MAY 2017 OUT NOW!!
SECTION A
SECTION B
HOME
MAGAZINE
 
 
HIP BIKE
2017 2016 2015
BIKE TRIP
ปั่นขึ้นเราที่ SWITZERLAND (1)
ที่ SWITZERLAND



ปั่นขึ้นเราที่ SWITZERLAND


  เรื่อง : 25  ภาพ : พ่อเลี้ยงตั้ม


                                ได้ปั่นทางราบ วิวก็จะประมาณนี้ครับ ก่อนเข้าเมือง Brienz

“Not I, nor anyone else can travel that road for you.
You must travel it by yourself.
It is not far. It is within reach.
Perhaps you have been on it since you were born, and did not know.
Perhaps it is everywhere - on water and land.”
-Walt Whitman, Leaves of Grass

    ว่ากันตามความจริงแล้วผมเป็นคนที่ไม่ค่อยได้เดินทางไปไหนซักเท่าไหร่หรอกครับ มีนิสัยอยู่นิ่งๆ และขี้เกียจเอาซะมากกว่าที่จะกระตือรือร้นออกไปเที่ยว แต่พอได้ถีบตัวเองออกไปอยู่บนสถานที่ใหม่ๆ เดินทางไกลก็จริงอยู่ แต่สิ่งต่างๆ ที่ได้พบเห็นระหว่างทาง มันกลับสะท้อนให้มองลึกลงไปในตัวเอง เหมือนกับว่าในวันสุดท้ายของการเดินทาง เราได้ไปถึงที่หมายพร้อมกันสองที่ หนึ่งคือสถานที่ที่อยู่ไกลออกไป สองคือเหมือนได้เดินทางลึกลงไปในจิตใจของตัวเองด้วยพร้อมๆ กัน มีใครเป็นเหมือนผมบ้างมั้ยครับ?
   ด้วยเหตุนี้เองผมเลยต้องขอออกตัวไว้ก่อนเลยว่า ผมคงเขียนเรื่องราวต่างๆ ของการท่องเที่ยวได้ไม่ดีนัก รายละเอียดต่างๆ ก็คงขาดตกบกพร่อง ข้อมูลต่างๆ ก็คงจะไม่ลึกซึ้งและมากมาย คงจะออกไปในแนวเรื่องราวของการเดินทางด้วยจักรยานซะมากกว่าเรื่องราวของสถานที่ท่องเที่ยวนะครับ
    เอาล่ะ ในเมื่อเกริ่นนำมาซะขนาดนี้แล้ว ปกติแล้วทุกครั้งที่เขียนบทความให้กับ HIP Magazine จะต้องถูกทวงถามให้ตั้งชื่อบทความทุกครั้งไป และถ้าครั้งไหนผมดัดจริตตั้งชื่อบทความเป็นภาษาอังกฤษ ก็จะต้องถูกทวงให้หาชื่อภาษาไทยมาด้วย คราวนี้ไม่ต้องทวงครับ ตั้งมันตรงนี้เลย บทความนี้ชื่อเป็นภาษาไทยว่า...
    ปั่นขึ้นเราที่ Switzerland!!!!


Day 0 จักรยานและการเตรียมตัว
    นี่ไม่ใช่การออกทัวร์ริ่งไกลๆ ครั้งแรกของผมหรอกครับ ผมเคยปั่นไปต่างประเทศมาแล้วหนึ่งครั้ง แต่มันเกิดขึ้นเมื่อ 11 ปีที่แล้ว!!! และการที่จะต้องเดินทางไกลไปปั่นถึงสวิสนี่ก็ทำให้รู้สึกว่าต้องเตรียมความพร้อมเป็นพิเศษอยู่ซักหน่อย ก่อนหน้านี้ก็มีความรู้อยู่แค่ว่า Switzerland เป็นประเทศที่สวยงาม มีภูเขาไอ้แบบที่มีหิมะขาวๆ อยู่บนยอดซึ่งเคยเห็นแต่ในรูป และไปทริปนี้ก็จะต้องขึ้นเขาเยอะพอสมควรซะด้วยสิ
    การเดินทางไปปั่นครั้งนี้ผมไม่ได้ไปคนเดียวครับ ยังมีเพื่อนร่วมทริปอีกหกท่าน นั่นหมายความว่า ผมต้องพยายามหลีกเลี่ยงเหตุต่างๆ ที่จะทำให้ผมกลายเป็นตัวถ่วงของทริป คิดนะครับ แต่ไม่ได้ทำ ในที่สุดแล้วผมเองก็แทบจะไม่ได้เตรียมตัวอะไรเป็นพิเศษเลย แถมจักรยานที่จะเอาไปด้วยนี่ก็เพิ่งจะประกอบเสร็จก่อนวันเดินทางไม่ถึงอาทิตย์ ตรงนี้เป็นความประมาทซึ่งสุดท้ายก็ส่งผลเล็กน้อยในช่วงที่ปั่นอยู่เหมือนกันครับ ส่วนสาเหตุที่ทำให้ไม่ค่อยได้เตรียมตัวนั้นก็มาจากที่ผมดันไปคิดว่าการไปปั่นจักรยานทัวร์ริ่งที่สวิสนี่มันเป็น ‘ของแถม’ ครับ เพราะจุดเริ่มต้นของทริปนี้เกิดมาจากตัวผมเองอยากจะไปงาน Euro Bike ก็เลยไปคุยกับพี่ธานินทร์ซึ่งเป็นเจ้าของจักรยานแบรนด์ RIT ซึ่งพี่ธานินทร์มีธุระต้องไปงาน Euro Bike ทุกปีอยู่แล้ว หลังจากคุยกันเสร็จก็ได้ข้อสรุปออกมาว่า ในปีนี้ผมจะขอไป Euro Bike กับพี่ธานินทร์ด้วย และเมื่อลงทุนซื้อตั๋วเครื่องบินไปถึงเยอรมันแล้ว ก็น่าจะใช้ให้คุ้มโดยการไปปั่นจักรยานด้วย โดยพี่ธานินทร์เป็นผู้จัดการวางแผนเส้นทางทุกอย่างให้หมด ในขณะที่ผมไม่ต้องทำอะไรเลย แค่เตรียมรถจักรยานและอุปกรณ์ต่างๆให้พร้อม แล้วไปปั่นตามพี่ธานินทร์ไปเรื่อยๆ เท่านั้นแหละจบ...
    เรื่องเส้นทางปั่นทัวร์ริ่งนี่ต้องยกให้พี่ธานินทร์ (ธานินทร์ ฤตวิรุฬห์) ครับ จากประสบการณ์ทำทัวร์จักรยานมากว่ายี่สิบปี โดยที่ลูกค้าเกือบทั้งหมดเป็นชาวต่างชาติ ส่วนตัวผมที่ได้มารู้จักกับพี่ธานินทร์ก็เนื่องมาจากว่า ตอนที่ผมเริ่มปั่นจักรยานมาได้ซักปีกว่าๆ กำลังเห่อเลย พอดีได้เห็นโพสต์ของพี่ธานินทร์จากเว็บ Thaimtb.com ว่าพี่ธานินทร์กำลังจะไปปั่นจักรยานทัวร์ริ่งที่ประเทศกัมพูชา ตอนนั้นผมอยากเห็นนครวัดครับ ดูแล้วการปั่นจักรยานไปก็น่าจะประหยัดดี ก็เลยลองโทรไปสอบถาม ขอไปร่วมทริปด้วยซะเลยโดยที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ถึงวันนัดหมายก็ขนจักรยานเสือภูเขาขึ้นรถทัวร์ไปพบพี่ธานินทร์ที่จังหวัดสุรินทร์ เพื่อจะเริ่มปั่นเข้าประเทศกัมพูชาที่ด่านช่องเม็ก พอได้เจอพี่ธานินทร์ครั้งแรกถึงได้รู้ครับว่าแกทำอาชีพจัดทัวร์จักรยาน และที่ไปทัวร์กัมพูชาในคราวนั้นก็มีภาระกิจคือไปสำรวจเส้นทาง พล็อตจุด GPS สำหรับกำหนดเส้นทางทัวร์ริ่ง ตอนนั้นตื่นตาตื่นใจมากครับ ผมเพิ่งจะเริ่มรู้จักจักรยานเอง แล้วช่วงนั้นในเมืองไทยก็ยังมีคนปั่นจักรยานกันจริงจังน้อยกว่าสมัยปัจจุบันมาก ตอนนั้นไม่เคยคิดมาก่อนว่าปั่นจักรยานไกลๆ นี่มันก็เป็นอาชีพได้ด้วยนะเออ อย่างที่บอกไว้ตอนต้นละครับ ว่าทัวร์ริ่งทางไกลทริปแรกของผมเกิดขึ้นเมื่อ 11 ปีที่แล้วโน่น!!!!
    หลังจากผ่านทริปกัมพูชามาได้แบบทุลักทุเล เก้ๆ กังๆ เรียบร้อยแล้ว ก็แทบจะไม่ได้ออกทัวร์ริ่งอีกเลย ใจอยากไปนะครับ พี่ธานินทร์เองเวลาที่จะไปทริปส่วนตัวก็ชวนมาตลอด ติดที่ว่าผมไม่เคยมีจักรยานไปทัวร์ริ่งจริงจังได้กับเค้าซักที ตั้งใจว่าจะซื้อหลายรอบ แต่สุดท้ายเอาเงินไปอัพเสือหมอบหมดตัวทุกที จนเมื่อสามสี่ปีที่ผ่านมานี่ล่ะครับ ที่พี่ธานินทร์เริ่มทำเฟรมทัวร์ริ่งแบรนด์ RIT ออกมา ผมถึงได้มีโอกาสมีจักรยานทัวร์ริ่งแท้ๆ กับเค้าซักที แต่ก็มีแต่เฟรมนะครับ เพิ่งจะประกอบเป็นคันได้สองวันก่อนไปออกทริป Switzerland นี่ละครับ
    ถ้าถามความเห็นผมว่าจักรยานทัวร์ริ่งมันแตกต่างจากจักรยานประเภทอื่นอย่างไร สำหรับผมจักรยานทัวร์ริ่งมันคือจักรยานที่ ‘เกิน’ ครับ รายละเอียดต่างๆ ของจักรยานทัวร์ริ่งจะถูกออกแบบมาเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าไม่ว่าจะเจอสถานการณ์แบบไหนก็ยังพอเอาตัวรอดได้ ทุกอย่างต้องแข็งแรง ‘เกิน’ เกือบทั้งหมด ใช้ล้อที่มีซี่ลวดเยอะๆ ถ้าเกิดซี่ลวดขาดขึ้นมาซักเส้นสองเส้นก็ยังไปต่อได้ เฟรมต้องแข็งแรง ฐานล้อกว้างกว่าเสือภูเขาและเสือหมอบ กะโหลกอยู่ต่ำเพื่อให้สามารถคอนโทรลได้ง่ายเวลาบรรทุกน้ำหนักมากๆ หางหลังและตะแกรงต่างๆ ต้องแข็งแรง รับแรงบิดได้เยอะ เวลาแบกน้ำหนักลงเขาจะได้เบรคได้ดีไม่ย้วยซึ่งจะเป็นเหตุให้เสียการทรงตัวได้ รายละเอียดปลีกย่อยมากมายพวกนี้จะประกอบรวมกันเป็นจักรยานทัวร์ริ่งหนึ่งคัน ที่จะพาเราไปได้ทุกที่ครับ ซึ่งจริงๆ แล้วจักรยานทุกประเภทก็พาเราไปได้ทุกที่เหมือนกันครับ รายละเอียดต่างๆ เหล่านี้ก็เลยมักจะไม่ถูกให้ความสำคัญซักเท่าไหร่ แต่สำหรับนักทัวร์ริ่งแล้ว รายละเอียดต่างๆ เหล่านี้แหละที่จะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาในเวลาที่อ่อนล้า เวลาที่ออกทัวร์นานๆ ร่าง
กายเราไม่ได้แข็งแรงเท่ากันทุกวันครับ ผมเองก็เคยสงสัยเกี่ยวกับรายละเอียดพวกนี้จนต้องเอ่ยปากถามพี่ธานินทร์เหมือนกัน ตอนนั้นสงสัยว่าทำไมถึงใช้กระติกน้ำอลูมิเนียม เพราะผมมีกระติกน้ำพลาสติกอยู่หลายใบแล้ว เอามาใช้ก็ไม่ต้องเสียเงินซื้อใหม่ แต่คำตอบของพี่ธานินทร์ก็ทำให้ผมเข้าใจถึงคำว่ารายละเอียดได้ดีครับ
    พี่ธานินทร์บอกว่า ปกติแล้วถ้าเราปั่นเสือหมอบหรือเสือภูเขา ใช้เวลาไม่นานไม่เกินหนึ่งวันก็จบทริป ใช้กระติกน้ำพลาสติกก็เพียงพอไม่มีปัญหา แต่การปั่นทัวร์ริ่งใช้เวลานานกว่า กระติกน้ำพลาสติกกันแสงแดดไม่ได้ 100% ทำให้มีโอกาสที่จะเกิดตะไคร่ขึ้นด้านในขวด แบบที่เวลาลองเอานิ้วเข้าไปลูบด้านในขวดน้ำแล้วมันรู้สึกลื่นๆ นั่นแหละครับ ตะไคร่นี้เองที่เวลาปั่นทัวร์ริ่งไปนานๆ ในวันที่ร่างกายล้าจะเป็นสาเหตุทำให้ท้องเสียได้ ซึ่งถ้าป่วยขึ้นมาก็คงทำให้ทริปหมดสนุก หรือถึงขั้นจบทริปกันไปเลยทีเดียว
    เอาล่ะ จักรยานพร้อมแล้ว ยังขาดอะไรอีกบ้าง Pannier หรือกระเป๋าทัวร์ริ่งหน้าหลัง รวมหน้าแฮนด์อีกหนึ่งใบรวมเป็นห้าใบ ราคาดุดันทีเดียว โชคดีที่ผมพอขอยืมคู่หน้าของเพื่อนมาสองใบ ช่วยแบ่งเบาภาระหนี้สินไปได้บ้าง ห้าใบนี่ใส่เต๊นท์ ถุงนอน แผ่นรองนอน แค่นี้ก็หมดพื้นที่ไปสองใบแล้วครับ เหลือใส่เสื้อผ้าและของใช้ต่างๆ สำหรับสิบวันอีกสองใบ กระเป๋าหน้าแฮนด์เอาไว้ใส่กล้อง กระเป๋าสตางค์และของกระจุกกระจิกซึ่งต้องใช้บ่อยๆ พี่ธานินทร์ยัดเชือกเส้นเล็กๆ ยาวประมาณห้าเมตรใส่มือผมมาสองเส้น บอกให้เอาไปด้วยได้ใช้แน่ ซึ่งก็ได้ใช้จริงๆ ครับ ตากผ้า รัดของเวลาฉุกเฉิน มีประโยชน์ครับ
    ผมคิดว่าคราวนี้ผมเตรียมของแบบค่อนข้างโปรทีเดียว เอาเสื้อผ้าไปไม่กี่ชุด ใส่ซ้ำบ้างก็ได้ หรือถ้าไม่ไหวจริงๆ ค่อยซักเอา แต่น้ำหนักกระเป๋ารวมจักรยานก็รวมกันได้ 37 กิโลกรัมอยู่ดีแฮะ ขาไปโชคดีที่ไม่ต้องเสียค่าน้ำหนักเพิ่ม แต่ขากลับนี่ฝรั่งไม่ยอม โดนค่าน้ำหนักเพิ่มไปอีกเกือบสี่พันบาท ไปต่างประเทศหลายวันแล้วระหว่างทริปได้กินมาม่าซักถ้วยนี่มันดีเลยนะครับ แต่จบทริปแล้วกลับบ้านมาต้องกินมาม่าไปอีกหลายมื้อนี่มันขมขื่นเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน


                                 ฝนและอากาศหนาว เรากำลังจะลงไปที่เมือง Brunnen ซึ่งอยู่ข้างล่างนั่นลิบๆ



                                คนนี้ล่ะครับ พี่ธานินทร์


                                 รถจักรยานของผมเองครับ นอกจากกระเป๋าห้าใบแล้วยังบวกเอกสารบ้างส่วนที่หอบมาจาก Euro Bike ไม่ยอมทิ้งอีกด้วย

Day 1 Zurich - ทะเลสาบ Pfaffikersee
    หลังจากเดินตะลุย Euro Bike เช้ายันเย็นสามวันติด เล่นเอาขากับเข่าของผมปวดร้าวไปหมด จบจากงาน Euro Bike ผมกับพี่ธานินทร์นั่งเฟอร์รี่ข้ามจากเมือง Friedrichshafen ในเยอรมัน กลับมาที่สวิสแล้วขึ้นรถไฟไปสนามบินที่ Zurich เพื่อพบกับสมาชิกร่วมทริปที่ตามมาสมทบอีกห้าท่าน จากสนามบินเมือง Zurich วันนี้เราจะมุ่งหน้าไปทะเลสาบ Pfaffikersee โดยลัดเลาะไปตามเส้นทางจักรยาน ที่ประเทศ Switzerland มีทางจักรยานแทบจะทุกที่เลยครับ บางส่วนก็แยกออกมาจากถนนปกติ ทำให้ต้องคลำทางกันพอสมควร พี่ธานินทร์ใช้ Google Map ช่วยในการนำทาง บอกทางจักรยานแยกออกมาต่างหากจากถนน ส่วนผมมีหน้าที่ปั่นตามอย่างเดียว อากาศกำลังดีครับ ประมาณ 14 องศา ปั่นจักรยานในยุโรปที่อากาศไม่ร้อนนี่มันมีความสุขอย่างนี้นี่เอง ช่วงที่ยังไม่ออกจากตัวเมือง ผมมองหาร้านจักรยานตลอด อยากแวะร้านจักรยาน อยากเห็นร้านจักรยานในยุโรป เนื่องจากสามวันที่ผ่านมาในงาน Euro Bike ก็เป็นงานโชว์สินค้าอย่างเดียว ไม่มีขายของในงานครับ บางส่วนที่เป็นแบรนด์เล็กๆ ก็พอจะคุยกันได้บ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็จะบอกว่าให้มาซื้อในวันสุดท้ายของงาน ซึ่งผมต้องมาที่สวิสก่อนแล้ว ส่วนที่เมือง Friedrichshafen ที่เป็นเมืองเล็กๆ ที่จัดงาน Euro Bike มีร้านจักรยานเล็กๆ อยู่หลายร้านเลยครับ ของที่ขายก็ไม่ค่อยต่างจากเมืองไทยเท่าไหร่ ราคาก็เท่าๆ กัน
    การมาปั่นจักรยานต่างประเทศช่วงแรกๆ ก็มีเครียดนิดๆ นะครับ เนื่องจากไม่คุ้นเคยกับสัญญานจราจร เครื่องหมายต่างๆ ก็ดูแปลกตาไปหมด รถราก็วิ่งกลับด้านกับเมืองไทย ใช้เวลาวันกว่าๆ ก็จะเริ่มคุ้นเคยไปเรื่อยๆ เองครับ ความเครียดเรื่องถนนหนทางน่าจะตามผมมาจากเยอรมันครับ สามวันที่ Friedrichshafen ผมได้ปั่นจักรยานบ้าง และทุกครั้งที่เงอะงะ ปั่นผิดทางก็จะมีเสียงดุจากคนเยอรมันเป็นเรื่องปกติ ดุนะครับ ฟังเอาจากน้ำเสียง แค่ดุไม่ถึงกับด่า แต่ที่สวิสถ้าปั่นผิดทางบ้างก็เงียบครับ คนสวิสไม่ดุ
    กลุ่มของเรามาถึงทะเลสาป Pfaffikersee ประมาณซักหกโมงเห็นจะได้ครับ เส้นทางวันแรกมีขึ้นเขาบ้างเล็กน้อยไม่โหดมาก แต่อาการเจ็บเข่าที่เริ่มมีมาตั้งแต่ Euro Bike ก็ทักทายหนักขึ้นเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งมาจากการที่ไม่ได้ทำความคุ้นเคยกับรถจักรยานคันใหม่มาก่อนหน้านี้เลย ที่ผมบอกว่าประมาทนั่นแหละครับ ทั้งๆ ที่ผมพยายามเซ็ทรถให้องศาและระยะต่างๆ อยู่ในระยะที่คุ้นเคย แต่มาตกม้าตายตรงความยาวของแกนบันไดนี่เอง ผมเพิ่งจะมาพบว่าแกนบันไดที่เลือกใช้กับจักรยานคันใหม่ค่อนข้างยาวกว่าปกติที่เคยใช้ แต่มาถึงตรงนี้คงแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว ได้แต่หวังว่าพรุ่งนี้ร่างกายคงจะปรับตัวเข้ากับรถได้ดีขึ้น
    คืนแรกใน Switzerland เราพักกางเต๊นท์กันที่ Campingplatz Auslikon แคมป์ของที่นี่จะหน้าตาคล้ายๆ กับสวนสาธารณะครับ คนที่นี่จะพาครอบครัวมาตั้งแคมป์กัน มีที่ให้จอดรถบ้าน หรือจะกางเต๊นท์นอนก็ได้ ค่าบริการเต๊นท์ละ 7 CHF ต่อคน มีห้องน้ำให้สะดวกสบายดีทีเดียวครับ เด็กๆ วิ่งเล่นกันสนุกสนาน มีร้านอาหารเล็กๆ ให้บริการ ราคาอาหารค่อนข้างแพงอยู่ซักนิดถ้าเทียบกับหนึ่งมื้อที่เมืองไทย ส่วนทะเลสาบสวยงาม แต่มีคนลงไปเล่นน้ำไม่เยอะเนื่องจากน้ำค่อนข้างเย็น แต่เป็นคนไทยใจต้องฮึกเหิมใช่มั้ยครับ ไม่ลงไปว่ายมันเหมือนมาไม่ถึง ลงไปว่ายจริงๆ ไม่ถึงห้านาทีความฮึกเหิมหดหมดแล้วครับ ขึ้นมากินข้าว อาบน้ำแยกย้ายเข้าเต๊นท์นอนดีกว่า พรุ่งนี้เราจะเริ่มปั่นกันแต่เช้าตรู่เลย


Day 2 Brunnen
    หลังจากตื่นนอนกันแต่เช้า เก็บข้าวของ โบกไม้โบกมือลาพนักงานของแคมป์ Campingplatz Auslikon เรียบร้อย วันนี้เราจะมุ่งหน้าไปที่เมือง Brunnen ระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตรครับ บรรยากาศของการปั่นช่วงเช้าในวันนี้เป็นถนนเล็กๆ ในเมืองชนบท มีรถม้าให้เห็น ชาวสวิสหน้าตายิ้มแย้มเป็นกันเอง สวิสเป็นประเทศที่สวยและมีระเบียบสมคำร่ำลือครับ สวยและสะอาดไปหมดทุกมุม มองไปมุมไหนก็สามารถถ่ายรูปได้ทั้งนั้น บ้านเรือน ถนนหนทางสวยงามไร้ที่ติ ช่วงเช้าขบวนของเราเลยใช้เวลาชื่นชมบรรยากาศกันเยอะหน่อย จนต้องเร่งความเร็วกันหน่อยในช่วงบ่ายซึ่งต้องปีนเขาด้วย ซึ่งพี่ธานินทร์ก็บอกว่าถือเป็นการซ้อมก่อนจะถึงวันที่ต้องขึ้นเขาสูงจริงๆ คือยอด San Gottardo ถ้าเปรียบเทียบแล้ว ระยะทางขึ้นเขาของวันนี้ก็คงพอๆ กับขึ้นดอยสุเทพ ฟังแล้วก็มีสะดุ้งในใจเล็กน้อยนะครับ ลำพังปั่นทัวร์ริ่งแบกน้ำหนักสามสิบกว่ากิโลขึ้นดอยสุเทพมันก็ยังฟังดูพอไหว แต่พอรวมระยะทางที่ต้องปั่นทั้งหมดอีก 80 กว่ากิโลโดยประมาณเข้าไปด้วย โดยที่บอกว่าวันนี้ยังถือว่าปั่นกันไม่หนักมาก โอ้โห แล้ววันที่ต้องปั่นขึ้น San Gottardo มันจะขนาดไหนกันนะ  หลังจากเร่งทำเวลากันในช่วงบ่าย เราแทบไม่หยุดพักกันเลย ผมได้แต่มองร้านเล็กๆ ริมถนนที่กลุ่มของเราปั่นผ่านไปอยู่เรื่อยๆ อยากให้แวะพักมันซะทุกร้านเลย ประมาณสี่โมงกว่าๆ เราถึงได้มาหยุดพักที่ร้านกาแฟเล็กๆ ในเมือง Schwyz ซึ่งผมอยากจะใช้เวลาพักให้นานๆ ซักหน่อย แต่ฝนก็เริ่มตั้งเค้า และหลังจากสอบถามพนักงานในร้าน เราได้คำตอบว่าเหลือระยะทางอีกตั้งประมาณ 40 กิโลเมตร กว่าจะถึง Brunnen!!! ยังไม่ทันหายช็อคจากระยะทางที่ยังต้องไปต่อ ฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก
    ผมก็ยังมีโชคอยู่บ้างล่ะน่า
    เป็นโชคดีของผมจริงๆ ครับที่ของอย่างเดียวที่ซื้อมาจาก Euro Bike คือเสื้อกันลม ก่อนออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ผมลองเช็คอุณหภูมิของสวิสและเยอรมันจากเว็บไซต์พยากรณ์อากาศ ทุกที่บอกว่าอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 17 องศาเซลเซียส ทำให้ผมตัดสินใจติดแค่เสื้อแจ็คเก็ตบางๆ มาหนึ่งตัวเท่านั้น ซึ่งตั้งแต่วันแรกที่เยอรมันจนมาถึงสวิสมันก็ยังซุกอยู่ล่างสุดของกระเป๋า ไม่ได้หยิบออกมาใส่เลย ขณะที่เดินดูอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่ในงาน Euro Bike ผมแวะไปดูเสื้อจักรยานที่บูทของ Foffa ผมหยิบเสื้อตัวนึงขึ้นมาดู ไม่ได้มีความคิดจะซื้อเลยครับ แต่จังหวะนั้นเองก็มีฝรั่งวัยรุ่นผิวดำท่าทางฮิปสเตอร์เข้ามาทักทาย ผมบอกมันว่าเสื้อสวยดีนะ แต่ผมมาจากเมืองไทยคงไม่มีโอกาสได้ใส่เสื้อกันลมแบบนี้แน่ๆ ฮิปสเตอร์ยิ้มกว้างแล้วบอกว่า เฮ้ ยูวว แมน เสื้อตัวนี้ใช้วัสดุโคตรจะดีเลยนะ ใส่แล้วไม่ร้อนหรอก ที่สำคัญมันนี่แหละเป็นคนออกแบบเสื้อตัวนี้เองกับมือเฟร้ยย แล้วก็คุยต่อกันไปเรื่อยเปื่อย ก่อนที่ผมจะขอตัวแยกย้ายไปดูบูทอื่นๆ ต่อไป ฮิปสเตอร์ตะโกนตามหลัง เฮ้ ยู วันสุดท้ายก่อนกลับแวะมานะ เดี๋ยวจะขายให้ราคาพิเศษ!!! ไอ้ราคาพิเศษ
ที่มันบอกก็ยังแพงอยู่ดีละครับ แต่วันสุดท้ายก่อนกลับจาก Euro Bike ผมก็อดไม่ได้ที่จะเดินไปหามัน และโดนกล่อมให้ซื้อเสื้อตัวนั้นจนได้
    แล้วเสื้อของมันก็ดีจริงๆ ด้วยแหละ มันกันฝนได้ด้วยแฮะ ถ้าไม่ได้ซื้อมาวันนี้ผมคงแย่แน่
    ที่ร้านกาแฟ ผมงัดเสื้อกันลมออกมาใส่ อดคิดไม่ได้ว่าถ้าไม่มีพุงคงดูดีทีเดียวแหละ ออกจากร้านกาแฟไม่นานก็เจอกับทางลงเขายาวๆ ฝนยังตกหนักและอากาศหนาวจนมือแข็ง เสื้อกันลมทำหน้าที่ของมันได้ดีเยี่ยม ในที่สุดกลุ่มของเราก็ไปถึงแคมป์ Hopfreben ที่เป็นจุดหมายของวันนี้
    กางเต๊นท์กลางฝนนี่มันไม่ใช่เรื่องง่ายเอาซะเลย ผมพยายามให้เสื้อผ้าที่เตรียมมาเปียกน้อยที่สุด แต่ก็ยังเปียก เต๊นท์เริ่มแฉะ แคมป์ Hopfreben มีขายอาหารเล็กๆ แต่ปิดแล้วเมื่อเราไปถึง โชคดีที่พวกเราแวะซุปเปอร์มาร์เก็ต Migros และตุนอาหารไว้บ้างระหว่างทาง ที่สวิสร้านอาหารมีไม่เยอะและปิดค่อนข้างเร็วครับ ที่สำคัญการซื้อไส้กรอก แซนด์วิช หรืออาหารอื่นๆ จากซูเปอร์มาร์เก็ตถูกกว่าซื้อตามร้านอาหารเยอะเลย ตลอดทั้งทริปของเราจึงวนเวียนอยู่กับ Migros และ Coop เป็นหลัก
    พนักงานดูแลแคมป์ Hopfreben หน้าตาไม่ค่อยรับแขกซักเท่าไหร่ แต่ใจดีเป็นบ้า หลังจากที่เห็นพวกเราเปียกและหนาวจากการกางเต๊นท์ พอผมเดินไปลองถามว่ามีรถบ้านว่างพอให้พวกเราเช่าบ้างมั้ย พนักงานหน้าดุก็เสนอให้เรามานอนกันในห้องเก็บของ โดยให้ช่วยกันขนของในห้องออกมาวางด้านนอก ทีแรกพวกเราปฎิเสธด้วยความเกรงใจ เพราะเห็นว่าของในห้องเยอะเหลือเกิน มีโต๊ะพูลด้วย จะขนออกมาหมดก็คงลำบากพอสมควร แถมข้าวของต่างๆ ก็จะต้องออกมาเปียกฝนข้างนอก แต่พนักงานไม่รับคำปฎิเสธของเราด้วยการไม่พูดอะไรทั้งสิ้น และเริ่มยกของออกจากห้องเก็บของ จนในที่สุดพวกเราต้องยอมรับข้อเสนอและมาช่วยกันขนของออกมาจากห้อง ขนของเสร็จยังหาผ้ายางมาปูพื้นให้เรานอนกันอย่างสบายอีกด้วยครับ


                                 ตู้โดยสารสำหรับรถจักรยาน จอดรถพิงไว้ไม่ให้เกะกะแล้วคนถึงจะไปหาที่นั่งได้ครับ

Day 3 เปลี่ยนแผน
    ฝนตกไม่หยุดเลยทั้งคืนจนถึงเช้า พยากรณ์อากาศบอกว่าพื้นที่แถบนี้จะมีฝนตกอีกหลายวัน พี่ธานินทร์เลยเสนอให้เราเปลี่ยนแผน โดยการขึ้นรถไฟหนีฝนลงไปทางใต้ที่เมือง Locarno แล้วปั่นย้อนขึ้นมาแทน สถานีรถไฟอยู่ไม่ไกลจากแคมป์ Hopfreben มากนัก ใช้เวลาปั่นแค่ไม่ถึงสิบนาที การขนจักรยานขึ้นรถไฟที่สวิสต้องขึ้นตู้ที่จัดไว้ให้จักรยานโดยเฉพาะเท่านั้น โดยที่รถไฟทุกขบวนก็จะมีตู้สำหรับจักรยานอยู่ เราขึ้นรถไฟมาถึง Locarno ในช่วงบ่าย ใช้เวลาอีกไม่กี่นาทีก็ปั่นไปถึง Camping Delta ซึ่งเราจะพักกันที่แคมป์นี้ ไม่มีฝน และอากาศอบอุ่น Locarno เป็นเมืองท่องเที่ยวติดทะเลสาบ Maggiore ที่สวยงามเต็มไปด้วยเรือยอชท์ หลังจากกางเต๊นท์เรียบร้อย ผมปั่นจักรยานเข้าไปเดินเล่นในตัวเมือง ก่อนกลับมาที่แคมป์แล้วพบว่าพี่ๆ ออกไปทานอาหารที่ร้านริมน้ำกัน ส่วนผมเดินเล่นเพลินจนต้องกินอาหารจาก Migros เหมือนเดิม จริงๆ แล้วอาหารจากซูเปอร์มาร์เก็ต Migros ไม่ได้แย่เลยครับ อร่อยด้วย โดยเฉพาะ Migros สาขาใหญ่ๆ จะมีอาหารดีๆ เยอะเลย เสียอย่างเดียวปิดเร็วไปซักหน่อย หกโมงปิดร้านแล้ว Migros ที่เมือง Locarno เป็นสาขาที่ใหญ่ครับ ผมเข้าไปแล้วเลือกไม่ถูกเลยว่าจะทานอะไรดี และตั้งใจว่าจะซื้อมาฝากพี่ๆ ด้วย ระหว่างที่ยืนลังเลอยู่ก็มีประกาศอะไรซักอย่างที่ผมฟังไม่ออก ซักพักก็มีพนักงานมาเก็บอาหารตามชั้น ไอ้ที่ผมเล็งๆ ไว้นี่โดนเก็บหมด โชคดีที่ไดหยิบบางส่วนมาใส่ตะกร้าแล้ว ยืนงงอยู่ซักพักว่าเก็บทำไมหว่า ก็มีพนักงานมาสะกิด เฮ้ ยู เราปิดแล้วนะ รีบไปจ่ายเงินเร็ว เกือบจะอดกินซะแล้วครับ และสาเหตุที่ผมฟังประกาศในร้านไม่ออก ก็เป็นเพราะว่า ที่เมือง Locarno ใช้ภาษาอิตาเลียนเป็นหลักครับ


Day 4 Bellinzona

    เช้าวันต่อมา เราปั่นเลียบริมทะเลสาบเข้าสู่เมือง Bellinzona เส้นทางช่วงนี้เริ่มขึ้นเขาอีกแล้วครับ แต่ไม่สูงมาก ผ่านไร่องุ่นซึ่งเป็นที่ราบ ระยะทางประมาณ 70 กิโลเมตร ก็มาถึง Camping Gottardo ซึ่งนั่นหมายความว่าเรากำลังจะต้องขึ้นไปสู่ยอดเขา Gottardo ในวันพรุ่งนี้แล้ว ระหว่างทางที่ปั่นจากเมือง Lorcano มาที่ Bellinzona เราเจอนักปั่นจักรยานเยอะมากครับ และทุกคนกำลังมุ่งหน้ามายัง Gottardo เหมือนกัน ระหว่างหยุดพักจากการขึ้นเนิน ลุงฝรั่งคนนึงปั่นเสือหมอบเข้ามาทักทาย และถามว่าเรากำลังจะไปไหนกัน ลุงชวนเราปั่นรวดเดียวไป Gottardo เลย ก่อนเล่าให้ฟังว่าแกเคยไปเมืองไทยด้วยนะ ไปปั่นทัวร์ออฟไทยแลนด์!!!!!

อ่านต่อ ตอนที่ 2 ตอนที่ 2


ปั่นขึ้นเราที่ SWITZERLAND (1)
ที่ SWITZERLAND
ปั่นขึ้นเราที่ SWITZERLAND (2)
ที่ SWITZERLAND
THE ROYAL PROJECT FOR CYCLING
รวมฮิตเส้นทางปั่นโครงการหลวง
#HIPปั่นไปปาย
ปั่นจักรยานเพื่อการท่องเที่ยวจากเชียงใหม่ไปปาย
ON THE ROAD IN ICELAND
เกาะแห่งความฝัน ที่ยังมีลมหายใจ
ZOO CYCLING
สนุกสัตว์
H I P  P A R T N E R S
สำนักงานนิตยสาร  H I P  M a g a z i n e  บริษัท  เชียงใหม่  ฮิพ  แม็กกาซีน  จำกัด
เลขที่  5 / 1  หมู่ 5  ตำบลสุเทพ  อำเภอเมือง  เชียงใหม่ 50200  โทรศัพท์  /  แฟ็กซ์  0 5 3 - 3 2 9 - 4 2 0
hipthailand@windowslive.com  +  hipthailand.cm@gmail.com
H I P   M A G A Z I N E   A N D   E V E N TS   C H I A N G   M A I   ©