MAY 2017 OUT NOW!!
SECTION A
SECTION B
HOME
MAGAZINE
 
 
HIPNER BLOG
2017 2016
ชฮม.เจอนั่นเจอร์นี่ย์
Mandalay ตอนที่ 4 (จบ) : มัณฑะเลย์จริงๆจังๆ สักที ตอนที่ 2
Mandalay ep. 4 end : Around Mandalay part 2
เรื่อง/ภาพ ชาฮาโม   




เวลา 3:30 น. มือถือปลุกพร้อมกับเสียงโทรศัพท์จากล็อบบี้ โอเค...ลุกขึ้นล้างหน้าล้างตา น้ำท่ายังไม่ต้องอาบละกัน เรียบร้อยก่อนตีสี่ ลงมาข้างล่างเดินไปหน้าโรงแรมพบกับพี่หม่องมอเตอร์ไซค์รับจ้างคนเดิมมายืนยิ้มเหงือกแดงรอแล้ว ไปกันเลยครับพี่… อากาศเย็นใช้ได้เลย 16-17 องศา พี่แกก็ขับไปตามทาง เข้าซอกเข้าซอยบ้าง อืมม เพิ่งจะเห็นถนนเงียบเสียงลงบ้างก็ช่วงเช้ามืดนี่ล่ะ แต่ไม่ใช่เงียบสนิทนะ คือก็ยังมีบีบแตรกันอยู่นั่นแหล่ะเพียงแต่รถมันน้อยลงเท่านั้น 








ไม่ถึง 10 นาที เราก็มาถึงหน้าวัดพระมหามัยมุนี อันเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิประจำมัณฑะเลย์และเป็น 1 ใน 5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมียนมา มีกลุ่มคนหลากหลายทั้งชายหญิงยืนออกันหน้าทางเข้าไปยังอารามที่จะประกอบพิธีล้างหน้าแปรงฟันให้พระมหามัยมุนี วิชาไปยืนแทรกตัวอยู่แถวๆ นั้นล่ะ แน่นอน ต้องถอดรองเท้าออกมาก่อนหาที่ซ่อนๆ เอาไว้ มายืนแอบข้างกลุ่มคนไม่ถึงนาทีก็รู้ได้เลยว่าคนส่วนใหญ่ตรงนั้นคือ คนไทย… เสียงพูดคุยจ๊อกแจ๊กจอแจ วิชาก็ยืนเงียบๆ แอบฟัง ต่างคนต่างยกข้อมูลมานำเสนอใส่กันอย่างสนุกสนาน ส่วนสาธุชนเมียนมา ก็ทักทายกันไปมานิดหน่อย








ถึงเวลาเข้าสู่พิธีประตูเหล็กถูกเปิด ทีมนักท่องเที่ยวไทยพุ่งเข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 1 กองกันอยู่หน้าสุดเป็นเหล่าชายไทยทั้งแก่หนุ่ม ส่วนผู้หญิงจะถูกกั้นไว้ที่ระยะหนึ่ง ไม่ให้เข้าใกล้องค์พระ วิชาก็นำพาตัวเองไปอยู่ในกลุ่มหน้ากับเค้าเหมือนกัน ในระหว่างนั่งเงยหน้ามองพระมหามัยมุนีที่สะท้อนแสงทองอร่ามสวยงาม ด้านเยื้องๆ กันก็มีลุงคนไทย ถ่ายคลิปพร้อมพากย์เสียงเหมือนโฆษกรายการทีวีประกอบไปด้วยตลอดเวลา วิชาก็กวาดสายตาไปมาเพื่อชื่นชมปะรำพิธีและรายละเอียดต่างๆ ก็พลันเห็นชายคนนึงยืนเด่นอยู๋หน้าสุดพร้อมไม้เซลฟี่และกล้อง หันไปยิ้มให้พระมหามัยมุนีบ้าง หันกลับมายิ้มให้ผู้ชมทางบ้านบ้าง สักพักยกกล้องถ่ายแฟนตัวเองที่นั่งอยู่ด้านหลัง… แม่นแล้วล่ะ… พี่ชายท่านนั้นและแฟนนั่นเอง… นึกว่าเลยไปรัฐฉานซะแล้ว ยังกลับมาเจอกันได้อยู่นะครับ แหม่...






เมื่อพิธีเริ่มต้นขึ้นเหล่าพระสงฆ์และทีมคณะกรรมการวัดก็เริ่มสวดมนต์เจริญคาถา แล้วก็คงจะเป็นพระผู้ใหญ่ หรือไม่ก็เจ้าอาวาสขึ้นไปยืนทำพิธีล้างหน้าแปรงฟันให้กับพระมหามัยมุนี วิชาก็นั่งประนมมือ หนุ่มสาวชาวไทยหลายคนหลังจากพูดคุยกันสนุกสนานไปช่วงก่อนเริ่มพิธี ตอนนี้ก็ทยอยหลับกันไปบ้างแล้ว เนื่องจากพิธีและการสวดมนต์ใช้เวลานานพอสมควร ทางด้านหลังก็จะมีลุงๆ ป้าๆ ชาวเมียนมาที่สวดมนต์ไปด้วยอีกบางส่วน พิธียังไม่เสร็จดี แต่วิชาพอละ… เต็มอิ่มละครับ แว้บออกมาก่อนเดินไปหาพี่หม่องเพื่อจะไปรอชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สะพานไม้อูเบ็ง ขณะนั้นเวลาตี 5 เกือบครึ่ง ซึ่งอีกนานแน่ๆ กว่าพระอาทิตย์จะขึ้น พี่วินเลยบอกว่า เดี๋ยวผมจะพาไปชมการแสดงของพม่า น่าจะเป็นการแสดงประจำปีหรือไม่ก็แก้บนอะไรนี่ล่ะ ที่ปีนึงจะจัดครั้งนึง ครั้งนึงจัด 2 วัน เริ่มแสดงตั้งแต่ 4 ทุ่มถึงเช้าอีกวัน โอเคครับ ไปครับพี่ 






เหมือนจะออกมาบนถนนสายใหญ่ที่ไม่คุ้นตาเดินทางเกือบ 10 นาที ก็มาเจอเหมือนโบสถ์หรือศาสนสถานของอะไรสักอย่าง มีไฟประดับนิดหน่อย ด้านซ้ายมีสิ่งก่อสร้างคล้ายโรงลิเกกึ่งๆ ชั่วคราว มีหลังคาปิดไว้ มีแคร่ไม้ไผ่เรียงตัวกันกว้างขวาง และมีชาวบ้านทุกเพศทุกวัยนั่งๆ นอนๆ ชมการแสดงอยู่ แสงสีเสียงอลังการมาก มีตัวพระเอกอยู่ 3-4 คนผลัดกันออกมาร้องเพลงและกระโดดตีลังกา โชว์ท่ากายกรรม ประกอบกับมีเหล่าตลกอีก 5-6 คนคอยร้องลูกคู่ รวมทั้งเล่นตลกซึ่งก็ฟังไม่เข้าใจ แต่จากท่าทางแล้วมั่นใจว่าต้องตลกแน่ๆ ผู้ชมก็หัวเราะกันลั่น สักพักก็จะมีเหล่าลูกคู่ผู้หญิง 8-9 คนลูกมาร้องมารำสลับ แม้จะดูไม่รู้เรื่องเลย แต่ก็ยังยืนดูอยู่นาน เลยครึ่งชั่วโมงเวลาตอนนั้นก็ 6 โมงกว่าแล้ว หันไปบอกพี่หม่องว่าไปกันเถอะ ไปสะพานไม้อูเบ็งกัน อยากไปอยู่ตรงนั้นสักพักแล้วก็จะกลับไทยละครับ








อากาศหนาวมากเมื่อมอเตอร์ไซค์เข้าใกล้ทะเลสาบ ไอเย็นจากน้ำและลมพัดเข้าฝั่ง ผู้คนแถวนั้นตื่นแต่เช้าตรู่และเริ่มใช้ชีวิต เรือหาปลาหลายลำเริ่มกลับเข้าฝั่ง พระสงฆ์เริ่มออกบิณฑบาต พี่วินจอดรถตรงหน้าร้านกาแฟร้านอาหารชาวบ้านเล็กๆ ตรงทางเข้าสะพาน บอกว่าจะนั่งรอตรงนี้ เชิญตามสบายเลยครับ วิชาตื่นเต้นกับภาพบรรยากาศที่อยู่ตรงหน้ามากๆ เคยเห็นหมอกยามเช้า เห็นแสงอาทิตย์ เห็นน้ำมาก็เยอะ แต่ไม่เคยเจอภาพแบบนี้มาก่อน เป็นช่วงเวลาที่ยืนหยุดอยู่นิ่งๆ ทบทวนเรื่องราวต่างๆ ของตัวเองที่ผ่านมา น้ำกว้าง ฟ้ากว้าง หลายชีวิตอยู่บนเรือที่กำลังเข้าฝั่ง เราก็เป็นอีกชีวิตเล็กๆ ที่ยืนอยู่บนสะพานมองอีกหลายชีวิตที่เคลื่อนไหว โลกนี้กว้างใหญ่นัก ชีวิตเราเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับธรรมชาติ ปัญหามากมาย ความสุขความทุกข์มันเล็กมากเมื่อเทียบกับธรรมชาติที่เป็นไปอยู่ทุกวัน ใครจะเกิดใครจะดับ พระอาทิตย์ก็ยังขึ้นๆ ตกๆ ของมันไป ในสายตาของเราพระอาทิตย์ขึ้นวันนี้ ส่องแสงสะท้อนน้ำและวิถีชีวิตผู้คน มันช่างสวยงามน่าจดจำ แต่กับผู้คนที่อยู่ในวิถีเหล่านั้นทุกวันอยู่แล้ว ก็คงรู้สึกแตกต่างไป









วิชาเป็นคนชอบเที่ยวแต่ไม่ชอบถ่ายรูปตัวเองคู่กับสถานที่ท่องเที่ยวสักเท่าไหร่ เพราะเบื้องต้นรู้สึกว่าการท่องเที่ยวเดินทางมันเป็นประสบการณ์ส่วนตัว ความรู้สึก ความประทับใจ จนกลายเป็นความทรงจำส่วนบุคคล เวลาไปถึงที่ไหนใหม่ๆ จะพยายามรู้สึกๆๆ รู้เท่าทันความรู้สึกตัวเองตอนนั้นให้ได้ว่าเราสุข สบายใจ ผ่อนคลาย นึกถึงอะไร คิดถึงใคร หรือรู้สึกอย่างไรต่อบรรยากาศและภาพที่เห็นตรงหน้านั้น ก่อนจะบันทึกภาพต่างๆ เอาไว้ เพื่อที่เรากลับมาดูภาพแล้วเราจะนึกได้ถึงความรู้สึก ณ ตอนนั้น 




“จะถ่ายหน้าตัวเองเก็บกลับไปดู ก็ไม่รู้จะดูทำไมหน้าตัวเองก็เห็นอยู่ทุกวัน 

จะถ่ายรูปตัวเองให้คนอื่นดูก็รู้สึกว่าหน้าตาตัวเองก็ไม่ได้น่าดูอะไร สิ่งที่มักอวดคนอื่น 

คือ ความรู้สึกตัวเองขณะนั้นผ่านภาพถ่ายมากกว่า”




วันนี้เป็นอีกวันที่ความรู้สึกหลากหลายประดังประเดเข้ามาจนต้องยืนสงบๆ แล้วก็เลิกคิดฟุ้งซ่าน เหลือเพียงแต่ภาพที่เห็นตรงหน้า ปล่อยให้หัวว่างๆ ไป หยิบกล้องขึ้นมาถ่ายเท่าไหร่ก็ถ่ายไม่ได้สวยอย่างที่ตาเห็น ไม่เป็นไรอย่างน้อยเราเห็นแล้ว ค่อยๆ เอามันประทับลงไปไว้ในใจเพื่อเป็นความทรงจำต่อไป 

ใช้เวลาไปกับพระอาทิตย์ขึ้นอยู่ร่วมชั่วโมงบนสะพานก่อนจะเดินกลับมาหาพี่วินมอเตอร์ไซค์ที่ร้านกาแฟ สั่งอาหารเช้ามากิน น่าจะเป็นขนมอะไรสักอย่างไส้คล้ายๆกะหรี่พัฟ แต่แป้งข้างนอกคล้ายๆ ที่ใช้ห่อปอเปี๊ยะ อร่อยดี ประกอบกับกาแฟร้อน 3 in 1 นั่งคุยกับพี่วินต่างๆ นานา แกบอกว่าถ้ามาอีก ให้มาหาแกนะ แกอยู่หน้าโรงแรม Tiger One นั่นล่ะทุกวัน อืมม... นั่งคิดอยู่แฮะ ว่าเราจะได้กลับมาอีกไหมนี่ บางคนก็เกิดมาเพื่อพบกันเพียงครั้งเดียวในหนึ่งชีวิตนี่ล่ะ ความประทับใจต่อทริปนี้ก็น่าจะเป็นอะไรที่มันธรรมชาติๆ นั่นล่ะมากกว่า เพราะส่วนตัวก็ไม่ได้อะไรกับวัดวาอาราม และก็ไม่ได้ชื่นชอบการเดินทางบนถนนที่เสียงแตรรถวุ่นวายขนาดนั้น








แต่ก็ได้ข้อสังเกตเรื่องการจราจรอยู่นะ… ที่นี่ ต่างคนเหมือนจะต่างขับขี่รถ คือ จะออกก็ออกจะเลี้ยวจะพุ่งคือ เหมือนมองนิดเดียวละกะพุ่งออกมาเลย แต่ทุกคนบีบแตรกันหมดตลอดเวลา คือ แตกต่างจากเมืองไทยได้ชัดเลย เราไม่ค่อยบีบแตรกัน พอบีบแตรใส่กันทีนึงมักจะตีความกันว่ามันคือการด่า ทั้งๆ ที่แตรมันคือการให้สัญญาณ เตือนคนอื่นหรือบางครั้งก็ใช้เตือนตัวเอง ในพม่ารถราบีบแตรตลอด ดูวุ่นวายแต่ไม่มีอุบัติเหตุให้เห็นเลย ที่สำคัญที่สุด คือ ไม่มีการตะโกนด่ากัน คือ เหมือนทุกคนได้ระบายออกไปกับการบีบแตรหมดแล้ว หรือ ทุกคนก็ไม่ต้องสนใจว่าใครบีบแตรใส่ใคร บีบให้กูหรือเปล่าก็ไม่รู้ หรือ กูบีบให้ใครกูก็ยังไม่รู้เลย หลักๆ ทุกคนบีบแตรให้ตัวเองล่ะมั้ง … ไม่มีใครโกรธกันเพราะไม่รู้จะไปโกรธใคร ลองเป็นที่ไทย บีบแตรยาวๆ หนึ่งทีอาจจะจอดรถลงไปหยิบปืนมายิงกันได้เลย… นี่คือ สิ่งที่สังเกตมา










ถามว่าตอนนี้จะให้เงิน 5,000 บาทกับให้ไปเที่ยวมัณฑะเลย์อีกรอบไหม ก็คงตอบว่าไม่ไปล่ะ ขอตังค์เอาไปจ่ายค่าบ้านไม่ก็ไปเที่ยวที่อื่นดีกว่า ก็มัณฑะเลย์เพิ่งจะไปมานี่นะ จะไปทำไมอีก ถ้าเป็นคนชื่นชอบประวัติศาสตร์หรือวัดวาอารามสิ่งก่อสร้างเก่าๆ ก็น่าจะเหมาะสมกับเมืองนี้ หรือ ใครชอบฟังเสียงแตรก็เหมาะเหมือนกัน แต่กับวิชาไม่ได้ชื่นชอบอะไรพวกนั้นน่ะนะ แต่มันก็มีความรู้สึกที่ประทับใจในหลายส่วนโดยเฉพาะธรรมชาติ ป่า เขา ลำเนาไพร เส้นทางรถไฟ สะพานไม้อูเบ็ง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล่ะที่จะดูดวิชาให้กลับไปอีกรอบ







4 วัน 3 คืนแบบคนเดียว แบบไร้ทิศทาง และการเตรียมตัวที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ก็ประทับใจในหลายๆ จุด อาจจะไม่ได้ไปเที่ยวตามไกด์บุ๊คต่างๆ แนะนำ แต่กับประสบการณ์ที่เกิดขึ้นก็ถูกบันทึกไว้ในความทรงจำเรียบร้อยแล้ว สำหรับมัณฑะเลย์แนะนำว่า ไปสักสองคนกำลังดี คนเดียวไม่ใช่ว่าจะเหงาเกินนะ เพียงแต่บางทีเราก็ควรจะมีเพื่อนคุยแลกเปลี่ยนความรู้สึกเวลาเจออะไรใหม่ๆ บ้าง ที่สำคัญคือ ที่พัก ถ้าไป 2 คน หารค่าห้องกันมันก็จะถูกลงน่ะครับ จบทริปแบบเฝ้ามองตะวันขึ้นฟ้า ร่ำลากันไปแต่เพียงเท่านี้ รอบต่อไปจะเจอนั่นเจอร์นี่ที่ใด ค่อยว่ากัน สวัสดีครับ... 






บันทึกเสี่ยวแคมป์ : สกลนคร
‘เสี่ยวแคมป์’ รำลึกจากบันทึกพี่ชา(ฮาโมฯ)
Mandalay ตอนที่ 4 (จบ) : มัณฑะเลย์จริงๆจังๆ สักที ตอนที่ 2
Mandalay ep. 4 end : Around Mandalay part 2
Mandalay ตอนที่ 3 : มัณฑะเลย์จริงๆจังๆ สักที ตอนที่ 1
Mandalay ep. 3 : Around Mandalay part 1
Mandalay ตอนที่ 2 : Pyin Oo Lwin ข้ามสะพานก๊กเต๊ก 2 ครั้งในวันเดียว
Mandalay ep. 2 : Pyin Oo Lwin at Gok Teik
Mandalay ตอนที่ 1 : ดอมดมกลิ่นอายผู้ดีเก่าในเมือง Pyin Oo Lwin
Mandalay ep. 1 : Pyin Oo Lwin
H I P  P A R T N E R S
สำนักงานนิตยสาร  H I P  M a g a z i n e  บริษัท  เชียงใหม่  ฮิพ  แม็กกาซีน  จำกัด
เลขที่  5 / 1  หมู่ 5  ตำบลสุเทพ  อำเภอเมือง  เชียงใหม่ 50200  โทรศัพท์  /  แฟ็กซ์  0 5 3 - 3 2 9 - 4 2 0
hipthailand@windowslive.com  +  hipthailand.cm@gmail.com
H I P   M A G A Z I N E   A N D   E V E N TS   C H I A N G   M A I   ©