MAY 2017 OUT NOW!!
SECTION A
SECTION B
HOME
MAGAZINE
 
 
ART & ENTERTAINMENT
2016
FILM
INSIDE ‘SILENCE OF THE DUSK’
เจาะลึกเบื้องหลัง ‘Silence of the Dusk : อัศดงแห่งความเงียบ’



INSIDE ‘SILENCE OF THE DUSK’
เจาะลึกเบื้องหลัง ‘Silence of the Dusk : อัศดงแห่งความเงียบ’




    HIP พูดคุยกับ นิพันธ์ จ้าวเจริญพร ถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของ ‘Silence of the Dusk : อัศดงแห่งความเงียบ’ ที่ไม่เพียงแต่จะเป็นผลงานใหม่ล่าสุดของผู้กำกับและนักทำวิชวลเอฟเฟคที่หลายคนยอมรับในฝีมือและติดตามผลงานกันเท่านั้น แต่นี่ยังเป็นผลงานชิ้นแรกของเขาที่จะได้ปรากฏตัวบนจอภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์จริงๆ อีกด้วย!





HIP : จุดเริ่มต้นของ Silence of the Dusk มีที่มาที่ไปอย่างไร?
นิพันธ์ : ที่มาของการทำหนังเรื่องนี้ หลักๆ ก็เป็นโจทย์ที่ตั้งเอาไว้ในการทำงานเหมือนทุกๆ เรื่องที่ผ่านมา คือพยายามที่จะนำเสนออะไรใหม่ๆ ที่เราคิดว่าในวงการภาพยนตร์ไทยยังไม่ค่อยมี หนังเป็นเรื่องเกี่ยวกับวันสิ้นโลก/ซอมบี้ ซึ่งถ้าพูดถึงหนังแนวนี้ในฮอลลีวู้ดมีเยอะแล้ว แต่ถ้ามองในเมืองไทย เท่าที่เราเห็นมายังไม่ค่อยมีหนังแบบนี้ในบ้านเรา ก็เลยเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ตัดสินใจทำงานนี้ขึ้นมา
    อีกอย่าง Silence of the Dusk ก็เป็นเหมือนการต่อยอดจากผลงานก่อนหน้านี้ คือเรื่อง The Silence ซึ่งสถานการณ์ในเรื่องจะคล้ายๆ กัน พอมีความคิดว่าจะทำงานนี้ โจทย์ที่มีก็คือจะต้องทำอะไรในเชิงเทคนิค ในด้านวิชวลเอฟเฟคที่ก้าวหน้ามากขึ้น ก็เลยเป็นที่มาของการมีตัวละครเป็นฝาแฝดในหนัง ซึ่งที่ผ่านมาผมเคยลองใช้เทคนิคในการสร้างฝาแฝดมาบ้างแล้ว แต่ว่าเป็นแค่คลิปสั้นๆ และไม่ได้มีความซับซ้อนอะไรมาก ก็เลยตั้งใจว่าถ้าจะเอาการทำฝาแฝดมาเป็นโจทย์ในการทำงานแล้ว ก็อยากทำให้เป็นหนังยาวไปเลย ให้มีฝาแฝดอยู่ทั้งเรื่อง มีฉากที่ต้องอยู่ด้วยกัน มีการสนทนา มีการสัมผัสตัวกัน ซึ่งหมายความว่าจะไม่ได้ใช้เทคนิคการแบ่งเฟรมซ้ายขวา หรือว่าใช้ตัวแสดงแทนในบางฉากเท่านั้น แต่ต้องอาศัยการวางแผนด้านวิชวลเอฟเฟคเข้ามาช่วยทำให้เกิดขึ้น เพราะในความเป็นจริง เรามีนักแสดงเพียงคนเดียว ไม่ได้เป็นฝาแฝดจริงๆ ก็คือแฝดที่เราเห็นตลอดทั้งเรื่องนั้นแสดงด้วยนักแสดงคนเดียวกัน


HIP : อะไรคือสิ่งที่คุณตั้งใจจะนำเสนอในงานชิ้นนี้?
นิพันธ์ : ส่วนหนึ่งก็คืออยากนำเสนองานแนวนี้ที่เป็นฝีมือของคนไทย เพราะยังไม่ค่อยมีหนังแบบนี้ออกมาให้เห็นเท่าไหร่ ที่เคยมีก็อาจจะไม่ได้ลงลึกหรือมีความซับซ้อนในเรื่องเทคนิคขนาดนี้ อีกอย่างก็คืออยากพัฒนาผลงานในเรื่องของเทคนิคให้ก้าวหน้ากว่างานที่เคยทำมา คือการทำฝาแฝดนี่จะเรียกว่าเป็นหัวใจหลักของการทำงานก็ว่าได้ เพราะไม่ได้มีผลแค่เรื่องของเทคนิคต่างๆ ที่ยากขึ้นเท่านั้น แต่ว่ารวมไปถึงการทำงานในส่วนอื่นๆ ที่ความซับซ้อนก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ยกตัวอย่างง่ายๆ ก็คือเวลาถ่ายทำฉากฝาแฝด เราก็ต้องถ่ายฉากเดียวกัน 2 ครั้ง ซึ่งต้องอาศัยการวางแผนและความแม่นยำสูง คนที่มีความรู้ในด้านนี้เขาจะเข้าใจว่ามันไม่ง่ายเลย

HIP : ก่อนจะเริ่มถ่ายทำ คุณเตรียมตัววางแผนการทำงานยังไงบ้าง?
นิพันธ์ : ผมเริ่มคิดงานนี้หลังจากที่ The Deepest ผลงานชิ้นก่อนหน้าของผมออกมาช่วงต้นปี 2558 คือหลังจากทำงานชิ้นนั้นเสร็จ เรามีไอเดียเกี่ยวกับหนังอยู่แล้ว ก็คิดพล็อตเรื่องมาเรื่อยๆ เริ่มเขียนบท วางแผนว่าจะต้องทำอะไรบ้าง แล้วอีกส่วนที่สำคัญก็คือการทดลองทำซีนที่ต้องใช้เอฟเฟคต่างๆ ซึ่งตรงนี้จะใช้เวลาเยอะหน่อย เพราะเราไม่สามารถจะไปทดลองหน้างานได้ เพราะฉะนั้นเวลาคิดอะไรได้ก็ทดลองทำดูก่อนว่าถ้าทำแบบนี้แล้วจะโอเคไหม อันไหนทำแล้วยังไม่เหมาะก็ปรับใหม่ หลังจากนั้นก็เริ่มหาทีมงานแล้วก็หานักแสดง
    ความที่เราคิดกันว่าอยากจะให้หนังต่อยอดจาก The Silence ซึ่งพูดภาษาอังกฤษทั้งเรื่อง หนังเรื่องนี้ก็เลยกลายเป็นหนังที่พูดภาษาอังกฤษทั้งเรื่องไปด้วย ตัวละครจึงต้องเป็นฝรั่ง เลยกลายเป็นโจทย์ในการคัดเลือกนักแสดง ซึ่งก่อนที่จะได้ทอมมี่ (โทมัส วิลเลี่ยม-ยูวินส์) มารับบทในหนัง เราก็ลองแคสติ้งนักแสดงหลายๆ คนรวมทั้งทอมมี่ด้วย เมื่อเห็นว่าเขาแสดงได้ เหมาะกับบท ก็เลยเลือกเขา คือเรื่องอายุก็มีส่วน เพราะเราไม่อยากให้ตัวละครดูเด็กเกินไป ไม่อยากให้หนังออกมาเป็นหนังเด็ก แล้วถ้าอายุน้อยไปก็จะไม่สมเหตุสมผลด้วย แต่ถ้าโตกว่านี้ก็จะกลายเป็นหนังวัยรุ่นไปอีกด้วยเหมือนกัน ซึ่งเราคิดว่าคนดูอาจจะไม่รู้สึกอยากเอาใจช่วยตัวละครสักเท่าไหร่ แต่ตอนที่เราได้ทอมมี่มา เขาอายุ 11 ปี ถือว่าพอดีๆ ดูแล้วยังน่าสงสารน่าเอาใจช่วยให้รอดชีวิตอยู่






HIP : บรรยากาศในระหว่างการถ่ายทำเป็นยังไงบ้าง คุณและทีมงานทำงานกันยังไง?
นิพันธ์ : งานนี้เป็นงานที่เราทำกันเอง ไม่ได้มีคนออกทุนให้ ก็เลยไม่ได้มีข้อจำกัดเรื่องเวลาว่าจะต้องเสร็จเมื่อไหร่ บวกกับการที่ผมเองก็มีงานอื่นๆ ที่ต้องทำด้วย ส่วนนักแสดงและนักแสดงสมทบก็เป็นการเชิญชวนให้มาช่วยกัน ไม่ได้เป็นการว่าจ้าง ดังนั้นการถ่ายทำจึงทำกันในตอนที่เรามีเวลาและนักแสดงสะดวก โดยเฉพาะเมื่อนักแสดงของเรายังเป็นเด็ก วันธรรมดาเขาก็ต้องไปเรียนหนังสือ เวลาที่ใช้สำหรับถ่ายทำจึงเป็นวันเสาร์ – อาทิตย์ โดยการถ่ายทำแต่ละครั้งจะใช้เวลานานแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับเวลาที่นักแสดงมีเป็นหลัก ไม่ได้ถ่ายทำกันตั้งแต่เช้าถึงเย็นเหมือนกองถ่ายหนังทั่วไป ซึ่งด้านหนึ่งอาจจะดูเหมือนว่าเราใช้เวลาในการทำงานค่อนข้างนาน เพราะว่าทำงานได้แค่อาทิตย์ละวันหรือสองวัน แต่ว่าจริงๆ แล้วถ้านับจำนวนวันแล้วก็ไม่ได้มากเลย
    สำหรับการถ่ายทำ เรามีพล็อตเรื่องอยู่แล้ว โดยแบ่งเรื่องออกเป็นส่วนต่างๆ และรู้แล้วว่าแต่ละส่วนจะมีซีนอะไรบ้าง ก่อนจะออกไปถ่ายเราจะมีบทให้นักแสดงไปศึกษาก่อน แล้วก็วางแผนการทำงานว่าจะทำอะไรบ้าง พอออกไปถ่ายทำเราก็จะทำงานไปตามซีนนั้นๆ ส่วนใหญ่ก็เรียงไปตามเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงๆ ในหนังเลย เว้นแต่บางครั้งถ้าคิดอะไรใหม่ๆ ได้ก็อาจจะลองดูที่หน้างานว่าไอเดียนี้โอเคไหม นอกจากนี้ก็อาจจะมีบางส่วนที่ต้องถ่ายข้ามฉากบ้าง เนื่องจากข้อจำกัดเรื่องเวลาของนักแสดง อย่างเช่นฉากตอนกลางคืน ความที่นักแสดงของเราเป็นเด็ก ไม่สะดวกที่จะอยู่ทำงานจนดึก เพราะฉะนั้นวันไหนที่มีฉากแบบนี้ เราก็อาจจะถ่ายฉากอื่นกันไปก่อน แล้วรอช่วงใกล้ๆ เลิกกองถึงจะมาถ่ายฉากกลางคืน แล้วค่อยไปใช้งานวิชวลเอฟเฟคช่วยทำให้เป็นกลางคืนอีกที 
    อย่างที่บอกว่างานนี้เรื่องเทคนิคที่เราเน้นคือการสร้างฝาแฝด ดังนั้นการทำงานก็จะมีขั้นตอนที่เพิ่มขึ้น คือในฉากที่ตัวละครปรากฏตัวพร้อมกัน เราก็จะต้องถ่ายฉากนั้น 2 ครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่ผมก็รับหน้าที่เป็นตากล้องเอง อาจจะมีบางฉากที่จะมีตากล้องมาช่วยโดยที่เราคอยคุมอีกที ความยากคือเราถ่ายกันด้วยกล้องตัวเดียว แล้วเรื่องราวในหนังก็ไม่ใช่ฉากที่จะตั้งกล้องเอาไว้นิ่งๆ ได้เพื่อรักษาสไตล์ของหนังทั้งเรื่อง ส่วนใหญ่กล้องจะเคลื่อนไหวตลอด ที่ผมเป็นตากล้องเองก็เพราะทีมงานเราเป็นกองถ่ายเล็กๆ ไม่ได้มีคนเยอะ กับต้องการรักษาสไตล์ของภาพให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเรามากที่สุดด้วย เพราะเราจะรู้ว่าจะต้องถ่ายประมาณไหนให้ภาพมันคงเส้นคงวา
    นอกจากนั้นในงานก็จะมีส่วนของนักแสดงสมทบด้วย เช่นคนที่มารับบทเป็นบรรดาซอมบี้ ผมได้น้องๆ นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ที่ผมไปเป็นอาจารย์พิเศษมาช่วยงาน ซึ่งทุกคนต่างอาสาด้วยความยินดีเพื่อร่วมสร้างผลงานด้วยกัน และยังได้ประสบการณ์จากการทำงานในส่วนนี้ โดยเราก็ได้จัดเตรียมและดูแลสวัสดิการให้กับทุกๆ คนในระหว่างการทำงาน

HIP : หลังจากถ่ายทำเสร็จแล้ว การทำงานในส่วนที่เหลือมีอะไรบ้าง? เรารู้มาว่าคุณทำเองเกือบจะทุกอย่างเลย?
นิพันธ์ : ก็เกือบทุกอย่างครับ ตั้งแต่ตัดต่อ, ทำวิชวลเอฟเฟค, ทำซาวด์, ดนตรีและเพลงประกอบ ก็งานเยอะพอสมควรครับ คือผมจะมีนักศึกษาที่มาฝึกงานกับผมซึ่งก็จะมีส่วนช่วยตั้งแต่ตอนออกไปถ่ายทำ และในบางส่วนของทางด้านวิชวลเอฟเฟค ผมก็เปิดโอกาสให้น้องๆ ที่มีความสนใจและอยากมีส่วนร่วมกับผลงานชิ้นนี้ได้ร่วมสร้างผลงานด้วย
    ความคิดนี้มาจากการที่ผมได้เห็นฝีมือของน้องๆ เยาวชนหลายคน ที่แม้ว่าจะไม่ได้เป็นมืออาชีพ ไม่ได้ศึกษาทางด้านนี้โดยตรง แต่ว่ามีฝีมือ มีความสามารถ มีผลงานที่น่าสนใจ ซึ่งมาจากการที่เขาศึกษาด้วยตัวเอง หรือว่าศึกษาจากตัว Tutorial ที่ผมทำขึ้นมาแล้วเอาไปพัฒนาฝีมือของตัวเองต่อ เลยคิดว่าน่าจะเอางานบางส่วนในหนังแจกจ่ายให้น้องๆ เหล่านี้ได้มีส่วนร่วมด้วย อันนี้ไม่ใช่ว่าทำไม่ทันนะ (หัวเราะ) แต่ว่าตอนที่ทำ The Silence ผมก็เคยเปิดโอกาสให้น้องๆ เก็บฟุตเทจจากจังหวัดของตัวเองส่งมาให้ใช้ในหนังแล้วก็ให้เครดิต เลยคิดว่างานนี้ก็จะทำแบบเดียวกัน ด้วยการเปิดโอกาสให้น้องๆ ได้มีส่วนร่วม โดยที่ก็มีทั้งคนที่คุ้นเคยกับผมแล้วถามมาว่าอยากจะช่วย อยากจะมีส่วนร่วม กับคนที่เราเคยเห็นผลงานของเขาแล้วรู้สึกว่าฝีมือดี น่าจะทำได้ ก็จะติดต่อเขาแล้วเชิญชวนมาร่วมงานกัน ซึ่งผมก็ต้องรู้ว่าเขาถนัดในด้านไหนเป็นพิเศษ ถึงค่อยแบ่งงานที่เหมาะสมกับทักษะนั้นๆ ของเขา ส่วนที่แบ่งไปอาจจะไม่ได้เยอะอะไรมากมาย แต่ว่าก็ต้องอาศัยทั้งฝีมือ เวลา และความละเอียดในการทำงานพอสมควร ซึ่งงานที่ได้กลับมาก็เป็นที่น่าประทับใจมาก แม้ว่าอาจจะมีแก้ไขเพิ่มเติมบ้าง แต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
    ในส่วนของการตัดต่อและการทำวิชวลเอฟเฟคต่างๆ การที่เราถ่ายทำกันเฉพาะวันเสาร์ – อาทิตย์ มันก็กลายเป็นข้อดีอย่างหนึ่ง คือเรามีเวลาระหว่างที่รอถ่ายทำครั้งต่อไปเพื่อตัดต่อและทำวิชวลเอฟเฟคในระหว่างนั้นไปด้วยได้ เรียกว่าการถ่ายทำและการตัดต่อจะทำควบคู่กันไป โดยพอทำเสร็จในแต่ละส่วน ผมกับทีมงานก็จะเอามาเช็คดูว่างานที่ทำออกมาเป็นยังไง มีตรงไหนยังไม่โอเคบ้าง ฟังความเห็นของคนอื่นๆ ว่ายังมีตรงไหนที่ควรจะปรับปรุงเพื่อที่จะได้แก้ไขใหม่
    สิ่งที่ยากอีกจุดก็คืองานด้านซาวด์และการทำดนตรีประกอบ เพราะเราต้องพยายามทำให้เสียงในหนังมันเป็นไปตามเรื่องราวของหนังที่แทบจะไม่มีสิ่งมีชีวิตเหลืออยู่ คือไม่ใช่เงียบสนิทไปเลย ยังต้องมีเสียงจากองค์ประกอบอื่นๆ อย่างลมพัด ใบไม้ไหว เสียงแวดล้อม แต่ว่าต้องไม่มีเสียงสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เลย ซึ่งตอนถ่ายทำก็แน่นอนว่ามีเสียงเข้ามาเยอะแยะมาก ผมก็ต้องจัดการในส่วนนี้โดยการสร้างและอัดเสียงใหม่ทั้งหมด ส่วนการทำดนตรีประกอบ ผมเป็นคนแต่งดนตรีประกอบเอง เล่นดนตรีเอง แล้วคราวนี้เป็นหนังยาวก็ต้องแต่งดนตรีมากขึ้น ต้องหาวิธีว่าจะทำดนตรีออกมายังไงให้สอดคล้องกับเรื่องราวของหนัง โดยที่เรามีเครื่องดนตรีแค่คีย์บอร์ด กีตาร์ และไวโอลิน 3 อย่างเท่านั้นในการทำงาน ก็ถือเป็นเรื่องที่ท้าทายพอสมควร  






HIP : แล้วงานนี้ถูกเลือกให้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ได้อย่างไร?
นิพันธ์ : ต้องเล่าย้อนไปก่อนว่าเป้าหมายหนึ่งในการทำงานแต่ละเรื่องของผม คือการได้สร้างสรรค์ผลงาน และสามารถต่อยอดโดยการทำสื่อการสอน Tutorial เพื่อที่จะสอนเทคนิคต่างๆ ได้ พูดง่ายๆ ก็คือเราใช้ตัวอย่างในการสอนจากผลงานของเราเอง และหนังแต่ละเรื่องก็เป็นผลงานที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเราด้วยว่าเรามีผลงานอะไรบ้าง ซึ่งกับ Silence of the Dusk ก็เช่นกัน คือถึงจะเป็นหนังยาว ต่างไปจากงานก่อนๆ ของผมที่เป็นหนังสั้น แต่เป้าหมายแรกก็คือจะเผยแพร่ผ่านทางยูทูบเป็นหลักเหมือนงานอื่นๆ อย่างไรตาม พอเราทำงานเสร็จแล้ว เราเห็นว่าตัวงานมีศักยภาพที่จะเอาไปฉายในโรงภาพยนตร์ได้ ประกอบกับเราเคยมีการติดต่อกับทางเอสเอฟ ซีเนม่า เพราะก่อนหน้านี้เขาเคยสนใจอยากจะเอา The Deepest ไปฉาย แต่ว่าหนังติดปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ภาพบางอย่างที่ทำให้ไม่สามารถฉายในเชิงการค้าได้ ตอนนั้นก็เลยไม่ได้ร่วมงานกัน แต่พอเราทำ Silence of the Dusk ขึ้นมา เราก็เลยส่งตัวอย่างหนังไปให้ทางเอสเอฟดู ซึ่งพอเขาดูแล้วก็สนใจและนัดพบปะพูดคุยประสานงานกันมาเรื่อยๆ จนในที่สุดทางเอสเอฟตัดสินใจว่าจะนำหนังของเราเข้าฉายในโรงที่ห้างเมญ่า โดยจัดให้เป็น Exclusive Movie 
    ผมเชื่อว่าคนทำหนังทุกคนคงมีความฝันว่าอยากจะเห็นผลงานของตัวเองฉายในโรงภาพยนตร์ ซึ่งการได้ทดลองฉายหนังของเราบนจอภาพยนตร์จริงๆ ก็ลุ้นว่าภาพจะแตกไหม (หัวเราะ) แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่เป็นปัญหา คือพอมาดูหนังบนจอใหญ่แล้วมันก็ได้ความรู้สึกอีกแบบ หลายๆ ฉากให้อารมณ์มากขึ้นทั้งภาพและเสียง ส่วนความรู้สึกของตัวผมเองก็มีทั้งดีใจ ภูมิใจ และประทับใจในตัวทีมงานทุกๆ คน ถือเป็นประสบการณ์ใหม่สำหรับผมด้วยเหมือนกัน ตอนที่หนังเข้าฉายจริงๆ ผมไม่รู้หรอกว่าหนังจะได้รับการตอบรับมากน้อยแค่ไหน จะได้ฉายกี่วัน จะอยู่แค่แป๊บเดียวหรือว่าได้ไปฉายที่โรงอื่นๆ เพิ่ม แต่อย่างน้อยมันก็เป็นประสบการณ์ที่เราสามารถแบ่งปันให้คนอื่นๆ ต่อไปได้ว่า ใครๆ ก็สามารถมาถึงจุดนี้ได้นะ ถ้าเราทำงานที่มีคุณภาพและไม่หยุดพัฒนาผลงานของตัวเอง

HIP : คุณเรียนรู้อะไรจากการทำหนังยาวเรื่องแรกในชีวิตบ้าง?
นิพันธ์ : อย่างแรกก็เรื่องการบริหารเวลาครับ พอทำหนังยาวระยะเวลาในการทำงานมันกว้างขึ้น ไม่เหมือนตอนทำหนังสั้นที่ถ่ายไม่นานก็จบ แต่แบบนี้เราต้องบริหารเวลาให้ชัดเจน เรื่องต่อมาคือการวางแผนในการทำงาน อย่างที่บอกว่าการทำงานนี้มีกระบวนการทางเทคนิคที่ซับซ้อนพอสมควร ฉะนั้นก่อนจะลงมือทำอะไรก็ตามเราต้องวางแผนให้มากๆ เพราะเราไม่สามารถจะไปคิดและแก้ไขตรงหน้างานได้ตลอด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ให้ประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับตัวผมเองด้วยเช่นกัน
   
HIP : เตรียมตัวรับมือกับคำวิจารณ์ต่อผลงานของตัวเองไว้ยังไง?
นิพันธ์ : อย่างที่ผมบอกไปว่าในระหว่างทำงานเราก็มีการเช็คกันอยู่เรื่อยๆ ว่าทำออกมาแล้วหนังหลุดจากสิ่งที่เราต้องการนำเสนอหรือเปล่า ทั้งจากการเช็คกันเองของทีมงาน หรือเชิญคนมาดูแล้วให้เขาวิจารณ์ให้ฟังว่าคิดยังไง รวมไปถึงตอนที่เคยเอาหนังไปฉายที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ก็มีการทำแบบสอบถามให้ผู้ชมได้ให้คะแนนสำหรับหนังด้วย คือที่ผ่านมาเราก็รับฟังความคิดเห็นต่างๆ มาโดยตลอด อันไหนที่เราคิดว่าเหมาะสม ถูกต้อง เราก็รับฟังแล้วเอาไปใช้ในการปรับปรุงงานของเรา
    สิ่งที่ผมห่วงมากกว่าซึ่งเราก็คงห้ามไม่ได้ด้วย คือการที่คนจะเอาหนังไปเปรียบเทียบกับหนังเรื่องอื่นๆ ในแนวทางเดียวกัน เอาไปเทียบกับหนังที่เขาทำงานกันในสเกลใหญ่ๆ อย่างหนังฮอลลีวู้ดอะไรแบบนั้น คือถ้าเทียบกันแบบนั้นหนังของเราก็ไม่ได้มีอะไรใหม่เลย มันเป็นเรื่องราวที่เขาทำกันมาเยอะแล้ว คือเราอยากจะบอกคนดูว่าขอให้มองหนังเรื่องนี้ตามพื้นฐานที่มันเป็น คือเราไม่ใช่ทีมงานใหญ่โต ไม่ใช่โปรดักชั่นระดับฮอลลีวู้ด จะให้เราเซ็ตฉาก เซ็ตเมืองขึ้นมาถ่ายทำ ปิดถนนอะไรขนาดนั้นก็ไม่ได้ เราก็ใช้วิชวลเอฟเฟคเข้ามาช่วยเพื่อให้สิ่งที่ต้องการนำเสนอเกิดขึ้นได้จริง ถ้าคนดูคาดหวังว่าจะต้องเห็นเทคนิคระดับอลังการก็คงไม่ใช่ แต่เราก็ทำงานกันเต็มที่เท่าที่จะสามารถทำได้ หรือถ้าถามว่าทำไมเรื่องราวในหนังมันเดาได้ง่าย ก็เพราะเรื่องราวของหนังแนวนี้มันก็จะออกมาประมาณนี้อยู่แล้ว สิ่งที่เราอยากนำเสนอคือการหยิบเอางานแนวนี้มาทำให้เกิดขึ้นในบ้านเรามากกว่า เพราะเราเห็นว่ายังไม่มีใครทำงานแบบนี้กันจริงๆ จังๆ รวมทั้งต้องการนำเสนอในเชิงเทคนิคว่าเราก็ทำได้นะ ทั้งๆ ที่เราไม่ได้มีทีมงานมากมาย ทำกันแค่ไม่กี่คนนี่ล่ะ แน่นอนว่ามันต้องมีส่วนที่เรายังต้องปรับปรุงกันต่อไป แต่เราก็เชื่อว่ามันก็มีส่วนที่เราทำได้ดีพอสมควรอยู่เหมือนกัน



HIP : อยากจะฝากอะไรถึงผู้ชมก่อนจะไปชม Silence of the Dusk?
นิพันธ์ : อย่างแรกเลยก็คือ เราพยายามทำหนังในแนวที่ยังไม่ค่อยมีใครทำในวงการหนังไทย ทุกคนก็คงพอจะนึกออกว่าเวลาเราพูดถึงหนังไทยจะเห็นหนังอยู่ไม่กี่แบบ เราก็เลยอยากจะนำเสนออะไรใหม่ๆ ที่ต่างออกไป เป็นรสชาติใหม่ให้ผู้ชมได้ลองดูบ้าง มันอาจจะไม่ได้แหวกแนวอะไรมากไปจากหนังสากลทั่วไป แต่อย่างน้อยมันก็แตกต่างไปจากหนังไทยหลายๆ แนวที่คุณเคยดูมา
    อีกอย่างคือผมหวังว่าเราจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นๆ ที่มีความตั้งใจอยากสร้างหนังหรือมีความสนใจในแขนงต่างๆ ของการทำหนัง ว่าถึงแม้เราจะทำงานภายใต้ทรัพยากรที่มีจำกัด แต่เราก็สามารถสร้างผลงานออกมาในระดับสากลได้ เพียงแค่เริ่มต้นด้วยความตั้งใจ, ความพยายาม และความมุ่งมั่นพัฒนาที่ไม่หยุดยั้ง ก็จะนำเราไปสู่ความสำเร็จที่ใฝ่ฝันได้









DID YOU KNOW?

- จากการคำนวณ ถ้านับเฉพาะจำนวนวันที่ทีมงานใช้ในการถ่ายทำ (ไม่รวมการตัดต่อต่างๆ) นิพันธ์บอกว่าพวกเขาใช้เวลาในการทำงานทั้งหมดเพียง 17 วันเท่านั้น
- จำนวนน้อยที่สุดของทีมงานที่ออกไปถ่ายทำในแต่ละครั้งคือ 5 คน
- นักแสดงประกอบในเรื่อง นอกจากจะมีนักศึกษาที่นิพันธ์สอนแล้ว ยังมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้มาร่วมแสดงด้วย
- หลังจาก Silence of the Dusk นิพันธ์บอกว่าเขามีแผนที่จะทำหนังเรื่องใหม่ ซึ่งอาจมีเรื่องราวเกี่ยวโยงกับสิ่งที่เกิดขึ้นใน Silence of the Dusk โดยที่เมื่อผู้ชมดูแล้วจะเห็นความเชื่อมโยงกันของหนังทั้งสองเรื่อง หรือจะดูแยกกันก็เข้าใจเรื่องราวได้ไม่สับสน
- Silence of The Dusk จะเข้าฉายที่โรงภาพยนตร์ เอสเอฟเอ็กซ์ ซีเนม่า เมญ่า เชียงใหม่ ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน เป็นต้นไป ใครสนใจอยากดูหนังไทยฝีมือชาวเชียงใหม่ หรืออยากลองดูเชียงใหม่ในแบบที่เป็นเมืองร้างก็ตีตั๋วเข้าไปชมกันได้




เรื่อง:
ระพินทรนาถ
ภาพ: Nipan Studio


INSIDE ‘SILENCE OF THE DUSK’
เจาะลึกเบื้องหลัง ‘Silence of the Dusk : อัศดงแห่งความเงียบ’
H I P  P A R T N E R S
สำนักงานนิตยสาร  H I P  M a g a z i n e  บริษัท  เชียงใหม่  ฮิพ  แม็กกาซีน  จำกัด
เลขที่  5 / 1  หมู่ 5  ตำบลสุเทพ  อำเภอเมือง  เชียงใหม่ 50200  โทรศัพท์  /  แฟ็กซ์  0 5 3 - 3 2 9 - 4 2 0
hipthailand@windowslive.com  +  hipthailand.cm@gmail.com
H I P   M A G A Z I N E   A N D   E V E N TS   C H I A N G   M A I   ©