JUNE 2017 OUT NOW!!
SECTION A
SECTION B
HOME
MAGAZINE
 
 
HIPNER BLOG
2017 2016
ชฮม.เจอนั่นเจอร์นี่ย์
Mandalay ตอนที่ 2 : Pyin Oo Lwin ข้ามสะพานก๊กเต๊ก 2 ครั้งในวันเดียว
Mandalay ep. 2 : Pyin Oo Lwin at Gok Teik



เรื่อง/ภาพ ชาฮาโม    


ตื่นมาวันนี้ด้วยความหนาวเหน็บอย่างรุนแรง ตื่นเพราะมือถือที่ตั้งปลุกไว้ตี 5 ครึ่งเพื่อจะไปวิ่งออกกำลังกาย เนื่องด้วยเมื่อคืนก็นอนไม่ดึก เปิดม่านโผล่หัวไปดูบรรยากาศนอกหน้าต่าง ตาเถร!!! มีแต่ความมืดและหมอก ดูอุณหภูมิแจ้งว่า 9 องศา ลาก่อย การออกกำลังกายตอนนี้ ลงไปมุดผ้าห่มต่อ ขยับเวลาตื่นไปเป็น 6:45 คิดว่าป่านนั้นน่าจะโอเคขึ้นตื่นมาอีกครั้งพบแสงสว่างเพิ่มจากเดิมประมาณ 5% แต่หมอกยังคงหนา อุณหภูมิเป็น 11 องศาแล้ว ทั้งวิชาและพนักงานโรงแรมยังคงหนาวสั่น มีเพียง ‘มิดู’ หมาขนทองส้มประจำโรงแรมที่แลดูชิลกว่าทุกคน กลั้นใจเอาวะไหนๆ ลุกมาละ ลุยซะหน่อย กะจะวิ่งออกรั้วโรงแรมไปทางที่เข้าเมืองเพราะเห็นมีอนุสาวรีย์ 3 กษัตริย์อยู่ใกล้ๆ ว่าจะไปยืนดู นั่นล่ะ จะวิ่งก็หนาวเกิน เลยได้แต่เดินๆ เอา ไปถึงอนุสาวรีย์แสงสวยหยุดถ่ายรูป ถ่ายไปถ่ายมา อ้าว 7 โมงกว่าแล้วนี่หว่า ต้องไปกินอาหารเช้าแถมนัดรถสองแถวให้มารับตอน 8 โมง จะไปสถานีรถไฟ กลัวไม่ทันขึ้นรถไฟตอน 8:20







รีบวิ่งกลับมาห้องอาหารซัดมื้อเช้าเป็นไข่เจียวใบน้อยพร้อมขนมปังปิ้ง 2 แผ่น เนยและแยม กาแฟอีกเหยือก จะอิ่มเท่า อมช.ที่แสนคุ้นเคยไปได้อย่างไร แต่ก็ไม่มีอะไรให้เลือกแล้วล่ะ รีบกินจนหมด ดูนาฬิกา 7:50 มีเวลาอาบน้ำแต่งตัว 10 นาที ชิบหายแล้น รีบกลับห้องอาบน้ำทั้งที่หนาวมาก น้ำอุ่นในห้องก็อุ่นกว่าฉี่แมวนิดเดียว แทบช่วยอะไรไม่ได้เลย ข้าวของกล้องเกลิ้งไม่ได้เตรียมสักอย่าง อาบน้ำยังไม่ทันเสร็จเค้าโทรมาตามบอกสองแถวรออยู่แล้ว จับทุกอย่างขว้างลงกระเป๋า ใส่เสื้อใส่ผ้าแบบลวกๆ คว้าเสื้อหนาวที่มีตัวเดียวสวมมา หัวยังเปียกอยู่เลย







มาถึงรถสองแถว อ้าว… แต่ไม่ใช่ฉัน ไม่ใช่แค่ฉัน… มีอีก 5 คนบนรถ คือพวกนี้ก็จะไปขึ้นรถไฟด้วยนั่นเอง ขอโทษทุกคนที่ให้รอ มีฝรั่งเครางามยิ้มกรุ้มกริ่มจะเป็นไอ้ตัวที่มาบิดลูกบิดเมื่อคืนหรือเปล่าไม่รู้สิ อีกสองสาวเป็นพม่า แล้วอีกหนึ่งคู่รักยังไม่รู้ว่าเป็นชาติใด แต่จากหน้าตาน่าจะแก่กว่าวิชานิดๆ มารู้ว่าเป็นชนชาติใดก็ตอนที่ทั้งคู่พูดคุยกันเรื่องแผนการเดินทาง ใช่แล้ว คนไทย แล้วพี่ชายก็หันมาทางวิชา “คนไทยเหรอครับ” ก็ตอบไป “ครับ” แล้วก็เริ่มพูดคุยไต่ถามตามประสาพบชาติเดียวกันในต่างแดน พี่จะไปไหนอะไรยังไงต่อครับ เคยไปนั่นมานี่หรือยังครับ เลยรู้ว่าพี่ทั้งคู่มาพม่าแล้วหลายครั้งไปย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ พุกามมาแล้ว ครั้งนี้เลยมาพิน อู ลวินแล้วจะนั่งรถไฟข้ามสะพานก๊กเต๊กเพื่อเลยขึ้นไปถึงเมืองสีป่อ แล้วจะไปเที่ยวต่อแถวรัฐฉานทางนู้นละกลับไทยเลย






คุณพี่ชายเริ่มบ่นว่ากลัวไม่ทันรถไฟเพราะเวลาจะ 8:10 แล้วยังไม่ถึงสถานีเลย เพราะวิชามาช้า แล้ว 2 สาวพม่าก็ขอลงไปซื้อบัตรเติมเงิน อีกสัก 5 นาทีพวกเราทั้งผองก็ถึงสถานี วิ่งไปงมๆ หาทางซื้อตั๋วที่ไม่สามารถสื่อสารกันด้วยภาษาอังกฤษได้เลย บอกได้แต่ปลายทางว่าจะไปลงสถานีนังเป็ง (Noung Peng) เป็นสถานีที่อยู่เลยสะพานก๊กเต๊กไปนั่นล่ะ พอถึงนังเป็งวิชาก็ต้องลงแล้วซื้อตั๋วกลับมาพิน อู ลวินต่อเลย โอเค ได้ตั๋วขาไปมาอยู่ในมือเรียบร้อย เป็นชั้นธรรมดา







ราคานับเป็นเงินไทยก็ 20 บาท!! เดินชมบรรยากาศรอบสถานี เห็นรถไฟมาจอดรอละแต่ยังไม่มีทีท่าจะขยับไปไหนเลย เอาล่ะ ถือว่าใช้เวลานี้ดูวิถีชีวิตบ้านๆ ของประเทศเค้าตอนสว่างเต็มๆ ตา พ่อค้าแม่ค้าเดินขายของกินคล้ายๆ ตามสถานีรถไฟบ้านเราเลย มองดูชีวิตนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะเป็นฝรั่งแต่ไม่รู้มาจากไหนกันบ้าง หนุ่มพม่าที่เห็นแถวนั้นส่วนใหญ่เลยนุ่งโสร่ง เคี้ยวหมาก พระและเณรก็เดินไปมาเยอะแต่สีจีวรจะแปลกๆ กว่าพระบ้านเรา มีแม่ชีสีชมพูด้วย คือแม่ชีพม่าจะห่มผ้าสีชมพูน่ะครับ เดินไปหาห้องน้ำที่สถานี พบว่าห้องน้ำที่สถานีรถไฟพม่าดูดีกว่าของไทยเยอะมาก เป็นชักโครกมีที่ฉีดก้นด้วย และ ฟรี!! แต่… มีอยู่ห้องเดียวรวมกันหมดชายหญิง... และเท่าที่ยืนดูอยู่หน้าส้วมพบว่าไม่ค่อยมีคนพม่ามาเข้าส้วมเลย สงสัยเค้าเตรียมการมาดีก่อนออกบ้าน









เดินมองชีวิต ถ่ายรูปไปสักพัก เอ... พี่ไทยสองคนนั้นไปไหนละ อ้อ ไปยืนอยู่นู่น ป้ายสถานี พร้อมไม้เซลฟี่คู่ใจ ย้ายไปทางโน้นทีทางนี้ทีอย่างคล่องแคล่วร่าเริง มีวัยรุ่นหนุ่มสาวชาวพม่าที่น่าจะมาจากต่างเมือง คงรอขึ้นรถไฟไปดูสะพานก๊กเต๊กเหมือนกัน วิชาได้เพียงยืนหนาวมองนั่นมองนี่พ่นไอเย็นและควันบุหรี่ออกปากไปพลางๆ เห็นพี่ไทยคู่นั้นวิ่งไปวิ่งมาผ่านตาเป็นระยะ คงไม่เครียดที่จะไม่ทันรถไฟแล้ว เพราะนี่ 9 โมงกว่าแล้วรถยังไม่ออกเลย ไม่แพ้ไทยเลยจริงๆ เรื่องรถไฟสำหรับพม่า เลทพอกัน สักพักเจ้าหน้าที่สถานีซึ่งแต่งตัวไม่ต่างจากคนขับสองแถวเมื่อกี๊ก็เดินมาบอกว่ารถไฟจะออกแล้ว มีอีก 2 โบกี้กำลังจะวิ่งมาต่อกับรถไฟที่เราเห็นตรงหน้า







ทุกอย่างเรียบร้อย พวกเราขึ้นไปบนรถตามตำแหน่งที่นั่ง ห้ามนั่งมั่วเพราะมีเลขที่นั่งกำหนดแน่นอนนะ เป็นที่นั่งเหมือนชั้น 3 ของ รฟท.พนักพิงแข็งๆ แล้วหันหน้าเข้าหากัน 2 แถวร่วมใช้หน้าต่างเดียวกัน ก็จะแถวละ 2 คนรวมเป็น 4 คน ปรากฏตรงจ๊อกของวิชาไม่มีใครเลย มีวิชานั่งเหงาคนเดียว โอเค ดี จะได้นั่งสบายๆ ถ่ายรูป มองไปตรงหน้าที่นั่งเยื้องๆ กันเป็นกลุ่มของหนุ่มสาวพม่า มีน้องคนนึงน่ารัก แอบถ่ายรูปเบยยย










อดไม่ได้ที่จะห่วงคนไทยด้วยกัน พี่คู่รักนั่นหายไปไหนละ อ้อ ไปนั่งอยู่ด้านหน้าโบกี้ ยกมือถือเซลฟี่กันอยู่ หมดห่วงได้ รถไฟออกไปได้สักพักใหญ่ๆ ก็มีหนุ่มโสร่ง 3 คนมานั่งด้วย นั่งตรงข้าม 2 คนข้างๆ วิชา 1 คน ไอ้เราก็กำลังเริ่มอ่านพม่าเสียเมืองไปได้ 40 หน้าอยู่เลย เค้าก็ถามประมาณว่า “ไอ้ผมยาว มาจากไหนเนี่ย” ตอบไป “Thailand” เค้าก็ตอบกลับมา “สวัสดีครับ” ยกมือไหว้ด้วย นึกว่ารู้ว่าเป็นคนไทยแล้วเห็นหน้าปกหนังสือที่เป็นกรุงมัณฑะเลย์กำลังล่มสลายแล้วจะเคือง ไม่เลย คุณน้าข้างๆ หยิบมือถือมาเปิดเพลงออกลำโพงเล็กๆ เป็นเพลงพม่าทำหน้าที่ดีเจให้จ๊อกเรา 4 คน วิชาก็ยิ้มโยกให้ไปตามจังหวะเพลงพม่าที่บางลีลาคล้ายเพลงอินเดีย บางทีคล้ายเพลงป๊อปไทย ทิวทัศน์ข้างทางเริ่มหายไป จากบ้านคนกลายเป็นที่ราบสูง 2 ฝั่ง มีการทำเกษตร ปลูกข้าว, ข้าวโพด, สวนผักและสวนดอกไม้ อากาศดีมากๆ มองไปไกลๆ เห็นทิวเขาเรียงราย เพลินใจเป็นที่สุด พอรถไฟเริ่มเข้าถึงบริเวณชุมชนข้างทางก็จะมีเด็กๆ มาเล่นกันแถวนั้น ทุกคนโบกมือบ๊ายบาย ยิ้มแย้มอย่างตั้งใจและจริงใจสุดๆ เลย เห็นภาพแบบนี้ไปตลอดทางเมื่อรถเข้าสู่หมู่บ้านที่ดูชนบทเอามากๆ










สักพักน้าคนข้างๆ หยุดเปิดเพลงแล้วก็ลงรถไฟไป แล้วพี่คนอ้วนที่นั่งตรงข้ามก็ไปเปลี่ยนสวมเครื่องแบบมา อ่อ ที่แท้แกเป็นพนักงานในรถไฟรอเข้าเวรนี่เอง แกสะกิดบอกว่าจะถึงแล้วนะ สะพานก๊กเต๊ก เราก็ตั้งตาใจจดใจจ่อ ผู้โดยสารไทยเทศหม่องที่หลับอยู่ล้วนตื่นขึ้นมารอดูภาพรถไฟที่จะข้ามสะพานยาวและสูงเป็นอันดับสองของโลกกันเป็นทิวแถว ใครมีกล้องหยิบกล้อง สักพักพี่อ้วนก็เดินมาเรียกวิชา ให้มาตรงนี้สิจะเห็นน้ำตก สักพักเดินตามมาตรงนี้นะจะเห็นแม่น้ำ คือ บนสะพานมันใช้เวลานานพอสมควรเลย ทิวทัศน์ซ้ายขวาสวยงามมากเพราะเป็นสะพานที่ใช้ข้ามเขาเลย ป่าเขาก็อุดมสมบูรณ์ไปด้วยต้นไม้ 








มองลงไปละก็ขาสั่น เพราะว่ามันสูงมาก ประมาณ 300 กว่าเมตร บางจุดเป็นลำน้ำใหญ่ บางจุดมองไปเห็นน้ำตกสูง ถึงจุดที่รถไฟมาอยู่เหนือลำน้ำใหญ่เห็นเด็กพม่าโปรยกลีบดอกบัวตองลงไป แสงแดดสะท้อนกลีบใบเหลืองตอนปลิวตัวลงสู่เบื้องล่างสวยงามประทับอยู่ในใจ








ในขณะรถเคลื่อนตัวบนสะพานก๊กเต๊กนั้น วิชาถือว่าอยู่ในชัยภูมิที่ดีสำหรับถ่ายรูป โผล่ไปแต่มือเพื่อจะถ่ายภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวไว้กลับไปชื่นชมรำลึกความรู้สึกเมื่อกลับไป ก็เป็นอันให้มีพี่สาวพี่ชายคู่นั้นมาร่วมแชร์ความรู้สึกทุกช็อตเลย เพราะแกนั่งอยู่ด้านหน้าเลยไป 3 แถว แกเล่นโผล่ออกมาครึ่งตัวทั้งคู่พร้อมไม้เซลฟี่ทรงประสิทธิภาพ ทำไมวิชาถ่ายอะไรไปก็ไปติดเอาพี่ๆ ทั้ง 2 อยู่เสมอๆ ลงมานั่งพักสักครู่ยื่นมือออกไปใหม่ เฮ้ย ยังอยู่กันอีก เดี๋ยวหันหน้าไปทางนู้น เดี๋ยวหน้ามาทางนี้ ทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ เป็นอันว่าจบกัน ถ่ายติดพี่ๆ เค้าไปก็ไม่เป็นไรหรอก คนไทยด้วยกัน แล้วพี่เค้าก็จะเลยไปเที่ยวอีกหลายเมืองแล้วล่ะ เดี๋ยวเราก็กลับมัณฑะเลย์แล้ว ไม่เจอกันละล่ะนะ









ข้ามสะพานเสร็จพี่อ้วนพนักงานรถไฟก็บอกว่าเดี๋ยวรถไฟจะเข้าอุโมงค์ต่ออีก ในอุโมงค์ก็เหมือนเป็นหินงอกหินย้อยอยู่ในเขา มีน้ำซึมไหลออกมาจากผนังสวยงามนัก ถือเป็นประสบการณ์นั่งรถไฟครั้งแรกในชีวิตที่เจอะเจออะไรมากมายขนาดนี้ รถไฟไปถึงสถานีนังเป็ง วิชาก็รีบกระโดดลงไปซื้อตั๋วกลับ แต่ก่อนจะกลับเจ้าหน้าที่ขอยึดตั๋วขามาไปก่อน อ่อ เค้ามีธรรมเนียมปฏิบัติอย่างนี้ คือเราไม่สามารถเอาตั๋วติดตัวกลับบ้านได้ เสร็จปุ๊บก็ไม่มีอะไรละ รอรถไฟออก หาอาหารรับประทานหน่อย ป้าท่านนึงเอาอะไรเทินหัวมาไม่รู้ เอามาขายเป็นเส้นๆ เอาวะกินก็กิน ราคา 10 บาทเท่านั้น เอาแค่พอรองท้องไป







สรุปวันนี้วิชาหมดไปหนึ่งวัน 8 ชั่วโมงบนรถไฟของพม่า และได้ข้ามสะพานก๊กเต๊กถึง 2 ครั้ง เพราะน่าจะไม่บ่อยละที่จะได้มา เลยข้ามแม่ง 2 รอบเลยละกัน ขากลับได้มานั่งอีกฝั่ง อืมมม เหมือนมาดูทีวีอีกช่อง แน่นอนช่วงเวลาเปลี่ยนจากตอนมาซึ่งเป็นยามเช้าท้องฟ้าเป็นฟ้า ขากลับท้องฟ้าเริ่มมาทางเหลืองๆ ส้มๆ แล้ว ได้วิวความรู้สึกไปอีกแบบ นั่งๆ นอนๆ 2 ข้างทางยังเป็นเช่นเดิม เวลาผ่านหมู่บ้านเด็กเล็กเด็กใหญ่ยันคนแก่จะออกมารอริมทางรถไฟโบกมือทักทายผู้โดยสาร







“เพราะขบวนรถไฟที่จะผ่านทางนี้มีแค่ 2 ขบวนต่อวันเท่านั้น คือ เช้า และ เย็น
จึงอาจจะเป็นความบันเทิงสิ่งเดียวหรือ ความรู้สึกถึงโลกภายนอกอย่างเดียวของเด็กๆ เหล่านั้นก็ได้ที่เข้ามาให้เห็น
จากรอยยิ้มที่เห็น คนเหล่านี้ไม่น่าจะเป็นคนที่อยากมีสงครามหรือไปทะเลาะเบาะแว้งอะไรกับใครได้เลย”









มาถึงเมมิว 17:00 ฟ้าเริ่มมืด อุณหภูมิ 17 องศา เจอรถสองแถวคันเดิมมารับวิชาและสองสาวพม่าแล้วก็ใครอีกไม่รู้ที่จะกลับไปโรงแรม วิชาขอตัวลงในเมืองก่อน ไหนๆ คืนนี้ก็วันสุดท้ายสำหรับที่นี่แล้ว อยากเดินชมเมืองพิน อู ลวินอีกสักพักแล้วกัน หลังจากเดินหาอาหารกินจนอิ่มมากๆ แล้ว ประกอบไปด้วยเกี๊ยวน้ำ, เกี๊ยวแห้ง, กะหรี่ปั๊บ, ขนมเบื้อง ยังเดินไปเจอไก่ทอดห้าดาวตามมาหลอกหลอนอยู่ ลองซื้อกินเพราะราคาถูกกว่าที่ไทย แต่ก็พบว่าไก่ที่นี่ตัวเล็กกว่าที่ไทยมากๆ เช่นกัน แวะซื้อเบียร์กระป๋องยักษ์ แอลกอฮอล์ 12% ติดตัว ลืมไปว่าของเมื่อคืนยังเหลืออีก 2 กระป๋อง






มองหารถมอเตอร์ไซค์รับจ้างจะให้ไปส่งที่พัก ก็ไปเจอคุณอาโสร่งหน้าแขกเคี้ยวหมากเดินมาถามว่าจะไปไหน เราบอกชื่อโรงแรมแกก็โอเคเดี๋ยวไปส่งให้ในราคา 2,000 จ๊าด ระหว่างนั้นแกก็ถามนั่นถามนี่ มาจากไหน อ๋อ มาจากไทย แกบอกว่าแกเคยมาอยู่กรุงเทพฯ ด้วย แล้วก็พยายามจะพาไปยังที่สำคัญหลายๆ แห่งในเมมิว แม้ว่าจะมืดและหนาวมากแล้ว พี่แขกพาไปโบสถ์คริสต์เก่าแก่แห่งหนึ่งของเมือง ตั้งแต่สมัยยังเป็นเมืองตากอากาศของขุนนางและทหารอังกฤษ ไปถึงไม่เจอคนเจอแต่หมาไล่เห่า แต่โบสถ์ได้ถูกประดับไฟสวยงามเพราะใกล้คริสต์มาสพอดี วนพาไปโรงพยาบาลพิน อู ลวินอันเป็นโรงพยาบาลเก่าแก่เช่นกัน

สุดท้ายพาเข้าทางมืดๆ มาโผล่ที่ Governor’s House อันเป็นบ้านพักเก่าแก่ของขุนนางชั้นสูงของทั้งอังกฤษและพม่ายุคนั้น ปัจจุบันกลายเป็นที่พักราคาแพง และด้านล่างเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของพิน อู ลวินและมัณฑะเลย์เอาไว้ โชคดีที่อ่าน ‘พม่าเสียเมือง’ จบพอดี เลยทันเข้าใจตัวละครต่างๆ ที่เห็นเป็นหุ่นตั้งเอาไว้ในพิพิธภัณฑ์นั้นพอดี แม้จะหมดเวลาทำการแล้วพี่แขกก็ยังจอดรถพาไปส่องไฟฉายดูข้างใน บรรยากาศชวนหลอนพิลึก อย่างกับห้องหุ่น มีหุ่นขุนนาง ข้าหลวงอังกฤษ หุ่นเจ้านายพม่า ไปถึงกษัตริย์สีป่อและพระนางศุภยาลัต รัชกาลสุดท้ายของรางวงศ์คองบองอันเป็นราชวงศ์สุดท้ายของพม่า รู้สึกขนลุกแปลกๆ ที่เดินอยู่รอบๆ ที่นั่น เพราะสถานที่นั้นเคยเป็นที่ประทับและที่พักของบุคคลเหล่านั้น แต่ทุกวันนี้เหลือเพียงภาพถ่ายและกลายเป็นหุ่นมานั่งมายืนๆ แถวนั้น คิดภาพตามว่าเมื่อก่อนบุคคลเหล่านี้คงเดินไปเดินมาอยู่แถวๆ ที่เรายืนตอนนี้

บอกพี่แขกกลับกันเถอะ 3 ทุ่มกว่าแล้ว แกยังถามว่าจะไปเที่ยวไหนอีกไหมพรุ่งนี้จะมารับ เลยบอกแกไปว่าพรุ่งนี้ผมจะไปมัณฑะเลย์แล้วจ้า วันนี้ขอบคุณในน้ำใจงดงามของแก แกบอกแกรักคนไทยไว้มีโอกาสพบกันใหม่นะพ่อหนุ่ม Long Hair กลับถึงที่พักบอกล็อบบี้ว่าพรุ่งนี้เช้า 9 โมง ช่วยเรียกรถแชร์แท็กซี่ที่จะกลับมัณฑะเลย์ให้หน่อยนะ






ขึ้นห้องเปิดเบียร์ Diablo 12% โอ้โฮ เพิ่งเคยกิน รสชาติอย่างกับแดกไฟ เปิดทีวีดูเสียหน่อยซิ เจอซีรีส์เกาหลีเข้าไป เสียงพูดเป็นเกาหลี ซับไตเติ้ลเป็นพม่า จบกัน กูจะดูรู้เรื่องไหมเนี่ย พอๆ ไม่ต้องดูละ แดกเบียร์ละกัน หมดปุ๊บน็อคปั๊บ น้ำท่าไม่ต้องอาบ ห่มผ้าคิดถึงวันพรุ่งนี้




จะได้ไปทบทวนเรื่องราวทางประวัติศาสตร์พม่าราชวงศ์สุดท้ายที่ใจกลางมัณฑะเลย์เสียหน่อย



บันทึกเสี่ยวแคมป์ : สกลนคร
‘เสี่ยวแคมป์’ รำลึกจากบันทึกพี่ชา(ฮาโมฯ)
Mandalay ตอนที่ 4 (จบ) : มัณฑะเลย์จริงๆจังๆ สักที ตอนที่ 2
Mandalay ep. 4 end : Around Mandalay part 2
Mandalay ตอนที่ 3 : มัณฑะเลย์จริงๆจังๆ สักที ตอนที่ 1
Mandalay ep. 3 : Around Mandalay part 1
Mandalay ตอนที่ 2 : Pyin Oo Lwin ข้ามสะพานก๊กเต๊ก 2 ครั้งในวันเดียว
Mandalay ep. 2 : Pyin Oo Lwin at Gok Teik
Mandalay ตอนที่ 1 : ดอมดมกลิ่นอายผู้ดีเก่าในเมือง Pyin Oo Lwin
Mandalay ep. 1 : Pyin Oo Lwin
H I P  P A R T N E R S
สำนักงานนิตยสาร  H I P  M a g a z i n e  บริษัท  เชียงใหม่  ฮิพ  แม็กกาซีน  จำกัด
เลขที่  5 / 1  หมู่ 5  ตำบลสุเทพ  อำเภอเมือง  เชียงใหม่ 50200  โทรศัพท์  /  แฟ็กซ์  0 5 3 - 3 2 9 - 4 2 0
hipthailand@windowslive.com  +  hipthailand.cm@gmail.com
H I P   M A G A Z I N E   A N D   E V E N TS   C H I A N G   M A I   ©