MAY 2017 OUT NOW!!
SECTION A
SECTION B
HOME
MAGAZINE
 
 
HIPNER BLOG
2017 2016
ชฮม.เจอนั่นเจอร์นี่ย์
Mandalay ตอนที่ 1 : ดอมดมกลิ่นอายผู้ดีเก่าในเมือง Pyin Oo Lwin
Mandalay ep. 1 : Pyin Oo Lwin

เรื่อง/ภาพ ชาฮาโม

เหมือนหลายๆ ครั้งที่วิชาต้องเดินทาง คือไม่ค่อยจะได้วางแผนอะไรอย่างที่ควรเป็น ครั้งนี้ก็เช่นกัน

เรื่องเริ่มมาจาก พี่โหน่ง สมชาย บก.หนุ่มตลอดกาลของ HIP ติดต่อถามมาว่า ชา สนใจจะไปเที่ยวต่างประเทศในละแวกนี้บ้างไหม เท่าที่แอร์เอเชียไทยจะบินไปถึง แต่ข้อแม้คือ จะต้องเดินทางภายในสิ้นปี 2558 นี้ ตอบแบบไม่ได้คิดเลยว่า ไปครับ!! แล้วก็ไม่ได้คิดเหมือนกันว่าจะไปไหน เลยขอเวลาพี่โหน่ง 1 สัปดาห์ เพื่อตัดสินใจว่าจะไปประเทศไหนดี ที่รู้จักก็มีอยู่ไม่กี่เมือง ไม่ได้หาข้อมูลใดๆ เพิ่ม จึงปักธงไว้ว่าขอไปที่ที่ค่าครองชีพไม่สูงน่าจะเหมาะกับชะตาชีวิตตัวเอง แล้วก็เข้าใจไปเองว่าพม่านี่ล่ะน่าจะถูก เห็นมีเมืองมัณฑะเลย์นี่นา ไปมัณฑะเลย์ละกันคร้าบบ พี่โหน่ง




ทางพี่โหน่งก็โอเค ตามนั้นนะชา... ขอหน้าพาสปอร์ตหน่อย เดี๋ยวจัดการเรื่องตั๋วให้




มีเวลาอีกอาทิตย์กว่าๆ งานก็เยอะเสียเหลือเกิน บอย อิมเมจิ้น แนะมาว่าจะไปมัณฑะเลย์พี่ต้องอ่าน ‘พม่าเสียเมือง’ ของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ไปก่อนแล้วจะอินกับเมือง จึงรีบบึ่งไปซื้อมาเลย กะพกไปอ่านตอนที่ต้องเดินทางไปปายและ อ.กัลยานิวัฒนาถึง 3 วัน น่าจะอ่านได้จบ สุดท้ายก็ลืมหนังสือไว้ไม่ได้เอาไปปายด้วย จบกัน




เหลือเวลาไม่ถึงอาทิตย์แล้วก่อนเดินทาง ก็มีเหตุวุ่นๆ รับแขกเพื่อนฝูงจากต่างเมือง จึงทำให้เมื่อถึงวันเดินทางสิ่งเดียวที่พร้อมคือตั๋วเครื่องบินไปกลับ ที่พี่โหน่งจัดการให้ไว้ก่อนเรียบร้อยแล้ว




สรุปสุดท้ายก็มาได้เตรียมตัวอย่างจริงจังเอาคืนก่อนออกเดินทางนั่นเอง หลับหูหลับตาโยนข้าวของลงกระเป๋า แล้วค่อยมานั่งวางแผนคิดว่าถ้าไปถึงมัณฑะเลย์แล้วจะทำอะไรต่อดีวะ คืนนั้นใช้เวลางมๆ เพื่อตัดสินใจว่าจะไปนอนที่ไหนยังไง เพราะต้องอยู่ถึง 3 คืน เปลี่ยนการจองไปเปลี่ยนการจองมาแบบไร้ทิศทาง แล้วมือขวากับเมาส์ก็พากันมาพบเข้ากับ พิน อู ลวิน (Pyin Oo Lwin) เมืองตากอากาศที่เลยมัณฑะเลย์ขึ้นไปอีก 60 กว่ากิโล อืมมม... อ่านผ่านๆ ได้ข้อมูลมาว่ามีตึกเก่าแบบอังกฤษ, อากาศเย็นสบายทั้งปี และค่ากินอยู่ไม่แพง... โอเค ไปที่นี่ละวะ นอนสัก 2 คืน แล้วค่อยย้ายกลับมานอนมัณฑะเลย์ 1 คืนก่อนกลับ ค้นหาที่พักไปเจอ Orchid Nan Myaning Hotel อะไรไม่รู้ เห็นรีวิวได้ 1 ดาว ราคาถูก เข้าไปดูรูป เฮ้ย มันก็คลาสสิคน่าอยู่ดีนี่หว่า แต่เอ... ทำไมมันถูก หรือเพราะว่ามันมีวิญญาณมาร่วมหารค่าห้องไปแล้วรึเปล่า บรรยากาศในรูปรีวิวชวนหลอนแต่ก็หลอกล่อให้คลิกจองไปละ 2 คืน



กำหนดการเดินทางไปมัณฑะเลย์คือวันที่ 19 ธ.ค. ก่อนหน้านั้นวันที่ 18 จะกลับบ้านก่อน เพื่อที่เช้าวันที่ 19 จะได้นั่งรถตู้เข้า กทม.ลงดอนเมืองแล้วค่อยขึ้นเครื่อง แต่เอาเข้าจริงก็ทำอะไรไม่ทัน สรุปได้ออกจากเชียงใหม่เอาเช้า 19 เลย ไปด้วยไลอ้อนแอร์ ก่อนจะไปย้ายขึ้นแอร์เอเชียมุ่งหน้าสู่มัณฑะเลย์ ระหว่างรอต่อเครื่องก็ดันหิวข้าวเพราะยังไม่ได้กินอะไรเลย แล้วลืมไปว่าพี่โหน่งสั่งอาหารไว้ให้แล้วบนเครื่อง รออีกหน่อยก็ได้กินแต่ไม่รอ เลยไปโดน S&P เข้าไปในดอนเมือง แล้วไปเดินหาแลกเงินเป็นสกุล USD ก่อนเพราะเงินพม่าไม่สามารถแลกได้ภายนอกประเทศพม่า จึงต้องพกดอลลาร์ไว้แล้วค่อยไปแลกที่นู่น




แอร์เอเชียออกตรงตามเวลา ถือเป็นครั้งที่ 2 ที่ได้กินข้าวบนเครื่องบิน เมนูที่เลือกกันไว้คือข้าวกะเพราไก่สูตรหม่อมหลวงหน่อย หน่อยไหนก็ไม่รู้แต่รสชาติไม่แพ้กะเพรา 9 นิ้วของ บอม ภูมิจิต เลย หลับๆ ตื่นๆ เกือบ 2 ชม.ก็ถึงมัณฑะเลย์เป็นที่เรียบร้อย สนามบินเงียบเหงาและห่างไกลเมืองพอสมควร แต่แอร์เอเชียดีตรงที่มีรถบัสให้บริการฟรีสำหรับผู้ที่เดินทางมากับแอร์เอเชีย ออกจาก ตม.มาปุ๊บมีบูธขายซิมมือถือ เห็นมีอยู่ 2-3 เจ้า แต่เฮ้ย ไปแลกตังค์ก่อน ก็มีจุดแลกเงินอยู่หลายเจ้าเหมือนกัน เอาดอลลาร์ไปแลกมาได้มาแสนกว่าจ๊าด กลับไปซื้อซิม ชี้แจงสาวๆ ไปว่าเอาแพ็คเกจที่จะไม่ใช่โทรศัพท์เลย ขอ 4G อย่างเดียว 1G ได้มาในราคา 8,500 จ๊าด หาร 35 ไปก็ตก 200 กว่าบาท เพียงพอแล้วสำหรับ 3 วันนิดๆ




ขึ้นรถบัสของแอร์เอเชียจากสนามบินมุ่งสู่ตัวเมืองมัณฑะเลย์ใช้เวลา 40 กว่านาที ตลอดทางพบกับความแปลกใหม่ของชีวิต ใช่แล้ว ที่นี่ขับรถชิดขวา แต่รถบนถนนไม่ค่อยมีพวงมาลัยซ้ายเป็นพวงมาลัยขวาเสียส่วนใหญ่ มีแต่รถแท็กซี่ รถสองแถวประจำทาง รถยนต์ส่วนตัวน้อยสุด มอเตอร์ไซค์เยอะสุด แต่ไม่ว่าจะรถอะไร ถ้ามีแตร ทุกคันจะส่งเสียงแตรตลอดเวลา หลับๆ ตื่นๆ เพราะกินซูลิดีนกันหวัดมาตั้งแต่บนเครื่อง รถจอดยังจุดจอด พนักงานหนุ่มโสร่งบนรถชี้บอกว่าให้เดินไปทางนู้นจะเจอแชร์แท็กซี่คันสีขาวๆ ที่จะไป พิน อู ลวิน สรุปวันแรกตีนผมเหยียบมัณฑะเลย์อยู่ไม่ถึง 5 นาที ก็เอาตัวเองมานั่งอยู่เบาะหลังแชร์แท็กซี่ สนนราคา 5,000 จ๊าด เพื่อเดินทางไป พิน อู ลวิน ลุงแม่งก็บ่นอะไรไม่รู้ตลอดเวลา สักพักหันมาถามว่าจะไปไหน เราก็เปิดเว็บให้ดูเลยว่าจะไปโรงแรมนี้นะ แกก็พยักหน้าหงึกๆ โอเคๆๆ อ่าา ถ้าลุงโอเค ผมก็โอเค ลุงก็ออกรถพร้อมโทรศัพท์คุยกับใครไปด้วยไม่รู้ วิชาก็เปิด Google Map ประกอบไปด้วย อ่าา... มาตามทางหลวงมัณฑะเลย์ - ล่าเสี้ยว ไอ้ทางหลวงนี้มันจะเป็นทางหลวงหลักที่จะออกจากมัณฑะเลย์ขึ้นไปทางเหนือถึงรัฐฉาน แต่ดูจากสภาพเส้นทางแล้วแย่กว่าทางหลวงชนบทในไทยเยอะเลย








ลุงแกก็ขับของแกไปเรื่อยๆ สักพักทุกอย่างเงียบเพราะไม่รู้จะคุยอะไรกันได้เลยจริงๆ ลุงพูดอังกฤษไม่ได้เลย พูดได้แต่พม่า วิชาพูดอังกฤษได้บ้าง แต่พูดพม่าไม่ได้เลย สุดท้ายการสนทนาจึงไม่เกิดขึ้น นอกจากทำไม้ทำมือ เป็นบรรยากาศที่ผะอืดผะอมใช้ได้เลย อยู่กันสองคนแต่เหมือนอยู่กันคนละมิติ แล้วอยู่ดีๆ ลุงก็เลี้ยวเข้าซอยเล็กๆ แล้วก็เลี้ยวเข้าไปซอยที่เล็กลงไปอีก ถนนกลายเป็นลูกรัง เอาละไง อะไรหว่า... แล้วก็โทรศัพท์ สักพักจอดคุยโทรศัพท์… เลยเดาเอาว่า แกคงมารับใครอีกคนล่ะมั้ง แล้วก็ตามคาด มีหญิงสาวใส่ชุดแบบพม่าสีชมพูหิ้วกระเป๋ามานั่งข้างลุง หันมายิ้มให้วิชาหนึ่งยิ้ม แล้วลุงก็เคลื่อนรถออก บรรยากาศดีขึ้นเยอะ เพราะน้องพม่าท่านนี้พูดพม่าได้เขาทั้งสองคนจึงคุยกันสนุกสนาน บรรยากาศมันเลยมีเสียงขึ้นมาฟังออกว่าอารมณ์เป็นอย่างไร สนุกสนาน ตื่นเต้น แม้จะไม่เข้าใจแต่ก็ยังดีกว่าเงียบ แกคุยกันไปเถอะ ไม่ต้องสนใจวิชา







เส้นทางเริ่มขรุขระขึ้น แม้จะเป็นถนนลาดยางแต่หลุมโคตรเยอะ แล้วก็เริ่มขึ้นเขา สองข้างทางมีแต่ฝุ่นๆๆ สีขาว บรรยากาศบอกให้รู้ว่าเข้าสู่เขตชนบท โดยเส้นทางขึ้นเขานี้ยานพาหนะเป็นพวกรถบรรทุก รถสิบล้อแล้วก็พวกรถประจำทางเสียเป็นส่วนใหญ่ ลุงแวะเติมน้ำมัน อืมมม แปลกแฮะ เด็กปั๊มที่นี่ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงแฮะ นุ่งซิ่นทั้งนั้นเลย เส้นทางสายนี้ถ้าใครเคยไปปายน่าจะนึกภาพออก ช่วงที่โค้งเยอะๆ และชันๆ เพียงแต่ที่นี่จะแคบ ขรุขระ และระยะทางมันยาวกว่ามาก คือเป็นทางขึ้นเขาโค้งชันเกือบจะ 20 กิโลได้ และทุกคันก็ยังบีบแตรกันอย่างสนุกสนาน จนคิดว่ามันขับกันแบบไม่มองกันแล้วบีบแตรกันขนาดนี้นี่น่าจะเกิดอุบัติเหตุนะ ปรากฏตลอดทางไม่มีเลย จะมีก็พวกรถที่ดับจอดเสียอยู่ข้างทาง ดีที่พกผ้าขาวม้ามาด้วย เลยเอาพันหัวปิดหน้าปิดจมูกพอช่วยกันฝุ่นมหาศาลไปได้บ้าง







ผ่านไปเกือบชั่วโมงครึ่ง เริ่มเห็นหมู่บ้านและผู้คนตามสองข้างทาง บ้านเมืองบรรยากาศเหมือนแบบชนบททางภาคเหนือไกลๆ ของไทยเวลาไปค่ายอาสาบนดอยไกลๆ เกือบจะอย่างนั้นเลย ทั้งสิ่งก่อสร้างและการแต่งกายของผู้คน ที่แตกต่างคือ ตลอดระยะทางสัญญาณ 4G ชัดเจนดีมาก มีน้อยครั้งจริงๆ ที่จะหายไป แต่หายไปก็ไม่นานสักเดี๋ยวก็กลับมาใหม่ เปิด Google Map ดูอีกทีพบว่าใกล้ความจริงละ เดี๋ยวก็ถึง พิน อู ลวิน แล้ว ผ่านไป 15 นาที GPS บอกว่าใกล้ถึงที่พักแล้วนี่นา แต่ลุงก็พาออกนอกเส้นทางเข้าซอยเข้าลึกเข้าดึกจนถึงหมู่บ้านอะไรสักอย่าง ก็งงว่ามันจะไปไหนของมันนะลุง รู้ตัวอีกที เวลาที่มือถือปรับให้เองตามเครือข่ายขณะนั้น 16:30 แต่อุณหภูมิน่าจะสัก 19 องศา ฟ้าเริ่มมืดแล้ว สรุปว่าที่ลุงขับๆ เข้ามาเนี่ยคือมาส่งน้องสาวพม่าคนนั้นก่อนนั่นเอง แล้วลุงก็ขับออกมาสักพัก ชี้ไปว่านั่นไงๆ โรงแรมมึงๆ แล้วบอกว่ามันวันเวย์ๆ ต้องไปอ้อมมาน่ะรอแป๊บ กูกำลังจะอ้อมมาให้







ถึงที่พักเรียบร้อยยืนตะลึงกับอาคารแบบอังกฤษยุคล่าอาณานิคมทั้ง 4-5 ตึก มองเห็นตึกประมาณอำนวยการหรือล็อบบี้นั่นล่ะ ด้านหน้ามีป้ายเขียนยินดีต้อนรับมิสเตอร์สุพิชาอย่างดี เดินไปเซ็นชื่อจ่ายตังค์ 40 ดอลลาร์สหรัฐ คุณน้าพนักงานชาวพม่าบนหน้ามีทาคาน่าสีเหลืองสวยงามต้อนรับอย่างดีเยี่ยม รินไวน์เบอรี่อะไรสักอย่างให้เป็นเครื่องดื่มต้อนรับ ก่อนไอ้หนุ่มโสร่งท่านหนึ่งจะเดินนำวิชาไปยังห้องพักอาคารที่ 2 จากทั้งหมด 3 อาคาร ไปถึงห้องพบสิ่งอำนวยความสะดวกเหลือเฟือ ที่ไม่มีคือแอร์ เพราะไม่รู้จะมีไปทำบ้าอะไร อุณหภูมิตอนนั้น 17 องศาแล้ว








ถึงห้องวางกระเป๋าเสร็จ อืมมม ห้องมันกว้างเกินไปสำหรับนอนคนเดียวจริงๆ นะ ห้องน้ำนี่กว้างพอจะเล่นตะกร้อวงเล็กๆ ได้เลย เฮ้ยในห้องน้ำมีประตูอีกหนึ่งบานเหมือนจะเปิดไปไหนได้ ลองบิดดูก๊อกแก๊กๆ 3-4 ครั้ง ไม่น่าจะเปิดได้ เป็นประตูปิดตายที่ชวนจินตนาการ สำรวจห้องเสร็จสรรพ เอาไงดี เข้าไปชมเมืองเค้าหน่อยละกัน เดินมาเช่ามอเตอร์ไซค์ของโรงแรมนั่นล่ะเพื่อจะขี่เข้าไปอีก 4 กม. เพราะในตัวเมือง พิน อู ลวิน เรียกอีกอย่างว่า เมมิว (Maymyo) จะมีตลาดกลางคืนมีที่ให้เดินเที่ยวชม เวลาขณะนั้น 6 โมงเย็น รอบตัวมืดหมดแล้ว อุณหภูมิ 16 องศา เอาวะแม้ถนนขรุขระคับแคบ ขับชิดขวา แถมบีบแตรตลอดเวลา ภาษาอังกฤษบนป้ายก็ไม่ค่อยจะมี ขี่ไปเปิด Google Map ไป โดนบีบแตรไปตลอดทาง ได้สิ มึงบีบ กูบีบบ้าง เออ ดีแฮะ ต่างคนต่างขับขี่เหมือนจะไม่สนใจกัน แต่บีบแตรเตือนสติตลอดเวลา ไม่รู้เตือนสติรถคันอื่นหรือเตือนสติตัวเองกันแน่ ถูลู่ถูกังมาจนถึงตลาดค่ำจนได้ ไม่มีอะไรเลยนอกจากร้านอาหารแผงลอยเรียงกันยาว บรรยากาศประมาณตลาดเย็นแถวๆ บ้านนอกในไทยนี่ล่ะ เป็นของกินบ้านๆ ที่ชาวบ้านมานั่งกินกัน นอกจากคนแล้วในตลาดก็มีสุนัข มีแมว มีไก่ และมีวัวใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

อาหารที่ขายอาจจะดูไม่ค่อยสะอาด แต่ด้วยความที่วิชาก็เคยกินของสกปรกมาบ้างเพราะฉะนั้นไม่น่าเป็นห่วง ด้วยความเป็นคนมีนิสัยจะว่ากินง่ายก็ง่าย ยากก็ยาก คือสามารถกินอะไรเดิมๆ ได้ซ้ำๆ แต่พวกของแปลกใหม่โดยเฉพาะอาหารพื้นบ้านเนี่ยจะไม่ค่อยกล้าลอง แต่ทริปนี้ตั้งใจไว้แล้ว กูจะลองให้หมด เดินสั่งร้านแรก ชี้ๆๆ เอา ได้ขาหมูมายำๆ ได้เส้นอะไรมาลวกๆ ใส่น้ำใส่หมู เอ... มีพริกเผาให้ใส่ด้วย เรียบร้อย ถูกปากใช้ได้ รวมแล้วทั้งหมด 20 บาท เดินไปซื้อปอเปี๊ยะทอดอีก 3 อัน 10 บาท เฮ้ยย ถูกจัง อิ่มแล้วแต่อยากกินอีก สรุปมื้อแรกที่ พิน อู ลวิน หมดไป 40 บาท แต่อิ่มดั่งร้อยกว่าบาท เดินชมเมืองอยู่แป๊บนึง ที่นี่ก็เสียงแตรไม่แพ้ที่ใดในพม่า รถราขับกันรวดเร็วแต่ไม่ชนกัน ขนาดรถม้าอันเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่ก็ยังเดินร่วมถนนกับรถชนิดอื่นๆ ได้สบายๆ ก่อนกลับห้องแวะซื้อเบียร์ Myanmar กลับไปดื่มเสียหน่อย




ถึงโรงแรม 2 ทุ่มแต่มืดสนิทและมีหมอกลงบางๆ รีบอาบน้ำอาบท่า ค้นคว้าข้อมูลเพิ่มอีกนิดแล้วรีบเดินลงตึกไปบอกที่ล็อบบี้ว่าพรุ่งนี้โทรปลุกหน่อย แล้วช่วยเรียกรถสองแถวมารอให้หน่อยนะ ผมจะไปสถานีรถไฟให้ทันรถไฟขึ้นเหนือรอบ 8:20 น. ผมจะไปดูสะพาน Gokteik ครับ กลับขึ้นมากินเบียร์หมดไปเพียง 2 จาก 4 รู้สึกไม่พร้อมจะเมาอย่างไรไม่รู้ กับเกรงว่าจะป่วยเลยตัดสินใจกลืนซูลิดีนให้เข้าไป ดื่มน้ำตามมากๆ แล้วหลับตา





ด้วยฤทธิ์ซูลิดีนทำให้เคลิ้มหลับไปอย่างรวดเร็ว พลันได้ยินเสียงก๊อกแก๊กๆ เหมือนคนบิดลูกบิดประตูบานนั้นในห้องน้ำ ยังคงกึ่งหลับกึ่งตื่น ค่อยๆ เรียกสติให้มาอยู่กับเนื้อกับตัวให้มากที่สุด เสียงก๊อกแก๊กๆ ยังคงดังออกมา ใช่แล้วล่ะ มันออกมาจากประตูบานนั้นในห้องน้ำ ข่มใจลุกขึ้นผลักประตูห้องน้ำเข้าไปยืนมองประตูปริศนาบานสีขาว จินตนาการไปง่อยๆ ว่าอีกฟากอาจจะมีทายาทสาวชาวอังกฤษยุคปกครองพม่ายืนหมุนลูกบิดอยู่ เลยเอาวะไม่รู้จะทำยังไงเอื้อมมือไปบิดบ้าง ตั้งใจให้แรงพอจะเกิดเสียงที่ดังพอได้ยิน “ก๊อกแก๊กๆ” สักพักก็มีเสียงดัง “ก๊อกแก๊กๆ” กลับมา สนุกกันใหญ่ล่ะ บิดอีกๆ ก๊อกแก๊กไปก๊อกแก๊กมาก็มีเสียงพูดมาจากฝั่งมิตินู้นว่า “Sorry Sorry” เลยตอบไปว่า “Ok, Never Mind” แล้วก็เดินกลับมานอนต่อ ดูนาฬิกาเพิ่ง 4 ทุ่มเอง อุณหภูมิอยู่ที่ 13 องศา เดาว่าจะเป็นฝรั่งขี้สงสัยที่เพิ่งกลับเข้ามาแล้วเอะใจว่าประตูบานนี้มีไว้เปิดไปไหน เหมือนกับตัวเองที่พยายามเปิดเมื่อกลางวัน




เข้านอนต่ออย่างง่ายดายอีกครั้ง พบกันพรุ่งนี้กับรถไฟในพม่าและสะพาน Gokteik 


บันทึกเสี่ยวแคมป์ : สกลนคร
‘เสี่ยวแคมป์’ รำลึกจากบันทึกพี่ชา(ฮาโมฯ)
Mandalay ตอนที่ 4 (จบ) : มัณฑะเลย์จริงๆจังๆ สักที ตอนที่ 2
Mandalay ep. 4 end : Around Mandalay part 2
Mandalay ตอนที่ 3 : มัณฑะเลย์จริงๆจังๆ สักที ตอนที่ 1
Mandalay ep. 3 : Around Mandalay part 1
Mandalay ตอนที่ 2 : Pyin Oo Lwin ข้ามสะพานก๊กเต๊ก 2 ครั้งในวันเดียว
Mandalay ep. 2 : Pyin Oo Lwin at Gok Teik
Mandalay ตอนที่ 1 : ดอมดมกลิ่นอายผู้ดีเก่าในเมือง Pyin Oo Lwin
Mandalay ep. 1 : Pyin Oo Lwin
H I P  P A R T N E R S
สำนักงานนิตยสาร  H I P  M a g a z i n e  บริษัท  เชียงใหม่  ฮิพ  แม็กกาซีน  จำกัด
เลขที่  5 / 1  หมู่ 5  ตำบลสุเทพ  อำเภอเมือง  เชียงใหม่ 50200  โทรศัพท์  /  แฟ็กซ์  0 5 3 - 3 2 9 - 4 2 0
hipthailand@windowslive.com  +  hipthailand.cm@gmail.com
H I P   M A G A Z I N E   A N D   E V E N TS   C H I A N G   M A I   ©