Skip to main content

From Runner To Organizer : จากนักวิ่งสู่ผู้จัด

140

 ผมคิดว่า นักวิ่งที่เคยสัมผัสงานวิ่งมาสักระยะหนึ่งแล้ว ต้องมีความคิดอยู่ในใจกันบ้างล่ะว่า 


    “ทำไมงานนี้ไม่มีอย่างนี้ ทำไมงานนี้ไม่มีอย่างนั้น”
    “ทำไมงานนี้อาหารน้อยจัง”
    “ทำไมงานนี้ไม่มีแบบงานนั้นมั่งล่ะ ไม่มีแจกของเหมือนงานนี้มั่งล่ะ”
    “ค่าสมัครแพงจัง”
    “จัดได้ไม่สมราคาเลย”


แล้วก็จะจบลงที่ว่า “ผู้จัดทำไมแค่นี้ทำไม่ได้ ?” หรือ “ถ้าฉันทำเองยังจะดีมากกว่านี้ซะอีก”

 

คุณรู้ไหมครับ จากนักวิ่งตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ไม่ได้เก่งกาจอะไร แค่ชอบและหลงใหลในวิถีของการวิ่ง และไม่เคยคิดว่าสักวันจะต้องลงมาทำเองทั้งหมดนี้ ก็เคยมีคำถามเหล่านี้เหมือนกัน

 

RTOR 2

 

แต่สำหรับผมนั้น คำตอบมันมาเร็วไปนิดนึงเท่านั้นเอง

 

ตั้งแต่ผมเข้าวงการวิ่งมาได้ไม่ถึงปี เรียกว่าเสพติดอย่างรุนแรงเลยเถอะ อาทิตย์ไหนมีงานวิ่ง อาทิตย์นั้นก็ไปมันซะ เป็นแบบนี้แทบทุกอาทิตย์ บางครั้ง งานในเชียงใหม่ไม่มี ก็ถ่อไปวิ่งถึงกรุงเทพฯ ก็มี แต่ก็ไม่ติดใจเท่างานจังหวัดบ้านเรา เพราะมันง่าย ไปไหนมาไหนก็ง่าย วิ่งได้แบบไม่รู้จักเบื่อเลย มันสนุก เหมือนได้มาหลั่งอะดรีนาลีนอย่างเต็มที่ตลอดการวิ่ง 10 กิโล 20 กิโล หรือแม้กระทั่งการซ้อมของเราเองก็เถอะ แต่วิ่งในสนามจริงก็สนุกกว่าเสมออยู่แล้ว

 

แต่อยู่มาวันหนึ่ง ผมได้รับเกียรติจากสมาคมนักศึกษาเก่าคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ให้ผมเข้าไปประชุมหารือถึงกิจกรรมที่จะทำในปีหน้า ซึ่งตอนนั้น ทางสมาคมมีความคิดจะจัดงานวิ่ง แต่อยากให้เกียรติเป็นในนามของมหาวิทยาลัย เลยคิดว่าจะจัดงานมินิมาราธอนสักงานหนึ่ง ส่วนผมก็ดีใจมาก ที่ได้รับมอบหมายให้ช่วยงานนี้ เพราะผมเองแม้จะหน้าใหม่ แต่ก็ชอบวิ่งมินิมาราธอนมาก จำได้ว่าตอนนั้นวิ่งมาไม่ต่ำกว่า 10 งานแล้ว อีกอย่างผมเป็นคนชอบเสพบรรยากาศ ชอบจดจำรายละเอียดต่างๆ ในงาน ทำให้ผมมั่นใจพอตัวเลยว่า ถ้าเป็นงานมินิมาราธอน คงจะทำได้โดยไม่ยากเท่าไหร่

 

RTOR 4

 

แต่บางเรื่องราวก็ชอบเล่นตลกกับเราเสมอ

ในการประชุมครั้งต่อมา ผมทำรายละเอียดเส้นทางการแข่งขัน แนวทางการออกแบบเหรียญ เสื้อ รวมไปถึงของที่น่าจะจัดเตรียมสำหรับทำงานวิ่งทั้งหมดมาเสนอ แต่ในวันนั้น ทางที่ประชุมบอกว่า 
    

“เราจะจัดงานมาราธอนของมหาวิทยาลัยขึ้นมาครับ ขอความร่วมมือจากทุกๆ คนด้วยนะครับ” ความคิดแรกของผมเลยคือ 

 

“คำว่ามินิมันหายไปไหนวะ ทำไมเหลือแต่มาราธอน” 

 

ด้วยความที่ผมจะไม่มีความมั่นใจเลย ถ้าไม่เคยผ่านเหตุการณ์อะไรมาก่อนแล้วต้องมาทำสิ่งสิ่งนั้น ตอนนั้นผมยังไม่เคยวิ่งมาราธอนมาก่อน และยังไม่คิดจะวิ่งมาราธอนในหัวเลย มันเป็นเรื่องใหม่มากสำหรับผม ไกลตัวสุดๆ ผมเริ่มวิตกกังวล และลองถามไปเล่นๆ ว่า 

 

“คราวที่แล้วยังเป็นมินิมาราธอนอยู่เลยไม่ใช่เหรอครับ?”

“เราทำทั้งที ทำให้ใหญ่ๆ ไปเลยครับ”

 

คำตอบที่ดูฟังแล้วตลกจากในวงประชุมพร้อมกับเสียงหัวเราะ มันดูผ่อนคลาย แต่สำหรับผม มันเริ่มก่อตัวเป็นความเครียด ผมจึงต้องเริ่มค้นคว้าหาความหมายของคำว่า มาราธอน และเริ่มทำความรู้จักกับมัน 

 

RTOR 5


คำว่า มาราธอน มันไม่ได้หมายความว่า แค่ฉันต้องวิ่งไปให้ถึงระยะ 42.195 กิโลเมตรเท่านั้น แต่มันมีความหมายมากกว่านั้น กว่าคุณจะไปถึงระยะนั้นได้ คุณต้องอาศัยการฝึกซ้อม ต้องอาศัยวินัยและความพยายามอย่างมาก มันไม่ง่ายเลยที่เราจะตื่นขึ้นมา และไปวิ่งมาราธอนได้อย่างยิ้มแย้มแจ่มใส 


ผมเริ่มเข้าสู่การซ้อมวิ่งมาราธอนอย่างรวบรัด เรื่องราวเริ่มต้นประมาณเดือนมิถุนายน และผมตั้งเป้าไว้ว่าจะไปมาราธอนในงานกรุงเทพมาราธอน 2015 ให้ได้ ซึ่งเท่ากับว่ามีเวลาซ้อมเพียงไม่ถึง 5 เดือนเท่านั้น เพื่อที่จะได้เข้าใจคำว่ามาราธอนให้ลึกซึ้งกว่าเดิม

 

ระหว่างซ้อม ด้วยความที่เราเคร่งเครียดเกินไป จึงทำให้เกิดอาการบาดเจ็บขึ้นบ้าง ตรงนี้ทำให้เราเรียนรู้คำว่ามาราธอนเข้าไปอีก จนกระทั่งได้ลองวิ่งมาราธอนเข้าจริงๆ งานแรกที่บึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ แบบงงๆ เพราะโดนกล่อม (ภาษานักวิ่งเรียกว่าป้ายยา) จากจำนวนคนวิ่งในรุ่น แล้วดันฟลุคติดถ้วย ทำให้ได้เรียนรู้การรับถ้วยรางวัลมาแบบฟลุคๆ อีกต่างหาก จนกระทั่งไปจบมาราธอนแรกจริงๆ จังๆ ที่กรุงเทพมาราธอนแบบไม่เจ็บ แต่หน้ามืดไปนิด ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อให้เข้าใจความหมายของเลข 42.195 จริงๆ ว่าแต่ละช่วงเกิดอะไรขึ้นบ้าง ตามประสาผม คือถ้าไม่อิน มันจะไม่เข้าใจ

 

RTOR 6

 

 

นอกจากนี้ ผมยังต้องไปโปรโมทงานวิ่งที่สมาคมจะจัดขึ้นตามต่างจังหวัดด้วยตัวเอง ผมเคยไปโปรโมทงานด้วยโบรชัวร์ (สมัยนั้น) เพราะคิดว่าน่าจะเป็นการโปรโมทงานที่ดีที่สุด จากที่เคยเห็นมา คือทำโบรชัวร์กระดาษและตามด้วยใบสมัครหลังโบรชัวร์ นั่นไง! ตามสเต็ปเป๊ะเลย แค่ทำให้สีสวยกว่า ใช้กระดาษดีกว่าก็เริ่ดละ นครสวรรค์ ลำพูน เชียงใหม่ กรุงเทพฯ ไปหมด!! เอาให้ทั่วถ้ามีแรงไหว คือแวะไปทำธุระที่ไหน ก็จะถือโอกาสหยิบเสื้อวิ่งตัวอย่างของงานไปวิ่งตามงานต่างๆ ด้วย แน่นอนว่าไม่มีใครรู้จักงานเราหรอก งานหน้าใหม่ แค่เริ่มให้คนสังเกตได้ก็ยังดี


หลังจากคนเริ่มรู้จักงานของเราแล้ว ก็เริ่มมาดูรายละเอียดของงานต่ออีก ผมคิดว่างานวิ่งที่ดี เหรียญต้องสวย แต่มันติดปัญหาตรงคำว่าสวยนี่แหละ ใครจะเป็นคนนิยาม ผมคิดว่าตัวเองเป็นคนที่มีเซนส์ด้านการออกแบบในระดับหนึ่ง แต่ก็อย่างว่า เอาวิศวกรโยธามาทำงานออกแบบ ก็เหมือนเอาลิงมาวาดรูปให้ดู สุดท้าย ก็ต้องหาคนที่พอจะมีเซนส์ออกแบบมาทำ เหรียญเลยออกมาเป็นรูปช้าง น่ารักมุ้งมิ้ง พอไปวัดไปวาได้ แต่ที่ผมพลาดก็คือ ไม่ได้ระวังในเรื่องการดูแบบที่จะทำออกมา ทำให้แบบออกมาไม่ได้อย่างที่คิดไว้ กว่าจะรู้ตัวก็ทำไปหลายร้อยชิ้นแล้ว นี่ก็เป็นบทเรียนที่ดีของผมอีกอันหนึ่งเลย

 

RTOR 9

 

นอกจากเรื่องการออกแบบเตรียมของแล้ว การทำราคาของงานออกมาให้อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ก็เป็นอีกปัญหาที่ต้องถกเถียงกัน เพราะนอกจากจะมีการสั่งของแบบระบบฉันรู้จัก คือประมาณว่าฉันรู้จักเจ้านี้ ให้เจ้านี้ทำ ฉันรู้จักเจ้านั้น ให้เจ้านั้นทำ เราก็ต้องมาตามเรื่องต่ออีกว่า ของที่สั่งๆ ไปจะได้คุณภาพตามที่คิดกันมั้ย นี่ก็เป็นอีกปัญหาของการที่มีหลายคนหลายไอเดีย เป็นต้น เป็นอะไรที่ผมไม่เคยคิดว่า ชีวิตวิศวกรเงินเดือนธรรมดาๆ จะต้องมาเจอ งานที่เราวิ่งกันง่ายๆ สบายๆ แต่พอมาทำเองแล้ว มันมีอะไรเยอะมาก

 

ถ้าจะให้พูดถึงการเตรียมงาน ผมคงพูดได้อีกเป็นวันๆ แต่ถ้ายาวกว่านี้ กลัวคอลัมน์จะยาวเกินไป ผมขอตัดภาพมาที่วันงานบ้างดีกว่า

 

วันรับเบอร์วิ่ง โชคดีที่ทางอาจารย์ได้จัดหาคนมาช่วยตรงนี้ หานักศึกษามาช่วยงาน เตรียมของแจกให้นักวิ่ง ทีแรกก็ทุลักทุเลนิดหน่อย แต่ก็สามารถหาแนวทางและกลับมาได้ ซุ้มปล่อยตัวก็ต้องจัด ดีไซน์ซุ้มก็ต้องทำ ไหนจะติดตั้งนาฬิกาบ้างล่ะ ระบบชิปจับเวลาบ้างล่ะ ไหนการแจกเหรียญ จะขนของมาแจกยังไง เสื้อฟินิชเชอร์จะแจกยังไง ทั้งหมดนี้คือคำถามที่เราต้องหาคำตอบด้วยตัวเอง จากประสบการณ์ที่สั่งสมมา บวกกับอินเนอร์ของเราที่บิวท์กันมาหลายเดือน แน่นอนว่า ทั้งหมดนี้ทำคนเดียวไม่ได้ ถ้าไม่มีอาจารย์และบรรดาลูกช้าง มช. รวมถึงศิษย์เก่าที่ทุ่มเทเอาใจใส่ทุกคน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มาราธอน ครั้งที่ 1 ก็คงจะเกิดขึ้นไม่ได้ ทุกคนร่วมแรงร่วมใจทำด้วยจุดประสงค์เดียวกัน คือเพื่อมหาวิทยาลัย เป้าทุกคนเลยตรงดิ่งไปทางเดียวกันหมด ทำให้การทำงานค่อนข้างราบรื่นไปในทิศทางที่ดี

 

และในคืนก่อนวันแข่งขัน นับเป็นคืนที่หนักที่สุดสำหรับผม ไม่ใช่งานเยอะหรอก แต่แค่กังวลที่สุดต่างหาก เที่ยงคืน ผมยังไม่ได้กลับจากศาลาอ่างแก้ว เพราะเคลียร์จุดรับลงทะเบียนเป็นจุดฝากของแทน ผมแว้บกลับไปอาบน้ำแป๊บนึง ก่อนกลับมาถึงที่เดิมเวลาประมาณตีสองเพื่อดูสถานการณ์ต่อ อาจารย์หลายท่านก็ไม่ได้นอนเช่นกัน ต่างมาเช็คจุดต่างๆ เช่นจุดเช็คพอยต์บ้าง เส้นทางบ้าง นักวิ่งที่กำลังมารอวิ่งบ้าง ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น คอยสังเกตการณ์ตลอด จากลานที่ไม่มีคน จนนักวิ่งฟูลมาราธอนมาอัดกันเต็มทางวิ่ง รวมไปถึงเพเซอร์ที่ลุ้นกันว่าลูกโป่งที่สั่งไว้จะมาทันเวลาหรือเปล่า ณวินาที ที่เวลานับถอยหลัง ใจผมเต้นรัวยิ่งกว่ารัวกลองชุด 

 

RTOR 8

 

ณ เวลาที่เสียงแตรลมดังขึ้น นักวิ่งคนแรกวิ่งออกไป จนกระทั่งคนสุดท้ายวิ่งออกไปตาม ผมเองก็วิ่งตามเขาไปด้วยเช่นกัน ไม่รู้ว่าเพราะอะไร หรืออาจด้วยความเป็นห่วง ผมวิ่งตามไปถึงหน้า มช. ดูนักวิ่งที่วิ่งขึ้นไปกลับตัวที่ลานครูบาศรีวิชัย ก่อนจะลงมาหน้า มช.อีกครั้งด้วยความกังวล


    “ทางที่เราคิดไว้มันจะดีมั้ยนะ?”
    “จุดให้น้ำครบมั้ยนะ?”
    “เขาจะรู้สึกยังไงนะ?”
    “เขาจะกลับมาถึงเส้นชัยมั้ยนะ?”

 

ความคิดเรื่องเปื่อยมันถาโถมมาเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่หลายๆ อย่างที่คิด มันก็เป็นเรื่องที่แพลนไว้หมดแล้ว อันที่จริงก็ไม่น่าจะกังวลอะไรเลย การปล่อยตัวของรุ่นฮาล์ฟมาราธอนก็เริ่มต้นด้วยความกังวลเช่นเดียวกับฟูลมาราธอน คำถามเดียวกันมันก็วนซ้ำกลับมาอีก แต่ทั้งหมดนั้นมันก็เริ่มดีขึ้น เมื่อนักวิ่งฟูลมาราธอนคนแรกกลับมาถึงเส้นชัยด้วยเวลา 2:45 ชั่วโมง ทำให้หลายๆ คำถามในหัวของผมมันจางลงไป กลายเป็นความโล่งใจเข้ามาแทน 


    นักวิ่งคนแล้วคนเล่า วิ่งเข้าซุ้มเส้นชัย 
    นักวิ่งมินิที่ออกจากจุดปล่อยตัวอีกจุด ก็เริ่มวิ่งออกไป แล้วก็ทยอยกลับมาที่เดิมอีกที

 

ความโล่งใจก็เริ่มพูนขึ้นในใจแทนความกังวล ประกอบกับรอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่ผมมองเห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งตอนที่เห็นเพื่อนๆ ที่บอกว่าจะมาจบมาราธอนแรกที่นี่ แล้ววิ่งเข้าเส้นชัยนี่นะ น้ำตาแทบจะไหล ความสุขมันก็เริ่มเติบโตในหัวใจ จนหัวใจมันพองโต จังหวะนั้น ผมลืมความเหนื่อยทั้งหมดไป จากที่เคยเสพความสนุกในสนาม ผมเริ่มเข้าใจความรู้สึกของคนที่อยู่หลังเส้นชัยบ้างแล้ว ผมได้ทิ้งความกังวลทั้งหลายออกไป แล้วไปทำหน้าที่แจกเหรียญให้กับผู้เข้าเส้นชัยแทน และเริ่มสนุกกับนักวิ่งทุกคนที่วิ่งเข้าเส้นชัยมา

 

ภาพที่ผมเห็นคือ นักวิ่ง และรอยยิ้มสำหรับความสำเร็จของเขา ภาพในวันเก่าๆ ตอนที่ผมยังเป็นนักวิ่งกะโปโล มันก็ผุดเข้ามา ถ้าวันนั้นผมไม่เริ่มวิ่ง ถ้าวันนั้นผมไม่รู้จักพี่ๆ น้องๆ ที่ชอบวิ่ง และถ้าวันนั้นผมท้อ ผมก็คงไม่ได้มาเสพความสุขตรงนี้

 

RTOR 1

 

การจัดงานวิ่งที่จริงมันเหนื่อยมาก เหนื่อยกว่าวิ่งเองไม่รู้กี่สิบเท่า คนวิ่งมาราธอนอาจจะวิ่งเพียงแค่ 3 - 7 ชั่วโมง แต่การจัดงานวิ่งต้องอาศัยการเตรียมการเป็นเดือนๆ และมันจะดีมาก ถ้าคนจัดเป็นนักวิ่งที่มองเห็นปัญหาของนักวิ่งด้วยกันเอง

 

ทั้งหมดนั้นเป็นครั้งแรก ที่ผมได้ลงมาจัดงานวิ่งด้วยตัวเอง ทุกวันนี้ผมพูดได้เต็มปากเลยว่า CMU Marathon สามารถยืนได้ด้วยตัวเองแล้ว แต่ทั้งนี้ ตัวงานเองก็ยังคงความเป็นกันเองเสมือนวันแรกที่เราเจอกันไว้ เพราะงานนี้คงมีวันนี้ไม่ได้ถ้าไม่ได้ทุกคนสนับสนุน ทุกปัญหาที่เคยมีการพูดถึง ก็จะพยายามแก้ไขให้ได้ดีที่สุด ตราบเท่าที่ผมยังพอมีแรงทำไหว

 

ตอนที่ HIP ฉบับนี้ออก ก็คงจะใกล้เวลาของงาน CMU Marathon ครั้งที่ 3 แล้ว ทุกท่านที่ได้อ่านคอลัมน์นี้ คงได้รับรู้ที่มาของงาน ว่ากว่าจะมาเป็นวันนี้ได้ มันผ่านอะไรกันมาบ้างกว่าจะออกมาเป็น CMU Marathon อย่างที่เห็นในทุกวันนี้ หวังว่าทุกท่านคงเข้าใจการทำงาน การทุ่มเทของคณะกรรมการและทีมงานทุกท่าน หากตัวงานมีข้อบกพร่องประการใด ผมขอเป็นตัวแทนของงาน กราบขออภัย มา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ และขอขอบคุณทุกท่านที่มางาน หรือนึกถึง CMU Marathon นะครับ

 

RTOR 10

 

มันก็เป็นเรื่องที่แพลนไว้หมดแล้ว อันที่จริงก็ไม่น่าจะกังวลอะไรเลย การปล่อยตัวของรุ่นฮาล์ฟมาราธอนก็เริ่มต้นด้วยความกังวลเช่นเดียวกับฟูลมาราธอน คำถามเดียวกันมันก็วนซ้ำกลับมาอีก แต่ทั้งหมดนั้นมันก็เริ่มดีขึ้น เมื่อนักวิ่งฟูลมาราธอนคนแรกกลับมาถึงเส้นชัยด้วยเวลา 2:45 ชั่วโมง ทำให้หลายๆ คำถามในหัวของผมมันจางลงไป กลายเป็นความโล่งใจเข้ามาแทน 

 

นักวิ่งคนแล้วคนเล่า วิ่งเข้าซุ้มเส้นชัย 

 

นักวิ่งมินิที่ออกจากจุดปล่อยตัวอีกจุด ก็เริ่มวิ่งออกไป แล้วก็ทยอยกลับมาที่เดิมอีกที

 

ความโล่งใจก็เริ่มพูนขึ้นในใจแทนความกังวล ประกอบกับรอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่ผมมองเห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งตอนที่เห็นเพื่อนๆ ที่บอกว่าจะมาจบมาราธอนแรกที่นี่ แล้ววิ่งเข้าเส้นชัยนี่นะ น้ำตาแทบจะไหล ความสุขมันก็เริ่มเติบโตในหัวใจ จนหัวใจมันพองโต จังหวะนั้น ผมลืมความเหนื่อยทั้งหมดไป จากที่เคยเสพความสนุกในสนาม ผมเริ่มเข้าใจความรู้สึกของคนที่อยู่หลังเส้นชัยบ้างแล้ว ผมได้ทิ้งความกังวลทั้งหลายออกไป แล้วไปทำหน้าที่แจกเหรียญให้กับผู้เข้าเส้นชัยแทน และเริ่มสนุกกับนักวิ่งทุกคนที่วิ่งเข้าเส้นชัยมา

 

ภาพที่ผมเห็นคือ นักวิ่ง และรอยยิ้มสำหรับความสำเร็จของเขา ภาพในวันเก่าๆ ตอนที่ผมยังเป็นนักวิ่งกะโปโล มันก็ผุดเข้ามา ถ้าวันนั้นผมไม่เริ่มวิ่ง ถ้าวันนั้นผมไม่รู้จักพี่ๆ น้องๆ ที่ชอบวิ่ง และถ้าวันนั้นผมท้อ ผมก็คงไม่ได้มาเสพความสุขตรงนี้

 

cmu

 

การจัดงานวิ่งที่จริงมันเหนื่อยมาก เหนื่อยกว่าวิ่งเองไม่รู้กี่สิบเท่า คนวิ่งมาราธอนอาจจะวิ่งเพียงแค่ 3 - 7 ชั่วโมง แต่การจัดงานวิ่งต้องอาศัยการเตรียมการเป็นเดือนๆ และมันจะดีมาก ถ้าคนจัดเป็นนักวิ่งที่มองเห็นปัญหาของนักวิ่งด้วยกันเอง

 

ทั้งหมดนั้นเป็นครั้งแรก ที่ผมได้ลงมาจัดงานวิ่งด้วยตัวเอง ทุกวันนี้ผมพูดได้เต็มปากเลยว่า CMU Marathon สามารถยืนได้ด้วยตัวเองแล้ว แต่ทั้งนี้ ตัวงานเองก็ยังคงความเป็นกันเองเสมือนวันแรกที่เราเจอกันไว้ เพราะงานนี้คงมีวันนี้ไม่ได้ถ้าไม่ได้ทุกคนสนับสนุน ทุกปัญหาที่เคยมีการพูดถึง ก็จะพยายามแก้ไขให้ได้ดีที่สุด ตราบเท่าที่ผมยังพอมีแรงทำไหว

 

ตอนที่ HIP ฉบับนี้ออก ก็คงจะใกล้เวลาของงาน CMU Marathon ครั้งที่ 3 แล้ว ทุกท่านที่ได้อ่านคอลัมน์นี้ คงได้รับรู้ที่มาของงาน ว่ากว่าจะมาเป็นวันนี้ได้ มันผ่านอะไรกันมาบ้างกว่าจะออกมาเป็น CMU Marathon อย่างที่เห็นในทุกวันนี้ หวังว่าทุกท่านคงเข้าใจการทำงาน การทุ่มเทของคณะกรรมการและทีมงานทุกท่าน หากตัวงานมีข้อบกพร่องประการใด ผมขอเป็นตัวแทนของงาน กราบขออภัย มา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ และขอขอบคุณทุกท่านที่มางาน หรือนึกถึง CMU Marathon นะครับ

 

RTOR 3

 

Little Facts About CMU 1st Marathon

  • งานปีแรก ที่ต้องเอาปีนั้น เพราะว่า 14 กุมภาพันธ์ ตรงกับวันอาทิตย์พอดี แล้วอยากจะใช้ธีม Winter Love Run กัน
  • CMU Marathon เป็นงานแรกที่มีซุ้มปล่อยตัว 2 ซุ้มติดกัน 
  • เป็นงานที่มีอาหารกินหลังงานมากกว่าแคลอรีที่ใช้วิ่งไป
  • แอดมินที่ตอบเพจ กับเจ้าของเบอร์โทรศัพท์ในเพจเป็นคนเดียวกัน
  • และใช้เบอร์นั้นมา 3 ปีแล้วด้วย!
  • เหรียญปีแรกตั้งใจจะเอาสายผ้า แต่ได้สายริบบิ้น เสียค่าทำสายเพิ่มแบบไม่ได้อย่างที่อยากได้
  • ใจจริงอยากให้วิ่งขึ้นดอยสุเทพแล้วลงมา แต่คงจะโดนด่ามากกว่าโดนชม
  • วันก่อนแข่ง 1 วัน มีรถมาชนซุ้มปล่อยตัวมินิพังยับเลย แต่ซ่อมเสร็จก่อนฟ้าสาง ทุกคนเลยไม่เห็นซากซุ้มมินิ
  • เป็นงานที่ไม่มีการรับหน้างาน แต่ปีแรกมีคนมาตั้งเต๊นท์รอหน้างานเพื่อซื้อบัตร!
  • และปีแรก มีลานกางเต๊นท์สำหรับ 100 ที่ แต่มีคนมานอนเต๊นท์เดียว เลยไม่ได้ทำอีก
  • ตำนานแตงโมไร้เมล็ด มันมีที่มา เนื่องจากแตงโม ของกิโลเมตรที่ 30 กว่าๆ หมด อาจารย์เลยให้เด็กไปซื้อที่ตลาด แล้วเด็กไปซื้อแตงโมแบบที่แม่ค้า
  • แกะเมล็ดมาแล้ว ทำให้นักวิ่งจำเรื่องนี้แล้วเอาไปบอกต่อๆ กัน ว่าแตงโมที่นี่ไม่มีเมล็ด ทำให้ปีต่อๆ มา อาจารย์ต้องให้นักศึกษาาคว้านเมล็ดแตงโมแทน!
Profile picture for user Sillawat512

Sillawat Sathorn

ใครๆเรียกผมว่า 'อาเหลียง' สามารถเจอได้งานวิ่งหรือบางทีอาจจะเห็นผมนั่งจิบกาแฟหล่อๆซักแห่งก็เดินเข้ามาทักทายได้ ถ้าหากใครมีปัญหา สงสัยเกี่ยวกับการแข่งขันไตรกีฬาหรือวิ่ง สามารถสอบถามมาได้ที่อีเมล์ Sillawat512@gmail.com หรือ Facebook : Sillawat Sathorn ได้เลยนะครับ ยินดีให้คำแนะนำครับผม 😊