JULY 2017 OUT NOW!!
SECTION A
SECTION B
HOME
MAGAZINE
 
 
HIP BIKE & RUN
2017 2016 2015
BIKE PEOPLE
Cycling Around the World
เรื่องเล่าจากวันที่ต้อง ´หยุด´ หรือ ´ไปต่อ´


SHOULD WE STOP OR GO ON?
เรื่องเล่าจากวันที่ต้อง ‘หยุด’ หรือ ‘ไปต่อ


ตอนที่ HIP ได้พบกับ วรรณ – อรวรรณ โอทอง และ หมู – เจริญ โอทอง นั้น เป็นช่วงท้ายๆ ที่ทั้งคู่จะอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนที่พวกเขาและนิทรรศการ ‘World in a bike ทูต 2 ล้อ ปั่นจักรยานท่องโลกกับ วรรณกับหมู’ ที่รวบรวมภาพถ่ายจากการเดินทางของพวกเขา จะโยกย้ายไปจัดแสดงต่อที่จังหวัดเชียงราย






ตลอดระยะเวลานานนับเดือนที่อยู่ที่เชียงใหม่ พวกเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ประจำการอยู่ที่งานนิทรรศการ ซึ่งจัดแสดงอยู่ภายในท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ คอยตอบคำถามและร่วมสนทนากับผู้คนมากมายที่แวะเวียนเข้ามาเยี่ยมชมนิทรรศการ และสนใจไต่ถามถึงเรื่องราวการเดินทางของคนทั้งคู่ ภายใต้เป้าหมายที่อยากจะให้การเดินทางของพวกเขา เป็นแรงบันดาลใจให้แก่ผู้คนที่ได้พบเห็น ให้กล้าที่จะทำตามความฝันของตัวเอง

ก่อนเริ่มต้นการสนทนา เราตัดสินใจว่าจะไม่ถามถึงความเป็นไปของการเดินทางในครั้งนั้น หากขอให้พวกเขาบอกเล่าถึงช่วงเวลาต่างๆ ที่ก่อให้เกิดคำถามในจิตใจ ว่าความฝันนั้นควรก้าวเดินต่อหรือยุติลง และประสบการณ์ที่พวกเขาผ่านช่วงเวลาเหล่านั้น จนสามารถ ‘เดินทางรอบโลก’ ได้สำเร็จ

เพราะเราเชื่อว่า นอกเหนือจากความสนุกตื่นเต้นจากเรื่องราวของการเดินทาง อีกสิ่งที่เราควรเรียนรู้จากการเดินทางของผู้อื่น คือการก้าวผ่านช่วงเวลาที่ต้องเลือก ว่าจะ ‘หยุด’ หรือจะ ‘ไปต่อ’


“อย่าเก็บฝันไว้ในใจ”

บททดสอบแรกที่เกิดขึ้นกับการเดินทางของวรรณและหมู คือความกังวลของฝ่ายหลัง ที่ค้นพบว่า ‘ความฝัน’ ของฝ่ายแรกนั้นช่างยิ่งใหญ่ มากเสียจนทำให้เขาวิตกกังวลไปหมด ว่าความฝันนั้นจะทำให้กลายเป็นจริงขึ้นมาได้อย่างไร

       “เราเป็นคนที่ชอบเดินทาง ชอบแคมป์ปิ้ง แต่ว่าที่เคยไปก็ยังเป็นแค่ในเมืองไทยเรา แต่กับวรรณ เหมือนเขามาจากอีกโลกหนึ่งเลยนะ เราไม่เคยรู้ว่าเขาเคยหรือเขาชอบเดินเขาเดินป่าไหม เคยทำอะไรแบบนี้หรือเปล่า ตอนที่รู้จักกันใหม่ๆ เขาเคยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน เรียนจบมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดัง ส่วนเราเนี่ยก็บ้านๆ เลย แล้วพอเขาบอกว่าความฝันของเขาคืออยากเดินทางรอบโลก มันเป็นภาพที่ยิ่งใหญ่มากเลย มากจนทำให้เรารู้สึกกังวล คือเราคิดว่าเรามีประสบการณ์มากกว่าแน่ๆ ในเรื่องการเดินทาง เรื่องอยู่กับดินโคลนอยู่กับป่าอะไรพวกนี้ แต่การจะไปปั่นจักรยานรอบโลกนี่มันคนละเรื่องเลยนะ มีเรื่องที่ทำให้เราวิตกกังวลตั้งหลายอย่าง สมมติถ้าเกิดมีเหตุอันตรายขึ้นมา แล้วผมจะดูแลคุณยังไง ภาษาอังกฤษผมพูดไม่ได้เลยซักนิด คือมันเหมือนกับต่างคนต่างขาดนะ ผมขาดในสิ่งที่เขามี เขาก็ขาดในสิ่งที่ผมมี พอเริ่มคิดกันว่าอยากจะไปปั่นจักรยานรอบโลก มันถึงต้องโยนคำถามใส่กันเยอะมาก”

        ความกังวลต่างๆ ที่หมูวิตกนั้นคลี่คลายลงได้ด้วย ‘กรรมการ’ อย่าง ทอม เคลย์เตอร์ นักเดินทางชื่อดังที่วรรณและหมูตัดสินใจเดินทางไปพบ เพื่อบอกเล่าความฝันที่มีให้ฟังพร้อมทั้งขอคำแนะนำต่างๆ และก็เป็นทอม เคลย์เตอร์นี่เอง ที่นอกจากจะให้คำแนะนำต่างๆ ที่เป็นประโยชน์อย่างมากแล้ว ยังกระตุ้นให้คนทั้งสองเลิกวิตกกังวล และกล้าที่จะเดินหน้าทำสิ่งที่ตัวเองฝันให้เป็นจริง

       “ตอนที่เจอคุณทอม สิ่งหนึ่งที่เขาพูดกับเราสองคนก็คือ “ขอให้เริ่มต้นทำความฝัน อย่าเก็บความฝันไว้ในใจ” แล้วก็บอกว่าการที่เรามีฝันที่ยิ่งใหญ่จะมีคนเข้ามาช่วย อย่าเพิ่งกลัวในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ฟังแล้วเรารีบจดเก็บไว้เลยนะ” วรรณเล่าถึงการพบกับนักเดินทางที่ขับเครื่องบินท่องมาแล้วทั่วโลก “คุณทอมยังบอกด้วยว่า เขาเห็นแววตาคนมาทั่วโลกแล้ว พอเขาเห็นแววตาเราสองคน เขาเชื่อว่าเราทำได้ เขาอธิบายว่าคุณรู้เรื่องการจัดการ ส่วนหมูเป็นคนที่อาจจะช้าแต่ว่าระมัดระวัง คุณสมบัติของทั้งสองคนพอประกอบกันแล้วจะทำให้เราทำได้ แล้วนอกจากจะพูดให้กำลังใจเรา เขาก็ทดสอบเราด้วยนะ คือแนะนำให้เราไปเตรียมตัว ไปทำอะไรหลายๆ เรื่อง เพื่อที่จะทดสอบว่าเราเอาจริงแค่ไหน ตัวเขาเองก็คอยถามคอยเช็คตลอดนะว่าเราทำอะไรไปถึงไหนแล้วบ้าง”

       เช่นเดียวกับหมูที่กล่าวว่าคำแนะนำต่างๆ ของทอมคือสิ่งที่ทำให้ความวิตกกังวลของเขาลดลง และพร้อมที่จะร่วมเดินทางกับวรรณตามความฝัน “คุณทอมพูดว่า “ความปรารถนาอันแรงกล้าของคุณน่ะ มันมีอยู่จริงใช่ไหม” นั่นล่ะคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่เรื่องเงินทองหรือเรื่องที่ว่ายังไม่พร้อม” แล้วพอฟังสิ่งต่างๆ ที่เขาแนะนำ ก็เหมือนกับเราได้เรียนรู้ ได้เคล็ดวิชาจากเขาแล้วล่ะ พอรู้ว่าเรามีที่ปรึกษา มีคนที่ไม่รู้อะไรก็ถามได้ ขอคำแนะนำได้ ก็มีความมั่นใจมากขึ้น”




“ทุบหม้อข้าว”

เมื่อผ่านช่วงเริ่มต้นที่เต็มไปด้วยความไม่แน่ใจไปได้แล้ว สิ่งที่วรรณและหมูต้องผ่านไปให้ได้ในลำดับต่อมา คือการตัดสินใจที่จะก้าวออกจาก ‘ชีวิตปกติ’ ที่ตัวเองคุ้นเคย ไปสู่ ‘ชีวิตใหม่’ ที่ยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะมีผลลัพธ์แบบไหน

“คือพอเราได้คำแนะนำจากคุณทอมมาแล้ว เราก็เตรียมตัวกันมาเรื่อยๆ เริ่มเห็นความเป็นไปได้ที่จะได้ลงมือทำมากขึ้นเรื่อยๆ แต่สิ่งที่ยากในลำดับต่อมาก็คือ จะอธิบายกับคนที่อยู่รอบตัวเราให้เขาเข้าใจได้ยังไงว่าเรากำลังทำอะไร อย่างตอนนั้นเราก็มีหน้าที่การงานที่ดี กำลังเจริญก้าวหน้า รายได้ก็ดี เรียกว่าดีทุกอย่างเลย แล้วพอเราบอกคนอื่นๆ ว่าจะไปปั่นจักรยานรอบโลก ก็ไม่มีใครเข้าใจว่าจะทำไปทำไม มีแต่คนบอกว่าอย่าไปเลย ทำงานเก็บเงินสร้างครอบครัวดีกว่าไหม พ่อแม่ก็ไม่เห็นด้วย มีงานการดีๆ อยู่แล้วจะไปลาออกทำไม หรือคนที่เราไปพบเจอเพื่อจะขอความเห็น ขอคำแนะนำ บางคนก็ไม่สนับสนุน บอกว่าเป็นไปไม่ได้หรอก มันอันตรายนะ สมัยนั้นแค่ปั่นจักรยานไปหลวงพระบางคนยังเชื่อว่าอันตราย เดี๋ยวจะโดนเสือกินเลย แล้วนี่จะไปรอบโลก บางคนก็เป็นห่วงว่าแล้วจะอยู่กันยังไง ไปจนถึงขั้นที่บางคนก็ถามว่าที่จะทำเนี่ยเพราะว่าอยากดังใช่ไหมก็มี” วรรณเล่าถึงสถานการณ์ที่เธอต้องพบเจอในเวลานั้น

ส่วนหมูนั้นแม้จะไม่มีปัญหากับคนในครอบครัวมากเท่ากับวรรณ แต่การตัดสินใจที่จะออกเดินทางร่วมกับวรรณ ก็มีผลต่อวิถีชีวิตของเขาอยู่พอสมควร “ตอนนั้นผมก็ทำงานประจำเหมือนกัน ก็คิดอยู่ว่าถ้าไปปุ๊บก็คือต้องทิ้งทุกอย่างไปเลย แล้วจะไปกี่ปีก็ยังไม่รู้ กลับมาแล้วจะเป็นยังไงก็ยังไม่รู้ พ่อแม่เราถึงจะไม่ได้คัดค้านมากเหมือนพ่อแม่ของวรรณ แต่เขาก็ไม่เข้าใจหรอกว่าเราจะไปทำไม เพียงแต่เขาก็เคยชินกับการที่เรามักจะออกไปเดินป่า ออกไปท่องเที่ยวแล้วหายไปทีละหลายๆ วันมาพอสมควร เพียงแต่ทุกทีอย่างน้อยเขาก็รู้ว่าเราจะไปกี่วัน แต่นี่จะกลับมาเมื่อไหร่เราก็บอกไม่ได้ คือคุยกันจนถึงขั้นที่พ่อกับแม่บอกว่าเขาทำใจไว้แล้วด้วยว่าเราอาจจะไม่ได้กลับมา ส่วนเราก็ทำได้แค่พยายามอธิบายกับเขาว่าเรากำลังจะทำอะไร แล้วมันสำคัญยังไงบ้าง”

       แต่ในท้ายที่สุด แม้จะยังมีเรื่องให้ครุ่นคิดอีกมาก ทั้งคู่ก็เริ่มเดินหน้าออกปั่นจักรยานเพื่อเดินทางรอบโลกตามความตั้งใจได้สำเร็จ โดยวรรณกล่าวถึงช่วงเวลาดังกล่าวว่า “พอเราประกาศอย่างเป็นทางการไปแล้วว่าเราจะออกเดินทางรอบโลก มันก็เหมือนขี่หลังเสือแล้วล่ะ ตอนนั้นไปแล้วจะเป็นยังไงก็ไม่รู้หรอก แต่ยังไงก็ต้องไป ประกาศออกไปแล้ว ไปคุยกับคนมาตั้งเยอะ มีคนมาช่วยเหลือสนับสนุนการเดินทางของเรามากมาย ถ้าไม่ไปนี่เรื่องใหญ่เลย แต่พอออกไปจริงๆ ข้ามไปถึงมาเลเซียก็รู้สึกว่าทีนี้ล่ะของจริงแล้วนะ คือตอนอยู่เมืองไทยยังมีคนคอยช่วย มีคนมาส่ง ตามมาดูแล แต่พอออกนอกประเทศ ต่อจากนี้ไปเราต้องดูแลตัวเอง ต้องตัดสินใจอะไรต่างๆ ด้วยตัวเองเท่านั้นแล้วนะ” 

       ส่วนหมูบอกว่าสิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาสามารถตัดสินใจปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างไว้ข้างหลัง และออกเดินทางร่วมกับวรรณได้อย่างไม่ลังเล คือคำพูดของทอม เคลย์เตอร์ที่บอกให้เขา ‘ทุบหม้อข้าว’ ซึ่งเขาจำได้ขึ้นใจ “คือช่วงหนึ่งปีที่เตรียมตัวเราก็จะปรึกษาคุณทอมอยู่เรื่อยๆ แล้วความที่ผมไม่ค่อยแน่ใจมาโดยตลอด พอวรรณเขากำหนดวันที่จะเริ่มเดินทาง ผมก็ยังรู้สึกว่าไม่พร้อมที่จะไป จนคุณทอมเขาต้องลากตัวไปนั่งคุยกันสองคนใต้เครื่องบินของเขา แล้วก็บอกว่า “หมู ทุบหม้อข้าว พระเจ้าตากน่ะ ยูเข้าใจไหม?” คือมันต้องทำแบบนั้นล่ะ ต้องทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลังก่อนเลย ไม่อย่างนั้นก็ไม่ได้เริ่มซักที”




“The Bad Thing Is A Good Thing”

ประสบการณ์สำคัญอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในระหว่างการเดินทางของวรรณและหมู คือการที่พวกเขาถูกโจรปล้น ระหว่างเดินทางอยู่ในประเทศเอกวาดอร์ ซึ่งนับว่าเป็นช่วงที่หนักหนาสาหัสที่สุดในการเดินทางของทั้งคู่ อย่างไรก็ตาม ผลพวงจากสถานการณ์ที่ฉิวเฉียดต่อการสูญเสียชีวิตนั้น ก็ทำให้วรรณและหมูได้มีโอกาสทบทวนถึงสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ ว่าจริงๆ แล้วพวกเขา ‘ออกเดินทาง’ กันทำไม

“ก่อนหน้าที่จะโดนปล้น มันเป็นช่วงเวลาสองปีที่เราทะเลาะกันตลอด คือพอออกเดินทางแล้วมันก็ไม่มีคนอื่น ต้องอยู่ด้วยกันตลอดเวลา ไม่มีช่วงเวลาที่เป็นส่วนตัว หรือว่าสามารถจะเว้นระยะห่างจากกันได้เลย แล้วในระหว่างการเดินทางก็มีเรื่องอื่นที่ต้องคิดต้องทำด้วยอีกหลายอย่าง ทำให้มีปัญหาที่ต้องถกเถียงกันอยู่ตลอด แล้วจะมาปรับความเข้าใจกันทุกครั้งทุกเรื่องก็ไม่ได้ บางครั้งก็ต้องปล่อยให้ผ่านไปก่อน ซึ่งพอเรื่องต่างๆ เหล่านี้มันสะสมมากๆ เข้า ก็ทำให้บรรยากาศมันหดหู่” คือคำอธิบายจากวรรณ 

        ขณะที่หมูกล่าวว่า “การเดินทางมันเหมือนจะสวยงามนะ แต่ในความสวยงามมันมีเรื่องให้ทะเลาะกันตลอด แล้วพอทะเลาะกัน ก็จะมีคำพูดที่ว่า “นี่เป็นความฝันของคุณ ไม่ใช่ของผม” ขึ้นมาอีก คือเรารู้สึกว่าสิ่งนี้เป็นความฝันของเขา เราอยากจะช่วยสนับสนุนให้มันเป็นจริง แต่ว่าบางทีพอคุณไม่บอกรายละเอียดกับเรา เราก็ไม่รู้ว่าต้องทำอะไรยังไง พอคุยกันก็กลายเป็นทะเลาะกัน เหมือนกับว่าเธอบังคับให้ฉันมาด้วยอะไรอย่างนั้น”

สถานการณ์น่าอึดอัดดังกล่าวมาถึงจุดที่หนักหน่วงที่สุด เมื่อพวกเขาถูกโจรปล้นเอาทรัพย์สินแทบทั้งหมดไป แต่ภายใต้เรื่องร้ายๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งวรรณกล่าวว่าส่งผลกระทบถึงระดับที่หมูถึงกับออกปากว่าจะถอดแหวนแต่งงานและจะกลับบ้านเท่านั้น ก็ทำให้พวกเขาได้กลับมาทบทวนตัวเองกันอีกครั้งว่าทำอะไรผิดพลาดไปบ้าง

       “คือตอนที่โดนปล้นก็เสียขวัญไปเลยนะ นึกว่าจะตายแล้ว ไม่มีกะจิตกะใจจะเดินทางต่อแล้ว คือเริ่มคิดแล้วว่าหรือจะพอแค่นี้ กลับบ้านดีไหม แต่เป็นคุณทอมที่บอกให้เราได้คิดในอีกด้านหนึ่งว่า พวกเธอโชคดีมากนะที่เขาไม่ได้เอาชีวิต ไม่ได้ทำร้ายเรา ถ้าพวกเธอเลือกที่จะหยุดตอนนี้ คนไทยก็เข้าใจ ไม่มีใครว่าอะไรพวกเธอหรอก เพราะเรื่องที่เพิ่งเจอมามันหนักหนาจริงๆ แต่ถ้าเราไปต่อ เรากลับมาเล่าให้คนฟังว่าเราไปเจออะไรมาบ้าง เรื่องราวของเราจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนอีกมากมายเลย แล้วหลังจากเกิดเรื่อง เราได้กำลังใจเยอะมาก ก็เลยรู้สึกว่าเอาล่ะ ยังไม่หยุดนะ เราจะไปต่อ”

หมูกล่าวเสริมว่า คำพูดของทอมที่บอกกับพวกเขาว่า The Bad Thing Is A Good Thing ทำให้เขาเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อเหตุการณ์ครั้งนั้นไปอีกทางหนึ่ง “คุณทอมเขาก็อธิบายว่า อย่างน้อยพวกเธอก็ยังมีชีวิตอยู่ ยังไม่ติดลบ ถ้าตายคือติดลบ แต่นี่คือแค่ลงมาที่เลข 0 จากนี้ก็แค่เริ่มต้น 1 2 3 4 ใหม่เท่านั้นเอง เราก็เลยคิดได้ว่า เออ ก็จริงนะ ของที่เสียก็เสียไป แต่ตัวเรายังอยู่ แล้วการที่โดนปล้นก็ทำให้เราได้มองย้อนกลับไปด้วย ว่าก่อนหน้านี้เรามีปัญหากัน เราทะเลาะกัน กลายเป็นว่าเราลืมไปว่าเราออกเดินทางกันทำไม กลายเป็นว่าเราไม่ได้ช่วยดูแลกันให้ดีๆ ซึ่งพอเราผ่านเรื่องนี้ไป เราก็เห็นเป้าหมายที่ชัดเจนละ หลังจากนั้นเจออะไรยากๆ อีก เราก็ไม่กลัวแล้ว”

        วรรณบอกว่าเหตุการณ์ที่เป็น ‘ที่สุดของชีวิต’ ในครั้งนั้น ถือเป็นประสบการณ์ที่มีค่าเป็นอย่างยิ่ง และทำให้พวกเขารู้สึกว่าตัวเองคิดถูกที่ตัดสินใจ ‘ไปต่อ’ ในวันนั้น “เราได้รู้แล้วว่าวินาทีที่เฉียดตายมันเป็นยังไง และที่สำคัญคือ อย่างน้อยในช่วงเวลาวิกฤตแบบนั้น เราก็ยังอยู่ด้วยกัน แล้วเราก็มีชีวิตรอดกันทั้งสองคน ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่ง เราผ่านเรื่องแบบนี้มาได้แล้ว หนทางข้างหน้าเราก็คงไม่ได้เจออะไรแบบนี้กันบ่อยๆ หรอก มันทำให้ตลอดระยะเวลาที่เหลือที่เราเดินทาง เราก็คิดว่ามันต้องดีกว่าเดิม ไม่มีอะไรที่จะเลวร้ายไปกว่าสิ่งที่เจอที่เอกวาดอร์อีกแล้ว”


LANNA HERO
พีระพล ชาวเชียงขวาง
Cycling Around the World
เรื่องเล่าจากวันที่ต้อง ´หยุด´ หรือ ´ไปต่อ´
H I P  P A R T N E R S
สำนักงานนิตยสาร  H I P  M a g a z i n e  บริษัท  เชียงใหม่  ฮิพ  แม็กกาซีน  จำกัด
เลขที่  5 / 1  หมู่ 5  ตำบลสุเทพ  อำเภอเมือง  เชียงใหม่ 50200  โทรศัพท์  /  แฟ็กซ์  0 5 3 - 3 2 9 - 4 2 0
hipthailand@windowslive.com  +  hipthailand.cm@gmail.com
H I P   M A G A Z I N E   A N D   E V E N TS   C H I A N G   M A I   ©