Skip to main content

CLUB RACE THAILAND 2019 : ปั่นลุยฝนกับ Club Race ครั้งแรก (และสนามแรก)

213

“หมอ สนใจจะไปปั่น Club Race กับทีมปีนี้มั้ย “

หลังจากปั่นกลุ่มในวันเสาร์กับทีม 55 Tsukemen พวกพี่ๆ ในทีมก็ชวนผมไปงานแข่ง Club Race 2019

ทีแรกผมไม่ค่อยสนใจมากนัก (ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีทีมที่ชวนผมไปร่วม

แต่ผมก็ปฏิเสธไป เพราะขี้เกียจเดินทาง + ซ้อม + เตรียมตัว)

แต่ช่วงหลังๆ เสียงเชียร์ของเพื่อนๆ เริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ

“เรามาสร้างตำนานไปด้วยกัน เป็นทีมแรกของภาคเหนือที่จะเข้ารอบไปด้วยกัน”

“เดี๋ยวพี่ช่วยขนรถจักรยานไปให้ หมอนั่งเครื่องไปเลย”

“เดี๋ยวทีมออกค่าสมัครให้ ทีมเราต้องการหมอมาช่วย”

เออ... ไปก็ไปครับ

 

Club Race

 

Club Race มันคืออะไร

 

ถ้าจะให้เข้าใจง่ายๆ Club Race ก็คือ งานแข่งจักรยานถนนของมือสมัครเล่นรายการที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย รวบรวมนักปั่นขาแรงจากทีมต่างๆ ทั่วประเทศมาประชันกันในรูปแบบต่างๆ ทั้งแข่งสนามปกติ, Time Trial และ Criterium การแข่งจะมีทั้งสิ้น 4 สนาม และแต่ละสนามจะจัดห่างกันประมาณ 3 เดือน

 

โดยแต่ละทีม สามารถส่งชื่อได้ 9 คน แต่จะลงสูงสุดในแต่ละสนามได้ไม่เกิน 7 คน (สำรอง 2 คน) ซึ่งแต่ละปีก็ทวีความดุเดือดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

 

ปีนี้ สนามแรกคือ Team Time Trial หรือการปั่นจับเวลาแบบกลุ่มโดยสนามนี้เราจะปั่นกันที่ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ เรียกว่าเป็นถนนเส้นติดทะเลเลย รับประกันว่าลมทะเลซัดกันสนุกแน่ๆ ซึ่งสนามแรกมีความหมายมากๆ เพราะทางผู้จัดจะคัดทีมที่ลงสมัครกว่า 40 ทีม เหลือเพียง 20 ทีม เพื่อเข้าไปปั่นในสนามถัดไป พูดง่ายๆ คือ ถ้าเราไม่ติด 20 ทีมแรกก็จะไม่มีโอกาสปั่นในสนามถัดๆ ไปอีก แล้วที่สำคัญคือ 20 ทีมที่ได้รับคัดเลือกเขามีโควตา 10 ทีม จากปีก่อนที่ทำอันดับได้ดี เข้ารอบไปอัตโนมัติเลย แปลว่าอีกกว่า 30 ทีมที่เหลือ รับแค่ 10 ที่นั่งเท่านั้น!!

 

“ไม่เป็นไร ไม่ซีเรียสนะ อยากให้ปั่นให้สนุกไว้ เก็บเกี่ยวประสบการณ์แต่ทีมเราต้องเข้ารอบนะ!!!” นี่คือคำฝากฝังของพี่ๆ ตั้งแต่ผมตบปากรับคำเข้าทีม

 

Club Race

 

We are the Team :: Singha AV55

 

หลังจากตกร่องปล่องชิ้น เราก็มาฟอร์มทีมกันครับ ทีมของเรา เกิดมาจากสปอนเซอร์หลัก คือ ร้าน Velocity, ร้าน Anek Bike, เครื่องดื่มสิงห์ และ 55 Tsukemen จึงกลายเป็นชื่อทีม Singha AV55 ซึ่งผู้จัดการทีมของเราคือพี่ตั้ม แห่งร้านเวโลซิตี้ อดีตทีมชาติไทย ทีแรกพี่แกก็จะลง แต่ติดที่เป็นอดีตทีมชาตินั่นแหละ เลยต้องผันตัวมาเป็นผู้จัดการทีมแทน ส่วนสมาชิกทีม หลักๆ เราก็ดึงมาจากทีม 55 Tsukemen และเพื่อนๆ นักปั่นเชียงใหม่ จนสุดท้ายเราได้ทีมคือ พี่ต้อมโม (หัวหน้าทีม), ตั้ม, พี่หนุ่มศาลา, โอ, ไก่, บอย, หนึ่ง, น้องปาล์ม และผมเอง ซึ่งดูไปดูมาผมว่าน่าสนุกดี มีหลากหลายอาชีพมารวมกันตั้งแต่คนส่งผัก, เจ้าของร้านอาหาร, คนทำเบเกอรี่, คนขับรถ, และหมอ แต่ทุกคนมีสิ่งที่รักเดียวกัน คือ จักรยาน เพื่อเป้าหมายเดียวกัน คือ เราจะต้องพาทีมเข้ารอบ และปั่นสนามถัดไปให้ได้!

 

Club Race

 

นับหนึ่งกับ Team Time Trial

 

ความยากที่สุดของสเตจแรกคือรูปแบบการแข่งที่เป็น Team Time Trial แบบทีมครับ เพราะเป็นการปั่นที่เราไม่เคยปั่นกันมาก่อนเลย แค่การปั่น Time Trial เดี่ยวในเชียงใหม่ยังหายาก เรื่องปั่นกลุ่มไม่ต้องพูดถึงครับ และอีกเหตุผลคือ ทุกคนในทีมไม่มีรถ Time Trial (ยกเว้นผมมีแค่คนเดียว!!!) ซึ่งถ้าถามผมว่า รถ Time Trial ต่างกับเสือหมอบธรรมดาเยอะไหม พูดได้เลยว่าไม่เหมือนกันแม้แต่น้อยเลยครับ ตั้งแต่องศารถ การลงน้ำหนักปั่น การทรงตัว การจัดระเบียบร่างกาย ฯลฯ

 

Club Race

 

แต่ในทุกอุปสรรคย่อมมีโอกาสเสมอ

 

พวกเราและทีม (รวมถึงเพื่อนๆ นักปั่น) พยายามดัดแปลงการปั่นปกติที่เราซ้อมกันอยู่แล้ว ให้มีการซ้อมปั่นกลุ่มร่วมด้วย ทั้งการปั่นคันคลองไฮสปีดตอนเย็น และท่าลี่เอ็นดูรานส์ในวันเสาร์ แถมทางทีมงาน 55 Tsukemen Cycling ยังจัดงานปั่นแข่ง Team Time Trial (น่าจะเป็นการจัดครั้งแรกของเชียงใหม่เลย) ซึ่งมีทีมไทยและเทศ รวมกว่า 14 ทีมเข้าร่วม และผลการตอบรับดีมากๆ สนุกมากๆ แม้ว่าทีม AV55 จะเข้ามาเป็นที่สาม แต่งานนี้ก็ทำให้เราได้มีโอกาสซ้อมทีม และมองเห็นจุดอ่อนก่อนถึงงานจริง

 

ส่วนเรื่องรถ พี่ตั้มเวโล ผู้จัดการทีมของเราก็พยายามใช้ความรู้และอุปกรณ์ที่พอมี ดัดแปลงรถสมาชิกในทีม ให้กลายเสือหมอบที่ติดแอโร่บาร์ ซึ่งแอโร่บาร์ อาจเห็นเป็นแค่แท่งเหล็กยื่นออกมาให้จับ แต่จริงๆ มันเหมือนเป็นอุปกรณ์ขายวิญญาณ โดยเอาความเหนื่อยและทรมานแลกกับความเร็วคุณจะต้องก้มลงไปจับมัน คุณจะต้องบีบไหล่ให้แคบลง ปริมาตรของปอดคุณจะลดลง คุณจะต้องลดคอรถให้เตี้ยลง ทำตัวให้ต่ำเพื่อให้มุดลมได้ดีขึ้นแต่ความเร็วที่ได้ รับรองว่าคุ้มค่ากับความทรมานแน่นอน

 

และนอกจากอุปกรณ์แล้ว พี่ตั้มเวโลยังช่วย Fitting ให้เราด้วย ซึ่งการ Fitting คือการปรับรถให้เหมาะกับท่าทางเรา ให้เราปั่นได้เร็วขึ้นในท่าที่สบายขึ้น ความรู้และประสบการณ์ของพี่ตั้ม ช่วยเราในตรงนี้ได้ดีมากๆ อีกทั้งพี่ตั้มยังช่วยตรวจเช็ครถให้เป็นไปตามกฎของจักรยานสากลด้วย อย่างรถผมปรับเยอะมากทั้งระยะเบาะ ระยะแอโร่บาร์ ซึ่งพอปรับเสร็จแล้วเหมือนกับว่าปั่นเป็นอีกท่าเลย แต่พอฟิตติ้งร่วมด้วยแล้วก็ทำให้รู้สึกสบายขึ้น และไม่ต้องปรับตัวอะไรมากกับท่าใหม่เท่าไหร่

 

Club Race

 

อุปสรรคและอุบัติเหตุ

 

ก่อนการแข่งราว 3 อาทิตย์ ขณะกำลังซ้อมปั่นขึ้น - ลงเขาตามปกติ ในเส้นทางที่คุ้นเคยอย่างเส้นกฤษฎาดอย ผมเข้าโค้งพลาดในขณะลงเขาด้วยความเร็ว 65 กม./ชม. เพราะสะดุดตาแมวกลางถนน ผมกระเด็นออกจากตัวรถไปคนละทิศละทาง ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากๆ ผมไถลไปตามพื้นถนนจนอยู่อีกฝั่งถนน มีคนมามุงดูเยอะ หมวกกันน็อกคช่วยผมไว้ได้ดีมากๆ แต่ตอนนี้คือนอนกองข้างทาง มีแผลถลอกตามตัว แต่ที่แย่คือจุกอกมากๆ โคตรเจ็บขยับตัวก็เจ็บ ลุกไม่ขึ้นเลย (แต่ก็ยังฝืนปั่นกลับได้!!!)

 

แผลถลอกแม้ว่าจะแสบมากๆ ในช่วงแรกๆ แต่แค่สี่ห้าวันก็เริ่มตกสะเก็ดและไม่ปวดแล้ว แต่ที่แย่ที่สุดคือหน้าอก ไม่ดีขึ้นเลย แค่หายใจลึกๆ ไอหรือจามเบาๆ ก็ปวดมาก ต้องเอ็กเรย์สองครั้ง ถึงรู้ว่าซี่โครงร้าว แต่จุดนี้เราถอยไม่ได้แล้ว แม้แต่จะพักก็ยังไม่มีเวลา ก็เรียกว่าอัดยาแก้ปวดก่อนซ้อม และคงต้องอัดช่วงแข่งด้วยแน่นอน ไม่งั้นก้มตัวหรือแม้แต่หายใจลึกๆ ไม่ไหวแน่ๆ

 

อีกอย่างคือช่วงสามวันก่อนแข่ง ผมต้องอยู่เวรติดๆ กัน และไม่สามารถเดินทางไปพร้อมเพื่อนๆ คนอื่นๆ ได้ ดังนั้นวันศุกร์หลังจากเสร็จงาน ผมต้องรีบขับรถเพื่อนั่งเครื่องบินไปลงที่สนามบินดอนเมือง แล้วจึงขับรถไปยังปราณบุรี ระยะทางทั้งสิ้นกว่าหนึ่งพันกิโลเมตร ทีแรกคำนวณคร่าวๆ คิดว่าจะถึงที่นั่นราวๆ เที่ยงคืน แต่พอเอาจริงๆ กว่าจะถึงที่แคมป์เก็บตัวก็คือตีหนึ่ง (ซึ่งต้องขอบคุณภรรยาผมที่เดินทางและอยู่ด้วยระหว่างขับรถ) แล้วพอถึงที่พัก ผมยังมีภาระที่ต้องมาประกอบรถและเช็คความสมบูรณ์ของรถ ซึ่งกว่าที่ผมจะประกอบรถและเตรียมทุกสิ่งให้เรียบร้อยในระดับหนึ่ง ก็ปาไปเกือบตีสองกว่า

 

กังวลเหมือนกัน เรื่องรถไม่พร้อม อะไหล่มีปัญหา แถมตัวเราทำงานหนักๆ ข้ามคืนมาหลายวันแล้ว กลัวพรุ่งนี้ปั่นไม่ออกเหมือนกัน

 

Club Race

 

Club Race is Calling

 

แม้ว่าตามกำหนดการณ์ เราจะปล่อยตัว 11:17 น. แต่ด้วยความเคยชิน (ผสมกับความกังวล) ผมตื่นราวๆ หกโมงเช้า ลุกขึ้นมาเตรียมตัวและอุปกรณ์ต่างๆ เช็ครถซ้ำอีกครั้ง ตรวจลมยาง, ความเนียนของการเข้าเกียร์, น้ำมันหยอดโซ่, ความลื่นของจุดหมุนต่างๆ และลองออกไปปั่นระยะสั้นๆ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดใดๆ เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วจึงมาเตรียมเครื่องแต่งกายและติดหมายเลข จากนั้นจึงรีบไปทานอาหารเช้า

 

หลังจากทานเสร็จ เรายังพอเหลือเวลามานั่งคุยแผนการอีกเล็กๆ น้อยๆ และตรวจเช็ครถซ้ำอีกครั้ง ก่อนที่จะนัดรวมพลตอน 8:45 น. เพื่อปั่นไปยังจุดปล่อยตัว ซึ่งห่างจากโรงแรมที่เราพักประมาณ 6 กม. อากาศวันนี้ค่อนข้างอบอ้าว สลับกับมีลมทะเลเป็นช่วงๆ ซึ่งเดี๋ยวเรามาลุ้นกันว่า ที่กรมอุตุนิยมวิทยาทำนายไว้ว่าจะมีฝนตกตอน 11 โมง มันจะแม่นยำสักแค่ไหน

 

เราใช้เวลาเดินทางจากที่พักมายังสถานที่จัดงานเกือบครึ่งชั่วโมง ซึ่งบรรยากาศงานยิ่งใหญ่มากๆ เรียกว่าใหญ่ที่สุดที่ผมเคยเห็น ทั้งจากการเตรียมงานของทีมผู้จัดที่ให้บรรยากาศแบบการแข่งขันระดับมืออาชีพ และบรรยากาศจากทีมอื่นๆ ที่มาเข้าร่วมการแข่งขันด้วย เรียกว่ามีรังสีแห่งความกดดันออกมาตลอดทางเดิน ทุกทีมดูคึกคักสุดๆ ผมตื่นตาตื่นใจมาก ลุ้นว่าทีมของเราจะมีเตรียมอะไรให้เรามั้ย จนกระทั่งถึงเต๊นท์ของเราครับ...

 

Club Race

 

เต๊นท์ของเราไม่มีอะไรเลย เป็นแค่เต๊นท์โล่งๆ และเก้าอี้ห้าตัว ผิดกับเต๊นท์อื่นๆ ที่เขาเอาเรนเนอร์มาปั่นวอร์มอัพ มีทีมงานมานวดและยืดกล้ามเนื้อดูแบบจริงจังมากๆ ซึ่งพวกเราก็มองหน้ากันแล้วก็ก้มหน้านั่งเล่นมือถือเพื่อคลายความกดดันกันครับ บ้างก็เดินไปหาอะไรกิน บ้างก็ไปโทรศัพท์ บ้างก็งีบหลับไป เพราะกว่าจะถึงเวลาปล่อยตัวก็อีกตั้ง 2 ชม.

 

อีกไม่นาน พี่ตั้มเวโลผู้จัดการทีมของเราก็มาพร้อมกับน้ำดื่ม, กล้วย และอาหารเล็กน้อย มานั่งคุย เล่าเรื่องทีมคู่แข่งและสภาพสนามคร่าวๆ ทุกคนยังดูสบายๆ แต่กับตัวผมนั้นไม่ใช่เลย ผมรู้สึกว่าถ้านั่งเฉยๆ มันรู้สึกกดดันมากๆ จึงขอตัวมาเดินเล่นชมบรรยากาศตามเต๊นท์อื่นๆ แอบดูรถ Time Trial สวยๆ ระดับโลกหลายร้อยคันที่หาดูที่ไหนไม่ได้ง่ายๆ อารมณ์เดินดูมอเตอร์โชว์ของจักรยานเลยทีเดียว, แล้วก็ทักทายพี่น้องนักปั่นที่รู้จักกัน ทั้งพี่น้องดราม่า (ที่ปั่นให้ RTCT Nakornsawan) เจ้นัท แม๊ก (ปั่นให้ทีมเต็งอย่างทีมรู้ใจ) พี่เกมและพี่ตะวัน (ปั่นให้ทีม Gemburi) แต่ละคนเก่งๆ ทั้งนั้นเลย ซึ่งถ้าเราเกณฑ์นักปั่นเชียงใหม่มาสู้รับรองไม่แพ้ใครแน่ๆ

 

เดินไปคุยไปก็ทำให้ความกดดันมันดีขึ้นนะ เผลอครู่เดียวกรรมการก็เรียกไปตรวจรถ ซึ่งรถในการแข่ง Time Trial จะมีข้อกำหนด/ข้อจำกัดที่ค่อนข้างเยอะมาก แม้ว่าจะเป็นรถทรงเดียวกับการแข่งไตรกีฬาก็ตาม

 

Club Race

 

ผมกลับมาเต๊นท์ ตรวจสอบรถครั้งสุดท้าย ตรวจสอบสภาพร่างกายและจิตใจ เข้าห้องน้ำ ทีมหญิงที่ปล่อยตัวกันไปตั้งแต่เก้าโมงเช้าก็เริ่มกลับมาแล้วบอกว่ามีฝนช่วงกลับตัวนะ ระวังด้วย แต่จุดนี้ฝนตกหรือไม่ เราก็ต้องลุยแล้วล่ะ แต่อาจต้องระวังอุบัติเหตุหรือล้มได้ง่ายๆ อีกสักพักพี่ตั้มกลับมาอีกครั้งพร้อมกับไอเท็มลับอย่างวิทยุสื่อสาร เพื่อที่จะได้บอกสถานการณ์และแผนที่จะปรับเปลี่ยนไปตามรูปเกมได้ทันท่วงที

 

จนถึงสิบนาทีสุดท้าย เพื่อนๆ ในทีมก็ชวนกันไปที่จุดสตาร์ทกันครับ บรรยากาศคึกคักมาก มาร์แชลและสตาฟฟ์ร่วมร้อยคนคุมที่จุดปล่อยตัว แม้ว่าจะไม่ได้ปิดถนน 100% แต่ต้องบอกว่าการเตรียมงานดีมากนะ มีการแบ่งเลนให้กับการจราจรปกติสลับกับการปล่อยตัวนักแข่งและมีมาร์แชลขี่จักรยานยนต์ตามไปคู่กับรถเซอร์วิสของทีมที่ด้านท้ายด้วย ทุกทีมปล่อยตัวตรงเวลามากๆ โดยแต่ละทีมก็ปล่อยตัวห่างกัน 2 นาที

 

พอถึง 11:15 น. หลังจากทีมที่ 16 ปล่อยตัวไป เจ้าหน้าที่ก็เรียกเราไปอยู่ที่เส้นแล้วครับ เจ้าหน้าที่เข้ามาจับท้ายเบาะเพื่อให้เราใส่คลีททั้ง 2 ข้างก่อนปล่อยตัว ผมสูดหายใจลึกๆ รวบรวมสมาธิ ทิ้งความกังวลไว้ และคิดถึงช่วงเวลาที่ซ้อมมาหลายพันกิโลเมตร เพื่อที่จะมาใช้แค่ 50 กิโลเมตรสุดท้าย

 

11:17 น. เราปล่อยตัวตรงเวลาครับ

 

Club Race

 

เพื่อ 50 กิโลเมตรสุดท้าย

 

ช่วงแรกที่ออกตัวลมค่อนข้างแรง พี่ตั้มผู้จัดการทีมเร่งให้เราฟอร์มกลุ่มให้ได้เร็วที่สุด เพื่อที่จะทำให้เราปั่นบังลมได้และไปได้เร็วขึ้น ผมรีบมองหาพี่หนุ่มศาลาและไปต่อท้ายแกตามแผน เราเปิดตัวที่ความเร็ว 45 กม./ชม. ซึ่งถือว่าดีมากๆ เพราะว่าช่วงแรกมีลมต้านเราแล้วก็มีเนินเล็กๆ สลับกันเป็นช่วง ถ้าปั่นได้ตามแผนที่วางไว้แบบนี้ ช่วยกันพากันไปทั้ง 7 คน เราน่าจะเข้ารอบแน่นอน

 

แต่อุปสรรคไม่ได้มีแค่นั้นครับ

 

พอปั่นไปได้ราว 6 กม. ฝนเริ่มลงเม็ดครับ จากฝนปรอยๆ เพียงไม่นานก็เปลี่ยนเป็นพายุฝน ลมที่ตีต้านเราตอนนี้ไม่สามารถคาดเดาทิศทางลมได้วิสัยทัศน์แย่แบบสุดๆ มองแทบไม่เห็นอะไรนอกจากท้ายรถคันข้างหน้าเราและถนนแห้งๆ ก็เปียกผสมดินข้างทางกลางเป็นโคลนไหลลงมา ถนนบางจุดกลายเป็นแอ่งน้ำแผนการในตอนนี้เปลี่ยนไปหมด พี่ตั้มตะโกนผ่านวิทยุให้เราใจเย็นๆ ปั่นรักษาความเร็ว และพยายามเกาะเส้นกลางถนนไว้

 

Club Race

 

ปั่นไปอีกไม่นานผมเริ่มเห็นพี่หนุ่มศาลาอาการแปลกๆ แกปั่นดูช้าลงและเกาะกลุ่มไม่อยู่ ทั้งๆ ที่ปกติพี่หนุ่มปั่นกลุ่มและจี้ได้ดีมากๆ จนในที่สุดพี่หนุ่มก็หลุดกลุ่มเราไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ ตอนนี้เพื่อนๆ เริ่มกังวลว่าพี่หนุ่มเป็นอะไร ทำไมถึงหลุดง่ายๆ ไปตั้งแต่ต้นเกม ซึ่งเราก็พยายามเติมแรงกันอีกคนละหน่อยเพื่อชดเชยที่พี่หนุ่มหายไป (สุดท้ายมาทราบว่าพี่หนุ่มยางรั่ว!!!) และอีกไม่นาน พี่ตั้มก็บอกผ่านวิทยุว่าน้องปาล์มก็หลุดไปอีกคน ทีมเราเหลือปั่นกัน 5 คนนะ

 

จุดนี้ทุกคนกังวลเพราะแค่ประมาณสิบกิโลเมตรเหลือกันแค่ห้าคนแล้ว เราลดความเร็วกันลงเล็กน้อยเพราะกลัวจะมีคนหลุดอีก แต่พี่ตั้มสั่งให้เราประคองความเร็วไว้อย่าให้ตกลงไป โอเป็นหัวลากที่ช่วยประคองทีมได้ดีมากๆ ส่วนคนอื่นๆ ก็พยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดและเติมในส่วนที่ขาดของพี่หนุ่มศาลาและน้องปาล์ม ผมพยายามปั่นเกาะโอให้ติดที่สุด ก้มหน้ามุดลมให้ได้มากที่สุด พยายามมองล้อหลังของคันข้างหน้าเราไว้อย่างมีสมาธิ และกดลูกบันไดเต็มแรงหากได้มีโอกาสขึ้นไปลากให้ ยิ่งปั่นไปฝนก็ยิ่งตกหนักขึ้นเป็นทวีคูณ สภาพทีมตอนนี้เปียกเละไปหมดทุกคน ทางข้างหน้ามองเห็นแค่ไม่ถึงสองร้อยเมตร แต่แทนที่จะกลัว ในใจผมตอนนี้มีสมาธิ จดจ่อกับการปั่นกลุ่มมาก เมื่อยขานิดๆ แต่ไม่รู้สึกเหนื่อยเลย น้ำก็แทบไม่ได้หยิบขึ้นมาดื่มจากกระติกเลยเพราะอาศัยดื่มน้ำฝนและน้ำจากพื้นถนนที่ดีดมาจากล้อหลังของรถคันหน้า จนกระทั่งพี่ตั้มบอกผ่านวิทยุสื่อสารว่า “อีก 1 กิโลเมตรถึงจุดกลับตัว”

 

Club Race

 

เห้ย!!! ครึ่งทางแล้วเหรอเนี่ย

 

พอใกล้ถึงจุดกลับตัว เราค่อยๆ ชะลอรถ พี่ตั้มย้ำเสมอว่าต้องแบ่งกันกลับให้ดี ไม่ต้องรอคิวกัน แล้วรีบรวมกลุ่มให้ได้เร็วที่สุด แต่ด้วยสถาพถนนที่เปียกและลื่นมากๆ เราพยายามประคองรถให้ดีที่สุด และไม่มีใครล้ม!! จากนั้นเราก็รีบรวมกลุ่มได้รวดเร็วมากๆ ซึ่งจุดนี้พวกเราทำได้ดีมากจริงๆ

 

ขากลับเราก็ปั่นกลับทางเดิมครับ ช่วงไหนที่เคยเป็นเนินตอนขาไปก็จะกลายเป็นทางลาดลงขากลับ พวกเราประคองความเร็วได้ดี ฝนเริ่มซาลงบ้าง วิสัยทัศน์ดีขึ้นมาบ้าง ลมที่ทีแรกคาดว่าจะเป็นลมส่งตอนนี้กลับเป็นลมนิ่งๆ แต่ปัญหาช่วงนี้คือผิวถนนที่แย่กว่าขาปั่นมา และก็เริ่มมีแอ่งน้ำตามข้างทาง ซึ่งผมว่าค่อนข้างอันตรายถ้าขับฝ่าแอ่งน้ำเพราะเราไม่รู้ว่าอะไรอยู่ข้างใต้นั้นบ้าง ดังนั้นขากลับเลยปั่นยากกว่าพอสมควร เพราะว่าต้องหลบไอ้พวกนี้ดีๆ เลย

 

หลังจากฝนซาได้ไม่นาน มันก็กลับมาตกเยอะอีกครั้ง ช่วงนี้เป็นช่วงที่ผมเหนื่อยมากๆ เพราะใส่เต็มแรงมาตลอด เหนื่อยแบบเหมือนจะตาย ต้นขาก็เริ่มเตือนๆ ว่าถ้ากดหนักๆ กว่านี้อีกนิดนี่ตะคริวมาหาแน่ๆ ระหว่างปั่นช่วงนี้ผมคิดถอดใจไปแล้วหลายที ฟุ้งซ่านว่าทำไมเราถึงไม่นอนอยู่บ้านเฉยๆ ทำไมไม่นอนตากแอร์สบายๆ หรือไปเที่ยวชายทะเลสวยๆ แต่พอสติกลับมา ถ้าผมยอมเมื่อไหร่ทุกคนน่าจะแย่แน่ๆ ทั้งแรงกายที่แต่ละคนจะต้องลากหนักหน่วงขึ้น และแรงใจที่คาดว่าจะฝ่อลงไปอีกเยอะ ผมจึงพยายามรวมรวมสมาธิและกัดฟันไว้ ไม่ยอมแพ้แน่นอน เกาะให้ติดกว่าเดิม พยายามลากให้พอดีกับแรงที่เหลือ และช่วงที่เราได้พักก็จะพยายามสลับใช้กล้ามเนื้อปั่นบ้าง ซึ่งผมว่ามันดีขึ้นนะ ประคองตัวเองมาได้เรื่อยๆ โดยความเร็วแทบไม่ได้ตกลงจากเดิมเท่าไหร่นัก

 

Club Race

 

“หมอระวัง มีรถออกจากซอยมา” ผมมัวแต่ตั้งใจปั่นจนลืมดูทางข้างหน้า ดีว่ามีเพื่อนร่วมทีมช่วยบอก

 

“เหลืออีกสิบกิโล หมอตงสู้ๆ ครับ” พี่ตั้มเวโลบอกระยะอัพเดทให้เราเรื่อยๆ

 

“เหลืออีกแปดกิโลครับ” โอเค อดทนอีกไม่ถึง 15 นาทีแล้ว

 

“ตงสู้ๆ นะ อีกนิดเดียว” ภรรยาผมให้กำลังใจสลับมาเป็นระยะๆ

 

“เหลืออีกห้ากิโลนะ เวลาดี” จุดนี้ ทุกคนเริ่มพยายามอัดให้หนักกว่าเดิม เร่งความเร็วช่วงท้าย

 

“อีกสามกิโล หมอตงอีกนิดนะ อีกเนินเดียว” ตอนนี้มาหมดแล้วครับ ทั้งเหนื่อย ทั้งปวดขา แต่เราจะยอมแพ้ไม่ได้ ที่ผ่านมาจะไม่สูญเปล่า

 

Club Race

 

“กิโลสุดท้ายแล้ว มีเท่าไหร่ใส่หมดเลย” แค่ได้ยินคำนี้ ผมพยายาม กดและควงให้หนักขึ้น แต่มันได้แค่นั้นจริงๆ อีกนิดเดียว

 

“ไม่ถึงห้าร้อยเมตรแล้ว ลุยๆๆๆๆ” ผมพยายามรีดกำลังออกมาอีกครั้ง พยายามจะยกตัวขึ้นสปรินท์ตามเพื่อนๆ แต่รู้สึกเหวงๆ กลัวว่าจะล้มเลยนั่งกดลูกบันไดต่อดีกว่า ดูเพื่อนๆ สปรินท์กันเข้าเส้นชัย ส่วนผมก็ไหลเข้าตามเพื่อนๆ ประมาณ 1 วินาที

 

เข้าเส้นชัยแล้ว พวกเราทำได้! พวกเราทำได้!!! พี่ตั้มตะโกนมาว่า “หนึ่งชั่วโมง แปดนาที สามสิบวินาที” เป็นเวลาที่พวกเราทำได้ครับ!!! หรือคิดเป็นความเร็วเฉลี่ย 44 กม./ชม.

 

ผมปล่อยรถค่อยๆ ไหลไป พร้อมกับควงขาเบาๆ เพื่อคูลดาวน์ หมดแรงจริงๆ จุดนี้ทุกอย่างมันมาพร้อมกันหมด ปวดต้นขามาก ปวดฝ่าเท้ามากๆ ปวดก้น และเจ็บหน้าอก แค่จะปลดบันไดคลีทยังลำบากมากๆ แต่ถึงจะปวดอย่างไร ผมดีใจมากๆ ที่เราที่เหลือกันแค่ห้าคนประคองมาถึงเส้นชัยได้ จากนี้ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร พวกเราทำดีที่สุดแล้ว

 

Club Race

 

บทสรุปแห่ง Club Race ครั้งแรก ในสนามแรก

 

นั่งในซุ้มพักไปสักช่วง เพื่อนๆ ในทีมก็เริ่มไปหาอาหารมาทาน ส่วนผมยังทานไม่ลงจึงนั่งดูทีมอื่นๆ ค่อยๆ ทยอยเข้ามา เวลาโดยมากไม่ดีกว่าเราเลยนับไปนับมาเวลาเราก็มีลุ้นที่จะเข้ารอบเหมือนกัน ซึ่งเท่าที่ผมไปถาม ทีมที่ปล่อยตัวท้ายๆ มีปัญหาคือสภาพถนนแย่มาก วิสัยทัศน์แย่ และมีแอ่งน้ำเยอะ ซึ่งด้วยเหตุผลทั้งหลาย ทำให้เขาทำความเร็วได้ไม่เหมือนกับสภาพถนนแห้งๆ

 

การแข่งจักรยานก็แบบนี้แหละ เรายังมีอีกหลายปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ทั้งเรื่องดินฟ้าอากาศ, แรงลม, รถเสียระหว่างทาง, อุบัติเหตุต่างๆ หรือแม้แต่ฟอร์มในแต่ละวัน สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดคือการฝึกซ้อมทั้งกายและใจ และการเตรียมอุปกรณ์ให้มีข้อผิดพลาดน้อยที่สุดแค่นั้น

 

แต่ผ่านไปสักครู่ ทั้งความหิวและความหนาวมาเยือน ผมจึงรีบไปกินข้าวและกลับไปอาบน้ำก่อน พอกลับไปได้ไม่นาน พี่ตั้มก็ส่งข้อความมาว่า “ทีมเราได้เข้ารอบนะ เป็นทีมอันดับที่ 19” ซึ่งพอมาดูเวลาจริงๆ เราแพ้ทีมอันดับ 14 - 18 ไม่กี่วินาทีเอง พวกเราดีใจกันมาก แม้จะเป็นรูปแบบการแข่งที่เราแทบไม่เคยซ้อมและไม่ถนัดที่สุด แต่เราทำตามสัญญาที่ไว้ให้กับทีมได้สำเร็จ

 

และที่สำคัญ เรายังจะต้องเหนื่อยในอีกสามสนามถัดไป!!!

 

 

เรื่อง : หมอตง Tongkatsu ภาพ : 55 Cycling Club / Club Race Thailand

Profile picture for user HIPTHAILAND

HIP THAILAND

Online Contents & Free Copy Monthly Magazine from Chiang Mai