Skip to main content

AUDAX 600 PRIDE IS FOREVER ผ่าน 4 จังหวัด โหดหินสุดๆ !!

75

ผมเชื่อในความมุ่งมั่นของผม แม้ว่าความแข็งแกร่งอาจจะไม่เยอะเท่าใคร แต่จิตใจและการวางแผนต่างๆ ผมไม่แพ้ใครแน่นอน

 

ที่เริ่มต้นแบบนี้ เพราะผมไปผจญภัยในงานปั่นจักรยาน Audax Randonneurs BRM600 หรือที่นิยมเรียกกันสั้นๆ ว่า Audax 600 ที่พิษณุโลก กับทีม 55 Cycling Club มาครับ งานนี้มีเวลาในการทำภารกิจ 40 ชั่วโมงต่อเนื่อง กับการปั่นจักรยานผ่าน 4 จังหวัด รวมระยะทางกว่า 627 กิโลเมตร และมีระยะปีนเขาถึง 7,200 เมตร แม้จะมีประสบการณ์อดหลับอดนอนบ่อยๆ และการปั่นระยะไกลบ้าง แต่งานโหดหินแบบนี้ เพิ่งจะได้ลองก็คราวนี้ล่ะครับ

 

audax 600

 

เคยมีคนบอกว่า การปั่น Audax ไม่ใช่แค่การเอาแรงเข้าใส่แค่นั้น แต่เป็นการปั่นโดยใช้ใจและสมองด้วย...

 

เออ... ไม่คิดว่ามันจะจริง

ภารกิจกำลังเริ่มต้น 

ผมเดินทางออกจากเชียงใหม่ก่อนเพื่อนร่วมทีมคนอื่น เพราะเราจะต้องนอนและกินตุนไว้ก่อน เนื่องจากมีแนวโน้มจะไม่ได้นอนและกินดีๆ อีกหลายวัน (ส่วนเพื่อนๆ คนอื่น พอมาถึงพิษณุโลกก็จะปั่นเลย!!) และผมก็อยากไปสักการะองค์พระพุทธชินราชด้วย หวังว่างานนี้จะไม่ล้ม ไม่เจ็บ รถไม่พัง และปั่นจบทันเวลาตามที่ปรารถนาไว้ ผมได้นอนไปราว 5 ชั่วโมงก็สะดุ้งตื่นเพราะฝนตกหนัก และฝนก็ไม่มีทีท่าจะหยุดเลย เราจึงจำเป็นต้องปล่อยตัวออกไปท่ามกลางสายฝนตอนสามทุ่มตรง โดยทีม 55 Cycling Club ที่ปั่นด้วยกันในครั้งนี้มี 5 ท่าน ได้แก่ พี่เก่ง, คุณตั้ม, พี่ต้อมโม, ไก่ และผมเอง โดยเป้าหมายต่ำที่สุดของเราในงานนี้ก็คือ “พวกเราต้องไม่กลับบ้านมือเปล่า อย่างน้อยต้องมีใครเข้าเส้นชัยสักคน”

 

วันนั้นฝนตกหนักมากจริงๆ หนักจนรู้สึกว่า การเอาแว่นเลนส์ใสมาด้วยสำคัญมากๆ พอออกตัวมาสักพัก รถราเริ่มน้อยลง แต่ความเร็วกลุ่มกลับเพิ่มเป็นทวีคูณ แผนของพวกเราทีแรกคือพยายามปั่นเก็บแรง ขอไปถึงภูเรือ (ที่ระยะ 180 กิโลเมตร) ราวๆ หกโมงเช้า (ความเร็วเฉลี่ยแค่ 18 - 20 กิโลเมตร/ชั่วโมง) แต่สภาพในตอนนั้นมันไม่ใช่เลยครับ!!! ทุกคนออกตัวกันโหดมากๆ ผมก้มดูความเร็ว เฮ้ย!! 35 - 38 กิโลเมตร/ชั่วโมง นี่เรายังเหลือระยะให้ปั่นกันอีกตั้ง 600 กิโลเมตรนะ!!!

 

audax 600

 

ผมปั่นกับกลุ่ม ค่อยๆ เกาะไปเพื่อเซฟแรง โดยพี่ต้อมโม, คุณตั้ม และพี่เก่ง เป็นสามคนที่ผลัดกันพาทีมขึ้นไป ถ้าเป็นแบบนี้ เราน่าจะไปจนจบกันได้ทั้ง 5 คน พร้อมกับได้นอนพักด้วย แต่มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกครับ ปัญหาทุกคนมาเต็ม! ตั้งแต่กระเป๋าก้นมด (กระเป๋าใส่สัมภาระขนาดใหญ่ที่ยึดไว้ใต้เบาะซึ่งเราไม่เคยใช้มาก่อน) น้ำหนักมากไปและลงมาสีกับล้อหลัง จนต้องจัดและกำจัดสัมภาระ, รถพี่เก่งยางรั่ว และที่เลวร้ายที่สุดก็คือ ผ้าเบรกหลังของไก่สีกับขอบล้อแบบไม่รู้ตัวจนผ้าเบรกหมด!!! ตอนที่ผ้าเบรกของไก่หมดนั้นเป็นช่วง 100 กิโลเมตรแรก ซึ่งยังไม่ถึงช่วงภูเขาเลย แล้วจะมีร้านขายผ้าเบรกที่ไหนตอนตีสาม จะรอถึงเช้าก็คงไม่ทัน ต้องหวังพึ่งปาฏิหาริย์จากการขอยืมเพื่อนนักปั่นคนอื่นๆ ซึ่งมันไม่ใช่ของที่ใครเขาจะพกมา (ผ้าเบรกคู่หนึ่งใช้ได้ 1 - 2 ปีเลย) เวลาล่วงเลยไปจนถึงเช็คพอยต์ที่อำเภอด่านซ้าย ก่อนช่วงขึ้นเขา ไก่ก็เจอปาฏิหาริย์ เพราะมีคนพกผ้าเบรกมาเผื่อ แล้วใส่กับรถไก่ได้พอดี เราทั้ง 5 จึงปั่นไปถึงภูเรือได้ทันเวลาหกโมงเช้าพอดี

 

ระหว่างคนอื่นพักกันที่ภูเรือ ผมขอออกตัวไปก่อน เพราะระหว่างทางผมหลับใน!!! จนรู้สึกว่าพักค่อนข้างเต็มที่แล้ว และแรงผมก็น้อยกว่าทุกคน เลยค่อยๆออกตัวไปก่อน ช่วงนี้บ้านคนเริ่มบางตา กลายเป็นหมู่บ้านเล็กๆ เราปั่นเลียบแม่น้ำเหืองซึ่งกั้นเขตแดนระหว่างไทย - ลาว จนถึงจุดเช็คพอยต์ที่ 236 กิโลเมตร ตรงนี้เป็นจุดสุดท้ายที่จะมีอาหารขาย ก่อนที่เราจะเข้าโซนปีนเขาหนักๆ กันในช่วงต่อจากจุดนี้ไป

 

audax 600

 

ภูหัวฮ่อม และภูสวนทราย

 

พี่เก่งและคุณตั้มออกตัวไปกันก่อน ส่วนผม, ไก่ และพี่ต้อมโมเป็นกลุ่มที่ตามออกไปหลังจากนั้นเล็กน้อย ผมแอบตื่นเต้นปนสงสัยนิดๆ เพราะมีคนร่ำลือว่าภูสองลูกนี้ ทำให้ปีที่แล้วมีคนจบแค่ 7 คน (จากผู้สมัคร 140 คน) ซึ่งพอออกจากหมู่บ้านมานิดหนึ่งแล้วเลี้ยวขวาก็หายสงสัยเลยครับ

 

ภูหัวฮ่อมเป็นเนินที่ชวนเราปีนกันยาวๆ เลยครับ ระยะทางราวๆ 4 กิโลเมตร ที่มีระยะความชัน 9.5% เฉลี่ยทั้งช่วง ความบันเทิงคือการปีนแบบไม่พัก แถมยิ่งปีนไปเรื่อยๆ ความชันก็จะหนักขึ้นอีก ผมโชคดีที่เริ่มปั่นด้วยเกียร์ที่ค่อนข้างเบา แล้วเน้นค่อยๆ ซอยรอบขาขึ้นเอา หมดจากภูหัวฮ่อมก็มีทางไหลลงให้ได้หายใจหายคอบ้าง แต่จากนั้นอีกไม่นานก็เจอภูสวนทราย ลักษณะของภูสวนทรายจะคนละแนวกับภูหัวฮ่อมโดยสิ้นเชิง จะเป็นเนินสั้นๆ สลับขึ้นลงไปเรื่อยๆ แบบรัวๆ ครับ ระยะทางแต่ละเนินประมาณ 40 - 100 เมตร ความชัน 8 - 25% ครับ และทำซ้ำแบบนี้ไป 50 เนิน!!! ซึ่งการเจอเนินแบบนี้ซ้ำๆ บ่อยๆ ทำให้ขาเราล้าอย่างมาก เดี๋ยวเบาเดี๋ยวหนักต้องสลับเกียร์แบบรัวมากๆ จากทางลาด 20 องศา แต่อีกไม่กี่วินาทีต่อมากลายเป็นความชัน 22 องศา เราทำความเร็วได้แย่มาก คือเฉลี่ยราวๆ 6 - 8 กิโลเมตร/ชั่วโมง เท่านั้น ปีนไปก็ไม่หมดสักที สภาพถนนยิ่งแย่ลงไปเรื่อยๆ แถมกระเป๋าก้นมดยังทำให้เราทรงตัวยาก บั่นทอนกำลังใจเรามากๆ ครับ ระยะทางแค่ 20 กิโลเมตร แต่กลับใช้เวลาเกือบ 150 นาที

 

audax 600

 

“หมอ ผมไม่ไหวละ” ไก่และพี่ต้อมโมขอ DNF (Did Not Finished) ตัวเองหลังจากถึงยอดภูสวนทราย โดยพวกเขาบอกว่า “ไม่เคยซ้อมระยะนี้มาก่อน อันนี้มันโหดเกินไป” และ “เราปั่นมา 16 ชั่วโมงแล้ว แต่ได้ระยะแค่ 260 กิโลเมตร แถมคืนนี้ยังต้องปั่นทั้งคืนอีก” สภาพของทั้งสองคนค่อนข้างอ่อนล้ามากๆ เพราะว่าไม่ได้นอน แต่สำหรับตัวผม ผมรู้สึกว่าไหนๆ ก็สมัครมาแล้ว มาครั้งเดียวก็จะไม่มาอีกแล้ว และถ้าครั้งนี้ DNF ก็คงจะไม่ทำอะไรแบบนี้อีก ตอนนี้แรงยังพอเหลือ กล้วยตากกับถั่วที่ตุนไว้ก็ยังมีเหลือ โอกาสตอนนี้ยังมี พยายามคิดวางแผน หาจุดอ่อนของตัวเอง และหาความเป็นไปได้ในการปั่นต่อให้จบ สุดท้ายก็เลยตัดสินใจว่า “โอเค ผมไหว ผมจะไปต่อ ยังไงขอฝากกระเป๋าก้นมดลงไปที” ใช่ครับ!!! กระเป๋าก้นมด คือตัวถ่วงของผม! “หมอจะเอาอะไรก็พกไปเลย ที่เหลือยัดๆ ใส่กระเป๋า เดี๋ยวผมเก็บลงไปให้” ได้ยินแบบนั้น ผมรีบเปิดกระเป๋า เอาแค่ไฟหน้า/ไฟท้าย, เครื่องมือ, ยางใน แล้วรีบออกตัวไป โดยพนันกับตัวเองว่า ถ้าระหว่างนี้ รถพังยางแตกเกินกว่าที่จะซ่อมไหว ก็ถือว่าสวรรค์ต้องการให้เรา DNF ก็แล้วกัน

 

audax 600

 

กลับสู่รัตติกาล

จากภูสวนทราย ก็มีทางไหลลงให้เราได้พักขาอีกระยะ แต่ทางลงก็ไม่ได้สบายนะครับ เพราะสภาพถนนพังๆ นี่พร้อมจะทำลายล้อและยางของเราด้วยหินลอยและหลุมได้ตลอดเวลา จากนั้นก็เตรียมจะปีนขึ้นภูขาด ยอดเขาที่สูงที่สุดของรายการนี้ ซึ่งไม่ได้ยากอย่างที่คิด ส่วนหนึ่งเพราะเราเจอของที่ยากกว่ามาแล้ว และกระเป๋าก้นมดก็ไม่มีแล้วด้วย 

 

จากภูขาดก็ถึงจุดเช็คพอยต์ถัดไป กิโลเมตรที่ 300 โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านนุชเทียน อำเภอชาติตระการ ที่นี่มีข้าวไข่เจียวมาเติมพลังให้เราอย่างดีเลยครับ แต่จุดนี้ ผมรู้สึกว่าร่างกายมันแปลกๆ คือท้องอืดและแสบท้องมาก หิวมากๆ แต่กินข้าวไม่หมด คงเพราะกินแต่กล้วยตาก, เจล และถั่วแบบไม่เป็นเวลาออกมาจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านนุชเทียน ก็ปั่นต่อไปที่ภูสอยดาวครับ อยากจะชมวิว แต่แค่คิดก็ไม่มีเวลาแล้ว เพราะสิ่งที่กังวลที่สุดกำลังจะมา คือพระอาทิตย์กำลังจะตกดินแล้ว ผมช้ากว่าแผนที่วางไว้เล็กน้อย พระอาทิตย์ตกก่อนลงไปถึงโซนร้านค้าที่บ้านนาผักฮาด (กิโลเมตรที่ 350) ก่อนพระอาทิตย์ตก แถมจังหวะกำลังรีบลงจากภูสอยดาว ดันเห็นเงาคนทางซ้ายมือ เป็นเงาดำๆ เหมือนคนเดินช้าๆ แต่ใครมันจะไปเดินในป่าที่ห่างจากหมู่บ้านตั้ง 5 - 6 กิโลเมตรในเวลามืดแบบนี้... 

 

audax 600

 

ผมไม่คิดอะไรมาก รวบรวมสมาธิเบี่ยงรถออกทางขวาเพราะกลัวชน แล้วพุ่งผ่านให้เร็ว แต่ก็อดหันไปมองดูเงานั้นไม่ได้ มันเป็นเงามืดเกินกว่าที่ผมจะมองเห็น แม้แสงอาทิตย์แสนริบหรี่ที่ยังพอเห็นต้นไม้ที่อยู่ไกลๆ ยังเห็นชัดกว่าเงาดังกล่าว ผมรีบผ่านแล้วได้แต่ขนลุก หวังลึกๆ ว่าจะไม่มีใครมาชน ไม่อยากให้เกิดอุบัติเหตุ ทั้งกับนักปั่น, ชาวบ้าน หรือใครก็ตาม โดยเฉพาะในเวลานี้ จากจุดนั้นอีกไม่นานก็ถึงร้านค้าที่หมู่บ้านนาผักฮาดครับ ระหว่างที่ผมพักและกำลังเตรียมรถและไฟให้พร้อม ก็มีนักปั่นอีกคนลงมาพอดี 

 

ผมรีบโบกมือให้เขามาปั๊มตราที่จุดเช็ค แล้วถามสิ่งที่อยากรู้ที่สุด “เมื่อกี้พี่เห็นเงาดำๆ รึเปล่า ตอนที่ไหลลงมาก่อนถึงหมู่บ้านน่ะ” พี่เขาตอบว่า “ไม่เห็นนะ ก็ลงมาปกติ ไม่เจออะไร” ขนลุกมากครับจุดนี้ พี่เขาคงเห็นชัดกว่าเราแน่ๆ เพราะเขาเปิดไฟหน้าตอนลงมา และที่ไม่อยากจะคิดต่อเลยก็คือ คนที่มาข้างหลังในเวลาหลังจากนี้ ยามวิกาลกว่านี้ ที่มืดกว่านี้ จะเป็นอย่างไร...

 

audax 600

 

สุดท้าย ผมชวนเขา (ชื่อพี่ตั้ม คนละตั้มกับสมาชิกในทีมผมนะครับ) ออกปั่นต่อไปด้วยกัน แม้เด็กในร้านของชำจะเตือนว่า “เวลานี้เนี่ยนะ ถ้าผมแนะนำ เอาจักรยานขึ้นกระบะผมไปเขื่อนดีกว่า มันอันตรายมาก” แต่ผมกับพี่ตั้มมองหน้ากัน เปิดไฟหน้า เช็คไฟท้าย เสร็จแล้วก็ปั่นออกไป เพราะการยกจักรยานขึ้นรถเป็นสิ่งสุดท้ายที่เราคิดจะทำกันผมกับพี่ตั้มออกจากหมู่บ้าน มุ่งสู่ภูเขาลูกสุดท้ายก่อนเข้าอำเภอน้ำปาด นั่นคือภูเมี่ยง ผมรู้สึกดีมากๆ ที่มีคนมาปั่นด้วยกัน ไฟหน้าของรถสองคันทำให้ทางดูสว่างขึ้นมากๆ บรรยากาศต่างๆ รอบตัวดูดีขึ้น ไม่เปลี่ยวและวังเวงเกินไป ขณะที่เราจะถึงยอดภูเมี่ยง ก็มีลมพัดและฝนตกลงมา 

เราประคองตัวกันมาท่ามกลางสายฝน ค่อยๆ ลงมาตามทาง จนเริ่มเห็นตัวเมืองน้ำปาด แรงของเราใกล้จะหมด ร้านค้าต่างๆ ปิดหมดแล้ว อีกแค่ 10 กิโลเมตรจะถึงเช็คพอยต์ถัดไป แต่ 10 กิโลเมตรตอนที่หมดแรงแล้วนี่มันช่างยาวไกลมาก พี่ตั้มดูหมดแรงและหลับในไปหลายที แต่สุดท้ายเราก็มาถึงคลับเฮาส์ของเขื่อนสิริกิติ์ (ที่ 390 กิโลเมตร) ตอนสี่ทุ่มตามแผนที่วางไว้ และได้เจอพี่เก่งและคุณตั้ม ซึ่งเป็นสองตัวหลักของทีมที่นี่ด้วย แต่ทั้งคู่เลือกจะไปพักกันที่จุดเช็คพอยต์ถัดไป ส่วนผมกับพี่ตั้มสภาพไม่ไหวแล้ว เลยตัดสินใจว่าของีบที่นี่ราวๆ 45 นาทีก่อนก็แล้วกัน

 

audax 600

 

“ตื่นได้แล้ว ตอนนี้ห้าทุ่มครึ่ง เราเลทกันมาเกินครึ่งชั่วโมงแล้ว” พี่ตั้มมาปลุกผม ผมรีบพุ่งไปเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตา เก็บของเติมน้ำ แล้วรีบออกจากคลับเฮาส์ประมาณเที่ยงคืนครับ ถือว่าเป็นเวลาที่ไม่แย่นัก แต่มันก็ทำให้เราไม่มีเวลาโอ้เอ้ที่ไหนอีกเช่นกัน เหตุเพราะเช็คพอยต์ถัดไปอยู่ไกลถึง 63 กิโลเมตร แต่มีเวลาแค่ 3 ชั่วโมง แม้บางคนอาจจะคิดว่าการปั่นด้วยความเร็วเฉลี่ยแค่ 25 กิโลเมตร/ชั่วโมง ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ถ้าเรามีความล้าสะสม และไม่ได้นอนร่วมด้วย มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

 

การได้งีบเกือบชั่วโมงทำให้ผมสดชื่นพอควรเลยทีเดียว ผมกับพี่ตั้มร่วมใจกันปั่นฝ่าความหนาวและความมืด ผ่านเนินลูกสุดท้ายในรายการนี้ มันเป็นเนินเล็กๆ ที่เราอัดขึ้นเบาๆ ก็ถึงยอดแล้ว และจากนี้ไปอีกราว 200 กว่ากิโลเมตร เรียกว่าเป็นทางราบล้วนๆ ผมกับพี่ตั้มผลัดกันลากเพื่อให้ไปถึงเช็คพอยต์หน้าให้เร็วที่สุด อุปสรรคช่วงนี้ไม่ใช่เนินหรือถนนที่ไม่ดี แต่ว่าเป็นหมาครับ! คือหมาเยอะมากๆ และเราจะต้องโดนหมาไล่แทบจะทุก 500 เมตรเลย 

 

audax 600

 

อีกอย่างคือผมยิ่งปั่น อาการปวดท้องยิ่งกำเริบ ลองกินน้ำหรือกล้วยเข้าไปก็อยากอาเจียนมาก จนต้องจอดรถพักไป 2 ครั้ง แต่อาการก็ไม่ดีขึ้นเท่าไหร่พยายามมองหาร้านค้าและสาบานกับตัวเองว่าจะต้องเข้าไปกินมาม่าอุ่นๆ แต่ที่ปั่นมาเกือบ 60 กิโลเมตร ดันไม่มี 7-11 ซักที่!!!  แม้สุดท้ายจะเจอ 7-11 แต่ก็ต้องเลือกที่จะปั่นผ่านมันไป เพื่อให้ถึงจุดเช็คพอยต์ให้ทันเวลา สุดท้ายเราก็ถึงสถานีตำรวจเมืองลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นจุดเช็คพอยต์ก่อนที่จุดจะปิด 20 นาที จุดนี้มีคนค่อนข้างเยอะ เพราะคุณตำรวจที่นี่บริการดีมากๆ ครับ มีทั้งกาแฟ ห้องน้ำดีมากๆ แถมมีห้องแอร์ให้พักอีก ใครจะงีบนี่สบายเลย (เห็นว่ามีคนงีบเพลินด้วยนะ ฮาๆ) ผมเจอคุณตั้มและพี่เก่ง สองตัวท็อปของทีมอีกครั้ง ทั้งสองเพิ่งตื่นจากการงีบครับ ทั้งคู่ชวนผมไปด้วยกันอีกครั้ง แต่ผมปฏิเสธ และขอทำสิ่งที่ผมสาบานไว้กับตัวเอง นั่นคือไปกินมาม่า! 

 

audax 600

กำแพงทางราบ 170 กิโลเมตร

เช็คพอยต์ต่อไปอยู่ที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ระยะทาง 50 กิโลเมตร แต่ให้เวลาเกือบ 3 ชั่วโมงครึ่ง น่าจะปั่นไปถึงได้สบายๆ ครับ เราสองคนเริ่มออกปั่น ผลัดกันลากและทำความเร็วได้ดีมากๆ แต่ผ่านไปซัก 20 กิโลเมตร นาฬิการ่างกายเริ่มส่งสัญญาณเตือนเหมือนเมื่อวานอีกครั้ง ใช่ครับ ผมหลับใน!!!! ผมค่อยๆ ห่างจากพี่ตั้มไปเรื่อยๆ ไฟท้ายรถพี่ตั้มค่อยๆ ไกลออกไปจนหายไป เรียกว่าปั่นหลับในมาตลอดทาง แต่ขาไม่ยอมหยุดปั่น จนรู้ตัวอีกทีที่ตัวเมืองศรีสัชนาลัย ผมรีบปลุกตัวเองโดยการพุ่งเข้าไปใน 7-11 เพื่อหาขนมปังลงท้องและเติมกาแฟ จุดนี้พูดตรงๆ ว่าผมจำอะไรไม่ได้เลย ไม่แน่ใจตัวเองว่ามาถึงได้อย่างไร!

 

audax 600

 

ผมรีบปั่นออกจากตัวเมือง วิวทุ่งนาเริ่มเห็นรำไร ฟ้าเริ่มสางอีกครั้ง ก้มดูนาฬิกา ตีห้ากว่าแล้ว ภารกิจของเราเหลือระยะทางอีก 126 กิโลเมตร ในเวลา 7 ชั่วโมง แปลว่าเราปั่นแค่ 18 กิโลเมตร/ชั่วโมง ก็น่าจะจบสบายๆ แต่ในความเป็นจริงไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกครับ ทางราบๆ แต่เปรียบเหมือนกำแพง ผมกดและควงขาเหมือนที่เคยทำทุกครั้ง แต่ดูความเร็วไม่ขึ้นเลย  “กดขนาดนี้ มันควรจะเร็ว 30 กิโลเมตร/ชั่วโมง แต่ทำไมมันขึ้นมาแค่ 22 กิโลเมตร/ชั่วโมงเอง?” ยิ่งปั่นก็ยิ่งรู้สึกว่า สำหรับตอนนี้ การทำความเร็วแค่ 20 กิโลเมตร/ชั่วโมง ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย 

 

audax 600

 

ผมมาถึงเช็คพอยต์ที่ศรีสำโรงตอนแปดโมงตรง แม้จะทำเวลาได้ดี แต่ปวดเท้ามาก สัมผัสได้ถึงตุ่มน้ำขึ้นพองที่เท้าทั้งสองข้าง โดยเฉพาะกลางฝ่าเท้าที่ต้องออกแรงกดพอดี บางทีรองเท้าเสือหมอบที่พื้นแข็งมากๆ อาจไม่เหมาะกับการปั่นข้ามวันข้ามคืนแบบนี้ก็เป็นได้ ผมแทบไม่พัก รีบปั่นต่ออีกราวๆ 1 ชั่วโมง ไปถึงเช็คพอยต์ถัดไปที่สุโขทัย ที่ 565 กิโลเมตร

 

audax 600

 

ตอนไปถึงเช็คพอยต์สุโขทัย พูดกับตัวเองว่า “เฮ้ย เวลาดีๆ น่าจะสบายๆ นะ อีก 60 กิโลเมตร เหลือเวลาเกือบ 4 ชั่วโมง” แต่พอออกจากเช็คพอยต์สักพัก รู้เลยคำว่าหมดของหมด รีดมาทุกก๊อกก็ยังหมดคืออะไร ผมเหนื่อย แทบจะไม่มีแรงกดบันไดอีก เจ็บเท้ามาก ไม่อยากถอดคลีทออกเพราะกลัวว่าจะกดไม่ลง เท้าขึ้นตุ่มน้ำและระบมไปหมด ต้องงุ้มเท้าปั่น ส่วนก้นตอนนี้ระบมถึงขีดสุด จะเปลี่ยนท่านั่งยังไงก็เจ็บไปหมด ที่สำคัญเราปั่นสวนลมอยู่!!! และที่หนักกว่าเดิม คือความปวดท้องอยากอาเจียนกลับมาอีกครั้ง มองหาร้านของกินข้างทางก็มีแต่โรตีสายไหมกับหนูนาย่าง!

 

ตอนนี้ผมปั่นด้วยความเร็วแค่ 15 - 17 กิโลเมตร/ชั่วโมง บอกเลยว่าเหลือแต่ใจเท่านั้นที่ยังอยากจะสู้ สภาพตอนนี้ย่ำแย่มาก เรียกว่าปลิวไหลไปตามลมของรถสิบล้อ เวลาสิบเอ็ดโมง เลขไมล์บอกเราว่าปั่นมาถึงระยะหกร้อยกิโลเมตรแล้ว ได้แต่คิดในใจว่า ทำไมทีมผู้จัดถึงแถมระยะอีกตั้ง 26 กิโลเนี่ย และก็ไม่เคยคิดเลยว่า ระยะทางแค่ 26 กิโลเมตร จะต้องปั่นกันเกือบชั่วโมงครึ่ง!!! จากทุ่งนารอบข้าง บรรยากาศเริ่มเปลี่ยนเป็นตึกที่หนาแน่นขึ้น จากแผงขายหนูนาปิ้งข้างทาง เริ่มเปลี่ยนเป็นร้านค้า จากถนนหกเลนโล่งๆ เริ่มเจอไฟเขียวไฟแดงถี่ๆ และการจราจรที่คับคั่งขึ้น เรากำลังเข้าสู่เขตเมืองพิษณุโลกแล้ว ผมใช้สติและทักษะทุกๆ อย่างที่มี แทรกตัวไประหว่างฝูงรถในเขตเมือง และสุดท้าย ก็ไหลเข้าเส้นชัยด้วยเวลา 39 ชั่วโมง 15 นาที ก่อนเวลา Cut Off เพียง 45 นาที 

การเดินทางอันแสนยาวนานกว่า 626 กิโลเมตรได้จบสิ้นลงเสียที...

 

audax 600

 

บทสรุปที่แสนยาวนาน 

ทุกคนในทีมเดินมาแสดงความยินดีกับผม ทั้งคุณตั้มและพี่เก่งที่เข้าเส้นชัยก่อนผมราวหนึ่งชั่วโมง, ไก่และพี่ต้อมโม ที่ถึงแม้จะ DNF แต่ก็ช่วยเอากระเป๋าก้นมดลงมาให้, ผมเจอคุณตั้ม คู่บัดดี้ที่ปั่นด้วยกันมาทั้งคืน ระยะรวมกว่า 140 กิโลเมตร มาแสดงความยินดีด้วย แล้วก็มีอีกหลายคน รวมทั้งทีมผู้จัด เข้ามายินดีกับความทรมานบันเทิงในครั้งนี้

 

audax 600

 

หลังจากเสร็จสิ้นทุกอย่าง ผมปลดเปลื้องพันธนาการทั้งหลายออก ทั้งรองเท้าและหมวก เดินกะเผลกเท้าเปล่าจูงจักรยานกลับไปที่รถยนต์ ขอบใจเจ้าเพื่อนยากที่ไปด้วยกันมา โทรบอกภรรยาว่าภารกิจเสร็จสิ้นด้วยดี ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทำให้ผมไม่เจ็บตัว รถไม่ล้ม รถไม่พัง และเข้าเส้นชัยทันเวลา แล้วก็รีบหาอะไรกิน

 

แม้ถึงตอนนี้เวลาจะผ่านไปนานพอสมควรแล้ว แต่ร่างกายที่บอบช้ำยังคงเหลือร่องรอย ไหล่ขวาปวดและทรมานมาก, เข่าและสะโพกซ้ายที่ระบม, ฝ่าเท้าทั้งสองที่ยังกดได้ไม่เต็มที่ และน้ำหนักที่ลดลงไปเกือบ 4 กิโลกรัม ในใจก็คิดนะ ว่าทำลงไปได้ยังไงกับรูปแบบการปั่นที่ไม่ชอบเลย ทั้งการปั่นกลางคืนและปั่นกลางฝน และคงจะไม่ทำอีกแล้ว กับระยะ 600 กว่ากิโลเมตรแบบนี้ แต่พอคิดไปคิดมา ผมก็เคยคิดแบบนี้หลังจากปั่นคนเดียวใน Audax 300 ที่เชียงใหม่

 

audax 600

 

audax 600

 

audax 600

 

audax 600

 

‘Pride is forever, Pain is temporary’

 

เรื่อง / ภาพ : Tongkatsu / 55 Cycling Club

Profile picture for user HIPTHAILAND

HIP THAILAND

Online Contents & Free Copy Monthly Magazine from Chiang Mai