JUNE 2017 OUT NOW!!
SECTION A
SECTION B
HOME
MAGAZINE
 
 
HIP BIKE
2016
LEARNING
เมื่อเสืออยากลองวิ่ง
RUNTIGERRUN
เรื่อง: ฝาฟา/ภาพ: นายละอ่อนฅนเมือง

ช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ผมมั่นใจว่าทุกคนน่าจะเริ่มเห็นเพื่อนๆ ในเฟซบุ๊คออกมาแชร์มาโพสต์เกี่ยวกับกิจกรรมการวิ่งกันมากขึ้น... 

“สิบโลเช้านี้ ฟินเว่อร์ (แคปชั่นพร้อมเช็คอินที่สนามกีฬา 700 ปี แนบรูปเซลฟี่หน้าใสกิ๊ก)” 

“สิ้นปีเราไปวิ่งมาราธอนด้วยกันงานแรกนะเตงง (แคปชั่นหวานๆ ประกอบรูปคู่ ถ้าเป็นผู้หญิงก็ที่เรียกกันว่า คอผ.)”... อะไรเทือกๆ นี้ 

อีกทั้งจะเห็นเพจหรืออีเวนท์งานวิ่งเด้งขึ้นมาระรานให้เห็นกันอยู่ทุกวี่ทุกวัน ผมเองที่ออกกำลังโดยการปั่นจักรยานเป็นประจำอยู่แล้ว ก็อดใจไม่ได้ว่า เอ๊ะ! มันจะอะไรกันนักกันหนา วิ่งกันจังเลอออ ส่วนตัวผมไม่เคยออกกำลังกายใดๆ ที่ใช้การวิ่งมาก่อน จะมีแค่ตอนประถมที่วิ่งเตะบอลพลาสติกก๊อกๆ แก๊กๆ บ้างไม่ได้จริงจังอะไร กับเข้าใจว่าการวิ่งเนี่ย มันไม่ถึงใจเอาเสียเลย มันจะไปสนุกได้ยังไง ก็แค่วิ่งจ็อกๆ ช้าๆ ไม่มีอะไรหวือหวาอย่างปั่นจักรยาน แต่ก็อย่างว่า ด้วยพลังแห่งโซเชียลเน็ตเวิร์ค ทำให้อดใจไม่ไหว อยากลองวิ่งขึ้นมา ก็ทำตัวเยี่ยงคนรักสุขภาพร่วมสมัยทั่วๆ ไปนั่นแหละครับ อันดับแรกคือไปช็อปปิ้งรองเท้าวิ่งคู่ใจสักคู่ ตามด้วยชุดวิ่งเกร๋ๆ คือพร็อพต้องมี! แล้วถึงจะได้วิ่ง อิอิ








ใจไหว ขาไม่ไหว
ผลประกอบการพบว่าผมสามารถพัฒนาการวิ่งได้อย่างรวดเร็วเหลือเชื่อ ระบบหายใจและการทำงานของหัวใจที่ได้มาจากการปั่นนั้นสามารถนำมาใช้กับการวิ่งได้ดีเยี่ยม คือถ้าไม่ได้วิ่งอัดเร็วมาก ผมจะสามารถทนกับความเหนื่อยนั้นๆ ได้อย่างสบาย เพราะเคยชินกับความเหนื่อยระดับนี้เวลาปั่นจักรยานอยู่แล้ว ซึ่งเผลอๆ ตอนปั่นจะมีโอกาสเจอจุดพีคของหัวใจมากกว่าอีก เช่น ตอนสปรินท์แข่งกับเพื่อนๆ หรือยืนโยกอัดขึ้นเนิน แต่กระนั้น สิ่งที่สวนทางและขัดใจเอามากๆ คือกล้ามเนื้อขา เพราะผมพบว่ามันไม่ได้ทำงานอย่างที่คิดเอาไว้ ซึ่งมันเป็นอาการแบบว่า ‘ไม่ถึง’ ใจน่ะยังไม่เหนื่อยเลย แต่ขาเนี่ยพลีชีพไปก่อนเสมอ หลายต่อหลายครั้งผมต้องเดินกระเผลกกลับบ้าน ยิ่งไปกว่านั้น อาการบาดเจ็บที่เข่า กลับมาบั่นทอนประสิทธิภาพการปั่นของเราอีก อาการบาดเจ็บเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยราวกับว่าเป็นคนไม่ได้ออกกำลังกายมาก่อน ซึ่งชวนให้หงุดหงิดมากๆ เพราะงงว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง ทั้งๆ ที่ตัวผมเองก็ปั่นจักรยานมาแล้วหลายปี แล้วไฉนจึงเป็นอย่างนี้ ก็แน่ล่ะครับ กล้ามเนื้อของการวิ่งกับปั่นจักรยานทำงานกันคนละแบบครับ  

การปั่นนั้นจะใช้กล้ามเนื้อต่างกันไป ซึ่งก็แล้วแต่ว่าอยู่ในวงรอบขาไหน เช่น เมื่อบันไดปั่นอยู่บนสุดของรอบ กล้ามเนื้อ Outer Quadriceps และ Hamstrings จะทำงานมากที่สุด และเมื่อผลักบันไดลงมาตั้งฉากกับแนวตั้ง กล้ามเนื้อ Gluteus Maximus, Hamstrings, Calves และ Inner Quadriceps จะเริ่มทำงานมากขึ้น เป็นต้น ซึ่งการทำงานของกล้ามเนื้อปั่นจักรยานนั้นจะทำงานแบบ Concentric Muscle Contraction นึกง่ายๆ ก็เหมือนการทำงานของกล้าม Bicep ที่กำลังหดตัว แขนก็จะพับเข้าเพื่อยกเวทขึ้น

หากมาดูที่การวิ่งนั้น จะใช้กล้ามเนื้อส่วน Adductors, Quadriceps และ Hamstrings มากที่สุดขณะวิ่งทางราบ และใช้กล้ามเนื้อส่วนท้องพยุงร่างกายให้มั่นคงและสมดุล เมื่อวิ่งขึ้นเนินจะมีกล้ามเนื้อหลายที่ทำงานมากขึ้น ได้แก่ Inner Thigh, Hamstrings, Gluteal, Calf และ Quadriceps ช่วยในการออกแรงขายันตัวต้านต่อแรงโน้มถ่วง และกล้ามเนื้อแกนกลางก็ต้องออกแรงเพิ่มเข้าไปอีกเพื่อพยุงตัวให้มั่นคงยิ่งขึ้น ซึ่งจะเห็นได้ว่ากล้ามเนื้อในการวิ่งนั้นจะถูกใช้ต่างไปจากการปั่น ที่สำคัญการวิ่งกล้ามเนื้อจะทำงานแบบ Eccentric Contraction ลองนึกภาพว่าขณะที่ Bicep หดตัวเพื่อยกเวทนั้น แขนดันถูกยืดออกในเวลาเดียวกัน นั่นเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้การวิ่งเสี่ยงต่อการบาดเจ็บกว่าการปั่นจักรยาน ช่วงที่ผมเริ่มวิ่งใหม่ๆ บางครั้งกลับบ้านมาเผลอหัวเราะแรงไปหน่อย ก็เจ็บกล้ามท้องซะงั้น หรือกางเกงขายาวตัวเก่งที่เคยใส่ประจำ กลับเริ่มรู้สึกว่ามันฟิตเปรี๊ยะที่น่อง ผิดที่ผิดทางยังไงไม่รู้ ขึ้นลงบันไดเหรอ ไม่ต้องพูดถึง ขึ้นชั้นสองใช้เวลา 15 นาทีเป็นอย่างต่ำ ทั้งที่ก่อนจะวิ่งนั้น ต่อให้ปั่นหนักแค่ไหนก็ไม่มีอาการเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของกล้ามเนื้อ





ค่อยเป็นค่อยไป
ทีนี้เมื่อทำใจและเข้าใจแล้วว่า เออ กล้ามเนื้อมันใช้งานกันคนละอย่างจริงๆ คิดว่าปั่นแรงๆ แล้วมาวิ่งให้แรงเหมือนปั่น มันไม่ได้จริงๆ ฉะนั้นสิ่งที่ผมทำก็คือการกลับมาเริ่มนับหนึ่งใหม่ เหมือนกับคนเริ่มหัดวิ่ง ผมไม่สนใจเรื่องความเหนื่อยหรือฮาร์ทเรตใดๆ ทั้งสิ้น เอาแค่วิ่งช้าๆ นี่แหละ เริ่มจากระยะทางสั้นๆ ก่อน 2-3 กิโล แล้วค่อยๆ ขยับไปเรื่อยๆ และท่องไว้ในใจยุบหนอพองหนอ อย่าเร่ง อย่าเร่ง ผมใช้เวลาประมาณเดือนเศษในการวิ่งจ็อกกิ้งช้าๆ ชิวๆ 5 กิโลบ้าง 10 กิโลบ้าง สลับกับการปั่นจักรยานอย่างที่เคย เมื่อรู้สึกกล้ามเนื้อเข้าที่เข้าทางมากขึ้น ประจวบเหมาะกับงานแข่งมินิมาราธอนสนามแรกมาถึง เป็นการวิ่งระยะ 10.5 กิโลเมตร ตอนแรกผมนึกในใจขอให้อย่าเจ็บอีกก็พอ ถ้าเจ็บอีกจะเลิกวิ่งละ งอน!! ฮ่าๆๆ แต่ในวันจริงอินเนอร์นักแข่งเสือภูเขามันก็ครอบงำ เมื่อออกจากจุดสตาร์ทผมซัดเต็มที่ ผมจำได้ว่าความรู้สึกตอนนั้นเหนื่อยพอๆ กับแข่งปั่นจักรยานจับเวลาจากหน้าสวนสัตว์ถึงหน้าวัดพระธาตุดอยสุเทพยังไงยังงั้น เมื่อแข่งเสร็จผลปรากฏว่าเวลาดีเกินคาด ที่สำคัญ ไร้ซึ่งอาการบาดเจ็บใดๆ ทั้งสิ้น ดีใจที่ตัวเองสามารถออกแรงให้เหนื่อยเต็มที่เหมือนขณะปั่นจักรยานได้ หัวใจสูบฉีดเลือด กล้ามเนื้อตอบสนองไม่งอแง ฉะนั้นสำหรับเพื่อนๆ นักปั่นขาแรงทุกท่านที่สนใจจะมาวิ่ง จงอย่ารีบร้อน จงใจเย็นๆ ฝึกฝนอย่างค่อยเป็นค่อยไปไม่ก้าวกระโดด รอให้กล้ามเนื้อปรับตัวสำหรับวิ่งอีกสักนิด ท่านก็จะสามารถเรียกประสิทธิภาพของขาให้สัมพันธ์กับหัวใจได้อย่างมาก และที่สำคัญจะไม่บาดเจ็บจนเลิกวิ่งไปเสียก่อน


สลับกันบ้างอะไรบ้าง
การวิ่งนั้นมีความแตกต่างจากการปั่นอย่างหนึ่งที่ชัดมากคือเรื่องการบาดเจ็บจากการกระแทก หากผมจะต้องซ้อมวิ่งทุกวันเพื่อจะลงแข่งขันวิ่งระยะฮาล์ฟมาราธอนหรือประมาณ 21 กิโลเมตร เป็นไปไม่ได้เลยที่จะวิ่งได้ทุกวัน เข่าจะพังเสียก่อน ฉะนั้นสลับมาซ้อมด้วยการปั่น ก็เป็นการพัฒนาร่างกายด้านคาร์ดิโอให้แข็งแรงเสริมกันได้อีก ที่สำคัญคือเป็นการปล่อยให้เข่าได้พักผ่อนบ้าง หรือบางกรณีที่ออกปั่นไม่ได้ เช่นรถเสียยางแบน แฟนไม่ปั่นไปไกล การวิ่งชิลล์ๆ แถวบ้าน ก็เป็นการออกกำลังแบบแอโรบิคที่ช่วยให้การปั่นดียิ่งขึ้นอีกด้วย แต่ไม่นานมานี้มีการศึกษาของ Seene & Kaasik ปี 2013 พบว่าการบาดเจ็บจากการวิ่งสามารถย้อนกลับมาให้มีการสร้างกล้ามเนื้อใหม่ที่แข็งแรงมากขึ้น (ขุ่นพระ!!)





จะเป็นนกหรือเป็นปลา
แต่อย่างไรเสีย หากจะเอาดีทางแข่งจักรยาน การซ้อมที่ได้ประสิทธิภาพที่สุด ก็คงจะเป็นการซ้อมด้วยจักรยาน อย่างที่กล่าวมาตอนต้น กล้ามเนื้อที่ทำงานคนละส่วนและคนละแบบ (Eccentric กับ Concentric) ทำให้การวิ่งอาจจะทดแทนแรงกดในการปั่นได้ไม่เท่าไหร่นัก อันนี้เจอมากับตัว พักหลังมานี้ผมหลงใหลในการวิ่งมากขึ้น ทำให้อู้ปั่นจักรยานไปบ้าง ล่าสุดผมหยุดปั่นมาประมาณสองสัปดาห์และซ้อมวิ่งอย่างเดียว เมื่อกลับมาปั่นขึ้นดอยสุเทพ พบว่าต้องใช้เกียร์ให้เบาลง ไร้ซึ่งแรงกดอย่างแต่ก่อน ถึงแม้ว่าระบบหัวใจยังใช้ได้อยู่ก็ตาม แต่ถ้าเพื่อนกระตุกยิงหนี คือโบกมือบ๊ายบายได้เลย แต่ก็ใช่ว่าจะหมดหวังซะทีเดียว เพราะยังมีการวิ่งเพื่อเสริมส่วนที่ใช้ในการปั่นจักรยานอยู่นะครับ เป็นการวิ่งแบบจัดท่าวิ่งต่างไปจากที่เราวิ่งกันตามปกติ เพื่อสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลัง และสร้างความเคยชินใหม่ให้ย้ายไปใช้กล้ามเนื้อที่สะโพกและก้นแทน (เชื่อว่าคงมีหลายคนที่ปั่นจักรยานแล้วปวดหลังกำลังอ่านอยู่ อิอิ) เรื่องนี้ยาว เดี๋ยวหาโอกาสเล่าในฉบับต่อๆ ไปก็แล้วกันครับ

จะเห็นได้ว่าการวิ่งก็มีข้อดีที่เป็นอีกทางเลือกสำหรับการพัฒนาการปั่น สำหรับนักปั่นสมัครเล่นเน้นเอาสนุกว่าอย่างผมนั้น ที่มาวิ่งก็ไม่ได้จะหวังเพื่อให้การปั่นพัฒนาจริงจังอะไร ก็แค่ทนกระแสไม่ไหว ฮ่าๆ ก็เลยอยากลองแค่นั้น ลองไปลองมาก็รู้สึกตัวเองทำได้ค่อนข้างดี (อวดเลย) ที่สำคัญได้รู้จักกับกลุ่มคนใหม่ๆ ได้มิตรภาพเพิ่มขึ้นที่ดีงาม รู้ตัวอีกที การวิ่งก็กลายมาเป็นอีกส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว ลองวิ่งกันดูสิครับ....


GESTURE POSTURE
ลีลา : ท่าทาง
บรรจง 100 เป็นมลาย...ย
CENTURY BREAK
ดื่มดี หรือ ไม่ดื่มดี หรือ ดื่มไม่ดี ดีกว่าไม่ดื่ม
TO DRINK OR NOT TO DRINK THAT IS THE QUESTION.
เมื่อเสืออยากลองวิ่ง
RUNTIGERRUN
LET’S TALK ABOUT RIDE
มักโข่
H I P  P A R T N E R S
สำนักงานนิตยสาร  H I P  M a g a z i n e  บริษัท  เชียงใหม่  ฮิพ  แม็กกาซีน  จำกัด
เลขที่  5 / 1  หมู่ 5  ตำบลสุเทพ  อำเภอเมือง  เชียงใหม่ 50200  โทรศัพท์  /  แฟ็กซ์  0 5 3 - 3 2 9 - 4 2 0
hipthailand@windowslive.com  +  hipthailand.cm@gmail.com
H I P   M A G A Z I N E   A N D   E V E N TS   C H I A N G   M A I   ©