SEPTEMBER 2017 OUT NOW!!
SECTION A
SECTION B
HOME
MAGAZINE
 
 
HIP SPECIAL
2017 2016 2015
HIP SPECIAL CNX
THE DEMANDING MAN
‘เรื่องมาก’ แบบ สเริงรงค์ วงษ์สวรรค์




THE DEMANDING MAN
‘เรื่องมาก’ แบบ สเริงรงค์ วงษ์สวรรค์

  เรื่อง : ระพินทรนาถ ภาพ : ศมนภรณ์



    นอกจากจะออกตัวบ่อยครั้งในการสนทนาว่าเป็น ‘คนเรื่องมาก’ แล้วจ่อย – สเริงรงค์ วงษ์สวรรค์ ยังบอกด้วยว่าเขาเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมา ชอบเอาความจริงมาคุยกันมากกว่าการอวยกันเพื่อผลประโยชน์ที่อาจจะเกิดขึ้น
    แต่เอาเข้าจริงแล้ว ตลอดระยะเวลาที่ได้สนทนากัน ถึงจะมีบางช่วงที่รู้สึกได้ว่าเขา ‘ใส่อารมณ์’ กับการสนทนาอยู่บ้าง ซึ่งจะว่าไปก็เป็นไปตามเรื่องราวที่บอกเล่า แต่ในภาพรวมแล้ว เรากลับรู้สึกว่าเขาเป็นคนที่สุภาพมากๆ และสังเกตเห็นถึงการพยายามสรรหาถ้อยคำที่เหมาะสม เพื่อจะตอบคำถามหรืออธิบายความตามที่เขาต้องการซึ่งต่างไปจากสิ่งที่เราเห็นเขาโพสต์เกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ผ่านทางโซเชียลมีเดียของเขา ที่ค่อนข้าง ‘ร้อนแรง’ อยู่พอสมควร Rubber Killer กำลังจะเปิดตัวรองเท้าซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ (Andy สนีกเกอร์สที่เปิดตัวในงาน BIG & BIH October 2016 หลังจากที่ HIP สัมภาษณ์
สเริงรงค์ไปแล้ว)

อยากให้คุณเล่าถึงที่มาของผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้ให้เราได้รู้จักกันสักหน่อย?
    เราคิดมานานแล้วว่าอยากทำรองเท้า คือเราเป็นคนที่ทำงานตอบโจทย์ความต้องการของตัวเองก่อน อย่างตอนที่ทำกระเป๋าก็เพราะว่าชอบกระเป๋า ตั้งใจจะทำไว้ใช้เอง แต่พอมันขายได้ด้วยก็เลยกลายเป็นว่าทำกระเป๋า Rubber Killer มาถึงตอนนี้ก็ 6 ปีละ ส่วนเรื่องรองเท้า เราคิดมาตลอดว่าจะเอายางในรถยนต์มาทำยังไงให้มันกลายเป็นรองเท้าได้ แต่ว่าก็ยังนึกไม่ออก เมื่อ 4-5 ปีที่แล้วเคยลองทำมารอบหนึ่งละ แต่ว่าไม่สำเร็จ ก็เลยพับโปรเจ็คท์นี้ไป จนกระทั่งเมื่อต้นปี เราทำรองเท้าแตะ (Sleep Walk) ซึ่งมีเฉพาะตรงตัวคาดที่เป็นยางใน พอทำปุ๊บ ความคิดที่จะทำรองเท้าก็กลับมา
    จริงๆ แล้วมันเป็นแค่การเปลี่ยนมุมมองและวิธีคิดที่เรามีต่อวัตถุดิบนะ พอคิดได้ว่าเราจะเอามันมาใช้ยังไง คิดแพทเทิร์นได้ก็ลองทำดู ซึ่งเราก็ไม่ได้ทำทุกอย่างเองหรอก เพราะเราเย็บรองเท้าไม่เป็น แต่เราเชื่อว่าเรารู้จักรองเท้าดีพอสมควร เพราะเราเป็นคนชอบรองเท้า เก็บสะสมรองเท้า ก็มาดูว่าทรงไหนที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด เสร็จแล้วก็เอาไอเดียที่มีไปคุยกับคนทำรองเท้ามืออาชีพ พอดีเรามีเพื่อนที่ทำรองเท้าส่งออก ทำรองเท้าหนังเนี้ยบๆ คู่ละหลายพัน ก็ไปคุยกับเขา เขาก็ไม่เคยเย็บรองเท้ายางหรอก ก็ลองผิดลองถูกกันมาจนขึ้นเป็นรูปเป็นร่างได้สำเร็จ ซึ่งในฐานะของดีไซเนอร์เราก็ดีใจนะที่ทำได้ แล้วงานนี้เราไม่ได้ขายคอนเส็ปท์ ไม่ได้ขายแค่ว่าเป็นการใช้วัสดุรีไซเคิล แต่ว่าคนที่ซื้อไปแล้วต้องใส่ได้จริงๆ แล้วก็ต้องใส่สบายด้วย
    ตอนนี้รองเท้ายังเหลือขั้นตอนของการทำกล่อง แล้วก็สั่งทำพื้นรองเท้า เพราะว่าพื้นที่ใช้จะเป็นยางที่ฉีดจากยางพารา พวกนี้ต้องสั่งให้ฉีดเป็นแบบของเราเอง ส่วนตัวรองเท้าก็จะเป็นยางในรถยนต์ ตัวที่เห็นเนี่ย (ชี้ไปที่รองเท้าตัวอย่างที่อยู่ในห้อง) ก็ถือว่าเป็นตัวต้นแบบตัวท้ายๆ แล้ว เป็นแบบที่ค่อนข้างลงตัวละในความเห็นของเรา

รองเท้าที่คุณเคยคิดจะทำเมื่อ 4-5 ปีก่อนก็เป็นแบบเดียวกันกับรองเท้าที่ทำอยู่ตอนนี้หรือเปล่า?
    ก็คล้ายๆ กัน แต่ว่าแพทเทิร์นไม่เหมือนกัน วิธีคิดในการขึ้นทรงก็ไม่เหมือนกัน ในตอนนั้นเรายังไม่รู้จักยางในรถยนต์มากพอ ยังไม่รู้คุณสมบัติของมันว่าควรจะต้องทำงานกับมันแบบไหน ก็ลองผิดลองถูกกันมาเรื่อย พอเราทำงานกับยางในรถยนต์มา 6 ปี ใช้ยางไปแล้วเยอะมากๆ ก็รู้จักมันมากขึ้น เรียกว่ารู้จักจากน้อยไปหามากดีกว่า ทำไปมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเรียนรู้กันมากขึ้น เข้าใจมันมากขึ้น

อยากให้คุณอธิบายกระบวนการทำงานของคุณให้เราฟังหน่อย สมมติว่าคุณจะทำงานขึ้นมาสักชิ้นหนึ่ง ขั้นตอนการทำงานของคุณเป็นยังไงบ้าง?
    ผมว่าก็คงเหมือนกับวิธีการออกแบบโดยพื้นฐานทั่วไป ก็คือเริ่มจากตั้งโจทย์ก่อนว่าอยากจะทำอะไร เพื่อวัตถุประสงค์ไหน สมมิติว่าจะทำกระเป๋าก็คิดก่อนว่าจะทำกระเป๋าอะไร จะใช้งานแบบไหน แล้วก็ลองสเก็ตช์ว่าหน้าตาของของชิ้นนั้นจะออกมาเป็นยังไง สัดส่วนควรจะเป็นเท่าไหร่ ระหว่างนั้นก็พูดคุยปรึกษากับทีมงานไปด้วย พอสเก็ตช์เสร็จปุ๊บก็เอาแบบไปคุยกับช่าง เรามีโรงงานของเราเอง หัวหน้าช่างเราเก่ง เขาผ่านงานโรงงานญี่ปุ่นมาก่อน จะเข้าใจว่าการแกะแพทเทิร์นจะต้องทำยังไง ขึ้นแพทเทิร์นยังไง อีกอย่างเขาทำงานกับผมมา 6 ปีแล้ว รู้ว่าผมชอบอะไรไม่ชอบอะไร ไม่ต้องพูดอะไรกันมาก ช่างเขาก็จะไปขึ้นแบบมาให้ดู แต่แน่นอนว่ามันไม่เคยจบลงที่แบบแรกหรอก ต้องทำอีกหลายแบบกว่าจะจบ เพราะเราเป็นคนเรื่องมาก บ้าความเนี้ยบ ยกตัวอย่างระเป๋าสตางค์ใบนี้ (หยิบกระเป๋าสตางค์รุ่น Billy มาถือไว้ในมือ) เรามีป้ายยี่ห้อเป็นป้ายผ้าอยู่ แต่พอเอามาติดแล้วมันไม่สวย ก็เลยไปสั่งทำป้ายมาใหม่อีกอันให้ขนาดมันลงตัวกับกระเป๋าใบนี้ หรืออย่างตัวห่วงที่ใช้ข้างใน ตอนทำกระเป๋ารุ่นก่อนเราใช้ห่วงครึ่งวงกลม แต่พอมาทำกระเป๋ารุ่นนี้ เอ้า! ไม่สวย งั้นมีอะไรให้ใช้ได้อีกบ้าง ก็เสิร์ชจนเจอว่ามีห่วงแบบนี้ (ชี้ไปที่ห่วงที่ติดอยู่ในกระเป๋า) แต่ว่าที่เมืองไทยไม่มี ถ้าอยากได้ต้องสั่งจากไต้หวัน ก็สั่งมา ต้องรอของส่งมาอีก กว่ากระเป๋าจะได้ทำจริงๆ ก็ใช้เวลาเป็นเดือน
    วิธีการทำงานก็จะประมาณนี้ คิดแบบ สเก็ตช์ออกมา คุยกันในทีม หอบแบบไปให้ช่างดู ให้ช่างขึ้นแบบออกมาจนกว่าจะถูกใจเรา ซึ่งมันก็จะมีปัญหาให้ปรับกันเรื่อยๆ อย่างกระเป๋าสตางค์อันนี้ ตอนทำออกมาแล้วลองเอามาใส่แบงค์พัน รู้สึกว่ามันแน่นไป เลยบอกช่างว่าให้ขยายออกไปอีก 3 มิลลิเมตร ช่างถามว่างั้นทำไมไม่เอาหนึ่งเซนติเมตรไปเลย ง่ายดี ไม่เอา กูจะเอา 3 มิล (หัวเราะ) คือถ้าหนึ่งเซ็นสัดส่วนมันผิดไง นี่แค่ใบเล็กๆ นะ ส่วนถ้าเป็นกระเป๋าใบใหญ่รายละอียกจะยิ่งเยอะกว่านี้ แก้กันเป็น 20 รอบ บางทีทำแล้วไม่เวิร์กจริงๆ ก็ต้องยอมแพ้ ไม่ทำ ไม่ขาย ล้มโปรเจ็คท์ไปเลย คือเราเชื่อว่าถ้าเราทำเองแล้วยังรู้สึกว่ามันไม่สวย เราก็ไม่เชื่อว่าจะมีใครเขาซื้อของของเรา
    อย่างฝากระเป๋าสตางค์อันนี้ ผ้าที่ใช้เนี่ยเป็นผ้า Condura ขอโฆษณาหน่อย ยี่ห้อนี้เนี่ยเป็นผู้ผลิตไนลอนที่ดีที่สุดในโลก คือถ้าไปเห็นของอะไรที่มีป้ายยี่ห้อนี้ติดอยู่แสดงว่าใช้เส้นด้ายของยี่ห้อนี้ ซึ่งของเขาดีจริงๆ กว่าจะได้มาใช้เราต้องดีลกับเขามาปีกว่าๆ คือไม่ใช่ว่าเขาจะขายของให้ทุกคนนะ ต้องดูก่อนว่าคุณเป็นใคร จะเอาผ้าของเขาไปทำอะไร เราก็ต้องส่งโปรไฟล์ไปให้เขาดูว่าเราทำอะไรมาบ้าง ส่งแบบที่จะทำไปให้เขาดูด้วย แล้วเจ้านี้เขาไม่ได้มีผ้าที่ทำสำเร็จไว้แล้ว มีแต่ด้ายอยู่ในสต็อก หมายความว่าถ้าคุณอยากได้ผ้าสีอะไรก็ต้องสั่ง เขาจะส่งตัวอย่างมาให้เลือก พอเราตกลงเลือกแล้วเขาถึงจะทอส่งมาให้เรา ซึ่งออเดอร์ก็ต้องว่ากันหลายพันหลา พันรอบคูเมืองได้หลายรอบ แล้วผ้าตัวนี้ก็แพงกว่าด้วยเรียกว่าเสียเวลา เสียเงินเสียทองไปตั้งเยอะกว่าจะได้มาใช้ แต่เราก็เอา อยากได้เพราะของมันดี
    นี่ล่ะวิธีการทำงานของ Rubber Killer (หัวเราะ)

ดูเหมือนคุณจะไม่กังวลกับเรื่องกำไร – ขาดทุนสักเท่าไหร่ ถ้ามีของดีๆ มาให้ใช้ทำงาน ถึงแพงคุณก็เอา?
    จริงๆ ก็คิดนะ คือทำแล้วก็ไม่ควรจะขาดทุนหรอก แต่ว่าบางทีเราก็ไม่เข้าใจคนที่เขาพยายามจะลดต้นทุนการผลิตไปซะทุกอย่างด้วยเหมือนกัน อาจจะเป็นเพราะว่าเราเป็นองค์กรเล็กๆ ด้วยมั้ง ยอดขายของเราไม่ได้เยอะอะไรขนาดนั้น ดังนั้นการที่จะลดต้นทุนอะไรบางอย่างเลยไม่ได้ทำให้เรารู้สึกว่าทำแล้วจะรวยมากขึ้น แต่ถ้าเป็นองค์กรใหญ่ๆ ยอดผลิตยอดขายเขาเยอะ ยิ่งควบคุมต้นทุนได้มากเท่าไหร่ พอขายได้เยอะเขาก็ยิ่งได้กำไรมากขึ้นไปด้วย
    เราเป็นคนชอบใช้ของดีอยู่แล้ว พอทำของขาย เราก็เลยอยากใช้ของดีๆ มาทำขายด้วย เราเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ในโลกก็เป็นแบบนี้ ถ้าคุณภาพเหมาะสม ทุกคนก็จะยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อให้ได้ของคุณภาพดีๆ คุณบอกว่าคุณเป็นคน ‘เรื่องมาก’ และ ‘บ้าความเนี้ยบ’ คุณมีบรรทัดฐานยังไงในการทำงาน ว่าอันนี้



คือใช้ได้ ผ่าน หรือว่าอันนี้ยังใช้ไม่ได้ ยังไงก็ไม่ยอมให้ผ่าน?
    จริงๆ ก็มีหลายองค์ประกอบนะในการตัดสินใจ ที่ Rubber Killer เราบอกกับผู้บริโภคเสมอว่าถึงงานของเราเป็นงานรีไซเคิลก็จริง แต่เราไม่เชื่อว่างานรีไซเคิลจะต้องออกมาไม่เนี้ยบ ในอดีตเรามีความคิดกันว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัสดุรีไซเคิลเนี่ย มันจะไม่เนี้ยบ เพราะว่าเป็นการเอาวัสดุเก่ามาทำใหม่ แต่เราไม่เชื่ออย่างนั้น เราเชื่อว่ามันทำให้ออกมาเนี้ยบได้ เพียงแต่ว่าอาจจะต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นอีกเยอะ ทำงานยากขึ้น ซึ่งเราตัดสินใจว่าเราจะทำ คือถ้ามองในเชิงเวลาหรือต้นทุนแล้วมันอาจจะไม่ได้คุ้มอะไรหรอก แต่เราอยากจะทำ
    บรรทัดฐานของเราคือ ทำงานให้เนี้ยบที่สุดเท่าที่เทคโนโลยีการผลิตจะเอื้อต่อเรา
บางอย่างถ้าเราทำไม่ได้ เทคโนโลยีการผลิตที่มีมันยังไม่ถึงเราก็ยอม แต่ว่าในศักยภาพที่เราทำได้ เราจะทำให้มันดีที่สุด อะไรไม่มีก็หามา สมัยนี้อินเตอร์เน็ตเชื่อมโยงกันได้ทั้งโลก ไม่จำเป็นว่าต้องมองเฉพาะของที่มีอยู่แถวนี้ หาจากที่อื่นก็ได้ อาจจะวุ่นวายกว่านิดหนึ่ง แต่ก็ได้ของที่ถูกใจเรา เรายอมลงทุนเสียเวลากับเรื่องพวกนี้เพื่อหาของที่มันดีมาใช้งาน ซึ่งสำหรับเราแล้วเราคิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก
    เราเป็นคนเรื่องมากจริงๆ นะ (หัวเราะ)

คุณคิดว่ามีเรื่องอะไรบ้างที่หล่อหลอมให้ตัวคุณเองกลายเป็นคนชอบใช้ของดีๆ อยากใช้ของดีๆ ในการทำงาน และอยากทำงานดีๆ อย่างที่คุณบอกกับเรา?
    เราว่ามันคงเริ่มจากตอนสมัยวัยรุ่นนะ เริ่มมาจากการแต่งตัวก่อน เราเป็นคนชอบแต่งตัว การที่ชอบแต่งตัวทำให้เรารู้จักเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า รู้ว่ายี่ห้อนี้ผ้าดี ยี่ห้อนั้นแพทเทิร์นดี ตัดเย็บดี คือสมัยนั้นยังไม่มีสตางค์ ยังไม่ได้สะสมของอย่างอื่น ก็เริ่มจากเสื้อผ้าก่อนเพราะมันไม่แพง โตมากับห้องเสื้อสันป่าข่อย (หัวเราะ) ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างจากที่นั่น พอโตขึ้นความสนใจของเราก็ขยับไปสู่สิ่งอื่นๆ อย่างเช่นรถมอเตอร์ไซค์ รถยนต์ เฟอร์นิเจอร์ ซึ่งเราว่ามันก็เป็นเรื่องของไลฟ์สไตล์นั่นล่ะ ทุกอย่างมันเชื่อมโยงกันได้หมด
    อีกอย่างคือเราเรียนทางด้านการออกแบบ เป็นคนชอบงานออกแบบ เวลาที่ได้อะไรมาเราก็จะมองในมิติที่มันละเอียดมากกว่า ซื้อเสื้อผ้านี่ดูกันยันตะเข็บเลย เวลาเราสนใจเรื่องอะไรเราจะจริงจังกับเรื่องนั้นมาก พอโตขึ้นเริ่มสนใจเรื่องรถ เรื่องเฟอร์นิเจอร์ เราก็เรียนรู้ไปด้วยจนเข้าใจว่าทำไมของแท้ถึงได้แพง เพราะว่าคุณภาพมันดีกว่าจริงๆ ก็เลยทำให้เราชอบของที่มันดี คือของดีไม่จำเป็นว่าจะต้องแพงนะ แต่ของดีส่วนใหญ่มักจะแพง เพราะว่าพอคุณทำของดีออกมาแล้ว มันสามารถจะขายในราคาแพงๆ ได้ไง ซึ่งพอเรามาทำผลิตภัณฑ์ของตัวเอง เราก็พยายามจะทำของที่ดีที่สุดเท่าที่เราจะสามารถทำได้

 การสร้างผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมของคุณมีที่มาที่ไปอย่างไร อะไรคือสิ่งที่ผลักดันให้คุณตัดสินใจทำงานแบบนี้ออกมา?

    มันอาจจะเป็นเพราะว่าเราโตมาจากที่โป่งแยง บ้านเราอยู่บนดอย ที่นั่นเราเห็นความเปลี่ยนแปลงเรื่องสิ่งแวดล้อมชัดเจนมาก แค่ในช่วงชีวิตของเราเองนี่ล่ะ ไม่ต้องย้อนไปไหนไกลเลย
    เราย้ายจากกรุงเทพฯ มาอยู่ที่เชียงใหม่ตอนอายุ 12 สมัยก่อนบ้านที่โป่งแยงไม่มีไฟฟ้า ไม่มีโทรศัพท์ ฤดูร้อนอากาศแถวๆ นั้นถือว่ายังเย็นอยู่ แม่จะให้เราอาบน้ำตั้งแต่ตอนบ่ายๆ เพราะว่าถ้ารอจนค่ำจะหนาวอาบไม่ไหว ถ้าเป็นหน้าหนาวนี่บางทีก็ไม่อาบเลยเพราะมันหนาวมากแต่พอถึงตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดแล้ว หน้าร้อนอากาศร้อนมาก ต้องเปิดแอร์ ส่วนฤดูหนาวระยะเวลาก็สั้นลง แหล่งน้ำซับที่เราเคยมีใช้ในบ้านไม่เคยแห้งก็แห้ง นี่คือสิ่งที่เราเห็น
    พอมาถึงวันหนึ่งที่เราคิดจะทำงานออกแบบของตัวเอง เรารู้สึกว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องช่วยกันแก้ไข แล้วในฐานะดีไซเนอร์ เราก็ต้องรับผิดชอบในฐานะของผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์ด้วย ซึ่งถ้าผลิตภัณฑ์ที่เราออกแบบสามารถหยิบฉวยวัสดุที่ใช้แล้วมาใช้อีกได้ มันก็น่าจะดีกว่า แล้วสำหรับตัวผมเองก็รู้สึกว่ามันท้าทายกว่า 
    เราคิดว่าการจะช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อม สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากคืออย่าให้มันฝืนเกินไป ให้พอเหมาะพอดีกับชีวิตตัวเอง ถ้าฝืนเกินไปทำได้ไม่นานก็ต้องเลิก ต้อหาสมดุลให้ดีๆ คุณบอกว่าตัวเองรักโลกรักสิ่งแวดล้อม แต่ถ้าคุณใช้ชีวิตแบบนั้นไม่ได้จริงๆ มันก็เท่านั้น ใช้ชีวิตให้มันพอดีๆ ให้การรักสิ่งแวดล้อมเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตคุณจริงๆ ดีกว่า เป็นสิ่งที่ทำบ่อยๆ จนเคยชินไปเอง อย่างตัวผมเองก็ไม่ได้กรีนอะไรขนาดนั้น แอร์ผมก็เปิด บ้านเรามันร้อน แต่ว่าเราก็ไปทำตรงงานของเรา มันเป็นอาชีพของผมไง ผมก็ทำแบบนี้ คนอื่นจะไปปลูกป่าหรือบริจาคเงินอะไรก็ได้ถ้ารู้สึกว่ามันสะดวกกับวิถีชีวิตของคุณเอง หรือง่ายๆ เลยก็เวลาไปซื้อของตามร้านสะดวกซื้อ แค่ไม่ใช่ถุงพลาสติก ปีหนึ่งก็ลดปริมาณการใช้ถุงไปได้ตั้งหลายใบแล้ว

อีกเรื่องหนึ่งที่คุณเคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ ก็คือการที่อาจารย์ในระดับมหาวิทยาลัยของคุณ ทั้งที่เมืองไทยและต่างประเทศ มีผลต่อกระบวนความคิดของคุณด้วย?
    ก็จะมีอาจารย์จุลพร นันทพานิช ซึ่งเรียกว่าเป็นคนที่ทำให้สิ่งที่เราเชื่อมันชัดเจนมากขึ้นดีกว่า อย่างที่บอกว่าเราโตมากับบ้านในป่า ปลูกต้นไม้จนเป็นเรื่องปกติของชีวิตไปแล้ว แต่ตอนที่เราได้เจออาจารย์จุลพรซึ่งมาสอนเราตอนเรียนอยู่ปี 4 มันทำให้สิ่งที่เราเชื่อเรื่องเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเนี่ย มีคนมาช่วยแนะนำให้ชัดเจนมากขึ้น มาช่วยจัดระบบความคิดว่าควรจะต้องไปทางนี้นะ คือยุคนั้นยังไม่ค่อยมีใครพูดถึงเรื่องการออกแบบอย่างยั่งยืน (Sustainable Design) กันหรอก คนที่เรียนสถาปัตย์ในตอนนั้นก็พยายามจะทำงานให้ออกมาโมเดิร์นที่สุด ไม่มีใครมาคิดเรื่อง Green Design หรือถ้ามีก็จะไปในแนวอาคารประหยัดพลังงานอะไรแบบนั้น ซึ่งก็เป็นคนละศาสตร์กัน ไม่ใช่การมองภาพโดยรวม
    ส่วน Eric Bruntmyer ที่เราทำงานด้วยที่ Dallas Baptist University นั้น น่าจะเป็นเรื่องของการให้โอกาส เพราะว่าเขาไม่ได้เป็นอาจารย์ของเราโดยตรง แต่ว่าเป็น Vice President แล้วก็ถ้าเคยอ่านเรื่องที่เราให้สัมภาษณ์ไว้ก็คงจะจำได้ว่าตอนเรียนที่นั่นเราทำงานอยู่ในห้องสมุด ความที่งานมันน่าเบื่อมาก เราเลยรวบรวมเอากระดาษใช้แล้วที่อีกด้านหนึ่งยังว่างอยู่มาเย็บเป็นสมุดใช้ ปกก็เอากระดาษลังมาทำเพราะกราฟิกมันสวยดี แล้วในห้องสมุดก็มีอุปกรณ์ต่างๆ ครบอยู่แล้ว พอทำไปแล้วมีเพื่อนมาเห็นแล้วอยากได้ มาขอผมก็ทำให้ไป เป็นแบบนั้นอยู่เดือนสองเดือน ความที่มหาวิทยาลัยที่ผมเรียนมันไม่ได้ใหญ่มาก ก็เลยกลายเป็นข่าวรู้กันไปทั่วว่ามีนักเรียนไทยเพี้ยนๆ ทำสมุดแจกอยู่ในห้องสมุด ทีนี้ Eric ก็เลยมาถามว่าผมใช่คนที่เขาลือกันหรือเปล่า ก็ได้คุยกัน แล้วเขาก็บอกว่าคุณไม่ต้องทำงานที่ห้องสมุดแล้ว มาทำงานกับผมดีกว่า หลังจากนั้นผมก็ย้ายไปทำงานกับเขา ไปช่วยเขาคิดเรื่องโปรเจ็คท์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมภายในมหาวิทยาลัย ก็ทำงานร่วมกับ Eric นานเป็นปีเหมือนกัน

ตอนที่เริ่มต้นทำ RE-Leaf และ Rubber Killer นอกจากจะตอบโจทย์เรื่องที่คุณอยากทำผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมแล้ว เป็นเพราะคุณมองว่าทั้งสองแบรนด์นี้เป็น ‘โอกาส’ ในทางธุรกิจด้วยหรือเปล่า?

    เรื่องธุรกิจมันมาทีหลังความอยากทำของเรา เป็นความถูกที่ถูกเวลามากกว่า อาจจะเป็นจังหวะดีที่ตัวเราเองสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม สนใจเรื่องการออกแบบอย่างยั่งยืน แล้วก็เป็นจังหวะที่เทรนด์ของโลกมาโฟกัสตรงเรื่องนี้พอดี เป็นความโชคดีของจังหวะเวลาที่เกิดขึ้น กับการที่สิ่งที่เราสนใจมันตรงกับการที่คนในสังคมกำลังพูดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมพอดี แล้วเราก็ลงมือสร้างผลิตภัณฑ์ในเวลานั้นด้วยถ้าใครเคยอ่านบทสัมภาษณ์ของคุณเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของ Rubber Killer จะรู้ว่าคุณเคยเอ่ยถึง ‘การ

เปลี่ยนมุมมอง’ ที่มีต่อการออกแบบ และการลองเอาวัสดุอื่นๆ มาใช้ในการสร้างผลิตภัณฑ์ อยากให้อธิบายว่ามันมีผลยังไง?
    มันเป็นการเปิดโลกความคิดของตัวเองเสียใหม่ พอก้าวออกจากกรอบความคิดเดิมๆ การทำงานต่อจากนั้นมันก็ง่ายขึ้น งานของ Rubber Killer ช่วงแรกๆ กระเป๋าเราทั้งใบทำจากยางในรถยนต์หมดเลย เพราะไปตั้งกรอบไว้ว่าต้องเป็นวัสดุรีไซเคิล 100 เปอร์เซ็นต์ แต่เราก็พบในเวลาต่อมาว่ากระเป๋ามันหนัก มันจำกัดโลกการออกแบบของตัวเราเอง พอวันหนึ่งที่เรามาทำ Tote Bag ซึ่งขายดีจนกลายเป็นซิกเนเจอร์ของเราไปแล้ว เราก็พบว่าไม่จำเป็นต้องใช้วัสดุรีไซเคิลทั้งหมดก็ได้ ก็ลองเอาผ้าใบมาใช้ทำตัวกระเป๋าข้างบน ส่วนยางในอยู่ที่ก้นกระเป๋า เพราะเราอยากกระเป๋าใบนี้สามารถวางที่ไหนก็ได้ จะไปไหนต่อก็หยิบมาปัดๆ แล้วก็ไปได้เลย ก็เลยกลายเป็นเอกลักษณ์ของเราไป บางคนอาจจะบอกว่าเอายางในมาใช้แค่นี้เองเหรอ ใช่ เราใช้แค่นี้แหละ แต่ว่ามันตอบโจทย์ที่ต้องการไง แล้วเราก็ใช้มาตั้งเยอะแล้วด้วย ในเมื่อใช้แบบนี้มันตอบโจทย์ทั้งในการออกแบบและการใช้งานในชีวิตจริง คนเขาก็ซื้อไปใช้กัน เราว่ามันโอเคแล้วนะสำหรับเรา
    เราคิดว่างานออกแบบมันไม่ได้มีกฎตายตัว ความคิดสร้างสรรค์มันไหลไปได้เรื่อยๆ การออกแบบบางอย่างก็ดูเหมือนเป็นแค่เรื่องเล็กๆ ซึ่งก็ใช่ แต่ประเด็นคือตอบโจทย์และทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ออกมาตรงกับความต้องการไหม บางงานออกแบบสวย แต่การใช้งานไม่ตอบโจทย์ หรือการใช้งานตอบโจทย์ทุกอย่างแต่ว่าไม่สวยเลย สำหรับเราแล้ว เราอยากอยู่ตรงกลางๆ อยากให้ทั้งสวยด้วยและตอบโจทย์การใช้งานด้วย

 ทุกวันนี้ Rubber Killer ตอบโจทย์ของคุณในการทำผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมมากน้อยแค่ไหน?
    ตอบโจทย์นะ ตอบมากเลย จากของที่เมื่อก่อนไม่ได้มีค่าอะไร กองทิ้งๆ ไว้หลังอู่รถ อันไหนที่พอจะจุลมได้เขาก็จะเอาไปทำห่วงยางกัน จะหามาใช้ต้องไปคุ้ยกองยางเองอยู่ตั้งหลายปี ไปไหนเจอร้านก็แวะถาม ขับรถไล่หาซื้อไปทั่ว จนถึงทุกวันนี้รู้แล้วว่าจะไปหาที่ไหน ก็ไปสั่งเขาไว้ จะได้เอาเวลาไปทำอย่างอื่น แล้วเรามีสถิติของจำนวนยางในที่เราใช้ไปแล้วอยู่ ซึ่งพอมาดูแล้วก็ตกใจเหมือนกันว่าเราใช้ไปเยอะจริงๆ



ตั้งใจเอาไว้แต่แรกอยู่แล้วไหมว่าจะต้องมีแบรนด์เป็นของตัวเอง?
    ไม่ได้คิดว่าอยากจะทำแบรนด์หรือเป็นเจ้าของแบรนด์นะ คิดแค่ว่าอยากทำงานออกแบบ อยากมีผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเราเป็นของออกแบบ เรื่องมีแบรนด์ของตัวเองคือถ้ามีก็ดีแหละ แต่ตอนนั้นคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว การทำแบรนด์ของเรา มันเริ่มต้นมาจากความมัน ความสนุก จนกระทั่งมาถึงจุดหนึ่งที่ทำให้รู้สึกว่าต้องจริงจังกับการทำแบรนด์แล้วล่ะ คือพอมาถึงจุดที่ผลิตภัณฑ์มันขายได้ มีผู้ร่วมงานที่เราต้องดูแล มีโอกาสดีๆ หลายๆ อย่างเข้ามา ก็เลยเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เรารู้สึกว่าจะต้องจริงจังมากยิ่งขึ้นแล้ว แต่ว่าพวกเราก็ยังทำงานโดยอยู่บนพื้นฐานของความสนุกอยู่นะ เพียงแต่ก็ต้องมองภาพที่ใหญ่ขึ้นด้วย เพราะโจทย์มันเปลี่ยนไปแล้ว
    ตอนที่เริ่มต้นทำเมื่อ 6 ปีก่อน โจทย์ในตอนนั้นมีแค่ว่าอยากทำ แต่ว่าในตอนนี้ เราอยากจะเป็นแบรนด์ไทยที่อยู่ในตลาดสากลได้จริงๆ ไม่ใช่แค่บอกว่ามีสินค้าไปขายเมืองนอกนะแค่นั้น ความท้าทายมันเปลี่ยน โจทย์คือเราอยากเป็นไทยแบรนด์หรือเอเชียนแบรนด์ที่ขายแข่งกับฝรั่งได้ เพราะเราเชื่อว่าเราไม่แพ้หรอก เราอาจจะต้องทำงานหนักมากว่าเขาเยอะหน่อย อย่างไรเสียผู้บริโภคก็ยังศรัทธางานออกแบบของโลกตะวันตกมากกว่า ซึ่งเป็นสิ่งที่รู้กันอยู่แล้ว แต่ว่าก็ถือเป็นความท้าทายที่เรากำลังเผชิญกันอยู่
    เราถูกถามบ่อยว่าทำแบรนด์กันยังไง ซึ่งเราก็บอกว่าทำกันแบบลูกทุ่งๆ นี่ล่ะ แต่ว่าความจริงจังมาเริ่มต้นขึ้นเมื่อเราเริ่มส่งออก เมื่อซัก 4 ปีที่แล้ว เริ่มจากออเดอร์ที่ไม่ได้เยอะอะไร จนมาเป็นออเดอร์ที่ใหญ่ขึ้น ผลิตภัณฑ์ของเราเริ่มไปอยู่ในตลาดต่างประเทศจริงๆ ไปอยู่ในร้านดีๆ ที่เราไม่เคยคิดว่าจะได้ไปอยู่ในที่แบบนั้น พอมาถึงจุดนี้ มันไม่ใช่แค่เรื่องเงินทองแล้ว แต่เป็นแบบ... กูทำได้เว้ย วันหนึ่งที่งานที่เราออกแบบได้ไปขายในร้านดีๆ ขายได้จริงๆ เราก็ดีใจ แต่เรายังรู้สึกว่าอยากทำให้แบรนด์เข้มแข็งกว่านี้ อยากให้ Rubber Killer เป็นที่รู้จักมากยิ่งกว่านี้ อยู่ในวงกว้างกว่านี้ อยู่ในตลาดโลกจริงๆ เวลาคนเห็นแบรนด์แล้วรู้จักว่า Rubber Killer คืออะไรและให้การยอมรับ เพราะทุกวันนี้ในโลกนี้เรายังเป็นแค่แบรนด์เล็กๆ เท่านั้นเอง โลกใบนี้มันใหญ่มาก แล้วเราก็อยากจะอยู่ในเวทีของโลกนี้จริงๆ

ทุกวันนี้ คุณรู้สึกอย่างไรกับการทำงานออกแบบบ้าง?
    พูดยากนะ เราทำงานออกแบบเป็นอาชีพมาตั้งแต่ยังเรียนอยู่ เป็นสิ่งที่ทำจนเคยชินไปแล้ว ทำจนเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้วน่ะ
    ถ้าถามว่ารู้สึกอะไรกับมัน ก็คงจะมีความสุขที่ได้เห็นสิ่งที่เราออกแบบออกมาเป็นรูปเป็นร่าง ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์จริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ออกแบบและทำผลิตภัณฑ์ของตัวเอง มีแบรนด์เป็นของตัวเอง มีเพื่อนร่วมงานดีๆ ที่มีวิธีคิดเหมือนกัน มันก็เป็นความสุขของการทำงาน ความสุขของการใช้ชีวิตด้วย ซึ่งเราว่าคนเราถ้าทำอะไรแล้วมีความสุขกับมัน แค่นี้ก็ดีจะแย่อยู่แล้ว ถ้าทำงานแล้วขายได้ขายดีด้วยนี่จะยิ่งดีใจใหญ่เลย

คุณมีเคล็ดลับอะไรที่ทำให้ตัวเองมีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ เกิดขึ้นได้เรื่อยๆ?
   
    เราไม่มีสูตรตายตัวนะ ไอเดียของเราส่วนหนึ่งมาจากการที่เราดูงานมาเยอะ อย่างที่บอกว่าตอนเป็นวัยรุ่นเราสนุกกับการแต่งตัว สนุกกับการเก็บสะสมของต่างๆ สนุกกับการดูงานที่น่าสนใจตลอดเวลา เดี๋ยวนี้อาจจะดูน้อยลงเพราะมีเวลาน้อยลง แต่ว่าข้อมูลต่างๆ ก็ยังอยู่ในหัว เราเชื่อว่าโลกของเราค่อนข้างกว้าง ดูมาแล้วทั้งที่ดีและไม่ดี อะไรที่ดีๆ ก็จำไว้ อะไรที่ไม่ดีก็จำไว้ว่าอย่าไปเอาอย่าง อีกอย่างเราไม่เชื่อด้วยว่าความคิดสร้างสรรค์จะเกิดจากตั้งใจเฟ้นหา ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมดีๆ ถึงจะคิดงานได้ หลายๆ งานที่เราคิดได้ก็ตอนรถติดอยู่ในกรุงเทพฯ หรือบางทีก็ตอนไปกินข้าวกินเหล้าเฮฮากัน ไอ้เรื่องตลกโปกฮาในวงเหล้าเนี่ยได้งานดีๆ มานักต่อนักแล้ว
    เราจะมีสมุดโน้ตติดตัวตลอด คิดอะไรได้ก็จดโน้ตหรือไม่ก็สเก็ตช์เอาไว้ แล้วก็จะบอกน้องๆ เสมอว่าคิดอะไรได้ คุยกันแล้วมีอะไรดีๆ ก็ให้จดเก็บไว้ ไอ้เรื่องขำๆ ทั้งหลายที่คุยกันเนี่ย ถ้าไม่จดไว้ พรุ่งนี้ก็ลืมหมดแล้ว แต่ถ้าจดไว้ ยังไม่ต้องเอามาทำต่อพรุ่งนี้ อาทิตย์หน้าเดือนหน้าค่อยมาทำก็ได้ แต่จดไว้จะได้ไม่ลืม สำคัญมากนะ คิดอะไรได้ก็ต้องจดไว้ แล้วก็ต้องทำ เพราะว่าเราเห็นมาเยอะแล้ว คนที่คิดว่าจะทำโน่นทำนี่ กำลังหาไอเดียจะทำงานเจ๋งๆ แต่พอไม่ทำก็เท่านั้น

คุณถูกถามความรู้สึกเรื่องที่ถูกลอกเลียนแบบผลงานบ่อยมาก รับมือกับเรื่องนี้ยังไง?

    เราพูดเสมอว่าเราไม่ใช่คนแรกที่เอายางในรถยนต์มาใช้ทำกระเป๋า ยางในเป็นวัสดุที่ใครจะหยิบมาใช้ก็ได้ เพียงแต่ว่าเราเอามาใช้จนกลายเป็นซิกเนเจอร์ของเราไปแล้ว ใครจะเอามาใช้บ้างก็ไม่เห็นเป็นไร ผมไม่ได้ว่าอะไรคุณ แต่คุณก็ควรจะเอาไปใช้ทำแบบอื่น ไม่ใช่เอามาทำของที่หน้าตาซ้ำกับของผม แค่นั้นเอง ถ้าคุณทำของออกมาหน้าตาเหมือนผมเป๊ะ ผมก็คิดว่าผมไม่ผิดนะที่จะรู้สึกโกรธ ใช่ไหมล่ะ
    คือเรื่องโดนลอกเลียนเนี่ยโดนมาตลอด ถามว่าหงุดหงิดไหมก็หงุดหงิด แต่ก็ชินแล้ว เพียงแต่อย่างตอนที่เจอว่ามีที่เชียงใหม่ด้วยก็รู้สึกว่าโหดร้ายไปหน่อย อยู่ปลายจมูกเลย ก็เลยต้องขอบ่นนิดหนึ่ง คืออยากใช้ยางในเหมือนกันก็ได้ ไม่ว่า แต่ทำให้ดีกว่าสิ ไม่ใช่มาทำทรงเดียวกัน มันเป็นการแข่งขันทางด้านไอเดีย กระเป๋าในโลกนี้มีตั้งกี่ร้อยกี่พันแบรนด์ บางทีทรงแทบจะเหมือนกันเลย แต่ว่ามันก็ยังมีความแตกต่างกันที่รายละเอียดอยู่ คุณก็มาแข่งขันกันตรงนี้สิ ไม่ใช่มาลอกของผมไปดื้อๆ ทั้งดุ้น ก็เป็นธรรมดาที่ผมต้องหงุดหงิด ไม่หงุดหงิดผมบวชเป็นพระไปแล้ว
    สิ่งที่ผมบอกตัวเองเวลาเจออะไรแบบนี้คือใครจะลอกก็ลอกไป ผมก็จะทำงานใหม่เพื่อหนีไปเรื่อยๆ ถ้าคุณจะทำแบบนั้น คุณก็เป็นได้แค่ของเลียนแบบ ซึ่งเลียนแบบแล้วคุณภาพก็ไม่เท่าด้วย ให้ผมทำอย่างนั้นผมทำไม่ได้ นึกไม่ออกว่าจะมีชีวิตอยู่ได้ยังไงถ้าต้องเอาแต่ลอกงานคนอื่น คนเราทำอาชีพอะไรมันต้องมีศักดิ์ศรี ยิ่งงานออกแบบเนี่ยงานมันจับต้องได้ มันชัดเจนมากว่าคุณไปเอางานของใครมา ถ้าให้ผมลอกงานคนอื่นผมไปโดดน้ำปิงตายดีกว่า
    ทุกวันนี้ก็เลยคิดว่าถ้าเจออะไรแบบนี้เราจะสู้ด้วยการทำงานที่ดีกว่าเราเชื่อว่ามืออาชีพแข่งกันที่ผลงาน  ถ้าคุณจะลอกงานผม ผมก็จะตอบโต้ด้วยการทำงานดีๆ ให้คุณละอาย ยิ่งใครทำกับเราแบบนั้น เรายิ่งมีแรงผลักดันให้อยากทำงานดีๆ เพิ่มขึ้น บางทีโกรธมาก อีกวันนี่ตื่นเช้าเลย เกิดขยันอยากจะรีบทำงานให้มันดีๆ เรียกว่ามีแรงขึ้นมาทันที (หัวเราะ)

ผลิตภัณฑ์ของคุณออกไปวางขายหลายที่แล้วในโลกนี้ พอได้ออกไปข้างนอก เมื่อมองย้อนกลับมาในบ้านเรา คุณคิดว่าอะไรคือจุดเด่นของดีไซเนอร์ไทย แล้วอะไรคือสิ่งที่เรายังขาดกันอยู่?
    เราว่าคนไทยมีเซนส์เรื่อง Aesthetic ค่อนข้างสูง แล้วก็เป็นสิ่งที่คนต่างชาติให้การยอมรับ เซนส์เรื่องการออกแบบของคนไทยค่อนข้างดี งานเราเก๋กว่าประเทศเพื่อนบ้านตั้งเยอะ รสนิยมเราดี การออกแบบดี ตรงนี้เป็นจุดแข็งของคนไทย ส่วนสิ่งที่เรายังสู้เขาไม่ได้อาจจะเป็นเรื่องของเทคโนโลยีการผลิตและโอกาสต่างๆ ทุกวันนี้โลกมันเชื่อมโยงถึงกัน เราเห็นงานใหม่ๆ กันอยู่เรื่อยๆ แต่บางครั้งพออยากจะทำอะไรแบบนั้นบ้าง เมื่อมาถึงขั้นตอนการผลิตแล้วบ้านเรายังทำไม่ได้ อาจจะยังไม่มีเทคโนโลยีการผลิตถึงระดับนั้น หรือว่าไม่มีเงินทุนทำ ในขณะที่หลายๆ ประเทศ ดีไซเนอร์อาจจะไม่มีต้นทุนเยอะเหมือนกันกับเรานี่ล่ะ แต่ว่าเขามีระบบการทำงานที่ช่วยสร้างโอกาสให้เขา ก็คือถ้าคุณมีไอเดียแต่ไม่มีเงินทุน ไม่มีความสามารถในการผลิต คุณเอาไอเดียของคุณไปขายให้บริษัทผู้ผลิตที่เขาสนใจได้ ถ้าไอเดียคุณดีเขาก็สนใจจะลงทุนให้คุณลองทำงานออกมาตกลงทำสัญญาแบ่งผลประโยชน์ยังไงก็ว่ากันไป ซึ่งมันก็เป็นผลดีกันทั้งสองฝ่าย ดีไซเนอร์ที่ไม่มีเงินทุนก็จะมีโอกาสได้ทำงานของตัวเองออกมา ขณะที่ผู้ผลิตเองก็จะได้ไอเดียใหม่ๆ เพิ่มเข้ามา ซึ่งการมีระบบแบบนี้มันเอื้อให้ดีไซเนอร์ในหลายประเทศทำงานง่ายขึ้น แต่ว่าระบบแบบนี้ยังไม่มีในบ้านเรา
    ในด้านหนึ่งการที่ไม่มีโอกาสแบบนี้มันก็เป็นเรื่องน่าน้อยใจและน่าเบื่อหน่าย แต่ในเมื่อมันไม่มี แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ ก็ต้องหาอะไรอย่างอื่นที่ทำได้ไปสิ อย่างเราอยากทำเฟอร์นิเจอร์มาก แต่รู้ว่าไม่มีต้นทุนมากพอ ยอดขายก็ไม่น่าจะหล่อเลี้ยงชีวิตทีมงานของเราได้ งั้นก็ทำกระเป๋าดีกว่าคือเรารู้สึกว่า แทนที่จะมาบ่นกันว่าภาครัฐไม่สนับสนุนเรื่องการออกแบบไม่ต้องบ่นหรอก เขาบ่นกันมาตั้งนานแล้ว และมันก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ภาครัฐเขาก็พยายามช่วยในจุดที่เขาทำได้ แต่ดีไซเนอร์ก็ต้องช่วยตัวเองด้วย ไม่ใช่เอาแต่บ่น มันไม่มีใครแก้ปัญหาให้คุณได้หรอก คุณต้องช่วยตัวเอง แม้แต่ระบบที่ว่าเขาก็ไม่ได้ให้เงินได้ทุกคน ดีไซเนอร์เองก็ต้องแข่งขันกันอย่างหนักเพื่อให้งานของตัวเองเตะตาผู้ผลิตเหมือนกัน 
 
อ่านตอนที่ 2  คลิก <<<
"ความเป็นเชียงใหม่ในงานของผมคือ เราทำกันที่นี่..."
บางส่วนจากบทสัมภาษณ์ สเริงรงค์ วงษ์สวรรค์
THE DEMANDING MAN
‘เรื่องมาก’ แบบ สเริงรงค์ วงษ์สวรรค์
NEW OLD STOCK
เมื่อดนตรีร็อคจากเชียงใหม่ไปบุกจีน (ตอน 2)
RICE INNOVATION
ข้าวทางเลือก
17 YEARS AGO
เรื่องไม่ต้องรู้ก็ได้ของ Warm Up Cafe
SINGHA STREET
สิงห์ ปะ หละ
H I P  P A R T N E R S
สำนักงานนิตยสาร  H I P  M a g a z i n e  บริษัท  เชียงใหม่  ฮิพ  แม็กกาซีน  จำกัด
เลขที่  5 / 1  หมู่ 5  ตำบลสุเทพ  อำเภอเมือง  เชียงใหม่ 50200  โทรศัพท์  /  แฟ็กซ์  0 5 3 - 3 2 9 - 4 2 0
hipthailand@windowslive.com  +  hipthailand.cm@gmail.com
H I P   M A G A Z I N E   A N D   E V E N TS   C H I A N G   M A I   ©