AUGUST 2017 OUT NOW!!
SECTION A
SECTION B
HOME
MAGAZINE
 
 
HIP BIKE & TRAVEL
2016
CRAZY HUMAN PELOTONS
TINY ´W´ ANDREAS WALSER
รับทำเลื่อนหิมะสำหรับสุนัข และจักรยานระดับโปรทัวร์

 

TINY ´W´
ANDREAS WALSER
รับทำเลื่อนหิมะสำหรับสุนัข และจักรยานระดับโปรทัวร์


Walser Model.5


ไมล์ติดจักรยานที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Bicycle Computer นี่เอาเข้าจริงๆ ในยุคแรกๆ มันไม่มีอะไรเข้าไปข้องเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เลยซักนิดนะครับ จนกระทั่งสองสามปีหลังมานี่เองที่เกิดกระแสความนิยม GPS Cycling Computer ขึ้นมา เริ่มมีฟังก์ชั่นต่างๆ รวมถึงสามารถแชร์ข้อมูลบนโซเชียลเน็ตเวิร์กได้นี่แหละ มันถึงค่อยสมกับการถูกจัดประเภทว่าเป็นคอมพิวเตอร์ขึ้นมาซักหน่อย (Bicycle Computer หรือ Speedometer ใช้ได้โดยมีความหมายเดียวกัน แต่เห็นว่านิยมเรียก Bicycle Computer มากกว่า เนื่องจาก Speedometer ให้ความรู้สึกไปทางหน้าปัดรถยนต์สมัยก่อนที่รูปร่างคล้ายนาฬิกา คือเป็นแป้นกลม มีตัวเลขและมีเข็มชี้ความเร็วอยู่ตรงกลางมากกว่า ล่าสุดมีโปรเจ็คท์ระดมทุนใน Kickstarter ผลิตเจ้า Speedometer หน้าตาแบบดั้งเดิมที่มีเทคโนโลยีไม่แพ้ Garmin ใครสนใจลองหาชมได้ที่นี่เลยครับ www.omata.com


Walser Model.5


ไม่น่าเชื่อนะครับว่าใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่ปี GPS Cycling Computer ซึ่งมีราคาค่อนข้างสูง ก็กลายเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ถีบเจ้า Bicycle Computer รูปแบบเดิมๆให้กลายเป็นของล้าสมัยกันไปเลยทีเดียว การวัดอัตราการเต้นของหัวใจ รอบขา ถูกให้ความสำคัญมากขึ้น และดูเหมือนว่าจะยังไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ ตอนนี้กระแสของเครื่องวัดวัตต์จากขาจานก็เริ่มกระเพื่อมเข้าจู่โจมกระเป๋าสตางค์ของนักปั่นจักรยานระดับ Weekend Cyclist มากขึ้นเรื่อยๆ ระวังตัวกันดีๆ นะครับ
ผมก็เพิ่งจะตัดสินใจไปถอย GPS Cycling Computer ยี่ห้อที่ฮิตกันอยู่มาได้ไม่นาน ได้แรงบันดาลใจจากพี่โหน่งเจ้าของหนังสือ HIP นี่แหละครับ เห็นแกใช้แล้วก็ดูคล่องแคล่วดี ยิ่งพอได้ฟังแกคุยเรื่องฮาร์ทเรทแล้วก็แอบคิดในใจว่าเอาวะ ขูดเงินออกจากตู้เอทีเอ็มเรียบร้อย ก็เดินเข้าร้านจักรยานเลย กลับบ้านมาพยายามติดตั้งอุปกรณ์ใหม่อยู่พักใหญ่ๆ ก็พบว่ามันไม่ค่อยจะง่ายอย่างที่คิดไว้แฮะ ไมล์จักรยานรุ่นเก่าๆ น่ะ ซื้อกลับบ้านมาติดตั้งเองแป๊บเดียวก็เรียบร้อย อดคิดไม่ได้ครับว่าโลกของจักรยานมันซับซ้อนขึ้น หรือไม่ผมก็คงตกขบวนตามวัฒนธรรมจักรยานสมัยใหม่ไปเรียบร้อยแล้ว


Walser Model.5

เอาล่ะเข้าเรื่องได้ซักที
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการวัดวัตต์ วัดอัตราการเต้นของหัวใจ การเลือกใช้อุปกรณ์ต่างๆ ของ Weekend Cyclist ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของจักรยาน มันกลายเป็นวัฒนธรรมที่ยากจะคาดเดาสำหรับเหล่าผู้ผลิต ในปี 1989 LOOK ผู้ผลิตจักรยานรายใหญ่ของฝรั่งเศสล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการนำเสนอ LOOK MAXone อุปกรณ์วัดวัตต์สำหรับจักรยานตัวแรกของโลก Mavic เองก็เคยล้มเหลวกับระบบเกียร์อิเล็กทรอนิกส์ชุดแรกของโลกอย่าง Mavic ZAP ตั้งแต่ปี 1993 และ Mektronic ในปี 1999 ที่ใช้คำว่าล้มเหลวไม่ได้หมายความว่าทั้ง ZAP และ Mektronic มันไม่ดีนะครับ แต่มันล้มเหลวเพราะมันขายไม่ได้! ในขณะที่อีก 16 ปีต่อมา ระบบเกียร์ไฟฟ้าของ Shimano Di 2 ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม (ทั้ง ZAP และ Mektronic เป็นชุดเกียร์อิเล็กทรอนิกส์ที่ ‘ไร้สาย’ นะครับ จนถึงปัจจุบัน Di 2 ยังใช้สายไฟอยู่เลย) Shimano เองก็เคยนำเสนอจานเบี้ยว Biopace ตั้งแต่ปี 1983 ซึ่งก็ไม่ถือว่าประสบความสำเร็จและเลิกผลิตไปในช่วงต้นปี 90 ก่อนที่ใบจานเบี้ยวของ Rotor จะมียอดขายระดับถล่มทลาย Shimano คงไม่เจ็บปวดซักเท่าไหร่ครับ เพราะความจริงแล้วแนวคิดเรื่องจานที่ไม่กลมนี้เป็นของ Reydel ซึ่งผลิตใบจาน Reydel Couronne Ovale ออกมาขายตั้งแต่ในช่วงยุคปี 70 คิดก่อน ทำก่อน เจ๊งก่อนไปเรียบร้อยแล้วครับ)
เดี๋ยวนะ! ผมตั้งใจจะเขียนถึง Walser

เกริ่นมานานแสนนานก็เพราะอยากจะให้คล้อยตามครับว่า กว่าที่จักรยานและอุปกรณ์ต่างๆ แต่ละชิ้นจะมาอยู่กับเราในวันนี้ ก็มีบาดเจ็บล้มตายกันไปมาก ตลาดจักรยานมันโหดและหิน เป็นความจำเป็นนะครับ ที่ผู้ผลิตแทบทุกรายต้องพัฒนา เปลี่ยนแปลง นำเสนอแนวคิดใหม่ๆ ทุกๆ ปี ซึ่งก็คงจะมีทั้งส่วนที่เป็นนวัตกรรมใหม่ แนวคิดใหม่จริงๆ และส่วนที่ใช้การตลาดเข้ามาช่วย แต่ก็ไม่มีอะไรที่จะมารับประกันได้อยู่ดีครับว่าแนวคิดหรือสินค้านั้นจะเอาตัวรอด เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการปั่นจักรยานได้ อย่างที่ผมได้เกริ่นถึง GPS Cycling Computer ไปนั่นละครับ ถ้ามันเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ซักสิบปี เหล่า Weekend Cyclist ก็อาจจะติดว่ามันเป็นสิ่งที่เกินและไม่ยอมรับก็มีความเป็นไปได้ แล้วลองมาติดตามดูกันนะครับว่าเจ้า GPS Speedometer หน้าตาเชยๆ อย่าง Omata จะสามารถระดมทุนผลิตออกมาจำหน่ายได้หรือเปล่า ในกระแสที่ไมล์จักรยานแข่งขันกันที่ฟังก์ชั่นที่มากขึ้นและหน้าตาอันทันสมัย แต่ธุรกิจจักรยานก็มีความพิเศษอยู่หนึ่งอย่างครับ นั่นคือโดยส่วนมากแล้วผู้ที่เริ่มเข้าสู่ธุรกิจนี้มักจะเป็นคนที่ บ้า จักรยานมาก่อนแทบทั้งนั้น ดังนั้นเราก็คงยังจะมีนวัตกรรมที่แหวกแนว หรือแนวคิดที่ไม่เหมือนใครให้เห็นกันได้เรื่อยๆ แน่ๆ ครับ

"We are innovative and ahead of the game" He Says "We dont need to change every year. That´s why models like the adrenalin were produced for nearly 17 years"  "จักรยานของเรามีแนวคิดและนวัตกรรมที่โดดเด่นก้าวล้ำนำหน้าไปไกลเกินมาตรฐานของวงการจักรยานโลกปัจจุบันไปเป็นอย่างมาก เราจึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องปรับเปลี่ยนรุ่นต่างๆ เป็นประจำทุกปี เหมือนที่แบรนด์อื่นๆ ต้องทำกัน นี่คือเหตุผลว่าทำไมโมเดลอย่าง Adrenalin (MTB) ถึงสามารถคงอยู่ในสายการผลิตมาได้ยาวนานถึง 17 ปี" Markus Storck
นั่นสินะครับ เวลาที่อ่านข้อมูลประชาสัมพันธ์ของจักรยานที่ออกใหม่ในแต่ละปี ก็มักจะได้เห็นวลีประมาณว่า ดีที่สุดของ อยๆ แล้วปีหน้าก็จะมีรุ่นที่ดีกว่าออกมาอยู่ดี Markus Storck ก็คงจะรำคาญอยู่เหมือนกันครับ สวนกระแสมันซะเลย ความกล้าคิด กล้าทดลอง กล้าสวนกระแสของ Markus Storck นี่เองที่ทำให้จักรยาน Storck มีบุคลิกไม่เหมือนแบรนด์อื่นๆ แต่เรื่องของ Markus Storck เอาไว้พูดถึงกันในคราวต่อๆ ไปดีกว่าครับ วันนี้พูดถึงจักรยานที่ไม่ใช่แค่สวนกระแส แต่ไม่อยู่ในกระแสเลยดีกว่าครับ


Jan Ullrich in Walser Model.3 at Tour de France 2003 



Walser


Walser เป็นชื่อที่เป็นที่รู้จักน้อยมาก และอาจจะเป็นแบรนด์จักรยานที่เล็กที่สุดในโลก ในปี 2004 เว็บไซต์ Velonews พูดถึง Walser ว่าเป็น One-Man Operation in Switzerland ตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง Walser ผลิตจักรยานออกมาเพียง 9 รุ่น 7 ใน 9 รุ่นนี้ใช้แพลตฟอร์มเดียวกัน นั่นหมายความว่า Walser ออกแบบเฟรมจักรยานมาแค่ 3 รุ่น แล้วผลิตขายมาเกือบยี่สิบปี! และทางเดียวที่จะเป็นเจ้าของจักรยานทั้ง 9 รุ่นของ Walser ได้คือติดต่อผ่านทางอีเมล www.walser-cycles.ch ไม่มีสั่งซื้อแบบออนไลน์นะครับ เมื่อเข้าไปที่เว็บไซต์แล้ว แต่ละรุ่นจะมีราคาบอกไว้โดยไม่มีรายละเอียดใดๆ ทั้งสิ้น การสั่งซื้อและขอรายละเอียดทำได้โดยติดต่อไปที่อีเมล walser-cycle@gmx.ch เท่านั้น
Andreas Walser เป็นสถาปนิกชาวสวิตเซอแลนด์ที่หันหลังให้กับงานออกแบบบ้าน เพื่อทดลองงานใหม่ที่ท้าทายกว่า ซึ่งก็คือการออกแบบจักรยาน โดยเป้าหมายแรกของ Walser คือการออกแบบจักรยานให้กับ Michael Rich นักจักรยาน Time Trial ที่มีชื่อเสียงของเยอรมนี หลังจากร่วมทำงานด้วยกันอย่างใกล้ชิด Andreas Walser เชื่อมั่นว่าถ้าจะมีจักรยานซักคันที่ Michael Rich ยอมรับได้แล้วละก็ จักรยานคันนั้นย่อมจะเป็นจักรยานที่ดีพอสำหรับทุกคน และในที่สุด Michael Rich ก็ยอมรับจักรยานของ Andreas Walser และใช้มันลงแข่งในรายการ World Time Trial Championship
ในช่วงสัปดาห์แรกของการแข่งขัน Tour de France ปี 2003 Jan Ullrich ออกสตาร์ทได้อย่างย่ำแย่ ในสเตจปกติไม่มีวี่แววว่า Ullrich จะเป็นผู้ท้าชิงที่สูสีกับแชมป์เก่า Lance Armstrong ได้เลย แต่เมื่อถึงสเตจ Time Trial สเตจแรก Jan Ullrich กลับสร้างความตื่นตะลึงด้วยการชนะเข้าสู่เส้นชัย โดยทำเวลาดีกว่า Lance Armstrong ถึงหนึ่งนาทีครึ่ง ส่งผลให้ Jan Ullrich กลับเข้าสู่กลุ่มผู้นำเวลารวมอีกครั้ง และผู้ที่ช่วยให้ Ullrich สามารถสร้างปรากฏการณ์นี้ได้คือ Andreas Walser และ Walser Model.3
สัญญาที่ Jan Ullrich ทำไว้กับทีม Bianchi ในปีนั้น เปิดโอกาสให้สามารถใช้เฟรมและอุปกรณ์ต่างๆ นอกเหนือจากที่ Bianchi เตรียมไว้ให้ได้ และ Jan Ullrich ก็เลือกที่จะใช้จักรยาน Time Trial ของ Walser รุ่น Walser Model.3 ที่พรางตัวอยู่ในสีเขียว Celeste ติดโลโก้ Bianchi ของทีม

 
Jan Ullrich in Walser Model.3 at Tour de France 2003


Walser Model.3 ถูกออกแบบด้วยแนวคิดแบบ Minimalist ตัดทอนและเรียบง่าย แต่กลับเป็นความเรียบง่ายที่ตั้งคำถามกับอุปกรณ์มาตรฐานของจักรยานในสมัยนั้นในหลายๆ จุด Model.3 ใช้กะโหลกที่มีแกนกลางสั้นเพียงแค่ 50 มิลลิเมตร และมีระยะห่างของหางหลังเพียงแค่ 110 มิลลิเมตร นั่นหมายความว่าผู้ที่ครอบครอง Model.3 ทั้งในอดีตหรือ Model.3 ที่ Walser ขายอยู่ในปัจจุบัน หมดโอกาสที่จะใช้กะโหลกและดุมล้อหลังที่เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน (กะโหลกที่ Walser คัสตอมขึ้นเพื่อใช้ร่วมกับเฟรมของ Walser ในปัจจุบัน ยังเป็นกะโหลกเหลี่ยมอยู่เลยครับ ในขณะที่ผู้ผลิตรายอื่นๆ หันมาใช้กะโหลกกลวงมาตั้งแต่ช่วงประมาณปี 2005 แล้ว ส่วนล้อหลังมีแบรนด์สุดหรูของเยอรมนีที่คนไทยรู้จักดีอย่าง Lightweight มาผลิตล้อหลังให้สำหรับ Walser โดยเฉพาะครับ) นอกเหนือจากแกนกะโหลกและแกนดุมล้อหลัง Model.3 ของ Ullrich ยังใช้ Integrated Handlebar ที่คัสตอมขึ้นเป็นพิเศษสำหรับ Model.3 โดยเฉพาะ ดูเหมือนว่า Andreas Walser กำลังท้าทายโลกอุตสาหกรรมจักรยาน เหมือนกับที่ Jan Ullrich ท้าทายผู้ยิ่งใหญ่อย่าง Lance Armstrong ในวันนั้น 
ความยิ่งใหญ่ของ Lance Armstrong ในช่วงนั้นเปรียบเสมือนกำแพงยักษ์ขนาดมหึมาสำหรับ Jan Ullrich ผู้ที่มักจะถูกเรียกว่า Eternal Second Behind Armstrong ปี 2003 นี้เองที่ Ullrich มีโอกาสใกล้เคียงที่สุดที่จะก้าวข้ามกำแพงยักษ์นี้ หลังจากกู้เวลาที่เสียไปในช่วงฟอร์มไม่ดีในช่วงแรกกลับมาได้ ช่วงสุดท้ายของการแข่งขัน เวลารวมของ Ullrich ตามหลัง Lance อยู่แค่ 40 วินาที นั่นหมายความว่าการตัดสินแพ้ชนะในครั้งนี้ จะตัดสินกันในสเตจสุดท้าย ที่ดูเหมือนจะเป็นใจให้กับ Jan Ullrich มากกว่า เนื่องจากสเตจสุดท้ายของ Tour de France ในปีนั้นเป็นสเตจ Time Trial ซึ่ง Jan Ullrich เอาชนะ Lance Armstrong อย่างขาดลอยมาแล้วในการแข่งขันช่วงแรก แต่สุดท้าย Jan Ullrich ก็ไม่สามารถคว้าโอกาสนี้เอาไว้ได้


 
Karin Thurig 2004 at World Championship 


สเตจ Time Trial วันสุดท้ายของ Tour de France ปี 2003 Jan Ullrich บนจักรยาน Walser Model.3 เหลือระยะห่างจากเส้นชัยและการเป็นแชมป์ครั้งแรกเพียงไม่กี่กิโลเมตร ดูเหมือนกับว่ากำแพงยักษ์ที่ขวางหน้าได้พังทลายลงแล้ว Ullrich กำลังจะได้แชมป์ Tour de France แต่ทุกอย่างก็หายไปในช่วงเวลาแค่วินาทีเดียว Jan Ullrich ลื่นไถลล้มลงที่โค้งเล็กๆ ก่อนถึงเส้นชัย ส่งผลให้ Lance Armstrong ได้แชมป์ในปีนั้นไปครอง และสร้างสถิติชนะ Tour de France เจ็ดปีติดกัน หลังจากชนะอีกสองครั้งในปี 2004 และ 2005
ใกล้เพียงแค่ฝ่ามือเอื้อม กลับคว้าเอาไว้ไม่ได้ แต่ Jan Ullrich ก็ไม่เคยถูกจดจำในฐานะของ ผู้แพ้ วลี Eternal Second Behind Armstrong นั้นถูกกล่าวขึ้นโดยมีนัยยะถึงการต่อสู้อันดุเดือด และเปี่ยมไปด้วยสปิริตของสองนักจักรยานผู้ยิ่งใหญ่ (เป็นที่ทราบกันดีว่า Lance Armstrong มีปัญหาเรื่องการใช้สารกระตุ้นในภายหลัง ซึ่ง Jan Ullrich เองก็โดนข้อกล่าวหานี้ด้วยเช่นกัน แต่เราจะหรี่ตาลง และลืมเรื่องนี้เอาไว้ซักพัก) ใน Tour de France ปี 2001 เมื่อ Ullrich ล้มลงระหว่างการแข่งขัน Lance ไม่ยอมไปต่อ แต่กลับหยุดรอจนกระทั่ง Jan Ullrich กลับขึ้นบนจักรยานก่อนจะเริ่มแข่งขันกันต่อ ใน Tour de France ปี 2003 หลังจาก Ullrich ทำเวลารวมกลับขึ้นมาอยู่ในกลุ่มผู้นำ Lance Armstrong เป็นฝ่ายประสบอุบัติเหตุที่ Luz Ardiden ฝ่าย Jan Ullrich ก็ปฎิเสธที่จะใช้โอกาสนี้ทำเวลารวมทิ้งห่างออกไป ทั้งที่ถ้าทำเช่นนั้น Ullrich อาจจะสามารถเอาชนะ Lance ไปได้ โดยที่ไม่ต้องมาตัดสินกันที่สเตจสุดท้าย แต่ Jan Ullrich ก็เลือกที่จะหยุดรอ จน Lance สามารถลุกขึ้นปั่นจักรยานต่อไปได้เช่นกัน

ในปี 2004 Jan Ullrich ก็ยังยืนยันที่จะใช้ Walser Model.3 สำหรับสเตจ Time Trial แต่เปลี่ยนจากสีเขียว Celeste มาเป็นสีชมพูเนื่องจาก Ullrich ย้ายสังกัดจากทีม Bianchi เข้าสู่ทีม T-Mobile ที่มี Giant เป็นสปอนเซอร์ และถึงแม้ว่าจะมีนักกีฬาระดับโปรทัวร์จำนวนมากเลือกใช้จักรยานของ Walser แต่ทั้งหมดก็ถูกเพนท์ทับด้วยสีและโลโก้ของสปอนเซอร์รายอื่นทั้งสิ้น แม้กระทั่ง Walser Model.3 ที่ Karin Thurig ใช้แข่งและได้แชมป์ในรายการ World Championships ก็เป็นเพียงแค่จักรยานสีดำเรียบๆ ไม่มีสัญลักษ์ของ Walser แม้แต่น้อย ดูเหมือนกับว่า Andreas Walser พอใจแล้วที่จะเป็น One Man Operation in Switzerland 
เกือบ 20 ปีในวงการจักรยาน Walser ยังคงเลือกที่จะซ่อนตัวอยู่เงียบๆ การปรับเปลี่ยนครั้งล่าสุดของ Walser เกิดขึ้นเมื่อปี 2012 ที่ทำการปรับ Integrated Handlebar รหัส Bar 4 ให้เป็นไปตามข้อบังคับของ UCI ในส่วนของเฟรม ทุกอย่างไม่มีการปรับเปลี่ยนใดๆ ทั้งสิ้น ในปี 2008 แบรนด์จักรยาน Focus จากเยอรมนี ร่วมมือกับ Walser ผลิตเฟรม Time Trial Focus Izalco โดยยกแพลตฟอร์มเกือบทั้งหมดมาจาก Walser Model.5 (ปรับให้ใช้กับอุปกรณ์มาตรฐานได้ โดยไม่ต้องใช้เฉพาะกับอุปกรณ์ที่คัสตอมขึ้นเป็นพิเศษ) จนถึงปัจจุบัน เฟรม Time Trial ของ Focus ก็ยังคงมีรูปร่างหน้าตาที่คงความเป็นเอกลักษณ์ของ Walser เป็นหลักฐานที่ Andreas Walser ได้แสดงให้เห็นว่า คุณค่าของจักรยานที่ดี ไม่ได้หมายความว่ามันต้องทันสมัยที่สุดเสมอไป


หมายเหตุ
นอกเหนือจากออกแบบจักรยานแล้ว Andreas Walser ยังออกแบบและผลิตเลื่อนหิมะที่ใช้สุนัขลากในระดับที่ได้เหรียญรางวัลโอลิมปิกอีกด้วย

เรื่อง  52
ติดตามผู้เขียนได้ที่นี่ 52

 

GIOTTO, CINO OR ANDREA DESTINY WILL PICK JUST ONLY ONE!
จากจุดเริ่มต้น เรามากันไกลแค่ไหนแล้วครับ?
TINY ´W´ ANDREAS WALSER
รับทำเลื่อนหิมะสำหรับสุนัข และจักรยานระดับโปรทัวร์
H I P  P A R T N E R S
สำนักงานนิตยสาร  H I P  M a g a z i n e  บริษัท  เชียงใหม่  ฮิพ  แม็กกาซีน  จำกัด
เลขที่  5 / 1  หมู่ 5  ตำบลสุเทพ  อำเภอเมือง  เชียงใหม่ 50200  โทรศัพท์  /  แฟ็กซ์  0 5 3 - 3 2 9 - 4 2 0
hipthailand@windowslive.com  +  hipthailand.cm@gmail.com
H I P   M A G A Z I N E   A N D   E V E N TS   C H I A N G   M A I   ©