Skip to main content

The Last Man Standing : ศุภกฤต อินต๊ะปัน

1142

ผมเคยกล่าวไปใน HIP เล่มก่อนๆ ว่าการวิ่งไม่ได้มีแค่ระยะ 10, 21 และ 42 กิโลเมตรเท่านั้น บางรายการก็มีมากกว่านั้นอีก หรือถ้าเป็นการวิ่งเข้าป่าเข้าเขา ไม่ใช่ทางถนนราบๆ มีความชันเข้ามาเกี่ยว ก็จะเรียกว่า ‘วิ่งเทรล’ และถ้าวิ่งเกิน 42 กิโลเมตร ก็จะเรียกกันว่าเป็นรายการ ‘อัลตร้าเทรล (Ultra Trail)’ นั่นเอง ระยะก็มีตั้งแต่ 50, 70, 100 ,130 หรือมากกว่านั้นก็จะเป็นพวกรายการร้อยไมล์ (100 Mile = 160 Km.) จริงๆ ก็จะมีมากกว่านี้อีก แต่เราจะยังไม่พูดถึงมันตอนนี้

 

The Last Man Standing


เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา จังหวัดเชียงใหม่ก็มีการจัดการแข่งขันรายการอัลตร้าเทรลขึ้นมา ชื่อรายการ CM6 โดยมีระยะตั้งแต่ 10 กิโลเมตร จนถึงระยะสุดโหด 130 กิโลเมตร ระยะไต่สูงสุดประมาณ 7000 เมตร (สูงแค่ไหน นึกภาพเอาดอยสุเทพมาต่อกัน 7 ลูกตั้งขึ้นไปข้างบนนะครับ) ผู้เข้าแข่งขันในระยะสุดโหดนี้มีประมาณ 100 คน ให้เวลาการแข่งขันทั้งหมดที่ 38 ชั่วโมง และที่สำคัญ มีนักวิ่งที่ไม่สามารถวิ่งจบได้เกินครึ่งของผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดของระยะนี้ แสดงถึงความโหดของสนามนี้เป็นอย่างดี

และในวันนี้ เราจะมาสัมภาษณ์นึ่งในผู้ที่สามารถจบการแข่งขันรายการ CM6 ได้ ถึงความรู้สึกตลอดการแข่งขันทั้งหมด 38 ชั่วโมงที่อยู่ในป่าหลังบ้านของพวกเราอย่างดอยสุเทพ ว่าเขารู้สึกอย่างไรบ้าง กับคุณเป้า - ศุภกฤต อินต๊ะปัน ซึ่งเป็นผู้เข้าเส้นชัยคนสุดท้าย จากจำนวน 50 คนที่เข้าเส้นชัย และจาก  107 คนที่เข้าแข่งขัน (แข่งไม่จบ 57 คน)

 

The Last Man Standing

 

อาเหลียง : คุณเป้าช่วยแนะนำตัวเองหน่อยครับ
เป้า : ศุภกฤต อินต๊ะปันครับ ชื่อเล่นชื่อเป้าครับ จบจากคณะวิจิตรศิลป์ มช. ปัจจุบันเปิดร้านอาหารเวียดนาม ชื่อร้าน ‘แจ่มจันทร์แหนมเนือง’ อยู่ที่จังหวัดลำพูนครับ

 

อาเหลียง : ทำไมถึงมาเริ่มวิ่งครับ?
เป้า : ช่วงนั้นเพิ่งเรียนจบ แล้วมีปัญหาด้านสุขภาพ ก็คืออ้วนนั่นล่ะครับ ก็เลยคิดว่าอยากจะลดน้ำหนักด้วยการออกกำลังกายอะไรสักอย่าง เพราะคิดว่าช่วงรับปริญญาตอนถ่ายรูปจะได้ออกมาดูดีหน่อย ก็เลยเลือกที่จะเข้ายิม ฟิตเนส เพื่อลดน้ำหนัก แต่ก็ไม่ได้จริงจังอะไรมากนัก เพราะคิดว่าแค่ขยับก็เท่ากับออกกำลังกายแล้ว

ตอนนั้นก็ยังไม่ได้เข้าวงการวิ่งจริงจัง ยังไม่รู้จักงานวิ่งเท่าไหร่นัก จนมีเพื่อนคนหนึ่แนะนำให้ไปวิ่งมินิมาราธอน เราก็ไป เพราะว่าเราออกกำลังกายอยู่แล้ว คิดว่าไม่น่าจะยากอะไร แต่พอได้ไปวิ่งจริงๆ แล้วกลับรู้สึกสนุก ชอบบรรยากาศของงานวิ่ง และเริ่มติดใจ ได้รู้จักเพื่อนใหม่ สังคมใหม่ๆ หลังจากนั้นก็เลยวิ่งต่อมาเรื่อย ๆ

 

The Last Man Standing

 

อาเหลียง : อะไรที่ทำให้เรารู้จักกับการวิ่งเทรลครับ?
เป้า : จริงๆ ก็ไม่ได้รู้จักเทรลหรอกครับ มันเริ่มมาจากผมได้มีโอกาสไปแข่งขันงาน สิงห์เก่ง แกร่ง กล้า ที่ไร่บุญรอด เชียงราย เมื่อประมาณปี 2015 เป็นงานวิ่งแบบลุยโคลนผ่านด่านต่างๆ ไต่เชือก ฯลฯ ประมาณวิ่งวิบาก แล้วชอบมาก ผมก็เลยไปค้นหางานแบบนี้ในอินเตอร์เนตเพิ่มเติม ก็ไปเจอกับงาน เดอะ โคลัมเบีย เทรลมาสเตอร์ จัดที่เขาอีโต้ จังหวัดปราจีนบุรี ผมเห็นว่ามันแปลกดี มีวิ่งเข้าป่าด้วย ก็เลยลงแข่งรุ่น 25 กิโลเมตร ไป

พอตอนไปแข่งจริงๆ รู้สึกประทับใจกับการวิ่งเทรล ตรงที่คืนก่อนแข่งฝนตกหนักมาก แล้วตอนผมออกไปวิ่ง มันได้ฟีลแบบไร่บุญรอดเลย รู้สึกสนุกตลอดการแข่งขัน บวกกับมีเวลาในสนามมากขึ้นพอที่จะรู้จักคนรอบข้างได้มากขึ้น ก็เลยเริ่มติดตามงานวิ่งเทรลหลังจากนั้นเป็นต้นมา

 

อาเหลียง : จาก 25 กิโลเมตร คุณเป้าก็ขยับระยะขึ้นมาเรื่อยๆ ตอนนั้นคิดอะไรอยู่?
เป้า : หลังจากรายการเดอะ โคลัมเบีย เทรลมาสเตอร์ ก็มีเพื่อนรักชื่อน้องอั้นเจิดแนะนำรายการแข่งขันอีกรายการให้รู้จัก ชื่อรายการ DS100 เป็นรายการวิ่งเทรลระยะไกลในเชียงใหม่ ซึ่งตอนนั้นไกลที่สุดคือระยะ 100 กิโลเมตร และ 66 กิโลเมตร ผมลงแข่งในระยะ 66 กิโลเมตร เป็นการวิ่งจากห้วยตึงเฒ่าไปยังโรงเรียนศรีเนรูห์ (ขุนช่างเคี่ยน หมู่บ้านบนดอยสุเทพ) ไป - กลับ 3 รอบ (รอบละ 22 กิโลเมตร) ผมตื่นเต้นมากเพราะยังไม่เคยวิ่งมาราธอน แต่ครั้งนี้ต้องวิ่งเยอะกว่าระยะมาราธอนอีก

ระหว่างแข่งถึงจะเหนื่อยมากแต่ก็รู้สึกท้าทายแบบสุดๆ มีความสุขตลอดการแข่งขัน เนื่องจากสนามเป็นลักษณะ Loop วิ่งสวนกันไปมาตลอดทั้งวันทั้งคืน บางคนเจอหน้ากันประมาณ 10 รอบจนเบื่อ และยังได้พูดคุยกับนักวิ่งเก่งๆ ระดับประเทศที่มาลงแข่งรายการนี้ด้วย รู้สึกฟินมากครับ ใช้เวลาไปทั้งหมด 15 ชั่วโมง จบงานนี้ก็ได้เพื่อนใหม่อีกมากมาย ผมรู้สึกดีใจมากที่ได้แข่งรายการนี้ เพราะช่วงเวลานั้นงานวิ่งเทรลในประเทศไทยยังมีไม่ค่อยมาก และอยากจะลองรายการที่มีระยะมากกว่านี้อีก

 

The Last Man Standing
The Last Man Standing
The Last Man Standing

 

อาเหลียง : หลังจากนั้นก็มีรายการ CM6 ที่มีระยะสูงสุดที่ 130 กิโลเมตร อะไรทำให้เรารู้สึกสนใจงานนี้เป็นพิเศษ?
เป้า : จริงๆ ก่อน CM6 ผมไปจบระยะ 100 กิโลเมตรมา 2 สนาม ก็เลยอยากจะหาระยะที่ท้าทายกว่านี้ แล้วรายการนี้ก็โผล่มาพอดี อีกอย่างนี่เป็นรายการที่จัดใกล้บ้านและค่าใช้จ่ายโดยรวมไม่สูงมาก ที่สำคัญ เป็นรายการที่มีผู้จัดเดียวกันกับ ‘โป่งแยงเทรล’ ซึ่งเป็นงานที่ผมประทับใจที่สุดเท่าที่แข่งมา

 

อาเหลียง : คุณเป้าเตรียมตัวอย่างไรสำหรับรายการนี้บ้างครับ? แนะนำวิธีซ้อมด้วยก็ได้ครับ
เป้า : หลังจากสมัครแล้ว ผมจะมีเวลาเหลือ 6 เดือนในการเตรียมตัว ซึ่งผมเตรียมตัวเองดังนี้ หนึ่งคือต้องลดน้ำหนักตัวเองลง เพื่อที่จะได้แบกน้ำหนักตัวเองระหว่างวิ่ง แต่ว่าล้มเหลวเพราะกินหนักไปหน่อย ห้ามใจไม่อยู่ เพื่อนชวนไปกินเยอะ สองคือการซ้อมวิ่ง วันจันทร์ - ศุกร์ ผมจะซ้อมวิ่งถนนตามเวลาว่างที่มี แต่ทุกวันพุธจะมีซ้อม Interval (เน้นความเร็ว) และ Hill Repeat (ซ้อมวิ่งขึ้นเขาแบบวนๆ ไป) ส่วนวันอาทิตย์จะต้องไปวิ่งเทรลตามเส้นทางที่วางแผนไว้กับเพื่อนๆ

สามคือศึกษาข้อมูลของสนามที่แข่งขัน เช่นเส้นทาง กราฟความชัน รวมไปถึงอุปกรณ์บังคับต่างๆ ที่สนามได้กำหนดไว้ ส่วนข้อสุดท้ายก็เป็นเรื่องการวางแผนการกิน โหลดอาหารระหว่างแข่งขัน แล้วก็เตรียมเสื้อผ้าไปเปลี่ยนด้วย เพราะตัวจะได้ไม่เปียกเหงื่อนานหลายชั่วโมงทั้งวันทั้งคืน

 

The Last Man Standing

 

อาเหลียง : ช่วงก่อนแข่งหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งนักวิ่งจะเรียกกันว่า Taper Week (สัปดาห์ซ้อมเบา) คุณเป้ารู้สึกอย่างไรบ้างครับ?
เป้า : ฝันร้ายครับ 555 ตอนนั้นพะวงมากเกินไป หลับๆ ตื่นๆ ได้ข่าวว่าคนแข่งรายการนี้ฝันร้ายไปหลายคน 555

 

อาเหลียง : ช่วยบรรยายความรู้สึกของตัวเองในระหว่างแข่งขันหน่อยได้ไหมครับ?
เป้า : ช่วงแรกก็กังวลนิดหน่อย เพราะผมไม่เคยวิ่งในระยะยาวขนาดนี้ แต่ก็คิดในแง่บวกนะ เพราะว่าผมซ้อมเส้นนี้อยู่แล้ว เหมือนเป็นสนามหลังบ้าน แถมมีฝนด้วย เป็นตัวแปรสำคัญเลย เหนือความคาดหมายมาก ไม่ได้คิดเลยว่าจะเจอ ช่วง 10 กิโลเมตรแรกนี่ไม่มีปัญหาอะไร แต่เหงื่อเหมือนจะออกเยอะผิดปกติ ช่วงต่อมาอีก 50 กิโลเมตร

เป็นตัวแปรสำคัญที่ผมพลาดเอง ตรงที่ไปลุยน้ำมากไปหน่อย เลยส่งผลให้เท้าผมเปื่อยตลอดการแข่งขัน เป็นการตัดสินใจที่พลาดมากๆ ทำให้วิ่งไม่ได้ตลอดทั้งการแข่งขัน ยิ่งไปก็ยิ่งช้าลง กลัวว่าจะไม่ทันเวลาตัดตัวในแต่ละจุด แต่ก็ฝืนตัวเองไปเรื่อยๆ ยิ่งตอนผ่าน Last Man Standing (ชื่อเส้นทางหนึ่งของการแข่งขัน) ยิ่งรู้สึกกดดัน และตอนนั้นเหลือเราเป็นคนสุดท้ายแล้ว แต่ก็พยายามเลี้ยงความเร็วให้ไม่ต่ำกว่าที่ตั้งใจไว้ เพื่อไปให้ทันจุดตัดตัวแต่ละจุดไปเรื่อยๆ โชคดีที่รายการนี้นักวิ่งสามารถมีเพเซอร์หรือผู้ช่วยนักวิ่ง (น้องเบส) ได้ ก็ช่วยให้กำลังใจ เป็นเพื่อนคุยตลอดการแข่งขันช่วงหลัง ทำให้เรารู้สึกไม่กดดัน ไม่ต้องคุยกับตัวเอง ก็คือไม่เพ้อนั่นเอง ไม่คิดเรื่อยเปื่อยจนทำให้เกิดความคิดในแง่ลบ

 

The Last Man Standing

The Last Man Standing

 

พอวิ่งจนถึงเช้า ผ่านมาได้ประมาณ 90 กิโลเมตร (26 ชั่วโมง) เคารพธงชาติที่โรงเรียนศรีเนรูห์ ก็ลงไปที่ทางห้วยตึงเฒ่าต่อ จังหวะนั่นเริ่มมีกำลังใจมากขึ้น เพราะมีนักวิ่งระยะอื่นๆ อยู่ในเส้นทางด้วยแล้ว (ระยะ 42 กิโลเมตร ปล่อยตัวเช้าอีกวัน)  ทำให้เราไม่รู้สึกเหมือนอยู่คนเดียว แต่พอขากลับก็เริ่มโดดเดี่ยวเหมือนเดิม เพราะระยะ 42 กิโลเมตรกลับไปหมดแล้ว แต่ก็ยังไม่ท้อ ก็ยังเดินต่อไป ลากเท้าเปื่อยๆ กลับไปยังโรงเรียนเป็นครั้งสุดท้าย เหมือนไม่มีอะไรจะเสียแล้ว ลืมเจ็บไปซะ เดินต่อไปให้มันจบ แล้วค่อยไปตายที่บ้านเอา ต้องจบจะไม่เจ็บฟรีแน่นอน 555 สรุปรายการนี้ผมใช้เวลาไป 37.44 ชั่วโมง ก่อนเวลาตัดตัวที่ 38 ชั่วโมง แค่ 16 นาที ลุ้นสุดๆ

 

The Last Man Standing

 

อาเหลียง : มีช่วงไหนของการแข่งขันที่คุณเป้ารู้สึกว่ามันพีกที่สุด หรือเหนื่อยที่สุดแล้ว ชนิดท้อจนอยากจะเลิกบ้างไหมครับ?
เป้า : เป็นช่วงที่เรียกว่า Last Man Standing กิโลเมตรที่ 70 - 85 ตอนที่ผ่านจุดนั้นน่าจะประมาณ 5 ทุ่ม หมอกหนาจัด น้ำค้างใบไม้หยดใส่ตลอด ตอนนั้นความที่คิดตลอดว่าไม่น่าจะวิ่งทันเวลาตัดตัวของรายการ ทำให้ตัวเองตื่นเต้นทั้งคืนและรีบเข็นตัวเองขึ้นไปยังจุด Check Point ต่อไปให้ทันเวลา เรียกว่าลืมง่วงไปเลย ทั้งๆ ที่ตอนนั้นเวลาผ่านมา 24 ชั่วโมงแล้ว แถมเท้าผมก็เริ่มเปื่อยจากการลุยน้ำมาตลอด แต่ก็ผ่านมาได้แบบเหลือเวลาตัดตัวแค่ 30 นาที ระหว่างที่กำลังวิ่งช่วงนั้น ก็ถามตัวเองตลอดว่าจะหยุดดีไหม เพราะตอนนั้นเจ็บเท้ามาก และไม่สามารถวิ่งได้แล้ว คนก็แซงไปเรื่อยๆ จนเหลือเราเป็นคนสุดท้าย แต่ก็มองในแง่บวกนะว่าจะเจ็บตัวฟรีหรอ มาถึงขนาดนี้แล้วต้องเอาให้จบสถานเดียว 

 

อาเหลียง : แล้วกลับกัน ช่วงไหนรู้สึกว่ากำลังใจดีที่สุด หรือว่ารู้สึกดีที่สุดของการแข่งขันบ้างครับ?
เป้า : จริงๆ ก็ประทับใจตลอดทั้งการแข่งขันนะ แต่ช่วงที่ประทับใจที่สุดคือ 10 กิโลเมตรสุดท้ายที่เราจะได้ลงเขาอย่างเดียว จังหวะนั้นคิดอย่างเดียว กูสบายละ ใกล้จบละ ถึงเจ็บเท้ายังไงก็ต้องไปให้ได้ ให้มันจบจบไป พอก่อนเข้าเส้นชัยสัก 2 กิโลเมตร ก็มีเพื่อนๆ มารอรับรอเชียร์  รู้สึกดีใจที่ทุกคนยังรอ ประทับใจมากครับ

 

The Last Man Standing

 

อาเหลียง : หลังจากรู้ว่าเราเป็นคนสุดท้ายที่รอดจากสนามนี้ได้ รู้สึกอย่างไรบ้างครับ?
เป้า : ผมไม่ได้สนใจอันดับเลยนะ แค่รอดมาได้ก็บุญแล้วครับ 555

 

อาเหลียง : ชีวิตหลังจากจบ CM6 ระยะ 130 กิโลเมตร ไปแล้ว คุณเป้ารู้สึกอย่างไรบ้าง? และวางแผนการวิ่งก้าวต่อไปของตัวเองเอาไว้อย่างไรบ้างครับ?
เป้า : หลังจากเข้าเส้นชัยแล้วผมเดินไม่ได้เลยครับ ง่วงมาก พอได้หัวแตะหมอนเท่านั้นแหละ เหมือนถอดปลั๊ก หลับเป็นตายเลย แต่ก็รู้สึกดีใจมากที่ครั้งหนึ่งเราเคยวิ่งในป่าในระยะ 130 กิโลเมตร ได้รวดเดียวจนจบ ส่วนในอนาคตก็ยังไม่ได้วางแผนอะไรมากมายนะ แต่ก็จะยังคงวิ่งไปเรื่อยๆ เพราะมันเป็นกิจกรรมที่เราทำแล้วมีความสุขที่สุด ได้ฝึกสมาธิ ได้อยู่กับตัวเอง แอบคิดไว้ในใจว่าอยากจบระยะ 100 ไมล์หรือ 160 กิโลเมตรสักวันเหมือนกัน แต่จะสนามไหนก็ยังไม่รู้

 

The Last Man Standing

 

อาเหลียง : สุดท้ายนี้ อยากมีอะไรฝากให้กับนักวิ่งรุ่นใหม่ๆ หรือนักวิ่งเทรลรุ่นใหม่ๆ ที่กำลังเข้าสู่วงการอย่างไรบ้างครับ?
เป้า :
ไม่ว่าจะทำอะไร จะเรื่องวิ่งหรือเรื่องอะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าเป้าหมายของแต่ละคนจะเป็นอย่างไร ขอให้ทำให้สุดและขอให้ทำอย่างมีความสุข แล้วเราจะทำมันได้ดีเอง  ตั้งหัวใจเป็นประธาน และสวมรองเท้าออกไปครับ

 

RUNNER : เป้า https://www.facebook.com/pao.intapan
INTERVIEW BY : อาเหลียง https://www.facebook.com/sillawat.sathorn

HIP MAGAZINE Vol.13 October 2017 Issue

 

Profile picture for user Sillawat512

Sillawat Sathorn

ใครๆเรียกผมว่า 'อาเหลียง' สามารถเจอได้งานวิ่งหรือบางทีอาจจะเห็นผมนั่งจิบกาแฟหล่อๆซักแห่งก็เดินเข้ามาทักทายได้ ถ้าหากใครมีปัญหา สงสัยเกี่ยวกับการแข่งขันไตรกีฬาหรือวิ่ง สามารถสอบถามมาได้ที่อีเมล์ Sillawat512@gmail.com หรือ Facebook : Sillawat Sathorn ได้เลยนะครับ ยินดีให้คำแนะนำครับผม 😊