MAY 2017 OUT NOW!!
SECTION A
SECTION B
HOME
MAGAZINE
 
 
HIPNER BLOG
2017 2016
ชฮม.เจอนั่นเจอร์นี่ย์
Mandalay ตอนที่ 3 : มัณฑะเลย์จริงๆจังๆ สักที ตอนที่ 1
Mandalay ep. 3 : Around Mandalay part 1
เรื่อง/ภาพ ชาฮาโม



เหลืออีกแค่คืนเดียวในพม่า… ยังคงโนแพลนเช่นเคย วันนี้ให้ทางโรงแรมนัดหมายรถแท็กซี่ที่จะพากลับไปมัณฑะเลย์เอาไว้ตอน 9:00 น. เลยตั้งปลุกเช้าหน่อยเพื่อจะใช้เวลาอยู่ที่นี่ให้นานขึ้น คือก็ไม่ใช่จะไปไหนหรอก จะตื่นมาเดินเล่นรอบๆ โรงแรม เพราะรู้สึกที่นี่มันมีกลิ่นอายอดีตอย่างไรไม่รู้ อุณหภูมิตอนตื่นอยู่ที่ 12 องศา บ้าไปแล้ว ลงมาวิ่งๆ เดินๆ ถ่ายรูปเพราะพระอาทิตย์กำลังจะขึ้น บรรยากาศดีมากๆ แสงสวย เดินคุยกับหมาที่ชื่อ ‘มิดู’ ในใจคิดแค่ 2 วันนี้ ได้มาเจออากาศอย่างนี้ ได้ไปข้ามสะพานก๊กเต๊กเมื่อวานก็ถือว่าคุ้มแล้วล่ะ เหลืออีก 1 วัน 1 คืน ถือเป็นของแถมก็แล้วกัน แต่จะแถมด้วยอะไรยังไม่รู้เลย






กินอาหารเช้า อาบน้ำ แต่งตัว เก็บของลงมาคืนกุญแจ ร่ำลาบรรดาพนักงานโรงแรมผู้ใจดีมากๆๆๆ ทุกท่าน กระโดดขึ้นรถกลับ รอบนี้กลับกัน 4 คน ใครมั่งก็ไม่รู้ ขึ้นรถเปิดเพลงฟัง เอาผ้าขาวม้าพันหัวกันฝุ่นทันที คนขับรอบนี้ซิ่งกว่าลุงขามา สองข้างทางเป็นเช่นเดิม แตกต่างตรงยามเช้าก่อนเข้าถึงมัณฑะเลย์จะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่มีตลาดดอกไม้ ชาวบ้านที่ทำสวนดอกไม้จะหอบเอาดอกไม้มาวางขายข้างทาง คึกคักและสวยงามแต่ถ่ายรูปไว้ไม่ทัน แท็กซี่เข้ามาถึงมัณฑะเลย์ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง แล้วก็ค่อยๆ ไล่ส่ง 3 คนที่นั่งมาด้วยก่อนตามที่ต่างๆ ข้อดีของแชร์แท็กซี่คือ เค้าก็จะไล่ส่งทุกคนให้ถึงจุดหมายที่ต้องการจะลงเลย สรุปว่าวิชาคือท่านสุดท้ายที่เค้าจะไปส่ง ณ Tiger One Hotel ที่แปลกคือ ไอ้น้าคนขับแม่งขับมาตั้งไกลก็ขับมาเงียบๆ พอคนลงไป 3 คนเหลือวิชาคนเดียว แม่งเป็นหวัดขึ้นมาทันทีเลย ทั้งไอทั้งจามน้ำมูกไหลฟืดฟาด ไอทุก 15 วินาที จนกลัวจะติดโรคไปด้วย ภาวนาให้ถึงโรงแรมเร็วๆ เพราะนั่งไปๆ ชักเริ่มครั่นเนื้อครั่นตัวตามมันซะแล้ว

ถึงโรงแรมประมาณ 11 โมงเช้านิดๆ อากาศเริ่มอุ่นขึ้นละแต่ก็ไม่ร้อนมาก พนักงานของโรงแรมน่ารักยิ้มแย้ม ต้อนรับดีมากทั้งชายหญิง แต่ปรากฏว่าวิชายังเช็คอินไม่ได้เพราะห้องยังทำไม่เสร็จ โอเค ตัดสินใจ งั้นขอฝากกระเป๋าไว้หน่อย ทางโรงแรมมีจักรยานให้ยืมด้วย ขอไปชมเมืองก่อนนะ เอาไปแต่กล้องและไกด์บุ๊คที่ยังไม่ได้เปิดอ่านเลย เป้าหมายแรกจะไปคูเมืองของมัณฑะเลย์ครับ จะเข้าชมเมืองเก่า Madalay Palace เหล่าพนักงานก็ชี้ๆ ออกไปทางนี้นะ เลี้ยวซ้ายตรงไปก็จะเจอ เลาะๆ ไปเรื่อยๆ ไปเข้าทางประตูตะวันออกนะ เพราะนักท่องเที่ยวเค้าให้เข้าได้ทางนั้นทางเดียว เทียบง่ายๆก็คือประตูท่าแพ ของเมืองเชียงใหม่นั่นเลย ส่วนประตูอื่นจะมีทหารเฝ้า








พอพ้นซอยโรงแรมออกมาเท่านั้นล่ะ อลเวงกว่าพิน อู ลวินเยอะ สภาพถนนย่ำแย่แต่รถเยอะ แถมขับกันแบบไม่มีใครเกรงใจใคร วิชาก็งกๆ เงิ่นๆ ขับชิดขวาอย่างเดียว เสียงแตรสนั่นหวั่นไหว จักรยานแม่งไม่มีแตรด้วยสิ ทำยังไงดี ได้ร้องเอ้อวๆๆ ไปเรื่อยๆ ระยะทางยังไม่ถึง 10% ของเส้นทางทั้งหมดที่จะไปเลย มองไปตามพื้นเห็นคราบแดงๆ เป็นหย่อมๆ เป็นระยะๆ คิดว่าคงชนกันชิบหายบ่อยๆ แน่เลยที่นี่ แต่เอ... ไม่มีรอยฉีดสีสเปรย์เนาะที่นี่ ปั่นๆ มาเจอคุณลุงท่านหนึ่งปั่นนำหน้าอยู่ อยู่ดีๆ แกก็จอดชวนคุยมาจากไหน ยังไง นั่งคุยเพลินๆ สักพักลุงแกบ้วนน้ำหมากลงพื้น อ๋อออ … ไอ้คราบแดงๆ บนถนนที่แท้แม่งคือน้ำหมากนี่เอง ก็ว่า... ถ้าชนกันเลือดเต็มถนนขนาดนี้นี่ควรจะรณรงค์ให้คนมาเดินกันแล้วล่ะ พอจะแยกย้ายลุงมีการถามว่า ถ่ายรูปลุงไหม เอ้า อะไรวะ อยู่ดีๆ มาถามงี้ จะบอกว่าไม่ถ่ายก็น่าเกลียด เดี๋ยวจะกลายเป็นปัญหาระดับชาติ ก็เลยถ่ายไว้สักหน่อย แกก็ยิ้มใหญ่เลย








เลาะคูเมืองซึ่งกว้างเท่าแม่น้ำปิงของเชียงใหม่ และกำแพงแต่ละด้านยาวสัก 2 กิโล จากฝั่งใต้มาทางตะวันออกเจอประตูเลี้ยวเข้าไป เจอพี่ทหารบอกว่าไปซื้อบัตรเข้าก่อน ราคา 10,000 จ๊าด ตอนจะผ่านประตูเมืองให้ลงมาจูงจักรยานนะ ห้ามปั่น โอเค ทำตามทุกอย่าง ปั่นไปอีกสักกิโลนึงถึงจะเจอพระราชวังและตำหนักต่างๆ มีปืนใหญ่วางรออยู่ด้านหน้าเลย นักท่องเที่ยวพอประมาณ เล็งหาหอคอยอย่างเดียวเลย เพราะอ่านมาจาก ‘พม่าเสียเมือง’ ว่าพระนางศุภยาลัตขึ้นไปมองแล้วเห็นกองทัพอังกฤษมาแล้วถึงกับทรุดเข่าอ่อนบนนั้น นั่นล่ะครับ วิชาแทบจะไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับพม่าเท่าไหร่เลย นอกจากสมัยเรียนว่าเมืองหลวง (ตอนนั้น) คือ ย่างกุ้ง ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็ไม่ค่อยรู้แล้ว ไอ้ที่รู้ๆ มาก็ไม่รู้อันไหนจริงอันไหนปลอม












หลังจากขึ้นไปหอคอย มองไปก็ไม่เห็นอะไรนอกจากตึกกับต้นไม้กระจายตัว เห็นแม่น้ำอิรวดีแต่ไกลมาก ก็ลงมาเดินชมพระราชวังและตำหนักที่พำนักเหล่าสนมทั้งหลายที่แน่นอนถูกสร้างขึ้นมาใหม่ เพราะของจริงโดนระเบิดไปหมดตั้งแต่ช่วงสงครามโลกแล้ว ก็เดินไปนึกเรื่องที่อ่านไป สุดท้ายก็เริ่มร้อน พอละ ไปต่อดีกว่า ไปไหนดีหว่า มองไปทางเหนือเห็นเขามัณฑะเลย์สูงเด่น โอเค ไปวะ ไปขึ้นเขาก็ได้ รู้สึกว่าต้องเดินขึ้นบันได 7 พันกว่าขั้นเลยนะ ไม่เป็นไรแข็งแรง วิ่งมินิมาราธอนมาแล้ว ปั่นจักรยานเลาะไปเรื่อยๆ จนถึงตีนเขา พบว่าแถวนั้นมีวัดอยู่เยอะ มีวัดดังๆ มากมาย ชื่ออะไรบ้างจำไม่ได้ แต่ถ้า Search ใน Google ก็จะเจอ เลยแวะทานข้าวกลางวัน เดินไปถ่ายรูปวัดนั่นนี่ บางวัดมีพระไตรปิฎกที่เป็นศิลา บางวัดมีต้นไม้ใหญ่ เดินไปเดินมาหน้าตาคล้ายกันหมดเลย พอ!! ขึ้นเขาดีกว่า














เขามัณฑะเลย์เตี้ยกว่าดอยสุเทพเยอะ แต่ทางเดินขึ้นมันเป็นทางตรงเสียส่วนใหญ่ มันจึงชันเป็นพิเศษ พุทธสถานทั้งหลายในพม่าคือเราจะต้องถอดรองเท้าเข้าไปน่ะครับ การเดินขึ้นเขานี่ก็เช่นกัน ต้องถอดรองเท้าเอามาถือละเดินขึ้นไปบนบันได 7 พันกว่าขั้น!! ถ้าจะให้ดีควรมีถุงไปใส่ แต่วิชานี่ไม่มีก็เลยต้องถือรองเท้าอีกมือคีบบุหรี่ สะพายกล้องรักแร้หนีบหนังสือ พะรุงพะรังมาก แปลกดีเหมือนกันให้ความสำคัญกับการถอดรองเท้าขึ้น แต่ระหว่างทางขึ้นไปนั้นขยะเพียบ ก้นบุหรี่เยอะมาก บางจุดมีมานั่งก๊งเหล้ากันเฉย กูนี่งงเลย มีชวนดื่มด้วยนะ สักพักมีหนุ่มสาวพม่ากอดพลอดรักกันอีก ก่อนจะถึงยอดจะมีจุดพักเป็นระยะๆ กับจะมีจุดชมวิวใหญ่ๆ อยู่ 2-3 จุด ซึ่งก็เป็นที่นอนของผู้ไร้บ้านบ้าง สภาพเลยงงๆ ระหว่างสถานที่ศักดิ์สิทธิหรืออะไรแน่ เอาเป็นว่าดั้นด้นมาจนถึงยอดล่ะครับ เหนื่อยรากแตกรากแตน 















บ่ายสองเข้าไปแล้ว คิดในใจกูมาทำไมเนี่ย แต่จากจุดนี้ก็จะมองเห็นเมืองมัณฑะเลย์ได้กว้างขวางมาก มองไกลๆ ก็จะเห็นแม่น้ำอิรวดี เห็นคูเมือง เดินดูอยู่สักแป๊บก็เริ่มร้อนเพราะบ่าย 3 แล้ว จะเดินลงก็ไม่ไหว เรียกมอไซค์รับจ้างให้ไปส่งละกัน










ถึงข้างล่างปั่นจักรยานต่อ เลาะกำแพงเมืองด้านเหนือไปทางด้านตะวันตกเพื่อกลับที่พัก เป็นช่วงเวลาเลิกงานและโรงเรียนเลิกพอดี ชิบหายละงานนี้ การจราจรวุ่นวายถึงขีดสุด ละไอ้ผมยาวบนจักรยานนี่ก็มาทำให้เค้าวุ่นวายกันไปใหญ่ บาปกรรมที่ด่าคนจีนไว้มากตอนอยู่เชียงใหม่ พยายามทำตัวให้เป็นภาระน้อยที่สุด ขี่ชิดขวาไว้ ทางแยกก็เยอะเสียเหลือเกิน ไฟแดงก็ไม่ค่อยมี รถก็พุ่งกันออกมาแบบไม่ต้องดูกัน มีเพียงอย่างเดียวคือบีบแตรออกมาด้วย ด้วยความที่ถนนสายย่อยมันเยอะเหลือเกิน บางจุดมีวันเวย์อีก วิชาลากสังขารตัวเองมาจนถึงกำแพงเมืองทางทิศใต้ ว่าแต่เอ… โรงแรมกูอยู่ไหนวะเนี่ย เปิดมือถือดูแผ่นที่ก็งงๆ ตายละแบตก็จะหมด เสือกเลี้ยวเข้าผิดทางอีก ไปกันใหญ่เพราะวันเวย์ ได้จอดถามทางเค้าเอาว่าไอ้ที่ผมนอนเนี่ยมันอยู่ตรงไหน ผจญภัยอยู่สักพักเลยล่ะ จนกลับมาจนได้ เพลียแดดแบบสุดๆ ทางล็อบบี้บอกห้องพร้อมแล้วค่ะเชิญไปนอนได้เลย คืนจักรยานเสร็จกระโดดเข้าห้อง เปิดฝักบัวพร้อมกระป๋องเบียร์โดยด่วน ฮร้าาาา ได้พักเสียที ว่าแต่แล้วยังไงต่อดี ค่ำนี้ คืนนี้ กับพรุ่งนี้เช้า อาบน้ำเสร็จค่อยว่ากัน








ตัดสินใจละว่าจะไปดูพระอาทิตย์ตกที่สะพานไม้อูเบ็งแล้วกัน ไม่รู้ว่าไกลแค่ไหน ลงมาบอกล็อบบี้ให้เรียกรถมอเตอร์ไซค์ให้หน่อย พี่วินก็รีบบึ่งสุดๆ แต่ด้วยความที่หน้าหนาวพระอาทิตย์ตกไวมาก ก็เลยไปไม่ทันเสียอย่างนั้น พี่วินก็พูดแบบรู้สึกผิดว่าผมมาส่งช้าไป วิชาก็บอกไม่เป็นไร ไม่ได้ลงเรือไปถ่ายรูปแต่อยู่บนสะพานเห็นน้ำเห็นฟ้าเปลี่ยนสีขนาดนี้ก็เยี่ยมมากแล้ว เลยถามพี่แกไปว่าพรุ่งนี้เช้ามืดพี่จะตื่นไหม มาพาผมไปดูพิธีล้างหน้าแปรงฟันให้พระมหามัยมุนีหน่อยสิ ตอนตี 4 แกก็บอกได้เลยเกลอ เดี๋ยวฉันจะมารอตรงนี้ที่เดิมนะ แล้วหลังจากวัดมหามัยมุนี ฉันจะพาแกมาที่สะพานอูเบ็งอีกรอบ มาดูพระอาทิตย์ขึ้นเพื่อชดเชยวันนี้ โอ้ว เยี่ยมมากครับพี่หม่อง พรุ่งนี้เจอกัน












เรื่องของคืนนี้นี่ล่ะ อย่างไรดีเหลือเวลาอีกหลายชั่วโมงอยู่กว่าจะตี 4 ตั้งใจไว้แล้วว่าอยู่มัณฑะเลย์มันต้องมีดนตรีสดฟังสิเฮ้ย… เผื่อจะไปจงไปแจมกับเค้าบ้าง ลงมาถามที่ล็อบบี้ หนุ่มๆ สาวๆ ครับ ที่มัณฑะเลย์นี่มีที่ไหนมีดนตรีแบบสดๆ ให้ฟังบ้างครับ ที่มีคนร้องเพลงและดนตรี ทางนั้นมองหน้ากันเลิ่กลั่กๆ สักพักไปเรียกคนนั้นคนนี้มาปรึกษากัน ในใจคิดว่า อะไรมันจะยากขนาดนั้นเลยเหรอวะ แค่หาที่ฟังเพลงดื่มเบาๆ สรุปได้คำตอบมาว่าพี่เดินตรงไปอีกสองบล็อกจะเจอห้างไดม่อนพลาซ่า ห้างใหญ่ๆ เลย ขึ้นไปชั้น 4 ครับพี่ ที่นั่นมีดนตรี มีนักร้อง มีเครื่องดื่มนั่งชิลได้ โอเค ขอบคุณมากทุกท่าน เดินออกมาหน้าโรงแรม มองตรงไปมีร้านประมาณร้านขายของชำตามซอยที่มีเหล้าตองในบ้านเรานี่ล่ะ เดินข้ามไปซื้อบุหรี่เสียหน่อยเพราะหมด บรรยากาศภายในมาคุสุดๆ จิตสังหารรุนแรงมาก งงเลย รีบจ่ายตังค์รีบออกมาเลย ฮ่าๆ แวะกินก๋วยเตี๋ยวน้ำรสชาติโอเคราคาถูก แต่ใจมุ่งตรงไปยังสถานที่นั้นแล้ว ชื่ออะไรก็ไม่รู้ อยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ ขอให้ไปถึงไอ้ไดม่อนอะไรนั่นก่อนเถอะ





โอเคมาถึงไดม่อนพลาซ่าเรียบร้อย สิ่งที่เห็นตรงหน้าคือ ถนนด้านเข้าห้างปิดหมดเพื่อประกอบพิธีกรรมทางพุทธศาสนา มีชาวบ้านมานั่งรอกันเต็มไปหมด มีทั้งตาเถรเณรชีนั่งรอสวดมนต์ มีเวทียกพื้น จากการคาดเดาน่าจะเป็นเหมือนงานสวดพุทธมนต์หรือสวดมนต์ข้ามคืนอะไรกันนี่ล่ะ เอ... กูก็บอกนะว่าอยากฟังดนตรี ทำท่าเล่นกีตาร์ ถือไมค์ให้ดูแล้ว ไม่น่าจะเข้าใจผิดว่าอยากมาฟังพระสวดมั้ง








เดินเข้าไปถามโรงแรมแถวนั้นละกัน เขาก็ชี้บอกเลยไปอีกๆๆ โอเค เดินไปอีก นี่มันสามบล็อกละนะ เห็นไฟกระพริบวิบวับแต่ไกล อาคารใหญ่อลังการ ใช่แล้วล่ะ!!!! เป็นผับแน่ๆ ไปถึงเจอป้าย Mr.Print คือใหญ่มาก ไฟ LED ไฟอะไรด้านหน้านี่อลังการเหมือนผับใหญ่ๆ ในเชียงใหม่เลย แต่ปรากฏว่าเป็นร้านผลิตสื่อสิ่งพิมพ์และติดตั้งไฟ LED แล้วคือก็ปิดร้านแล้วด้วย ร้านปิดหนึ่งทุ่ม คือมึงจะเปิดไฟเสมือนกับตัวเองเป็นผับไว้เพื่ออะไรข้ามคืนเนี่ย กูงงเลย พอๆ กลับแม่งละ






เดินย้อนกลับมาอีกไกลมากจนถึงไอ้ไดม่อนอะไรอีกรอบ ขึ้นลิฟต์ไปชั้น 5 เจอโรงหนังอีกเอ้า เดินลงบันไดมาชั้น 4 ที่กำลังจะปิด เจอพนักงานอยู่ 2 คนในห้องที่ติดกล้องวงจรปิด ถามกันอีกครั้ง ที่ไหนที่มีดนตรีและมีเครื่องดื่มอยู่แถวนี้ครับ !! ตอนแรกก็อิดออด อีกคนหนึ่งหันไปโทรศัพท์หาเมีย ไอ้ตัวเล็กเลยแบบบอกปัดว่า ไม่มีๆ ไม่มีนะ จนสุดท้ายก็จำใจเดินนำวิชามาเลย ไม่พูดไม่จา ทำท่าว่าตามกูมา เดินลงบันได 4 ชั้น จ๊ะเอ๋… ใต้ตึกมันมีที่จอดรถละมันเชื่อมไปยังอีกตึกนึง เดินไปขึ้นลิฟท์มุ่งไปยังชั้น 4 มีป้าย LED สีเขียวชัดเจน Perfect Entertainment จะได้ชมดนตรีแล้ว เย่!!!






พอลิฟต์เปิดขึ้นมาเท่านั้นล่ะ ถึงกับอึ้ง... นี่ไม่น่าจะใช่ดนตรีสดล่ะมั้ง จากสีสันต่างๆ ที่เห็นกับลักษณะการแต่งกายของบริกร ให้อารมณ์เหมือนพิศมัยคาเฟ่หรือว่านิวช้างเผือกเลย เพียงแต่มืดกว่ามาก ใจตอนแรกนี่คือหันหลังกลับละ จบกันความฝันจะดูดนตรีของกู อีกใจก็เฮ้ย… มาถึงนี่แล้ว นี่พม่านะ ไม่ใช่เชียงใหม่ ไม่ใช่จะมากันได้บ่อยๆ ไปดูให้มันเห็นก่อน โอเค 2 มือล้วงกระเป๋า 2 เท้าก้าวเข้าไป สะพายกล้องไว้ด้วย ไปยืนงกๆ เงิ่นๆ บริกรชายหลายคนมารุมด้วยคอสตูมเสื้อเชิ้ตขาวตัวโคร่งๆ หูกระต่ายสีดำเบี้ยวๆ กางเกงสแล็คและรองเท้าแตะ สรุปจะเป็นทางการหรือจะไม่ทางการเนี่ย ไม่รู้จะบอกอะไร เอาเป็นว่ามาคนเดียวหาที่ตรงไหนให้อยู่ก็ได้ครับ ยืนก็ได้นั่งก็ได้ ขอเบียร์ขวดนึง หมดละจะกลับละจ้าา








ก้าวเดินเข้าไป ตรงกลางเป็นเวทียกพื้นสว่างมากเป็นวงกลม มองได้ 360 องศา ประดับประดาด้วยไฟคริสต์มาส บริเวณรอบๆ เป็นโต๊ะเหมือนโต๊ะตามร้านก๋วยเตี๋ยวข้างทางในไทยเนี่ย มีที่เขี่ยบุหรี่วาง แปลว่ามึงสูบบุหรี่กันในนี้เลยใช่ไหม มีเก้าอี้พลาสติกเรียงรอบโต๊ะ พื้นเทปูนธรรมดาๆ เลย แต่โอ้โฮ คนเต็มเกือบทุกโต๊ะ ผู้ชาย 99.99% มีเด็กและผู้หญิงบ้าง วิชาเดินเข้าไปหาโต๊ะในมุมในซอกอยู่เงียบๆ คนเดียว สายตาหลายคู่หันมาจ้องเขม็ง รู้สึกเหมือนยืนขวางปากกระบอกปืนใหญ่อยู่คนเดียว ได้มานั่งข้างๆ กับกลุ่มนักร้องสาวมากมายที่รอคิวขึ้นไปเต้นและร้องบนเวที






ธรรมเนียมปฏิบัติที่นี่เหมือนกับคาเฟ่ที่เชียงใหม่ที่เคยผ่านเข้าไปบ้าง คือมีนักร้องขึ้นไปร้องเพลงสลับกับเต้นทีละหลายๆ คน บ้างเพื่อรอมาลัยจากกลุ่มลูกค้าที่ถูกใจ สักพักลูกค้าเริ่มเยอะขึ้น โสร่งกันเข้ามาเลย เคี้ยวหมากจั๊บๆ สูบบุหรี่กันคลุ้งไปหมด คือมันก็เป็นธรรมดาของเค้าอย่างนั้น เราไม่คุ้นเอง เราก็เลยใช้ประสบการณ์ของตัวเองกับใจเราเองไปตัดสินใจน่ะนะ ว่ามันน่ากลัว มันไม่น่าจะอยู่ได้ละตรงนี้ กลับเถอะวิชา ยกเบียร์ดื่มจากขวด บริกรเดินเข้ามาคว้าเอาไปรินใส่แก้วอีก หยิบบุหรี่ขึ้นมาก็มีไฟแช็คยื่นเข้ามา 3 อันจะมาจุดให้ เฮ้ยย ไม่คุ้นแบบนี้เลย เอาวะ เบียร์จะหมดจะได้กลับแล้ว เก็บภาพไว้สักหน่อยดีกว่ายกกล้องขึ้นมาถ่ายแชะๆ ไปได้ 3 รูป บริกรเดินเข้ามา “ห้ามถ่ายๆ โนๆๆ” โอเคคร้าบ เชื่อละจ้า เช็คบิลปุ๊บให้ตังค์เลย ไม่ต้องทอน จ้ำอ้าวๆๆ ลงลิฟท์ รีบออกมาที่ถนนด้านนอก กลุ่มพุทธศาสนิกชนยังสวดมนต์กันอยู่เลย งงไปหมดละชีวิตกู






ก่อนเข้าโรงแรมแวะซื้อขนมครกพม่าและเติมเบียร์เมียนม่าร์อีก 1 กระป๋อง... สบายๆ หลับฝันดี คืนสุดท้ายที่พม่า พรุ่งนี้เช้าจะเจออะไรบ้างก็ไม่รู้ สำคัญกว่าคือพรุ่งนี้เราจะรู้สึกอย่างไรต่อการเดินทางบ้างนะ



บันทึกเสี่ยวแคมป์ : สกลนคร
‘เสี่ยวแคมป์’ รำลึกจากบันทึกพี่ชา(ฮาโมฯ)
Mandalay ตอนที่ 4 (จบ) : มัณฑะเลย์จริงๆจังๆ สักที ตอนที่ 2
Mandalay ep. 4 end : Around Mandalay part 2
Mandalay ตอนที่ 3 : มัณฑะเลย์จริงๆจังๆ สักที ตอนที่ 1
Mandalay ep. 3 : Around Mandalay part 1
Mandalay ตอนที่ 2 : Pyin Oo Lwin ข้ามสะพานก๊กเต๊ก 2 ครั้งในวันเดียว
Mandalay ep. 2 : Pyin Oo Lwin at Gok Teik
Mandalay ตอนที่ 1 : ดอมดมกลิ่นอายผู้ดีเก่าในเมือง Pyin Oo Lwin
Mandalay ep. 1 : Pyin Oo Lwin
H I P  P A R T N E R S
สำนักงานนิตยสาร  H I P  M a g a z i n e  บริษัท  เชียงใหม่  ฮิพ  แม็กกาซีน  จำกัด
เลขที่  5 / 1  หมู่ 5  ตำบลสุเทพ  อำเภอเมือง  เชียงใหม่ 50200  โทรศัพท์  /  แฟ็กซ์  0 5 3 - 3 2 9 - 4 2 0
hipthailand@windowslive.com  +  hipthailand.cm@gmail.com
H I P   M A G A Z I N E   A N D   E V E N TS   C H I A N G   M A I   ©