Skip to main content

THE RACE OF IRONMAN : การแข่งขันของ ‘คนเหล็ก’

61

THE RACE OF IRONMAN

             การแข่งขันไออ้อนแมนแบบฉบับมือใหม่สำหรับผม ต้องลบล้างความคิดเก่าๆ ออกไปก่อน เช่น การวิ่งในระดับเพซ 5 หรือปั่นจักรยานใน AV 30++ เพราะว่ามันไม่ใช่การแข่งขันด้วยกีฬาชนิดเดียวอย่างที่ผมเคยทำมา แต่มันคือการประสานกันระหว่างกีฬา 3 ชนิด ด้วยระยะทางไกลสุดขีดจำกัดมนุษย์ธรรมดาเขาจะทำกัน นั่นคือว่ายน้ำ 3.8 กิโลเมตร, ปั่นจักรยาน 180 กิโลเมตร และปิดท้ายด้วยการวิ่งมาราธอน 42 กิโลเมตร ทั้งหมดนี้ต้องทำกันอย่างต่อเนื่อง และแน่นอนว่า กับคนที่แข่งครั้งแรกอย่างผม คงตั้งเป้าเอาแค่จบให้ได้ ไม่ต้องหวังถึงเวลาที่จะได้หรอก ได้เท่าไหร่ก็เอาเท่านั้นก็พอ

             ณ เช้าวันแข่งขัน ที่ประเทศ ออสเตรเลีย เมืองแคนส์ ผมยืนอยู่บนชายหาดปาล์มโคฟ นักไตรกีฬาหลายท่าน ต่างก็ตื่นเต้นกับสนามแข่งขันที่อยู่เบื้องหน้า บ้างก็เป็นนักไตรหน้าใหม่ บ้างก็หน้าเก่าแต่เก๋าประสบการณ์ บ้างก็หวังจะมาชิงชัยเอารางวัลที่สนามแห่งนี้ ส่วนผมจัดอยู่ในหมวดนักไตรหน้าใหม่ ที่ต้องการจะพิสูจน์ตัวเองเพื่อเอาชนะการแข่งไตรกีฬาในระยะไกลนี้ให้ได้ แต่สิ่งที่อยู่ข้างหน้าผม ไม่ได้ทำให้ผมตื่นเต้นตามกับเขาเลย มันทำให้ผมกังวลเสียมากกว่าเด็กดอยอย่างผม ไม่คุ้นชินกับน้ำทะเลอยู่แล้ว แล้วนี่มันอะไรกัน... น้ำทะเลยังไม่พอ มหาเทพโพไซดอนยังส่งคลื่นสูงเป็นเมตรมาให้ผมอีก นักไตรหลา ๆ ท่านอยากจะลองไปว่ายน้ำก่อนจะแข่งจริง เป็นอันโดนคลื่นซัดล้มทั้งยืนเป็นแถว ตัวผมเองก็ไปลองดูเช่นกัน แน่นอนว่าโดนซัดล้มตามระเบียบ ความมั่นใจที่มีน้อยอยู่แล้วยิ่งน้อยลงไปอีก ยิ่งตอนที่กำลังจะปล่อยตัวลงไปนั้น พี่ที่ไปด้วยกันบอกให้รีบๆ ออกไปก่อน เพราะเราช้า กลัวจะโดนตัดตัว พี่เขาเลยดันให้เราออกไปก่อนทันที แล้ววิบากกรรมในน้ำของผมก็เริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนนั้น

THE RACE OF IRONMAN

THE RACE OF IRONMAN

ว่ายน้ำ 3.8 กิโลเมตร พร้อมคลื่นสูงเป็นเมตร
          ช่วงแรกจะเป็นการว่ายน้ำฝ่าคลื่นไปประมาณ 100 เมตร ก่อนที่จะว่ายตัดขวายาวๆ ไปอีก 1.7 กิโลเมตร เป็นการว่ายขนานกับกระแสคลื่น ก่อนจะวกกลับประมาณ 100 เมตร และว่ายกลับมาอีก 1.7 กิโลเมตร แล้วตัดเข้าเส้นชัยอีก 200 เมตร ระยะรวมประมาณ 3.8 กิโลเมตร ผมว่ายฝ่าคลื่นไปกับนักไตรหลายๆ ท่าน ภาพที่เห็นจะเป็นคนตัวดำๆ หัวเป็นสีๆ ตามหมวกว่ายน้ำที่แต่ละคนได้ไป ซึ่งแต่ละคนต่างก็งัดวิทยายุทธที่ได้ฝึกมา แกว่งแขนกวักน้ำทะเลดันตัวเองไปข้างหน้าอย่างสุดความสามารถ หนึ่งในนั้นก็เป็นผมเนี่ยแหละ พยายามว่ายแหวกคลื่นไปด้วยแรงทั้งหมดเท่าที่มี แต่ด้วยประสบการณ์การว่ายน้ำทะเลที่ด้อยกว่าใครเขา ทำให้มีหลายครั้งที่ว่ายไปแล้ว หัวมุดมาโดนคลื่นกระแทกไปทุกที กินน้ำทะเลเข้าไปก็หลายอึกอยู่ จนกระทั่งว่ายไปได้ประมาณ 300 เมตร ผมเริ่มมีอาการตื่นตระหนก หรือที่เรียกกันว่า Panic ทำให้ผมต้องหยุดพักการว่ายฟรีสไตล์ แล้วหันมาประคองตัว ลอยตัวอยู่บนน้ำเพื่อหายใจปรับหัวใจตัวเองให้คงที่อยู่สักพักใหญ่ๆ ก่อนที่จะเริ่มว่ายกบไปแทน เพื่อลดอัตราการเต้นของหัวใจที่เต้นแรงขึ้นมาก 

THE RACE OF IRONMAN

           จริงๆ เรื่อง Panic นี่สำคัญมากนะครับ ถ้าใครเคยว่ายน้ำในแม่น้ำหรือทะเลใหม่ๆ คงจะรู้ดี มันจะเป็นอาการที่เราตื่นเต้นมากเกินไประหว่างว่ายน้ำ ทำให้เกิดความตื่นตระหนกจนทำให้ทุกๆ อย่างรวนไปหมด กลายเป็นคนว่ายน้ำไม่เป็นเลยทันที และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้จมน้ำได้ครับ เวลาเราเกิดอาการ Panic ขึ้น สิ่งแรกที่ควรทำคือตั้งสติครับ นึกถึงคำแนะนำต่อไปนี้ไว้ คือ คุณต้องพยายามลอยน้ำให้ได้ก่อนครับ ไม่ต้องว่ายน้ำแล้ว แต่พยายามลอยให้ได้ หรือว่ายท่าที่คิดว่าสบายที่สุด หลังจากนั้นคือสูดหายใจครับ สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วผ่อนออกยาวๆ ทำอย่างนี้ซ้ำไปซ้ำมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเราหายใจเป็นปกติ หลังจากนั้นก็ประเมินตนเองว่าจะไปต่อหรือจะขอความช่วยเหลือครับ

           ตัดภาพกลับมาในทะเลภาคแปซิฟิคต่อ หลังจากผมเริ่มตั้งสติได้ ผมก็เริ่มว่ายต่อไป แต่ในตอนนั้น ผู้คนเริ่มหายหัวกันไปหมดแล้ว เหลือแต่คนว่ายช้าๆ อยู่เคียงข้างผม ซึ่งแน่นอนว่าผมหลง!! เพราะกระแสมวลชนส่วนใหญ่ไหลไปไปอีกทาง หลงได้ยังไง? คำตอบคือคลื่นครับ คลื่นสูงมากๆ บวกกับเส้นทางการแข่งขันเป็นแนวขนานชายหาด ทำให้คลื่นจะซัดเราเข้าหาดเสมอ หากมองไม่ดีก็จะหลุดทุ่นแบบผมเลยครับ ก็ต้องทำใจวนกลับมาหาแนวทุ่นพร้อมกับความเหนื่อยและล้ามากกว่าเดิม ผมถึงจุดกลับตัวด้วยเวลา 1 ชั่วโมง 8 นาที ซึ่งเรียกว่าช้าเอามากๆ ทำให้ขากลับต้องเร่งสปีดเต็มที่ เหลือแรงเท่าไหร่ใส่ให้หมด เพราะตอนนั้นคิดว่า ไหนๆ ถ้าจะมาแล้วไม่จบแบบนี้ ขอเหนื่อยให้เต็มที่ก่อนละกัน! สุดท้ายมันก็ได้ผลครับ ผมว่ายน้ำจบด้วยเวลา 2 ชั่วโมง 3 นาที เรียกว่าเฉียดฉิว จนสตาฟฟ์ในน้ำทุกคนขึ้นบกมาต้อนรับอยู่ที่เส้นชัยของพาร์ทว่ายน้ำเลยทีเดียว

จุด Transition 1
          จุดนี้ผมเคยเขียนลงใน HIP เล่มก่อนๆ แล้วว่าเป็นอย่างไร แต่สำหรับการแข่ง Ironman นั้นผมไม่เคยเขียนที่ไหนมาก่อนแน่นอน สรุปย่อๆ มันเป็นจุดเปลี่ยนระหว่างว่ายน้ำและปั่นจักรยาน ซึ่งถ้าแข่งปกติก็ไม่มีอะไรมาก วิ่งมาใส่ถุงเท้า รองเท้าปั่น หมวกปั่น แล้วก็ออกไปเลย แต่ไออ้อนแมนนั้นมันไม่เหมือนกัน ผมต้องมานั่งถอด Wet Suit (ชุดรักษาอุณหภูมิหากต้องว่ายในน้ำเย็น) เอง ซึ่งตอนนั้นแรงก็ไม่มี ดีที่มีเจ้าหน้าที่อาสาสมัครมาช่วยถอดชุดให้ รวมถึงไปช่วยเก็บอุปกรณ์ที่ผมใช้แล้วอีกต่างหาก ส่วนชุดปั่น ส่วนใหญ่ผมเตรียมอาหารและเจลไป (แทบจะเป็นบุฟเฟ่ต์) รวมไปถึงอุปกรณ์เปลี่ยนยาง หากเกิดกรณีฉุกเฉินเช่นปั่นแล้วยางแตก เราก็ต้องบริการตัวเองครับ หากไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ ก็ต้องทำใจ DNF กลับบ้านมือเปล่าไปครับ สรุปว่าตรงนี้ผมหมดเวลาไป 11 นาทีครับ ก่อนที่จะวิ่งออกไปพร้อมควบจักรยานคู่ใจ ไปลุยต่อกับการปั่น 180 กิโลเมตร

THE RACE OF IRONMAN

ปั่นทางไกล 180 กิโลเมตร ณ เมืองแคนส์
          เรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกของผมเลยก็ได้ ที่ได้แข่งจักรยานในต่างประเทศ ที่สำคัญไม่ใช่แค่ระยะทางใกล้ๆ ด้วยนะครับ แข่งต่างประเทศครั้งแรกก็ล่อไปซะ 180 กิโลเมตรเลยทีเดียว อันที่จริง การแข่งขันทางไกลขนาดนี้ เราควรจะมีการเตรียมพร้อมที่ดีในระดับหนึ่ง แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้เกิดขึ้นกับผม ปัญหาแรกที่เกิดเมื่อผมคร่อมจักรยานปั่นเลยก็คือ ตัวคลิปล็อกที่ติดรองเท้าจักรยานผมนั้นไม่ติดกับบันไดจักรยาน ตอนนั้นเอง ที่ผมได้รู้ว่าหายนะมาเยือนแล้ว...

           ช่วงแรกของการปั่นจะเป็นการปั่นทางราบ ออกจากปาล์มโคฟ จุดที่เราลงไปว่ายน้ำกัน ไปยังทิศเหนือของเมืองแคนส์ เรียกว่าพอร์ทดักลาส สภาพถนนนั้นต่างกับที่ผมคิดไว้โดยสิ้นเชิง นี่ก็เป็นอีกอย่างที่เหนือความคาดหมาย เนื่องจากที่เมืองนี้เขาทำถนนโดยใช้ยางมะตอยเป็นหลัก แต่ส่วนผสมที่เขาทำไว้นี้แหละเป็นตัวปัญหา เพราะเขาใช้หินเม็ดหยาบมาผสม ทำให้เวลาปั่นจะเหมือนกับการปั่นบนถนนขรุขระตลอดเวลา เป็นอย่างนี้ไปตลอด 180 กิโลเมตรที่ได้ปั่นครับ สะเทือนถึงเครื่องในเลยทีเดียว 

            หลังจากบดทางราบมาได้ที่แล้ว ต่อไปเราจะเจอเนินที่เรียกว่า Rex Lookout เป็นเนินที่เป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดของสนามปั่นที่นี่ ด้วยเหตุที่ว่าสนามนี้เป็นสนามปั่นเลียบชายฝั่งเกือบตลอดทั้งรูท เลยทำให้สนามนี้ถูกจัดว่าเป็นหนึ่งในสนามที่มีวิวปั่นสวยที่สุดในสนามไออ้อนแมนครับ แต่เชื่อมั้ย เอาเข้าจริงๆ ก็รู้แค่ว่ามันสวยนะ แต่ใจผมอยากปั่นให้มันจบๆ ไปมากกว่า เพราะว่าเจ้าบันไดคลิปล็อกที่มันไม่ติดเท้านั้นทำให้ผมหงุดหงิดเอามากๆ ยิ่งปั่นๆ ไป เจอพวกคนเก่งๆ เขาวนมารอบสองกันแล้ว (เราจะได้ปั่นวน Rex Lookout ทั้งหมดสองรอบ ถ้านับไป - กลับก็สี่รอบ) เรายิ่งรู้สึกโดนทอดทิ้ง 555 เพราะตอนนั้นตัวผมเองน่าจะอยู่เป็นคนท้ายๆ ของรายการแล้ว เพราะว่าว่ายน้ำช้าเหลือเกิน ทำให้ต้องมาชดใช้กรรมที่พาร์ทปั่นจักรยานนี่เอง ตอนปั่นช่วงแรกยังรู้สึกสนุกเพราะยังเจอคนอยู่ แต่พอวนไปรอบสองเท่านั้นแหละ เหมือนเราปั่นอยู่คนเดียวเลย เหงามากกกก 

          แต่คนที่นี่ก็น่ารักนะครับ เวลาเราผ่านชุมชนใหญ่ๆ ก็จะมีคนคอยเชียร์อยู่เป็นระยะๆ ยิ่งผ่านจุดที่มี Check Point ด้วยละก็ จะมีคนคอยประกาศชื่อเราอยู่ ปั่นผ่านไปก็ได้ยินเสียง “Go On Sillawat, Run Leg Is Waiting For You!” พอพูดจบ ชาวบ้านแถวๆ นั้นก็จะพร้อมใจกันเฮและตะโกนเป็นชื่อเรา ใครฟังไม่ทันก็ดูเลขบนหัวเรา (จะมีสติ๊กเกอร์แปะบนหมวกเป็นเลขประจำตัว) แล้วก็ตะโกนหมายเลขของเราแทน กำลังใจที่หมดไปตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ก็ถูกเติมมาได้บ้าง ทำให้มีกำลังที่จะปั่นต่อไป

          ช่วง 80 กิโลเมตรสุดท้าย ผมบอกได้เลยว่าเหงามากๆ เพราะว่าแทบจะไม่มีใครเหลืออยู่แล้ว มีแต่ชาวบ้านกับตำรวจที่ดูแลเส้นทางแถวๆ นั้นคอยเชียร์เราอยู่ แถมลมก็แรงมาก ใครเคยปั่นจักรยานแล้วลมตีแรงๆ จะรู้เลยว่าปั่นไม่ออกนั้นเป็นยังไง แถมที่สำคัญ ผมปั่นติดทะเลตลอด ยังไงก็หนีลมไม่พ้นแน่ๆ เลยต้องทนปั่นแบบนั้นไปเรื่อยๆ จนใกล้ถึงตัวเมืองที่เป็นเส้นชัย ผมเหลือบดูนาฬิกา “ชิบหาย! อีก 20 นาที จะคัทออฟแล้ว!” คือเขาให้เวลาว่ายน้ำ 2:20 ชั่วโมง ถ้ารวมปั่นด้วยก็ 10 ชั่วโมงพอดีครับ แล้วเวลาที่ผมเห็นตอนนั้นคือ 9:39 ชั่วโมง เรียกว่าวิกฤตที่สุดในชีวิตแล้วก็ว่าได้ 

          ผมพยายามเร่งด้วยกำลังที่มีเหลืออยู่ พอเข้าตัวเมืองไป เริ่มเห็นนักไตรหลายๆ ท่านกำลังวิ่งอยู่ กำลังใจก็เริ่มกลับมาอีกครั้ง เพราะนั่นคือนักไตรที่กำลังฝ่าด่านสุดท้าย กับการวิ่งมาราธอน 42.195 กิโลเมตร นั่นเอง ผมคิดในใจว่า อีกไม่น่าเราก็คงถึงเส้นชัยแล้วจริงๆ  แล้วก็เป็นดังคาด ผมเริ่มเจอพรมแดง และเจ้าหน้าที่บอกให้จอดจักรยานได้ คำถามแรกของผมเลยคือ “Can I Run?” (ฉันไปวิ่งได้ไหม?) เจ้าหน้าที่ทำหน้างงๆ ก่อนตอบว่า “Of Course” (ได้สิ? ทำไมล่ะ?) ผมหยิบนาฬิกาข้อมือมาดู เลขเวลาปรากฏเลข 9:50 ชั่วโมง แสดงว่าผมเหลือเวลาอีก 10 นาทีก่อนที่จะอดวิ่ง ผมรีบฝากรถจักรยานพร้อมกับรองเท้าคลีทเน่าๆ ของผมที่ไม่ติดบันไดมาตลอด 180 กิโลเมตรให้เจ้าหน้าที่พร้อมกับบอกว่า “เก็บให้หน่อย” เขาก็เข้าใจว่าเรารีบมาก เลยบอกเราแค่ว่า “Good Luck Mate” (โชคดีสหาย)

THE RACE OF IRONMAN

พาร์ทที่เราถนัดที่สุด วิ่งมาราธอน 42.195 กิโลเมตร

              พอลงจากจักรยาน ผมก็รีบไปเปลี่ยนรองเท้า ถุงเท้า และเอาอุปกรณ์สูบลมออกทั้งหมด เรียกว่าอะไรที่เกี่ยวข้องกับจักรยานเอาออกไปหมดเลย แล้วก็ใส่พวกเจลให้พลังงาน อาหารเล็กน้อย พร้อมกับติดเบอร์วิ่ง แล้วใส่หมวกที่มีคำว่า Thailand ก่อนจะวิ่งออกไปจากเต๊นท์พักตัวนักกีฬาหรือ Transition 2 สนามนี้จะให้วิ่งเป็น Loop จำนวนทั้งหมด 3 ลูป ซึ่งแต่ละลูปจะมีระยะทางทั้งหมดรอบละ 14 กิโลเมตร วิ่งวนไปวนมาอยู่แถวๆ เมืองแคนส์นั้นแหละครับ แต่ละรอบก็จะแจก Wristband เป็นสัญลักษณ์ในการจบแต่ละรอบให้ และในแต่ละรอบ เราก็จะวิ่งผ่านจุดตัดเส้นชัยไปด้วย ทำให้เราคึกมากเมื่อเห็นคนเข้าเส้นชัย ขณะที่เรายังต้องวิ่งต่อไปเรื่อย ๆ รอบแรกของผมวิ่งออกไปตามทางที่จัดไว้ให้ สนามนี้ผมว่าเขาจัดทางวิ่งตลกดี มีวิ่งฝ่าร้านอาหารด้วย แต่ทางร้านเองกลับไม่ได้รังเกียจอะไรเลย แถมยินดีด้วยซ้ำที่มีนักวิ่งวิ่งผ่านมาเรื่อยๆ ลูกค้า เจ้าของร้าน พนักงาน ต่างพร้อมใจกันเชียร์นักวิ่งทุกคน ที่กำลังฝ่าฝันตัวเองให้มาเป็นไออ้อนแมนในวันนี้ ผมนึกถึงงานวิ่งในบ้านเรา ทั้งที่วิ่งบนถนนตามเวลาที่กำหนด มีการประกาศอย่างชัดเจนแล้ว ก็ยังโดนว่าอยู่ดี ผมเองก็สงสัยว่าทำไมเมืองนอกถึงทำแบบนี้ได้ แต่ทำไมบ้านเราทำไม่ได้ ทำไมเมืองนอกนั้น ประชาชนให้การสนับสนุนกิจกรรมเหล่านี้ แต่บ้านเราไม่ได้เป็นแบบนี้เลย ระหว่างวิ่ง ผมก็คิดไปเพลินๆ แบบนี้แหละ รู้ตัวอีกทีก็ไปหลายกิโลแล้ว

            ช่วงแรกๆ ที่ผมวิ่งจะเจอคนเยอะมากครับ วิ่งไปต่างก็หอบๆ สีหน้าอมทุกข์กันไปทุกคน เวลาเจอคนไทยก็เชียร์กัน ให้กำลังใจกันว่า “สู้ๆ นะ” “อีกนิดเดียวๆ” คำเหล่านี้มักได้ยินประจำ และยิ่งมีพลังเมื่อได้ยินบนผืนแผ่นดินที่มิใช่ดินแดนสยาม รอบแรก 14 กิโลเมตร ผมยังทำความเร็วได้ตามใจนึกอยู่ คือวิ่งเพซ 6 - 7 ไม่เร็วไปกว่านี้ แต่วิกฤตเริ่มมาตอนรอบที่สอง ผมเกิดปวดฉี่ขึ้นมาทุกๆ 2 กิโลเมตร นั่นทำให้ผมเสียเวลาในการเข้าห้องน้ำ รวมๆ แล้วทั้งเรซมากกว่า 20 นาที (หลังการแข่ง พี่ๆ ที่ได้ยินเรื่องนี้บอกว่ายังดีนะที่ฉี่ออก บางคนฉี่ไม่ออก นีอันตรายกว่านี้เยอะ เพราะตับไม่ทำงานแล้ว อันนี้อันตรายกว่า) รอบที่สองความเร็วที่ผมวิ่งได้ลดลงไปเยอะ เหลือเพซ 7 กว่าๆ แถมรอบนี้คนก็เริ่มน้อยลงเพราะเข้าเส้นชัยกันไปเยอะแล้ว ผมใช้เทคนิคเดียวกับตอนไปแข่.มาราธอนที่อื่นๆ คือซอยขาให้เยอะขึ้น ก้าวขาให้สั้นลง พยายามให้ได้ความเร็วเท่าๆ เดิม แต่ความเป็นจริงมันโหดร้ายกว่าการแข่งมาราธอนปกติ เพราะผมว่ายน้ำมา 3.8 กิโลเมตร ปั่นมา 180 กิโลเมตรแล้ว และเวลาตอนนี้ผ่านมา 13 ชั่วโมงกว่าแล้ว ผมก็ได้แต่รักษาสภาพ ค่อยๆ วิ่งไป แล้วคำนวณในใจว่าเวลาเท่านี้ ผมน่าจะจบทันอยู่แล้วล่ะ ถ้าไม่มีอุบัติเหตุอะไรเกิดขึ้น เช่นขาแพลง เจ็บ ขาหัก หรือเข่าหลุด เป็นต้น

           ระหว่างที่ผมค่อยๆ ประคองร่างไป ผมรู้ว่าผมไม่ได้เป็นแบบนี้คนเดียว หลายๆ คนก็ไม่ไหวเหมือนกัน เริ่มเดินบ้าง เริ่มผ่อนแรงบ้าง เพื่อประคองร่างตัวเองไปจนจบเช่นกัน แถมฟ้าฝนยังส่งอุปสรรคสุดท้ายเพื่อมาทดสอบผม ด้วยการโปรยฝนลงมาในอุณหภูมิ 10 กว่าองศา ท่ามกลางฟ้าที่มืดมิด ผมเริ่มโอดครวญ “ถ้าจะแกล้งกันขนาดนี้ มีอะไรอีกมั้ย เอามาให้หมดเลย(ล้อเล่น)” 

          เม็ดฝนเริ่มลงถี่ขึ้น แต่เป็นโชคดีที่ผมวิ่งผ่านจุดที่เรียกว่า Special Need มันเป็นจุดที่เราจะสามารถฝากของที่เราต้องการใช้ระหว่างการวิ่งได้ ซึ่งผมก็ฝากเสื้อกันฝนพร้อมเกลือแร่ยี่ห้อที่ชอบไว้พอดี สบโอกาสก็หยิบมาใส่เลย พอขึ้นรอบสุดท้าย ผมจะได้ Wristband ครบ 3 ชิ้น สีขาว สีเขียว และสีแดง และทำการวิ่งรอบสุดท้าย นี่มันวังเวงสุดๆ!! ท่าเรือทั้งท่าเกือบจะเป็นของผมคนเดียว แต่ก็ไม่เหงาซะทีเดียว เพราะจะมีเจ้าหน้าที่คอยให้กำลังใจอยู่ตามแยกต่างๆ ที่น่ารักสุดๆ คือ ระหว่างจุดกลับตัวที่ท่าเรือนั้น มีเจ้าหน้าที่วัยรุ่นสองคนขับรถมาจอดพร้อมกับจุดไฟเย็น โบกให้เราดูพร้อมกับพูดเป็นกำลังใจให้ ผมว่าตอนนั้น อากาศแม้จะหนาวแค่ไหน แต่ถ้าทีมงานมีใจให้กับการแข่งขันแบบนี้ เหลือแรงเท่าไหร่ก็จะสู้ตายครับ 😊 

THE RACE OF IRONMAN

         โค้งสุดท้าย ระหว่างวิ่งผ่านจุดให้น้ำจุดหนึ่ง เพื่อนยากที่ไม่ได้เจอกันมานานก็โผล่มาทักทายครับ “ตะคริว...” มันมาแบบไม่ทันตั้งตัว ผมเองก็ต้องเดินทันทีเพราะรู้สึกปวดร้าวมาก แต่เหมือนฟ้าส่งมาโปรด เจ้าหน้าที่ถามว่ายูเป็นตะคริวใช่ไหม ลองนี่สิ แล้วแกก็ยกแก้วที่มีของเหลวใสๆ ให้ บอกว่ากินไปเลย แล้วกินน้ำตามเยอะๆ นะ มันน่าจะดีขึ้น จังหวะนั้นผมไม่มีทางเลือก ถ้าอยากจะวิ่งต่ออีก 10 กิโลเมตร สุดท้ายให้จบก็ต้องทำทุกวิถีทาง ผมก็เลยกระดกไปหมดแก้ว (จริงๆ ก็ลืมคิดนะ ว่าถ้ากินแล้ววิ่งต่อไม่ได้จะทำไง) “โคตรเค็มมมมม” ยิ่งกว่าบ๊วยดอง ยิ่งกว่าทานเกลือทั้งมหาสมุทรอีกครับท่านผู้อ่าน เจ้าหน้าที่รีบบอกเลยว่ายูกินน้ำตามเยอะๆ นะ แล้วมันจะดีขึ้น ผมก็กินน้ำตาม พร้อมกับทำหน้าแหยงๆ เจ้าของเหลวเมื่อครู่อยู่ แต่สักพักเหมือนร่างกายมันชาไปทั้งร่าง แล้วตะคริวก็ค่อยๆ สลายไป “เห้ย อะเมซซิ่งว่ะเฮีย” ผมบอกกับฝรั่งเจ้าหน้าที่คนเมื่อกี๊ แน่นอนว่าเขาน่าจะเข้าใจแค่คำว่าอะเมซซิ่ง แล้วเขาก็ยกนิ้วโป้งให้ รอบสุดท้ายผมเริ่มวิ่งดีขึ้นเพราะหายตะคริวแล้ว แล้วเริ่มจินตนาการถึงเส้นชัยที่ผมถวิลหามานาน ผมวิ่งผ่านเจ้าหน้าที่แต่ละคน เริ่มอารมณ์ดีกว่ารอบที่ผ่านๆ มา เลยโบกมือแล้วพูดว่า “Good Bye, Good Night” ให้ทุกคน สังเกตได้ว่kเจ้าหน้าที่แต่ละคนก็ยิ้มให้ แล้วต่างก็โบกมือให้ด้วยความยินดี บางคนก็พูดกลับมาด้วยว่า “Good Bye, See You Next Year!”

            ผมอยากจะบอกกลับไปจังเลยว่า “No Thank you” 

           ท้ายที่สุด ผมวิ่งผ่านบาร์สุดท้ายก่อนถึงเส้นชัยที่ Cairns Esplanade ชาวบ้านเริ่มดริงค์กันได้ที่แล้ว บางคนก็วิ่งตามผมมา แล้วก็ตะโกนแบบคนเมาว่า “นายนี่มันสุดยอดดดดด” ก่อนจะปล่อยผมวิ่งต่อไป แล้วตัวเองก็ลงไปกองกับแก้วเหล้าของตัวเอง รอบสุดท้ายของผมได้จบลง เจ้าหน้าที่กวักผมให้เข้าเส้นทางของผู้พิชิต เท้าผมเหยียบพรมสีแดงดำที่มีสัญลักษณ์ M Dot ยาวประมาณ 50 เมตร กล้องถ่ายทอดสดทุกตัว ไฟสปอตไลท์ทุกตัว และตากล้องช่างภาพทุกคน สาดมาที่ผม ท่ามกลางสายฝนที่ปรอยลงมา ชาวบ้านที่มารอคอยว่าที่ไออ้อนแมนทุกคนที่เข้ามาเหยียบพรมนี้ ต่างโบกมือแตะให้กำลังใจ ซึ่งแน่นอนว่าผมรับไว้ด้วยความยินดี 

THE RACE OF IRONMAN

THE RACE OF IRONMAN

            โมเมนต์แบบนี้ มันเป็นโมเมนต์ที่ผมเฝ้าหามาทั้งชีวิต มันคือเส้นชัยของคนตัวเล็กๆ ที่ไม่เคยมีอะไรที่ตัวเองภาคภูมิใจเลย และในวันนี้ เขาฝ่าบทพิสูจน์ของตัวเองได้หมดแล้ว ว่ายน้ำที่เขาไม่ชอบเลย ปั่นจักรยานไกลๆ คนเดียวโดยที่อุปกรณ์ทั้งหมดไม่ได้อยู่ใสภาพสมบูรณ์ และวิ่งมาราธอน ต่อจากการว่ายน้ำและปั่นจักรยานอันแสนยาวนั้น ทั้งหมดนี้ ถูกหยุดเวลาการเดินทางไว้ที่ 15:45 ชั่วโมง ที่เส้นชัย พร้อมกับคำว่า “Congratulations Sillawat, You Are An Ironmannnnnnnnn!!!!!!!” คำๆ นี้แหละ ที่ทุกคนที่มาแข่งอยากจะได้ยิน คำว่าไออ้อนแมน ไม่ใช่ยศประดับนำหน้าชื่อแต่อย่างใด แต่มันคือความภาคภูมิใจ กับสิ่งที่เราพยายามมาทั้งหมด ตั้งแต่ฝึกซ้อม จนกระทั่งเอาชนะตัวเองในการแข่งขันระยะยาวแบบนี้ ที่ต้องใช้แรงและใช้เวลาเกือบทั้งวัน แม้จะไม่ได้ชนะจนได้ถ้วย หรือทำเวลาได้รวดเร็วอย่างใครๆ แต่การเข้าเส้นชัยของการแข่งขันไตรกีฬาระยะเต็ม มันคือเป้าหมายสูงสุดของผมแล้ว 

         เมื่อกลับมามองผลงานตัวเอง กับเส้นทางที่ผ่านมาทั้งหมด 140 กว่าไมล์ มันเหมือนกับการยกภูเขาทั้งใบออกจากอก มันเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ ความเหนื่อย ความลำบาก การฝึกซ้อมอย่างยาวนาน แต่เมื่อผมผ่านเส้นชัยตรงนี้ไปแล้ว ความรู้สึกต่างๆ ที่ผ่านมา มันแปรเปลี่ยนออกไปเป็นพลังงานแห่งความสุขทันที เวลาที่เราทำอะไรทุกๆ อย่างเต็มที่ แล้วเข้าเป้าหมายตามที่เราต้องการ เราจะมีความสุขมาก ผมเชื่อว่าไม่ใช่แค่ผมหรอกครับ ทุกๆ คนก็เป็นเช่นเดียวกัน 
มองหาเส้นชัยของคุณให้เจอ ขีดเส้นให้มัน แล้วพยายามไปให้ถึงจุดนั้น เวลามองกลับมา คุณเองก็จะรู้ครับ ว่าความสุขสุดๆ มันอยู่ตรงไหน

        ขอบคุณที่อ่านเรื่องราวของผมมาถึงตรงนี้นะครับ 

** ถ้าหากใครมีปัญหา สงสัยเกี่ยวกับการแข่งขันไตรกีฬา ระยะ Ironman สามารถสอบถามมาได้ที่อีเมล์ Sillawat512@gmail.com หรือ Facebook: Sillawat Sathorn ได้เลยนะครับ ยินดีให้คำแนะนำครับผม 😊 **