อมห้ามปรามด้วยความเป็นห่วง และไม่มีใครยอมตั้งกระโจมให้เรานอนเลย อาจเพราะโชคชะตาไม่เข้าข้างเรา พอเราไปถึงฝนตก ลมแรงอากาศหนาว นั่นแหละคือสิ่งที่เราต้องพ่ายแพ้ในวันนั้น แม้ใจจะอยากรั้นแค่ไหนก็ตาม พวกเราต้องย้อนกลับเส้นทางเดิมเพื่อหาที่พักในคืนนั้น แล้วค่อยกลับมาที่เดิมอีกครั้งในวันถัดไป เพื่อมุมนี้ มุมเดิม มุมที่เราตั้งใจจะมาทักทายพระอาทิตย์ยามเช้า เราคิดทุกครั้งเวลาเฝ้าดูพระอาทิตย์ตื่นนอน ว่าจะได้เห็นพระอาทิตย์โผล่มาแบบสดใสแข็งแรง เหมือนโฆษณาโอวัลตินตอนเด็กๆ ทั้งที่มันไม่เคยเป็นแบบนั้นเลย ไม่เป็นไรน่า ถึงมันไม่ใช่ แต่ก็ใกล้เคียง ท้องฟ้าเช้านี้มีหมอกเลอะๆ ให้เราเห็นแสงยามเช้าแบบจางๆ ที่จริงมันก็ดีไปอีกแบบนะ เพราะเราสามารถเงยหน้าขึ้นไปยิ้มให้แบบเต็มตา :)



    ออกเดินทางกันต่อได้ไม่นาน เราและเพื่อนหันไปเห็นวิวสองข้างทาง แล้วก็เปลี่ยนใจกันดื้อๆ ตอนนั้นเลย เราคุยกันว่าจะไม่เที่ยวรอบทะเลสาบแล้ว พวกเราเดินลัดเลาะไปตามป่าที่เห็นดีกว่า เพื่อนเลยขอพี่คนขับรถจอดข้างทาง แบกเป้แล้วเดินเข้าไปลุยกัน เดินป่ามันมีอะไรเหรอ เราว่ามันไม่มีอะไรหรอก เราแค่เดินไปเรื่อยๆ จนถึงจุดที่น่าพอใจ แล้วเดินกลับออกมา เท่านั้นเลยจริงๆ เคยมีคนบอกเราไว้ว่า ถ้าไม่คาดหวังก็จะไม่ผิดหวัง และคำนี้ก็คงใช้ได้กับการเดินบุกป่าฝ่าดงครั้งนี้ เราไม่แม้แต่จะคิดอะไรเลย ขอแค่ได้เดินเข้าไป มองไปรอบๆ ตัว และเพลิดเพลินกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า แค่นั้นก็ดีต่อใจมากพอแล้ว เราใช้เวลาเดินอยู่ประมาณชั่วโมงเศษ ณ ตอนนี้ จุดที่เรายืนอยู่ สูง 10498.69 ฟุต เหนือระดับน้ำทะเล เราหมุนรอบตัวเองเกือบจะ 360 องศา เพื่อให้เห็นบรรยากาศทั้งหมดรอบกาย  สภาพอากาศบริเวณนี้ ธรรมชาติได้สรรสร้างมาอย่างมหัศจรรย์ สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเรา คือยอดเขาที่กักเก็บความเย็นไว้มากพอ จนหิมะเริ่มก่อตัวเป็นสีขาวโพลน มองไปซ้ายขวาเป็นทุ่งหญ้ากว้าง ตามที่เราเรียกกันว่าที่ราบสูง มีฝูงแกะมากพอให้เราตื่นตาตื่นใจ และเมื่อหันหลังกลับไปมองเส้นทางที่เพิ่งเดินผ่านมา เป็นธารน้ำเล็กๆ คดเคี้ยวที่แยกตัวเองออกมาจากทะเลสาบผืนใหญ่







    พวกเราเดินย้อนกลับออกมาในเส้นทางเดิม พร้อมกับร่างกายที่อ่อนล้า แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังใจสำหรับวันต่อไป และฝากท้องไว้กับเมนูยอดฮิตของชาวไทยในช่วงนี้ คือปิ้งย่างหม่าล่าแบบดั้งเดิมของชาวทิเบต หมาล่าแกะและจามรีเสียบแท่งเหล็กย่างไฟร้อนๆ คลายความหนาวของค่ำคืนนี้ได้ดีเลยทีเดียว

 



    วันถัดมา พวกเราไปทะเลทรายจินชาเต่า - จินชาวาน ซึ่งเป็นภูเขาทะเลทรายกว้างๆ บริเวณด้านหน้ามีกิจกรรม Adventure ให้เราเล่นกันนิดหน่อย รวมไปถึงการขี่อูฐตะลุยทราย พวกเราสนุกกันได้ซักพัก ก็ได้เวลาทำตัวบ้าๆ เดินฝ่าฝุ่นทรายเข้าไปคล้ายแบบที่เดินเข้าป่ากันเมื่อวันก่อน ต่างกันตรงที่อากาศวันนี้ร้อนมาก เราเดินข้ามภูเขาไปลูกหนึ่ง จนถึงจุดที่หันมาคุยกันว่ามันไม่โอเคว่ะ การเดินทะเลทรายไม่ได้เท่แบบในหนัง อากาศก็ไม่สดชื่น พวกเราเดินเหมือนคนหลงทาง จนสุดท้ายต้องยอมแพ้ แล้วเดินหงอยๆ กลับออกมา แต่ไม่เห็นเป็นไร พวกเราไม่ได้หยุดเรื่องของทริปนี้ไว้แค่นั้น พรุ่งนี้ก็วันใหม่แล้ว หาที่อื่นไปต่อก็ได้นี่นา







    ก่อนกลับเข้าเมือง วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่ชิงไห่ อากาศเป็นใจ ท้องฟ้าสีสดใสหลังจากดูหมองไปเมื่อวันก่อนหน้า เราพากันมาที่ Geological Park ของชิงไห่ ไม่มีอะไรเป็นพิเศษนอกจากวิวเด็ดๆ ที่อยู่ตรงหน้า วิวที่ทำให้ลืมความเหนื่อยได้อีกครั้ง ภาพภูเขาที่สะท้อนในน้ำ ดูไม่เหมือนภาพจริงเท่าไหร่นัก ที่จริงก็คงคล้ายกับตัวตนของพวกเรา เมื่อผ่านตัวแปรบางอย่าง สิ่งที่เป็นอยู่ก็คงบิดพลิ้วไป







    สุดท้ายก็ถึงเวลาที่เราต้องกลับแล้ว สิ้นสุดการเดินทางในครั้งนี้แล้ว  เราไม่ได้เห็นหรอกนะ ภาพวิวแบบที่เพื่อนส่งมาให้ดูแล้วตัดสินใจมา แต่เราเห็นมากกว่านั้น ตอนแรกเราคิดไม่ออกเลยว่าจะเขียนเล่าเรื่องทริปนี้ออกมายังไง เขียนรีวิวสถานที่และวิธีไปดีมั้ย เราไม่อยากให้ใครก็ตามเดินทางไปตามแบบที่เราบอกไว้แค่เพียงเพราะอยากถึงที่หมาย เราเลยตัดสินใจเขียนเล่าประสบการณ์การเดินทางครั้งนี้ดีกว่า เราอยากให้ใครก็ตามที่ได้เดินทางไปที่เดียวกับเรา ได้มีเรื่องราวที่ต่างออกไป เป็นการเดินทางในแบบของคุณเอง มันจะทำให้คุณเข้าใจความหมายและคุณค่าของการเดินทาง แล้วยินดีที่จะตกหลุมรักมัน ในแบบที่เราเป็น


 
    หาเวลาว่าง เก็บกระเป๋าออกเดินทาง แล้วเก็บเรื่อง
ในแต่ละวันมาเล่าให้กันฟังบ้างนะ


 ABOUT ME
ณัฐกัลยา พิศ (ผิง)
Co-founder of Needle Bag / Pisa Shoes เป้าหมายตอนนี้
คือการได้ออกเดินทางสลับกับการทำงานแบบเดือนเว้นเดือน
เพื่อเรียนรู้และใช้ชีวิต ซึ่งเริ่มทำแบบนี้มาเกือบ 2 ปีแล้ว
IG :  phingpisa 





QING HAI WITHOUT A PLAN
การเดินทางในครั้งนี้เกิดจากความใจง่ายล้วนๆ
THE STORY OF ANGKHANG
ดอยอ่างขาง 360 องศา
Hej! SAY HELLO TO SWEDEN WALKING IN STOCKHOLM
ฉันมาทำอะไรที่สวีเดน?
G’DAY MATE
ปั่นไปในเมลเบิร์น
LOTS OF FUN IN KHON KEAN
ไปขอนแก่น ทำอะไรได้ตั้งเยอะ!
THE STORYTELLER OF BEYOND SHAMBALA
คนบ้า ล่า ฝัน
H I P  P A R T N E R S
สำนักงานนิตยสาร  H I P  M a g a z i n e  บริษัท  เชียงใหม่  ฮิพ  แม็กกาซีน  จำกัด
เลขที่  5 / 1  หมู่ 5  ตำบลสุเทพ  อำเภอเมือง  เชียงใหม่ 50200  โทรศัพท์  /  แฟ็กซ์  0 5 3 - 3 2 9 - 4 2 0
hipthailand@windowslive.com  +  hipthailand.cm@gmail.com
H I P   M A G A Z I N E   A N D   E V E N TS   C H I A N G   M A I   ©