SEPTEMBER 2017 OUT NOW!!
SECTION A
SECTION B
HOME
MAGAZINE
 
 
HIPNER BLOG
2017 2016 2015
JUIJUIS
LUANG PRABANG CALLING
ปั่นหลวงพะบาง

 

LUANG PRABANG CALLING
ปั่นหลวงพะบาง


        ‘หลวงพะบาง’ ผมได้ยินชื่อนี้ติดหูมานาน เพราะเป็นชื่อของร้านกาแฟดัง ย่านโป่งน้อย บริหารและบริการโดยพี่เจี๊ยบคนสวย กาแฟอร่อย ลองไปชิมสิ ไม่ลองไม่รู้ (ซึ่งจะเปิดบริการที่หน้าวัดโป่งน้อยถึง 15 มิ.ย. นี้ เท่านั้น ใครยังไม่เคยลองต้องรีบไปชิม ส่วนใครเป็นแฟนประจำแต่ยังไม่ทราบข่าว ก็ขอบอกกล่าวกันตรงนี้เลย)

แล้วอยู่มาวันหนึ่ง พี่โหน่ง สมชาย ขันอาษา บก.นิตยสาร HIP ก็โทรมาชวนผมไปหลวงพะบาง ผมตกลงทันที ทั้งๆ ที่กำลังจะเดินเข้าร้านกาแฟอีกร้านนึงอยู่แล้ว “โอเค งั้นเตรียมพาสปอร์ตเลย” พี่โหน่งกล่าว ผมตกใจอย่างแรง คิดในใจ แค่ไปกินกาแฟ ทำไมต้องเอาพาสปอร์ตไปด้วย แต่พี่โหน่งหมายถึง ´หลวงพะบาง´ หรือ ´หลวงพระบาง´ ที่เดียวกันแหละครับ (แต่คนไทยคุ้นกับเขียนแบบ ´หลวงพระบาง´ มากกว่า ในที่นี้ ผมขอเขียนตามแบบภาษาลาวแล้วกันนะครับ) 
        พี่โหน่งบอกว่าให้เอาจักรยานไปปั่นกัน ผมนี่รีบเลย ตอบตกลงทันที ไปครับไป ไม่เคยปฎิเสธอยู่แล้วไอ้เรื่องเที่ยวเนี่ย ของถนัดเลย ฮี่ๆๆ และไหนๆ ก็จะไปปั่นแล้ว ก็อยากมีภาพถ่ายและภาพเคลื่อนไหวกลับมาได้ดูด้วย ผมจึงเสนอให้ชวนน้องเต้ จากร้าน VELOCITY ไปกับเราด้วย เพราะน้องเขาถ่ายรูปดี พี่โหน่งตอบตกลง ทริปปั่นหลวงพะบางครั้งนี้ จึงร่วมเดินทางกันไป 3 คน กับจักรยาน 3 คัน พวกเราเลือกที่จะเอาจักรยานพับไป เพราะสะดวกมาก ขนขึ้นรถลงเรือเป็นเรื่องง่าย ไม่เทอะทะ แถมเวลาปั่นแล้วยังดูน่ารักอีกต่างหาก  พี่โหน่งใช้จักรยานพับ FSIR SPIN 5.0 ล้อ 20 นิ้ว น้องเต้ใช้จักรยานพับ FLIK T-18 ล้อ 18 นิ้ว ส่วนผมก็เอาจักรยานพับ FSIR SPIN 3.0 ล้อ 16 นิ้วคันเก่งลายพรางไป รถพับเหมือนกัน แตกต่างกันที่ขนาดวงล้อ ต่างคนต่างเตรียมพับจักรยานลงกล่องกระดาษอย่างแน่นหนา พร้อมโหลดลงใต้ท้องเครื่องบิน พวกเราได้น้ำหนักกล่องจักรยานคนละ 30 กิโลกรัม จากการทำตั๋วล่วงหน้า เราจึงเอาอุปกรณ์หลายๆ อย่าง เช่น อะไหล่ต่างๆ สูบลม รองเท้า หมวกกันน็อค ครก สาก หม้อหุงข้าวไปด้วย เย้ย! ไม่ใช่ละ ฮ่าๆๆๆๆๆ


เช้าวันที่ 26 เมษา (หลวงพะบาง วันแรก)




พวกเราเหินฟ้าพร้อมกับจักรยานคันจิ๋วไปกับสายการบิน Air Asia จากท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ ลงต่อเครื่องที่ท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง จนถึงท่าอากาศยานนานาชาติหลวงพะบาง ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในเวลาบ่ายแก่ๆ พอลงเครื่องปุ๊ป ก็มารอรับกล่องจักรยานที่สายพาน และเช็คความเรียบร้อยทันที ไม่สิ่งใดเสียหาย ปลอดภัยเรียบร้อยดีมากครับ พวกเราไปยังที่พัก ซึ่งอยู่ในตัวเมือง เมื่อแบ่งห้องพักกันลงตัว ก็ไม่รอช้าที่จะเอาจักรยานพับออกจากกล่อง เพื่อที่จะไปปั่นสำรวจเส้นทางในช่วงเย็นกันสักหน่อยให้พอเป็นน้ำจิ้ม หรือว่าง่ายๆ ก็คือ ปั่นหาอะไรกินนั่นแหละครับ หิวๆๆๆๆ
          ในคืนแรกที่หลวงพะบาง เราปั่นสำรวจรอบๆ ตัวเมืองเบาๆ ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ผู้คนยิ้มแย้ม พวกเราปั่นกันอย่างมีสติ เปิดไฟ ใส่หมวกกันน็อค ถนนที่นี่วิ่งกันเลนขวา เวลาออกจากซอย ก็ต้องแลซ้าย อย่าได้ลืมตัวเชียว เดี๋ยวรถชนนะจ๊ะ

 

 

 

ปั่นอยู่ดีๆ รถน้องเต้ยางแตก แล้วยางในอะไหล่มีแต่ 16 กับ 20 นิ้ว ก็เลยเอา ยางในของ 16 นิ้วใส่แทน ของมันแทนกันได้น่า อ่ะ ไปกันต่อ นี่เพิ่งจะ 5 กิโลฯ เอง ปั่นออกไปนอกเมืองนิดหน่อย ก็เข้ามาในโซน Historic Area จากที่พัก เราปั่นกันชิลล์ๆ 13 กิโลฯ กว่าๆ เห็นร้านเล็กๆ ร้านหนึ่ง อยู่ริมแม่น้ำคาน ดูธรรมดาดี จึงพากันจอดเพื่อสั่งอาหารกินกัน แล้วก็ไม่พลาดที่จะต้องสั่งเครื่องดื่มขมเย็นประจำประเทศ ‘เบยลาว’ ก็เบียร์ลาวนั่นแหละครับ ส่วนเมนูอาหารพออ่านได้ ตัวหนังสือคล้ายของไทย อาหารเด็ดมื้อนี้สำหรับผมคือ ‘ต้มแซ่บควาย’ อร่อย คืนแรกที่นี่ผ่านไปด้วยดี ก็ไม่เห็นร้อนอย่างที่เขาว่านี่นา ก่อนกลับที่พักก็หาซื้อเบยลาวกลับไปดื่มต่อที่ห้องพัก เพื่อคลายกรดแลคติกจากการปั่นในวันนี้อีกนิดหน่อย ปั่นไม่ถึง 20 กิโลฯ เนี่ยนะ ข้ออ้างอยากดื่มชัดๆ ฮ่าๆๆๆๆ


เช้าวันที่ 27 เมษา (หลวงพะบาง วันที่ 2)








ตื่นเช้ามาพวกเราทานอาหารเช้า แล้วก็เดินทางออกจากที่พักในเวลา 9:00 น. วันนี้พวกเราตั้งเป้าไว้ว่าจะปั่นไปบนถนนเส้นหลักๆ ในตัวเมือง วนเป็นลูปใหญ่ เพื่อดูบ้านเมืองอย่างละเอียด แต่ก็ดันปั่นไหลไปเส้นที่จะไปน้ำตก ตาด กวางสี (Tat Kuang Si Waterfall) ซึ่งเราตั้งใจว่าจะปั่นไปกันในวันพรุ่งนี้ แต่ไหนๆ ก็มาเส้นนี้ละ ปะ ลองปั่นไปดู ตอนแรกทางก็เรียบๆ สบายๆ ปั่นได้สัก 10 กิโลฯ เริ่มชันขึ้น ชันขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่อากาศก็ยังร้อนขึ้นด้วย ปั่นไปได้ 17 กิโลฯ เราก็จอดพักร้านขายของชำข้างทาง ตอนนี้อุณหภูมิวัดได้จากเครื่อง GARMIN ที่ติดรถอยู่ ก็ปาเข้าไป 40 องศาแล้ว โอ๊ยยยยย ทำไมมันร้อนอย่างงี้ ร้อนขนาดที่ว่า ยางมะตอยตามทางในบางช่วง ละลายกันเลยทีเดียว พักหายเหนื่อยแล้ว เราจึงตัดสินใจกันว่า ควรปั่นกลับเข้าไปในเมืองก่อน เพราะวันนี้ไม่ได้จะมาเส้นทางนี้ ปลอกแขนปลอกขาก็ไม่ได้ใส่มา กลับไปปั่นในเมืองกันดีกว่า ปั่นมาก็ร้อน ปั่นกลับยิ่งร้อน สะใจจริงๆ ฮ่าๆๆๆๆๆๆ  







กลับมาถึงที่พักประมาณบ่ายโมง กับระยะทาง 35 กิโลฯ กลางแดดจัด ก็ต้องอาบน้ำสิครับ นี่ร้อนจนแทบจะกระโดดลงบ่อบัวที่อยู่หน้าห้องกันเลยทีเดียว แล้วที่ซ้ำร้ายกว่านั้น แอร์ในห้องพักไม่เย็น ก็เลยกลิ้งไปกลิ้งมาบนเตียง แล้วก็อาบน้ำอีกรอบ กลิ้งไปกลิ้งมาแล้วก็อาบอีกรอบ สนุกดี เหรอ....  รอบเย็นออกปั่นไปชมวิวมุมสูง ที่วัดพระธาตุพูสี เราจอดจักรยานล็อคไว้กับต้นไม้ในโซนที่มีคนพลุกพล่านด้านล่าง แล้วก็เดินขึ้นไปบนยอดพระธาตุ เราสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของหลวงพะบางได้โดยรอบจนสุดสายตา แต่ต้องมาก่อน 5 โมงเย็นนะครับ มาดูพระอาทิตย์ตกตรงฝั่งโขง ชมบรรยากาศสักครู่ ก็พากันเดินลง จับจักรยาน แล้วก็ปั่นรอบๆ เมืองไม่ถึง 10 กิโลฯ ก็ครบรอบละ เมืองเล็กจริงๆ เหมาะกับนักปั่นสายชิลล์ ปั่นไม่ทันเหนื่อย แต่ต้องจอด เพราะหิว หาของกินพร้อมเครื่องดื่มขมเย็น และนั่งวางแผนการปั่นในวันพรุ่งนี้ต่อไป

เช้าวันที่ 28 เมษา (หลวงพะบาง วันที่ 3)


ในหลวงพะบาง 3 หนุ่ม กับจักรยานพับ 3 คัน พร้อมที่จะปั่นไปยังน้ำตก ตาด กวางสี วันนี้แต่งตัวเต็มยศ ปลอกแขนปลอกขาจัดเต็ม  ครีมกันแดดก็โปะมันเข้าไป เพราะผมกลัวดำ หืม.... วันนี้พวกเรารู้ชะตากรรมของตัวเอง ว่าจะต้องเจอแดดประมาณไหน ก็ประมาณนั้นแหละ แค่พอเกรียมๆ มีเดียมแรร์ แฮ่ๆ ฤกษ์งามยามดี 7:49 น. ล้อหมุนจากที่พัก ช่วงแรกอากาศดี ไม่มีแดด 23-24 องศา ปั่นสบายๆ ใช้เส้นทางหลักมุ่งตรงสู่น้ำตกที่เขาว่าน้ำเป็นสีฟ้า ต้องไปให้เห็นกับตา ว่าจะฟ้าจริงรึเปล่า พวกเราปั่นกันไปเรื่อยๆ ไม่ได้ทำความเร็วกันมากนัก ทางเรียบปั่นกันประมาณ 25 กม./ชม. พอถึงช่วงกิโลเมตรที่ 10 ทางก็เริ่มชันขึ้น แดดเริ่มมา อุณหภูมิเริ่มสูง ถนนหนทางก็ถือว่าโอเคนะครับ ไม่มีทางดินลูกรัง มีข้ามสะพานไม้เป็นช่วงๆ ทางเนินเป็นแแบบสลับขึ้นลง โดยรวมแล้วรถพับปั่นได้สบายๆ สนุกสนาน ธรรมชาติสองข้างทางเป็นป่าเขาสวยงาม ผ่านหมู่บ้านเป็นเป็นระยะๆ มีช่วงนึงต้องปั่นผ่านฝูงควายเผือก ตื่นเต้นดี ยังแอบคิดอยู่ว่า ถ้ามันวิ่งไล่กวด จะปั่นรถพับหนีทันหรือเปล่า คงจะซอยขายิกๆๆๆๆๆๆ 




ผมมาปั่นหลวงพระบางคราวนี้พี่ตี้ จากร้าน SIXTY FIXY ได้มอบหมวกกันน็อค LIVALL SMART HELMET ให้ผมใช้ใส่ปั่นในทริปนี้ด้วย สิ่งที่เจ๋งของหมวกใบนี้คือ มีลำโพงฝังอยู่ในหมวก สามารถต่อบลูทูธฟังเพลงจากมือถือได้เลย สุดยอด! ผมนี่เพลินเลยครับ และที่หมวกยังมีไฟเลี้ยว ควบคุมด้วยรีโมทที่ติดกับแฮนด์จักรยาน โอ้ว! แจ๋วไปอีก อุ่ย เริ่มออกแนวขายของละ ฮ่าๆๆ  จากที่พัก เราปั่นถึงน้ำตกเวลา 9 โมงกว่า เป็นระยะทาง 29 กิโลฯ อุณหภูมิ 30 องศา กำลังดีเลย พร้อมมากกับการโดดน้ำ และที่นี่ก็ไม่ทำให้พวกเราผิดหวัง น้ำตกสวยมาก น้ำสีฟ้าใส ชุ่มชื่นใจ มองเห็นตัวปลา พอเอาขาจุ่มลงไป ปลาตอดทันที รู้สึกดียังกะอยู่ฟิชสปา ลั้นลาสบายกาย ช่วงเช้า มีคนไม่มาก พอเริ่มสายหน่อย นักท่องเที่ยวก็เริ่มมา ก็ได้เวลาที่เราจะปั่นกลับพอดี 



ขึ้นจากน้ำตก ก็แวะดูหมี ที่นี่มีสวนหมีด้วย มีทั้งหมีควาย หมีหมา แต่หมีแพนด้าไม่มีนะ เอิ้กๆ  ก่อนปั่นกลับก็แวะกินข้าวเหนียว ส้มตำลาว (แท้ๆ) ไก่ย่าง เพิ่มพลัง กินเสร็จก็เที่ยงพอดี แดดตรงหัวเป๊ะ ขากลับร้อนกว่าขามามากมาย คร่อมจักรยานปุ๊ป ก็ค่อยๆ ไปแบบเนิบๆ แดดแรงดีจริงๆ เชียว วัดได้ 42 องศา จะร้อนไปไหน แต่เราก็ค่อยปั่นไปจิบน้ำไปเรื่อยๆ ไม่เร่งรีบ ผมปั่นคุมความเร็วด้านหน้า พี่โหน่งตรงกลาง เต้ปิดท้าย ถนนบางช่วงชันและมีโค้งหักศอก อย่างกะเส้น 7 พับที่สะเมิงเชียงใหม่ แต่ที่นี่มีแค่พับเดียว แต่เนินซึมๆ ยาวๆ น่ะ มีเยอะ แต่ขึ้นแล้วมันก็ย่อมต้องมีลงเป็นธรรมดา เฉกเช่นชีวิตมนุษย์นั่นแล สาธุ


            พวกเราปั่นกลับถึงที่พักด้วยอาการอิดโรย ระยะทำการวันนี้ 59 กิโลฯ ไต่ความสูง 708 เมตร กับความร้อน 42 องศา ระยะกับความสูงน่ะไม่เท่าไหร่ แต่การปั่นจักรยานพับกับแดดขนาดนั้นน่ะซิ มันช่างสุดยอด แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่สนุก ท้าทาย ได้พบเจอสิ่งแปลกใหม่ เราพักผ่อนกันตามอัธยาศัย พอถึงช่วงเย็น พวกเราก็ปั่นไปกินอาหารร้านอร่อย เมนูฟื้นฟูร่างกาย วันนี้ขอเสนอ เป็ดย่าง, ต้มปลาคัง, ผัดผักบุ้ง ผมนี่ซัดข้าวสวยไป 3 จานพูนๆ เลย ตบท้ายด้วย ‘เบยลาว’ ตามสเต็ปท์ ฟินจ๊ะ หลับสบาย

เช้าวันที่ 29 เมษา (วันสุดท้าย)


พวกเราตื่นกันตั้งแต่ตี 5 เพื่อที่จะปั่นออกไปบันทึกภาพชาวบ้านใส่บาตรข้าวเหนียว ซึ่งปกติแล้วเขาใส่กันทุกวัน แต่พระท่านจะทยอยมากันเป็นช่วงๆ ไม่ได้เยอะเป็นร้อยรูปเหมือนวันสำคัญ ไม่ถึง 6 โมงเช้า ก็เสร็จเรียบร้อย เราจึงปั่นหากาแฟกิน นั่งร้านธรรมดาๆ บ้านๆ ริมน้ำโขง เช้าๆ บรรยากาศดี กินเสร็จสรรพ ก็กลับที่พัก เก็บข้าวของ พับจักรยานลงกล่อง เตรียมเดินทางกลับประเทศไทย เชียงใหม่บ้านเฮา



           การเดินทางในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งทริปที่ประทับใจ การเดินทางพิเศษสำหรับผมเสมอ ยิ่งถ้าได้ไปในที่แปลกตา ก็ยิ่งตื่นเต้น เพราะมีอะไรหลายๆ อย่างให้น่าค้นหา ขอบคุณพี่โหน่งมากๆ ครับ ที่ชวนผมไปเที่ยวด้วยตลอด แล้วคราวหน้าจะไปที่ไหนกันดีครับ จุ๋ย จุ๋ยส์ พร้อมเสมอ ^^



ติดตามชมคลิปวิดีโอสนุกพร้อมภาพบรรยากาศของหลวงพะบาง จากฝีมือการถ่ายของคุณเต้ VELOCITY ได้ทาง Youtube Channel: HIP THAILAND 

เรื่อง จุ๋ย จุ๋ยส์ 
ภาพ HIP Team

LUANG PRABANG CALLING
ปั่นหลวงพะบาง
H I P  P A R T N E R S
สำนักงานนิตยสาร  H I P  M a g a z i n e  บริษัท  เชียงใหม่  ฮิพ  แม็กกาซีน  จำกัด
เลขที่  5 / 1  หมู่ 5  ตำบลสุเทพ  อำเภอเมือง  เชียงใหม่ 50200  โทรศัพท์  /  แฟ็กซ์  0 5 3 - 3 2 9 - 4 2 0
hipthailand@windowslive.com  +  hipthailand.cm@gmail.com
H I P   M A G A Z I N E   A N D   E V E N TS   C H I A N G   M A I   ©