Skip to main content

MAE HONG SON CROSS COUNTRY AGAIN : แม่ฮ่องสอนครอสคันทรี่ เพราะรัก จึงกลับมา

38

การทดสอบเส้นทางนี้จบลงด้วยเวลา 7 ชั่วโมงกับอีก 10 นาที ตลอดเส้นทางมีทั้งทางถนน ทางหมู่บ้าน และทางเทรล ซึ่งทุกที่มี ‘เนิน’ ระยะไต่โดยรวมของสนามนี้อยู่ที่ 860 เมตร ซึ่งสูงเอาเรื่องสำหรับระยะมาราธอน แต่ตลอดเส้นทาง นอกจากความโหดแล้ว ที่ผมชอบมากเลยก็คือ เส้นทางทั้งหมดเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจของจังหวัดแม่ฮ่องสอนได้เป็นอย่างดี ทั้งตัวเมืองที่มีเสน่ห์ ทางนอกเมืองที่มีความเรียบง่ายแต่สวยงาม ทางหมู่บ้านที่มีผู้คนน่ารัก ทางเทรลที่มีเสน่ห์ และหมู่บ้านที่เราไม่เคยเห็นในหนังสือท่องเที่ยวมาก่อน และมันน่าไปมากจริงๆ!!

MAE HONG SON CROSS COUNTRY AGAIN…

แม่ฮ่องสอนครอสคันทรี่ เพราะรัก จึงกลับมา

 

            ปีที่แล้ว ทาง HIP Magazine ได้รับเชิญให้ไปวิ่งที่งานแม่ฮ่องสอนครอสคันทรี่ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก สร้างความประทับใจให้ผู้เขียนมากมาย กับเมืองเล็กๆ ที่น่ารัก มีหมอกเย็นๆ มาคลอเคลียทุกเช้า มีกับข้าวแสนอร่อยให้กินตอนหิว มีทิวเขาซ้อนกันเมื่อมองจากที่สูง และมีผู้คนมากมายยิ้มทักทายให้ทุกครั้งเมื่อเดินผ่าน นั่นคือสิ่งที่ทำให้เราติดใจในปีที่แล้ว จนต้องกลับมาซ้ำอีกครั้งในปีนี้

            ในรอบนี้ ผมมาด้วยตัวเอง และเตรียมพร้อมที่จะสมัครในระยะใหม่ที่ทางงานอยากจะจัดที่ระยะ 42กิโลเมตร  เอาจริงๆ ผมเตรียมตัวไปตั้งแต่รู้ข่าวว่าจะจัดอีกแล้วล่ะ กำเงินสมัครพร้อม แต่ได้รับสายจากคุณปอย ประธานหอการค้าแม่ฮ่องสอน ที่ต่อสายตรงมาขอให้ผมช่วยไปเป็นสตาฟฟ์ในวันงานหน่อย แอบดีใจเบาๆ ที่ได้รับเกียรติให้ไปช่วยงานที่ตัวเองชอบแบบนี้ แต่ก็แอบเสียใจที่ไม่ได้ไปลองวิ่งระยะใหม่42กิโลมตร ที่เขาว่ามีอะไรเด็ดๆ รออยู่เหมือนกัน แต่เหมือนคุณปอยจะเข้าใจ เลยบอกให้คุณแซนด์ (Race Director ของงานนี้) จัดทีมให้ไปวิ่งระยะเต็มในวันเสาร์ก่อนแข่ง เหมือนเป็นการเทสต์รูทจริงก่อนแข่งไปในตัว ผมก็เลยได้โอกาสไปวิ่งในจังหวัดที่ผมรักจังหวัดนี้อีกครั้ง

            แม่ฮ่องสอน ใจถึงก็มาถึง1,800กว่าโค้ง ผมมาถึงอีกครั้งด้วยฝีมือของแฟนผมที่มีพื้นเพเป็นคนแม่ฮ่องสอนอยู่แล้ว การขับรถมาแม่ฮ่องสอนจึงเป็นสิ่งที่ง่ายสำหรับเธอมาก แวะมาวิ่งรอบนี้ ผมได้พักที่ ปิยะเกสเฮ้าส์ ที่พักดีๆ ติดวัดจองกลาง ซึ่งในเวลากลางคืนจะเปิดไฟสวยงามมากๆ ที่พักราคาไม่แพง ถือเป็นศูนย์กลางการเดินทางที่ดี มีร้านอาหารอร่อยอยู่รอบๆ แถมเดินไปจุดปล่อยตัวได้ไม่เกิน500เมตร เรียกว่าใช้ชีวิตสบายๆ ตลอดทริปนี้

เช้าวันเสาร์ ผมไปรอที่สนามบินแม่ฮ่องสอน ตามที่นัดเวลาไว้ 03:55 น. ก่อนเวลาปล่อยตัวจริงห้านาที

           
          เช้าวันเสาร์ ผมไปรอที่สนามบินแม่ฮ่องสอน ตามที่นัดเวลาไว้ 03:55น. ก่อนเวลาปล่อยตัวจริงห้านาที เพื่อที่จะเตรียมตัวไปวิ่งตามเวลาจริง กับดูสภาพอากาศและเวลาตามจริง ทริปนี้มีพี่ปอและน้องจายเป็นผู้นำทาง ผมเป็นแขกรับเชิญเพียงคนเดียวที่จะได้วิ่งทดสอบเส้นทางไปกับทุกๆ คน (แลดู Exclusiveสุดๆ) เมื่อถึงเวลาตีสี่ตรง ทุกคนก็กดนาฬิกาจับเวลา แล้วก็วิ่งออกไปพร้อมๆ กัน จริงๆ วันนี้ก็คงเป็นเหมือนเมื่อปีที่แล้ว ที่เราจะได้วิ่งไปทั่วเมืองแม่ฮ่องสอน เพียงแต่ปีนี้ผมได้ไปวิ่งก่อนหน้าคนอื่นหนึ่งวัน ภายใต้บรรยากาศแบบพิเศษที่ไม่เหมือนใครเขาทำกัน

MAE HONG SON CROSS COUNTRY AGAIN… แม่ฮ่องสอนครอสคันทรี่ เพราะรัก จึงกลับมา

           
        ปีนี้เส้นทางเริ่มต้นด้วยการวิ่งเข้าเมืองเหมือนปีก่อน ไปวนวัดหนองจองคำแสนสวย แล้ววิ่งทะลุออกไปทางวัดพระธาตุดอยกองมู ปีนี้คนจัดแอบโหด จัดให้ขึ้นวัดพระธาตุดอยกองมูตั้งแต่เริ่ม แอบหน้ามืดเบาๆ แต่พอขึ้นไปข้างบนวัดพระธาตุแล้วมองย้อนกลับไป แสงไฟสวยๆ จากในตัวเมืองที่ได้เห็นก็ทำให้หายเหนื่อย ประกอบกับวัดในช่วงนี้เปิดไฟกลางคืนให้ดูสวยงามเป็นพิเศษด้วย เสร็จแล้วก็วิ่งลงถนนต่อไปแบบเบาๆ

MAE HONG SON CROSS COUNTRY AGAIN… แม่ฮ่องสอนครอสคันทรี่ เพราะรัก จึงกลับมา



MAE HONG SON CROSS COUNTRY AGAIN… แม่ฮ่องสอนครอสคันทรี่ เพราะรัก จึงกลับมา            
             
         ต่อจากนั้นจะเป็นทางวิ่งจากตัวเมืองไปเรื่อยๆ ออกไปทางถนนนอกเมือง มุ่งตรงไปยังสวนสาธารณะเดิมที่เคยวิ่งเมื่อปีที่ผ่านมา แต่รอบนี้มืดเป็นพิเศษ ไม่แปลกใจเลยที่เจ้าของงานบังคับให้กับนักวิ่งระยะ 42 กิโลเมตรใส่ Head Lamp กันทุกคน ตลอดทางที่วิ่งจะมีเนิน เนิน เนิน และเนิน เป็นส่วนใหญ่ ใครที่ตั้งใจมาที่นี่ ก็อาจจะต้องตั้งใจสู้กับเนินในงานด้วยเป็นพิเศษเช่นกัน 

         หลังจากออกจากสวนสาธารณะ เราก็จะวิ่งผ่านแม่น้ำปายเข้าสู่ศูนย์วิจัยเกษตรแม่ฮ่องสอน ที่ต่างจากเดิมคือเราจะวิ่งตรงทะลุไปยังหมู่บ้านห้วยเสือเฒ่า หรือที่รู้จักกันในฐานะ ‘หมู่บ้านกะเหรี่ยงคอยาว’ทีแรกพี่ปอเล่าให้ฟังว่า เดี๋ยวนี้กะเหรี่ยงคอยาวไม่ได้มีเยอะเหมือนแต่ก่อน ก็เลยทำใจไว้ว่าอาจจะไม่ได้เจอกะเหรี่ยงคอยาว ตอนวิ่งไปถึงประมาณกิโลเมตรที่ 17 เจอรูปปั้นจำลองกะเหรี่ยงคอยาวตรงบริเวณหมู่บ้านที่วิ่งผ่าน เป็นสัญลักษณ์ว่ามาถึงหมู่บ้านกะเหรี่ยงคอยาวแล้วนะ ก็เลยขอแวะถ่ายรูปสักหน่อย แต่โชคดีมากตรงที่ตอนกำลังถ่ายรูป ก็มีชาวบ้านที่เป็นกะเหรี่ยงคอยาวตัวจริง เดินผ่านมาพอดี ก็เลยได้โอกาสขอถ่ายรูปด้วยกัน ส่วนกะเหรี่ยงคอยาวตัวจริงก็น่ารักมากเช่นกัน ไม่มีปฏิเสธเลย แถมจะเซลฟี่ให้อีกต่างหากแหนะ 

MAE HONG SON CROSS COUNTRY AGAIN… แม่ฮ่องสอนครอสคันทรี่ เพราะรัก จึงกลับมา



MAE HONG SON CROSS COUNTRY AGAIN… แม่ฮ่องสอนครอสคันทรี่ เพราะรัก จึงกลับมา


MAE HONG SON CROSS COUNTRY AGAIN… แม่ฮ่องสอนครอสคันทรี่ เพราะรัก จึงกลับมา

            หลังจากผ่านห้วยเสือเฒ่ามาแล้ว ทางผู้จัดจะพาเราวิ่งทะลุออกจากหมู่บ้านไป ซึ่งหลังจากนี้จะเป็นหนังชีวิตของจริง กับเส้นทางที่เป็นเนินสูงชันหลายจุด เหมือนตั้งใจทำมาตัดกำลังนักวิ่งยังไงอย่างนั้น ไม่สุดไม่สิ้น บางครั้งผมเองก็แอบตัดใจเบาๆ เดินบ้างในบางครั้ง แต่ทุกครั้งที่เหนื่อย ผมก็หันหลังกลับไปมองเส้นทางที่วิ่งมา สิ่งที่เห็นนั้นมันทำให้ผมหายเหนื่อยได้พอสมควรเลย เพราะแม่ฮ่องสอนเป็นเมืองสามหมอก เช้าๆ มองไปทางไหน ก็จะมีหมอกบางๆ ด้วยเช่นกัน และด้วยเส้นทางที่เป็นภูเขาตลอดทางที่เราวิ่งมา มันก็ย่อมมีหมอกด้วยเช่นกัน วิวแบบนี้ คงหาที่อื่นไม่ได้ง่ายๆ แน่ๆ แต่กับที่นี่ มีทุกทิศทุกทางจริงๆ ทำให้ตลอดการวิ่งที่ผ่านมา มันเหมือนมีอะไรมาเยียวยาตลอดทาง ไม่ว่าจะวิ่งขึ้นเนินสักกี่ครั้ง ลุยน้ำสักกี่รอบ ลื่นสักกี่ที พอหันหลังกลับไปมองภูเขาเมื่อไหร่ ผมจะมีกำลังใจวิ่งต่อเสมอ

MAE HONG SON CROSS COUNTRY AGAIN… แม่ฮ่องสอนครอสคันทรี่ เพราะรัก จึงกลับมา



MAE HONG SON CROSS COUNTRY AGAIN… แม่ฮ่องสอนครอสคันทรี่ เพราะรัก จึงกลับมา

            ขอย้อนกลับไปตอนก่อนจะออกมาวิ่งอีกที ผมคุยกับพี่ปอว่า ถ้าเป็นทางถนนตลอด ผมอยากจะเอารองเท้าแตะไปวิ่งได้ไหม พี่ปอบอกว่า น่าจะได้นะ ซึ่งอันที่จริง ผมอยากวิ่งรองเท้าแตะเพราะว่ามันง่าย สบายเท้า ไม่บีบเท้า และที่สำคัญ ถ้ามันเปื้อน มันก็ล้างง่าย (ขี้เกียจล้างรองเท้าว่าอย่างนั้นเถอะ) จึงเป็นเหตุทำให้ผมเอารองเท้าแตะมาทดสอบเส้นทางระยะ42กิโลเมตรในรอบนี้ ซึ่งก็ดีอย่างที่คาด เพราะผมวิ่งผ่านน้ำหลายจุด ก็ลุยน้ำไปเลย ถุงเท้าไม่มี รองเท้า Open Air เปียกได้ ไม่ใช่ประเด็น ทำให้ผมวิ่งได้อย่างมีความสุข จนกระทั่งถึงกิโลเมตรที่19พี่ปอกับน้องจายบอกว่า “ต่อไปนี้จะเป็นทางเทรลแล้วนะ” พี่ปอซึ่งเอารองเท้ากึ่งเทรลมา และน้องจายที่เอารองเท้าวิ่งถนนมา ต่างล่วงหน้าไปก่อน ปล่อยอาเหลียงกับอีแตะอึ้งกับทางเทรลที่อยู่ข้างหน้า 

            ตามที่บรีฟกันมา ผมคิดในใจว่า ทางเทรลที่ทีมงานบอกว่ามี มันคือถนนดินแดงธรรมดา สามารถวิ่งได้ แต่ตอนนี้ที่อยู่ข้างหน้าผม มันคือทางแบบ Technical Trail คือเส้นทางเทรลที่ต้องมีการใช้เทคนิคในการก้าวผ่านไป เช่นต้องค่อยๆ ไต่ขึ้นไป เส้นทางมีรากไม้ขวางต้องกระโดด มีหน้าผาต้องระวัง มีหินลอย ต้องเน้นการก้าวเท้า เป็นต้น ตลอดสองกิโลเมตรที่ลงทางเทรล บอกได้เลยว่าเป็นนรกของอีแตะขอบฟ้าของผม ก้าวไปก็เลอะโคลนไป เท้าก็ลื่นไป มีหลายรอบที่ผมลื่นแรงมากจนกลัวว่ารองเท้าจะขาด เกรงว่าจะ DNF ไปแบบอนาถาในทางเทรลนี้ ต้องค่อยๆ เดินไปเรื่อยๆ กว่าจะออกจากทางเทรลได้ใช้เวลาไปเกือบ 40นาที เพราะต้องเลี่ยงการวิ่งลงเพราะรองเท้า (แตะ) ลื่นมาก และต้องหลบหินแม่น้ำที่ค่อนข้างคม ถ้าโดนเท้าไปน่าจะเจ็บหนักพอสมควร เรียกว่าต้องระมัดระวังในทุกย่างก้าว และตั้งอยู่ในความไม่ประมาทเสมอ 

             มันทำให้ผมนึกถึงกฎของการวิ่งเทรลเบื้องต้นขึ้นมา“อุปกรณ์บังคับควรจะมี” มันคือสิ่งจำเป็นในการวิ่งเข้าเทรล ตามที่ผู้จัดแนะนำ แน่นอนว่าการวิ่งทางเทรลมันจะต้องใช้รองเท้าเทรลเป็นหลักอยู่แล้ว เพราะรองเท้าเทรลจะมีดอกยางที่เหมาะสำหรับการเกาะถนนดิน และรูปทรงที่ป้องกันเท้าเราไม่ให้ไปขูดขีดกับอะไรก็ตามที่อยู่ในป่า น้ำต้องมีพอในการเดินทาง อาหารต้องมีถ้าเราต้องอยู่ในป่านานๆ นกหวีดก็ต้องใช้หากเราต้องการความช่วยเหลือ และอื่นๆ ที่เราควรเตรียมไป อย่างในงานนี้ ทางผู้จัดแนะนำแล้วว่าควรใช้ Head Lamp ด้วยสำหรับนำทางในความมืดเป็นหลัก แต่ผมนี่ดันแหกทุกข้อเลย ซึ่งอันนี้ไม่ควรทำตามเป็นอย่างยิ่ง!!!

            เวลาผ่านไป ผมหลุดออกมาจากทางเทรลได้ ก็เจอกับวิวอลังการล้านแปดอีกรอบ เหมือนผมหลุดมาในหมู่บ้านลึกลับในเกมส์RPG สมัยก่อน ที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก ผมวิ่งตรงเข้าไปในหมู่บ้านตามที่สตาฟฟ์นำทางไป จนถึงจุดกลับตัวที่เป็นท่าเรือ พร้อมกับป้ายชื่อหมู่บ้านเขียนว่า ‘บ้านห้วยปูแกง’เป็นหมู่บ้านที่มีทางเข้าทางออกสองทาง คือทางเทรลที่เราวิ่งเข้ามานี่แหละ เป็นทางที่ชาวบ้านเดินเข้าเดินออกเป็นประจำเพื่อเดินทางไปยังที่อื่น กับอีกทางคือทางเรือเท่านั้น ที่จะล่องไปเทียบท่าได้ในแม่น้ำปาย รถมอเตอร์ไซค์ที่ชาวบ้านมีก็จะจอดไว้อีกฝั่ง เพราะไม่อยากลำบากเอาเข้าหมู่บ้านกัน เรียกว่าเป็นหมู่บ้านลับแลที่เรียบง่าย แต่มีเสน่ห์ในตัวสูงพอสมควร ทำให้ความลำบากที่ผมแอบบ่นตอนไปทางเทรลมาเมื่อครู่ลืมหายไปตามแม่น้ำปายเลย ประกอบกับยิ่งวิ่งไปก็ยิ่งรู้เรื่องราวว่า ชาวบ้านรู้ว่าพรุ่งนี้จะมีนักวิ่งมา ก็เลยทำซุ้มต้อนรับไว้อีกต่างหาก ส่วนเด็กๆ ก็เหมือนจะซ้อมร้องเพลงต้อนรับนักวิ่งกันด้วย ทำให้ผมรู้สึกดีใจแทนนักวิ่งที่จะมาวิ่งกันในวันพรุ่งนี้จริงๆ 

MAE HONG SON CROSS COUNTRY AGAIN… แม่ฮ่องสอนครอสคันทรี่ เพราะรัก จึงกลับมา


MAE HONG SON CROSS COUNTRY AGAIN… แม่ฮ่องสอนครอสคันทรี่ เพราะรัก จึงกลับมา
            
           ผมวิ่งวนในหมู่บ้านห้วยปูแกงไปสักพักก็ต้องกลับทางเก่า รอบนี้ไม่ได้วิ่งลง แอบดีใจเล็ก ๆ อีแตะของเราก็พอไปได้อีกนิดหน่อย ก่อนที่จะกลับมาถึงถนนหลัก รอบนี้ทุกอย่างเริ่มไม่เหมือนเก่า เพราะแดดเริ่มมาแล้วนั่นเอง ทางทีมงานเลยตัดสินใจว่าจากนี้จะวิ่งทำเวลาสักหน่อย เพื่อที่จะให้ไม่กลับไปสายมากนัก ก่อนจะเริ่มวิ่งกลับไปทางเดิมอีกรอบ เพื่อกลับไปยังจุดเริ่มต้นของเส้นทางอีกครั้ง 

            การทดสอบเส้นทางนี้จบลงด้วยเวลา7ชั่วโมงกับอีก 10นาที ตลอดเส้นทางมีทั้งทางถนน ทางหมู่บ้าน และทางเทรล ซึ่งทุกที่มี ‘เนิน’ ระยะไต่โดยรวมของสนามนี้อยู่ที่860เมตร ซึ่งสูงเอาเรื่องสำหรับระยะมาราธอน แต่ตลอดเส้นทาง นอกจากความโหดแล้ว ที่ผมชอบมากเลยก็คือ เส้นทางทั้งหมดเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจของจังหวัดแม่ฮ่องสอนได้เป็นอย่างดี ทั้งตัวเมืองที่มีเสน่ห์ ทางนอกเมืองที่มีความเรียบง่ายแต่สวยงาม ทางหมู่บ้านที่มีผู้คนน่ารัก ทางเทรลที่มีเสน่ห์ และหมู่บ้านที่เราไม่เคยเห็นในหนังสือท่องเที่ยวมาก่อน และมันน่าไปมากจริงๆ!! คนคิดเส้นทางคิดได้ดีและละเอียดลออพอสมควร ที่จะดึงเสน่ห์ของจังหวัดออกมาได้ดีขนาดนี้ ผมยกความดีความชอบให้กับทีมผู้จัดเลยจริงๆ

เรื่อง / ภาพ : อาเหลียง

            
             พอตกเย็นก็มีการบรีฟเกี่ยวกับเส้นทางในงานให้กับเหล่านักวิ่งเล็กน้อย ซึ่งผมเองก็เข้าไปแนะนำนักวิ่งที่จะลงวิ่งในระยะฟูลนิดหน่อยตามที่เราไปประสบพบเจอมา ส่วนในวันจริง นักวิ่งก็เตรียมตัวได้ดีพอสมควร ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เส้นทางฟูลมาราธอนสนามนี้จัดว่าโหดจริง ๆ แต่ก็คุ้มค่าที่จะมาลอง มันคือความสวยงามและเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่ งานแม่ฮ่องสอนครอสคันทรี่นี้มีเอกลักษณ์ของตัวเองสูง และได้แสดงให้คนทั้งประเทศได้เห็นแล้วว่า จังหวัดนี้ไม่ธรรมดา ตั้งแต่งานออกแบบ ที่ธีมงานเน้นถึงการให้เกียรติประชากรชาติพันธุ์ต่างๆ ในจังหวัด การต้อนรับนักวิ่งต่างถิ่น และการดูแลแบบ Exclusive แม้จะเป็นช่วงที่สายการบินประกาศหยุดบินมาที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน แต่ทางทีมงานก็ตั้งใจหาวิธีดูแลนักวิ่งอย่างเต็มที่ การขอความร่วมมือที่ดีจากชุมชนต่างๆ ในจังหวัด สังเกตได้จากคนที่มาเชียร์ ร้านค้าและที่พักที่พร้อมใจกันลดราคาให้กับผู้มาเยือนเสมอ ตลอดไปจนถึงสตาฟฟ์ทุกคนที่ตั้งใจทำงาน อดหลับอดนอนตาปรือมาช่วยงานกัน ลงมือลงไม้กันคนละแรง ทำงานจนเบลอกันทุกคน (ฮ่าๆๆ) และเด็กๆ จากโรงเรียนต่างๆ ที่มาช่วยงานซึ่งน่ารักกันทุกๆ คน มาทำงานแบบไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ตั้งแต่ตีสามไปจนถึงเที่ยงครึ่ง ตากแดดตากฝนตากหมอก ทำหน้าที่ของตัวเองจนจบ จนนักวิ่งคนสุดท้ายเข้าเส้นชัย ทุกอย่างจบลงอย่างสวยงาม และคิดว่าครั้งต่อไปคงสวยงามขึ้นมากกว่านี้ 

            ยังไงผมก็ยังชอบงานนี้ ชอบจังหวัดนี้ และชอบคนที่นี่ ถ้าไม่ติดอะไร ปีหน้าฟ้าใหม่ ผมก็จะกลับมาที่นี่อีก เพราะการได้มาที่นี่ทุกครั้ง มันเหมือนการฟอกตัวเองจากมลพิษที่ผมรับจากการทำงานมาตลอดทั้งปี ให้ผมชาร์จพลังพร้อมกลับมาทำงานได้ใหม่อีกครั้ง ถ้าใครยังไม่มีงานวิ่งในใจในช่วงหน้าฝน ผมขอแนะนำงานนี้ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจอีกครั้ง สำหรับงาน ‘แม่ฮ่องสอนครอสคันทรี่’แม้จะเดินทางมาลำบาก แต่เชื่อผมเถอะ มันคุ้มค่ากว่าที่คุณคิดไว้เยอะ

...แม่ฮ่องสอน ถ้าใจถึง ก็มาถึงได้ครับ... 

เรื่อง / ภาพ : อาเหลียง

เรื่อง / ภาพ : อาเหลียง

Profile picture for user HIPTHAILAND

HIP THAILAND

Online Contents & Free Copy Monthly Magazine from Chiang Mai