AUGUST 2017 OUT NOW!!
SECTION A
SECTION B
HOME
MAGAZINE
 
 
HIPNER BLOG
2017 2016
ชฮม.เจอนั่นเจอร์นี่ย์
บันทึกเสี่ยวแคมป์ : สกลนคร
‘เสี่ยวแคมป์’ รำลึกจากบันทึกพี่ชา(ฮาโมฯ)


‘เสี่ยวแคมป์’ งานดนตรีที่สืบทอดจาก ‘ผิงไฟ’เป็นการเดินทางไปสกลนครครั้งที่ 4 หลังจากตลอดชีวิตที่ผ่านมาแทบไม่เคยไปภาคอีสานเลย จนกระทั่งมามีเพื่อนเป็นชาวอีสานนี่ล่ะ ตั้งแต่นั้นมาก็มีเหตุให้ได้ไปเยือนทุกปี


เรื่อง ชาฮาโม





        ‘เสี่ยวแคมป์’ งานดนตรีที่สืบทอดมาจากงาน ‘ผิงไฟ’ จัดขึ้นที่อุทยานแห่งชาติภูพาน โดยที่มาที่ไปของงานนั้นน่าสนใจมาก... คุยกับพี่โยชิ แกบอกว่าเริ่มมาจากการรวมตัวของเหล่านักดนตรีในสกลนครนี่ล่ะ นัดกันออกมาแคมป์ปิ้งปิ้งย่างและเล่นดนตรีกันเอง แล้วก็ชวนเพื่อนๆ ทั้งเจ้าของร้าน ทั้งแขกในร้านที่ตัวเองเล่นดนตรีกันอยู่ คือเปลี่ยนที่กินดื่มมายังอุทยานแห่งชาติภูพาน โดยค่าบัตรก็เอามาใช้จัดการเรื่องสถานที่ เครื่องดื่มอาหารก็จัดหากันมาเอง รวมกันครั้งแรกคนก็เป็นหลักร้อยแล้ว หลังจากนั้นปรากฏว่าเริ่มมีคนอยากมาร่วมงานนี้ด้วยอีกมาก ก็เริ่มคนเยอะ งานเริ่มใหญ่ขึ้นเองโดยอัตโนมัติ จนครั้งที่ 4 นี่ก็ 700-800 คนแล้ว ไม่รวมทีมงานและนักดนตรี ที่น่าสนใจมากๆ ของงานนี้ก็คือ บอกเพียงแต่ว่ามีงานนี้เมื่อไหร่เท่านั้น ไม่มีการบอกล่วงหน้าว่าจะมีศิลปินที่ไหนมาเล่นบ้าง คือไม่บอกเลย เป็นการจัดงานดนตรีที่ไม่บอกว่าใครจะมาเล่นดนตรี แต่บัตรเข้างานกลับขายหมดเกลี้ยง




        ‘เสี่ยวแคมป์’ ครั้งแรกปีนี้พวกเราจากเชียงใหม่ไปกัน 5 คน มี บอย อิมเมจิ้น,อ้น เกิดสุข, เฟนเดอร์ Solitude Is Bliss หรือในนาม View from the Bus Tour, รัสมี, วิชา และเพื่อนๆ อีก 2 คน ไปถึงก่อนวันงาน 1 วัน ก็รวมตัวที่ร้านวันสบายเช่นเคย พบเจอมิตรสหายแห่งสกลนครพร้อมหน้า ร่วมกับทีมพี่เบ๊นซ์จากพิษณุโลก พี่โก๋จากโคราช พี่ใหญ่, ส้ม และน้องๆ จากจันทบุรีอีก คืนนั้นเราก็สนุกสนานกันแต่พองาม เพื่ออีกวันจะสนุกสุขสดใสพร้อมสำหรับเสี่ยวแคมป์




        อีกวันพี่โยมารับเราตั้งแต่เที่ยงเพื่อเข้าที่พักในอุทยานแห่งชาติภูพาน ซึ่งใกล้ตัวงานมากกว่ารอบที่แล้ว ปีนี้ไปถึงงานแต่เย็น อากาศจัดว่าดี ลมแรง แดดไม่ร้อนมาก เดินไปเดินมา นั่งๆ นอนๆ ดูวงนั้นวงนี้ซาวด์เช็ค สักพักพี่โก๋พาเราเดินขึ้นไปที่เรือนหลังเล็กบนเนินเขา เพื่อยิงหนังสติ๊กที่มีกระสุนเป็นเม็ดมะค่า เพราะพวกเราจะปลูกป่ามะค่ากัน เราจึงได้มาพบกับ น้าแอ๊ด ชนแดน ซึ่งเจอแกตั้งแต่ปีที่แล้ว เพราะแกนั่งร้องเพลง “บ้านเรามีเทือกเขาภูพาน…” ให้ฟังหลายรอบมากๆ

        ยิงหนังสติ๊กกันจนเบื่อเม็ดมะค่าก็ยังไม่หมด เลยต้องหาเกมมาเล่นกัน ท้าว่าใครจะยิงใบไม้ใบหนึ่งที่อ้นบอกว่านั่นคือเป้า ใครจะยิงโดนบ้าง ยิงโดนจะเก่ง จากที่เบื่อๆ จะยิง กลายเป็นแป๊บเดียวกระสุนหมด มะค่าคงไปขึ้นกระจุกตัวอยู่ที่เดียวกันบริเวณนั้น พวกเรายิงกันไม่ค่อยเฉียด น้าแอ๊ดเปรยขึ้นมา “ยิงกันยังไงไม่โดน” แล้วแกก็มายิงเฉียดใบไม้ที่เราตั้ง



        เป็นเป้าเอาไว้ ระหว่างง่วนกับกิจกรรมนั้นกัน น้าเแอ๊ด เดินตรงเข้ามาหาวิชา เอ่ยวาจาออกมา “หนุ่ม เรามีเรื่องต้องคุยกันหน่อย” ไอ้เราก็ตกใจว่าไปทำพฤติกรรมอะไรไม่ดีเข้าหรือเปล่า แกกล่าวต่อ “ขอบุหรี่สักมวนได้ไหม” โอเคจบไป “ไฟไม่ต้องนะ ผมมี”




        ใกล้เวลาเริ่มงาน ยืมมอเตอร์ไซค์โฟล์คขี่กลับไปเอาเสื้อกันหนาวที่บ้านพักขึ้นมาแจกจ่ายทุกคน รอบนี้เราจับจองเล่นเวทีเล็กเพราะเป็นอะคูสติก สบายๆ คิวเวทีเล็กค่อนข้างหลวมๆ ใครสะดวกขึ้นเมื่อไหร่ก็ขึ้น ชิลล์มาก ดูจากผู้ดูแลเวทีเล็กก็ชิลล์สุดๆ แล้ว คุณ ยั๊วะ วงจุลโหฬาร พูดอะไรไปแกก็ยืนนิ่งอย่างเดียว สักห้าโมงเย็นอากาศเริ่มเย็นขึ้น เวทีเล็กเสียงดังขึ้นมาแล้ว จาก น้าแอ๊ด ชนแดนและพี่อะไรอีกคนไม่รู้จักชื่อแฮะ




        ก่อนที่จะถึงคิวพวกเรา ก็ต้องไปเข้าช่วงพิธีเปิดงานก่อน ปีนี้มีการ ‘ผูกเสี่ยว’ คือพิธีที่คล้ายทำสัญญากันว่าเราจะเป็นเสี่ยวกัน เสี่ยวที่มีความหมายมากกว่า ‘เพื่อนธรรมดา’ แต่เป็น ‘เพื่อนพิเศษ’ ที่พร้อมร่วมเป็นร่วมตาย ลักษณะคล้ายๆ บายศรีสู่ขวัญของทางเหนือ คือจะมีพ่อหมอมาสวดทำพิธีสู่ขวัญ ผูกเสี่ยวให้กับผู้ร่วมงานทุกคนว่าให้พวกเราทั้งหมดเป็นเสี่ยวกัน รู้สึกดีกับส่วนนี้พอสมควร คือผู้ร่วมงานเสี่ยวแคมป์หรือผิงไฟนี่มาจากทั่วสารทิศจริงๆ มากันเป็นกลุ่มๆ ใหญ่ๆ หลายๆ กลุ่ม ก็ไม่ได้รู้จักกัน ไม่ใช่จะรู้จักทีมงานไปหมด ครั้งแรกที่ไปยังเคยคิดเลยว่าไม่มีปัญหาตีกันอะไรเลยเหรอ ปรากฏว่าไม่มีจริงๆ ปีนี้ยิ่งมีผูกเสี่ยวอีก มันเหมือนกับคนที่ไม่ได้รู้จักกันตรงนั้น มารวมๆ กัน และบอกกันว่าพวกเราทั้งหมดมาเป็นมิตรกันนะสำหรับคืนนี้ สัญญากันนะ ว่าจะไม่มีปัญหากัน




        หลังจากผูกเสี่ยวเสร็จ เข้าสู่พิธีเปิดวงอินทนิล วงรุ่นใหญ่ประจำจังหวัดบรรเลงเพลงเปิดงาน แต่พวกเราชาวเหนือต้องเดินกลับขึ้นมาบนเนินด้านบนส่วนเวทีเล็กเตรียมตัวเล่น ด้านล่างหลังจากวงอินทนิลก็เป็นอภิรมย์ วงเจ้าภาพเล่นต่อ เวทีเล็กเป็นอ้นเปิดฉากให้ชาวเชียงใหม่ก่อน ตอนจุลโหฬารเล่นเวทีใหญ่ วิชาก็เล่นอยู่เวทีเล็กพอดี ข้างล่างคึกครื้นข้างบน ก็มุ้งมิ้ง งุ้งงิ้ง กันไป ได้ยินเสียงรัสมีไปร้องแจมเพลง ‘เมืองชุดดำ’ กับจุลโหฬารด้วย วิชาเล่นเสร็จเป็นตาของบอยเล่นต่อ บอยผู้มีสาวกกระจายอยู่ทั่วไป แล้วจำนวนสาวกก็มากขึ้นเรื่อยๆ น่าแปลกและยินดีเหมือนกันที่มาเล่นต่างที่อย่างนี้ แต่แอบมองไปจะพบคนแปลกหน้าที่ร้องตามเพลงบอยได้ทุกเพลง ทั้งที่บางเพลงก็เป็นเพลงที่บอยเองไม่ค่อยได้เล่น





        ทีมเราใกล้เสร็จภารกิจแล้ว เหลือ เฟนเดอร์ น้องเล็กอีกหนึ่งคนเล่นต่อจากบอย นี่ก็อีกคนที่แฟนเพลงทางอีสานติดตามและรู้จักอย่างดี เพราะได้ยินเสียงจากเวทีใหญ่ มีวงน้องๆ มาจากขอนแก่น ก็เล่นเพลง Don’t Expect Me ของ Solitude Is Bliss ด้วย ช่วงเฟนเดอร์เล่นไปได้สักพัก น้าแอ๊ด ชนแดนก็มานั่งแจมข้างๆ โดยการทำเสียงกลองประกอบเพลงที่เฟนเดอร์เล่นไปตลอด เสียงกลองบีทบ๊อกซ์จากน้าแอ๊ดน่าสนใจมากๆ เลย ตกลงกันว่าหลังจากเฟนเดอร์เล่นเสร็จ เราจะเมาและบันเทิงกันละนะ … จริงๆ คือก็เมากันมาสักพักแล้วล่ะ มากบ้างน้อยบ้างตามความสามารถ เพราะไม่รู้เบียร์มาจากไหนเยอะแยะ แค่คิดถึงเบียร์ เบียร์ก็มาวางอยู่ตรงหน้าตลอดเลย







        บริเวณรอบเวทีเล็กมีพื้นที่ให้คนมาออกบูธขายของ เสื้อผ้า ของแต่งบ้าน ของทำมือทั้งหลาย มีบูธหนึ่งว่าง ต่ายเลยบอกว่าให้พี่เอา CD มาวางเลย ก็พกกันไปแค่ อัลบั้ม Solitude Is Bliss กับ Minimal’s Less ก็ขายได้ซะอย่างนั้น เฟนเดอร์เล่นเสร็จเราก็มาวนๆกันแถวบูธ เบิร์ด สหายแห่งสายลม ที่มาร่วมงานเหมือนกันก็มานั่งคุยกัน อากาศเริ่มเย็น ได้ยิน








        เสียง Brown Flying กระหน่ำอยู่ด้านล่าง หมู่เฮาจาวดอยก็เติมเครื่องดื่มเข้าปากกันอย่างสม่ำเสมอ มีบูธยิงปืนเพื่อแลกของรางวัล บอยซึ่งช่วงนี้อินอยู่กับเพชรพระอุมาเลยชวนไปสวมวิญญาณ รพินทร์ ไพรวัลย์ ยิงเป้ากัน แล้วสักพักต่ายเดินมาบอกว่า น้าเบื๊อกหรือขุนสมาน กำลังจะขึ้นแล้ว เราทั้งผองเลยพากันลงไปเวทีใหญ่ เจอขุนสมานตัวเป็นๆแล้ว หลังจากเคยได้ยินเพลงของแกเมื่อปี 2542 เล่นได้สนุกมากๆ ทั้งตัวเพลงของแกที่มีจังหวะสนุกสนานแบบฟังค์ร็อค ผสมกับเพลงโคราช ลีลาการร้องและเล่นของน้าเบื๊อกและภรรยา (เห็นในเพจใช้ชื่อว่า อำแดงไหม) พาคนกระโดดเต้นกันเป็นแผง จบโชว์มีอังกอร์ น้าเบื๊อกเปลี่ยนมาเล่นเบสเพลง ‘กินไม่ยอมแบ่ง’ สติของวิชาชักไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว









        จบจากขุนสมานก็เป็นอีก Line Up ที่ซ่อนไว้ ได้แก่ The Richman Toy ช่วงนี้วิชาก็ยืนดูยืนโยกอยู่กับเฟนเดอร์ จำไม่ได้ละว่าลำดับเพลงเป็นอะไรต่ออะไรบ้าง แต่เล่นเพลงในอัลบั้มแรกอยู่หลายเพลง ก็สนุกสนานกันไป อากาศหนาวเย็นขึ้นเรื่อยๆ สักพักมีวง เร็กเก้อีสานเจ้าถิ่นชื่อวง กรุงกวี ซึ่งมือพิณมือแคน ‘เป้’ ก็เคยมาเที่ยวเชียงใหม่เมื่อปลายปีก่อน วงนี้ก็เล่นได้สนุกสนาน นำเพลงมาคัฟเวอร์ได้เจ๋งเลย มือกีตาร์ร้องนำ เล่นกีตาร์มือซ้ายไม่กลับสายด้วย… นั่นคือความทรงจำสีจางๆ ของวิชาแล้ว… เพราะสักพัก น้องเล็กเฟนเดอร์ขอตัวหายไปไหนไม่รู้ จำได้ลางๆ ว่าวิชาพาร่างเดินจากเวทีใหญ่ขึ้นมายังเวทีเล็กข้างบน มานั่งแปะเพื่อจะคุยกับเพื่อนๆ ที่เหลือ สักพักภาพก็ตัดไป









        ตื่นมาอีกที ตี 4 ในเช้าวันอาทิตย์ อ้นและบอย ปลุกขึ้นมาจากพื้นใต้โต๊ะแถวนั้น และบอกว่ากลับที่พักกันเถอะ สรุปกูหลับไปเหรอเนี่ย จับใจความจากเพื่อนได้ว่าพี่ชานั่งๆ อยู่พร้อมโวยวายว่า “เฟนเดอร์มันหาย มันทิ้งไป มันทิ้งไปกับสาว” สักพักวิชาก็หลับคาเก้าอี้ ต่ายและบอยเลยไปหาแผ่นอะไรไม่รู้มาปูๆ แล้วจับมานอนสงบสติอารมณ์ จนตอนเขาจะกลับกันนี่ล่ะ พอตั้งสติได้ก็โอเค กลับกันเถอะ พวกเราอยู่กันพร้อมหน้า ว่าแต่จะกลับที่พักยังไง สงสัยได้เดิน ไม่ต่ำกว่า 10 นาทีแน่ๆ พวกเรากลับกันหมด แต่เฟนเดอร์บอกขออยู่ต่ออีกแป๊บเดี๋ยวกลับเอง ให้มันได้อย่างนั้นสิวัยรุ่น ดีแล้วล่ะ… เวลามันไปไว กระพริบตา 2 ทีก็อายุจะ 40 แล้ว ทำไรทำไป กำลังเดินกลับที่พัก ก็มีน้องคนหนึ่ง ใครไม่รู้ ขับรถตามมาแล้วบอกว่าพวกพี่ๆ ไปกับผม เดี๋ยวผมไปส่ง ประทับใจมากๆ ถึงบ้านพักก็เกือบตี 5 ไม่ทันได้ร่ำลาใครก็เข้าสู่นิทราอย่างสงบสุข








        สะดุ้งตื่นขึ้นมาตอน 10 โมงกว่า มองไปเตียงข้างเห็นเฟนเดอร์ห่อตัวเป็นก๋วยเตี๋ยวลุยสวนอยู่ เดินไปดูคนอื่นๆ ตื่นกันหมดแล้ว รัสมี พี่เยาว์ และเพื่อนฝรั่งไปเดินเล่นในหมู่บ้านกลับมารอบหนึ่งแล้ว พี่โยชิโทรมาบอกว่ารถตู้มารอรับแล้วเตรียมออกเดินทางไปอุดรกันได้ เลยทยอยเรียกวิญญาณที่กระจัดกระจายให้เข้าร่างและปลุกเฟนเดอร์ว่ากลับบ้านเรากันเถอะน้อง ถามไถ่ได้ความว่าเฟนเดอร์กลับมา 6 โมงครึ่ง ตอนตี 5 ยังได้ออกไปนั่งเล่นดนตรีที่เวทีเล็กอยู่เลย เล่นจนพระอาทิตย์ขึ้นคาตา งานนี้คนมันไม่หลับไม่นอนกันหรืออย่างไร เตรียมขึ้นรถตู้ มองไปบ้านพักข้างๆ ของ Brown Flying สมาชิกวงท่านหนึ่งเดินออกมาที่ระเบียงเปิดเบียร์กระป๋องกิน เอาเข้าไป …








        ขึ้นรถได้ก็พยายามจะหลับ หลับไม่ลงอีก ฝนก็พรำไม่หยุดตลอดทาง นับเป็นโชคดีที่แปลกมากว่าเมื่อคืนวันงานฝนไม่ตกเลย ทั้งที่ก่อนวันงานและหลังวันงานฝนตกตลอด เป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่ดี เรากลับออกมาโดยไม่มีโอกาสได้เจอหน้าเพื่อนฝูงทีมงานหรือได้ร่ำลาใครเลย เกือบๆ บ่ายวิชาเปิดเฟซบุ๊คขึ้นมาดู เจอภาพพวกที่งานยังตีเกราะเคาะไม้ร้องเพลงกันอยู่เลย พวกนี้มันซอมบี้กันหรือยังไงวะ









        เสร็จสิ้นภารกิจของเรา นั่งทบทวนเรื่องราวต่างๆ อบอุ่นเสมอที่ได้มาสกลนคร ยินดีที่ได้พบเจอและรู้จักกับเพื่อนๆ กลุ่มนี้ ซึ่งนำพาไปเจอะเจอเพื่อนกลุ่มใหม่ ตั้งแต่พิษณุโลก โคราช มหาสารคาม จันทบุรี ฯลฯ น้ำจิตน้ำใจงดงามยิ่งใหญ่ ตัวงาน ‘เสี่ยวแคมป์’ ขอยกให้เป็นงานดนตรีที่เยี่ยมที่สุดในทุกๆ ด้าน เท่าที่วิชาเคยไปเข้าร่วมมาเลย ทั้งในฐานะผู้เล่น ผู้ชม เพื่อนฝูง ในภาคดนตรีก็ว่าเยี่ยมแล้ว ไม่บอกคนที่จะมาเลยว่าศิลปินคนไหนจะมาเล่น แต่บัตรขายหมด สถานที่จัดงานก็บรรยากาศดีสวยงาม หนาวเย็น ลมโชย ผู้คนที่มาร่วมในงานก็มีตั้งแต่เด็กยันแก่ ชาวบ้าน เด็กแนว กลุ่มเพื่อน ครอบครัว คู่รัก มาก่อไฟปิ้งย่างกัน เต้นด้วยกัน หยิบยื่นเครื่องดื่มชนแก้วกัน มันทั้งสนุกสนานและอบอุ่นยิ่งนัก






จะไปทุกปี ถ้ายังไม่เบื่อกันก่อนนะ

สำหรับชาวเชียงใหม่หรือชาวอื่นๆ ที่ชื่นชอบบรรยากาศงานดนตรี อยากจะเสนอเลย… ว่าไม่ควรพลาด ‘เสี่ยวแคมป์’ สักครั้งในชีวิต




บันทึกเสี่ยวแคมป์ : สกลนคร
‘เสี่ยวแคมป์’ รำลึกจากบันทึกพี่ชา(ฮาโมฯ)
Mandalay ตอนที่ 4 (จบ) : มัณฑะเลย์จริงๆจังๆ สักที ตอนที่ 2
Mandalay ep. 4 end : Around Mandalay part 2
Mandalay ตอนที่ 3 : มัณฑะเลย์จริงๆจังๆ สักที ตอนที่ 1
Mandalay ep. 3 : Around Mandalay part 1
Mandalay ตอนที่ 2 : Pyin Oo Lwin ข้ามสะพานก๊กเต๊ก 2 ครั้งในวันเดียว
Mandalay ep. 2 : Pyin Oo Lwin at Gok Teik
Mandalay ตอนที่ 1 : ดอมดมกลิ่นอายผู้ดีเก่าในเมือง Pyin Oo Lwin
Mandalay ep. 1 : Pyin Oo Lwin
H I P  P A R T N E R S
สำนักงานนิตยสาร  H I P  M a g a z i n e  บริษัท  เชียงใหม่  ฮิพ  แม็กกาซีน  จำกัด
เลขที่  5 / 1  หมู่ 5  ตำบลสุเทพ  อำเภอเมือง  เชียงใหม่ 50200  โทรศัพท์  /  แฟ็กซ์  0 5 3 - 3 2 9 - 4 2 0
hipthailand@windowslive.com  +  hipthailand.cm@gmail.com
H I P   M A G A Z I N E   A N D   E V E N TS   C H I A N G   M A I   ©