Skip to main content

ในหลวงในดวงใจ THE KING’S MUSIC ‘เพลง’ ของ ‘พระราชา’

14

king bhumibol adulyadej

 

ย้อนกลับไปหลายปีก่อน สมัยที่ยังมีสถานภาพเป็นนักศึกษา ในช่วงบ่ายวันหนึ่งที่ผมทำอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่ในห้องภายในหอพักของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพลงที่ได้ยินจากวิทยุบนโต๊ะข้างเตียงดึงความสนใจของผมจากเรื่องที่กำลังทำอยู่

 

ความที่เพลงดังกล่าวเป็นเพลงบรรเลง ไม่มีเนื้อร้อง จึงไม่อาจจะคาดเดาได้ว่าเพลงนั้นคือเพลงอะไร เพียงแต่ด้วยท่วงทำนองและดนตรีในแบบแจ๊ซซ์ที่สร้างความประทับใจอย่างยิ่ง ทำให้ผมตั้งใจฟังจนจบ ด้วยความหวังว่าเมื่อดีเจเอ่ยชื่อเพลงและศิลปินเจ้าของเพลงนี้ออกมา ผมจะได้ไปหามาฟังและซื้อไว้ครอบครองบ้าง

 

หลังจากบทเพลงจบลง สิ่งที่ดีเจเอ่ยออกมาไม่ใช่ชื่อเพลงหรือชื่อศิลปิน แต่เป็นการบอกว่า นี่คือบทเพลงพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ก่อนที่เขาจะเอ่ยชื่อเพลงและชื่อศิลปินที่นำเพลงดังกล่าวมาบรรเลงต่อในภายหลัง

 

สุดท้ายผมก็ไม่รู้ว่าเพลงดังกล่าวชื่อว่าอะไร ใครเป็นคนเล่น ไม่เคยจำได้แม้แต่ท่วงทำนองว่าเพลงดังกล่าวมีทำนองแบบไหน แต่สิ่งที่จำได้แม่นก็คือ ผมนั่งนิ่งอยู่บนเตียง อยู่กับความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก และยกมือไหว้รูปภาพของเจ้าของเพลงที่อยู่บนปฏิทินแขวนในห้องไปโดยไม่รู้ตัว...

 

king bhumibol adulyadej

 

ความทรงจำอย่างแรกเกี่ยวกับบทเพลงพระราชนิพนธ์ในชีวิตผม เกิดขึ้นเมื่อได้เห็นเนื้อเพลง ‘เราสู้’ บนสมุดแจกที่ได้รางวัลจากการประกวดในกิจกรรมภายในโรงเรียน สมุดปกสีน้ำตาลเล่มนั้นต่างจากสมุดของโรงเรียนที่เป็นปกแข็งและมีสีสันสวยงามกว่า แต่สิ่งที่สมุดโรงเรียนไม่มี คือภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ขณะพระราชทานสิ่งของให้กับนักเรียนในโรงเรียนที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ห่างไกล ในวัยนั้น ผมเข้าใจเอาเองว่า ‘เราสู้’ เป็นบทกลอนบทหนึ่ง ก่อนจะรู้ในภายหลังว่านั่นไม่ใช่แค่บทกลอนเท่านั้น แต่ยังเป็นเนื้อเพลง และเป็นบทเพลงที่ ‘พระเจ้าอยู่หัว’ ทรงเป็นผู้พระราชนิพนธ์


และเมื่อโตขึ้นมาอีกหน่อย ผมจึงได้ยินชื่อและได้ฟังเพลงอย่าง ‘ยามเย็น’ ‘แสงเทียน’ ‘ชะตาชีวิต’ ‘สายฝน’ ซึ่งเป็นชื่อบทเพลงพระราชนิพนธ์ที่คนส่วนใหญ่น่าจะค่อนข้างคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ยังไม่รวมถึงการที่เพลงเหล่านี้มักจะถูกนำมาใช้งานอยู่เสมอในวาระสำคัญต่างๆ โดยเฉพาะในช่วงใกล้วันเฉลิมพระชนมพรรษา ที่เพลงเหล่านี้จะออกอากาศทั้งทางสถานีวิทยุ รายการโทรทัศน์ หรือแม้แต่ผ่านลำโพงตามสถานที่ราชการและหน่วยงานต่างๆ บ่อยเป็นพิเศษ ในขณะที่พระบรมฉายาลักษณ์ขณะทรงดนตรีในหลายๆ วาระ ก็ช่วยเพิ่มความเข้าใจให้มากขึ้นว่า ก็เพราะพระองค์ทรงเป็น ‘นักดนตรี’ นี่ล่ะ พระองค์จึงทรงเป็น ‘นักแต่งเพลง’ ได้ด้วย แต่ในความเยาว์วัย ผมไม่รู้หรอกว่าบทเพลงพระราชนิพนธ์นั้นไม่ได้มีแค่ที่ตัวเองเคยได้ยินชื่อ แต่มีมากกว่านั้น

 

ครั้งแรกที่ผมได้รับรู้เรื่องราวของบทเพลงพระราชนิพนธ์ว่ามีทั้งหมดถึง 48 เพลง เรื่องที่ผมอยากรู้มาก (ในเวลานั้น) ก็คือพระองค์ทรงใช้เวลาตอนไหนในการพระราชนิพนธ์เพลง? เพราะสิ่งที่ผมเห็นในข่าวในพระราชสำนักตั้งแต่เป็นเด็กจนกลายเป็นวัยรุ่น คือการได้เห็นพระองค์เสด็จไปตามสถานที่ต่างๆ อยู่เสมอ หรือถ้าทรงประทับอยู่ในกรุงเทพฯ ก็ดูเหมือนจะมีผู้คนมากมายมาขอเข้าเฝ้าอยู่แทบทุกวัน จนไม่น่าจะทรงเหลือเวลาไว้ทำอะไรอย่างอื่นได้อีกเลย และเมื่อได้รู้ด้วยว่า บทเพลงทั้งหลายเหล่านี้มี ‘แนวเพลง’ ที่แตกต่างกันออกไป กับการที่เพื่อนซึ่งเล่นดนตรีเป็นเคยบอกผมไว้ว่า ‘เพลง’ ของพระเจ้าอยู่หัวนั้น ‘ยาก’ เพราะมีจังหวะและท่วงทำนองที่สลับซับซ้อน ซึ่งคนที่ไม่ได้เล่นดนตรีอาจจะไม่เข้าใจ ก็ทำให้ความ ‘ทึ่ง’ ที่มีต่อพระอัจฉริยภาพด้านการพระราชนิพนธ์เพลงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพิ่มมากขึ้น

 

king bhumibol adulyadej

 

ยิ่งไปกว่านั้น ผมยังได้รู้ไปพร้อมๆ กันด้วยว่า หลายบทเพลงที่เคยได้ยินผ่านหูโดยไม่รู้มาก่อนว่าใครเป็นผู้แต่ง ซึ่งเป็นเพลงของหน่วยงานในกองทัพและมหาวิทยาลัย มาจากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์บทเพลงพระราชทานให้หน่วยงานเหล่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพลง ‘มหาจุฬาลงกรณ์’ และ ‘ยูงทอง’ ซึ่งเป็นเพลงประจำมหาวิทยาลัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ที่จะได้ยินประจำในการแข่งขันฟุตบอลประเพณี จุฬา – ธรรมศาสตร์) และเมื่อรวมถึงการที่บทเพลงต่างๆ ที่ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นนั้น ได้พระราชทานให้แก่องค์กรต่างๆ ได้นำไปใช้ในหลายวาระ จึงหมายความว่า ‘เพลง’ ของพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้มีคุณค่าเฉพาะในแง่ของความไพเราะเท่านั้น แต่ว่ายังเกิดประโยชน์ต่อผู้คนอีกมากมายอีกด้วย

 

นับตั้งแต่วันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคต เรื่องราวพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจในด้านต่างๆ ของพระองค์ถูกนำมาถ่ายทอดอีกครั้งผ่านช่องทางต่างๆ ซึ่งภายใต้ความเศร้าเสียใจกับเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดและต่างไม่เคยรับมือกันมาก่อน ก็ยังมีความงดงามของการได้หวนรำลึกถึงพระราชกรณียกิจที่ประทับอยู่ในความทรงจำของคนไทยมาตลอดหลายสิบปี และแน่นอนว่ารวมไปถึงการได้ยินได้ฟังบทเพลงพระราชนิพนธ์ทั้งหลายที่ถูกหยิบมานำเสนออีกครั้งในหลากหลายรูปแบบและจากหลากหลายฝีมือนักดนตรี ซึ่งช่วยกระตุ้นเตือนความทรงจำที่เคยได้เห็น ได้อ่าน และได้ยินได้ฟังเรื่องราวเหล่านี้เมื่อนานมาแล้ว


ในที่นี้จะขอนำเนื้อหาส่วนหนึ่งจากหนังสือ ‘เจ้านายเล็กๆ ยุวกษัตริย์’ ที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงพระนิพนธ์ไว้ มาช่วยอธิบายให้ได้เห็นภาพเมื่อครั้งที่ ‘พระเจ้าอยู่หัว’ ทรงเริ่มต้นหัดเล่นดนตรี


“สิ่งที่ทรงเล่นมาด้วยกันเป็นเวลานานคือดนตรี รัชกาลที่ 8 ทรงเริ่มด้วยเปียโนเพราะเห็นข้าพเจ้าเรียนอยู่ รัชกาลที่ 9 ขอเล่นหีบเพลง (Accordion) เรียนอยู่ไม่กี่ครั้งก็ทรงเลิก “เพราะไม่เข้ากับเปียโน” แล้วรัชกาลที่ 8 ก็ทรงเลิกเรียนเปียโนไป เมื่ออยู่อาโรซ่า เวลาหน้าหนาว ได้ทอดพระเนตรวงดนตรีวงใหญ่ที่เล่นอยู่ที่โรงแรม รู้สึกอยากเล่น ทรงหาแซกโซโฟนที่เป็นของใช้แล้ว (Second Hand) มาได้ ราคา 300 แฟรงค์ แม่ออกให้ครึ่งหนึ่งและสโมสรปาตาปุมออกให้อีกครึ่งหนึ่ง เมื่อครูมาสอนที่บ้าน รัชกาลที่ 8 ทรงดันพระอนุชาเข้าไปในห้องเรียน รัชกาลที่ 9 จึงเป็นผู้ริเริ่ม เมื่อเรียนไปแล้ว 2-3 ครั้ง รัชกาลที่ 8 ทรงซื้อแคลริเน็ต (Clarinet) ส่วนพระองค์ วันเรียน ครูสอนองค์ละ 30 นาที แล้วครูก็เอาแซกโซโฟน (Saxophone) ของเขาออกมาและเล่นด้วยกันทั้ง 3 เป็น Trio”


ขณะที่ใน ‘พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงศึกษาดนตรี’ พระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยังทรงเล่าเกี่ยวกับความสนพระราชหฤทัยในการทรงศึกษาเครื่องดนตรีชนิดอื่นๆ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทำให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพของพระองค์ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ดังเช่นในตัวอย่างที่ได้หยิบยกมาต่อจากนี้

 

king bhumibol adulyadej

 

“...สำหรับแตรนั้นสนพระราชหฤทัยจึงไปเช่ามาเป็นแตรคอร์เน็ต อีกหลายปีจึงทรงซื้อเอง ดูเหมือนว่าแตรทรัมเป็ตเครื่องแรกที่ทรงซื้อ จะเป็นแตรยี่ห้อเซลเมอร์ สั่งซื้อจากอังกฤษ แต่เป็นของฝรั่งเศส (เครื่องนี้พระราชทานวงสุนทราภรณ์ไป) จึงซื้อใหม่ยี่ห้อเซลเมอร์เหมือนกัน ครูเวย์เบรชท์บอกว่าแตรดีที่สุดคือยี่ห้อกูร์ตัว แต่ไม่ได้ทรงซื้อ...”

 

 “… สำหรับเครื่องดนตรีต่างๆ ที่ทรงเล่น มีเปียโน ไม่เคยทรงเรียนจริงจังจากใคร เล่นเอาเอง ดูโน้ต เรียนวิธีประสานเสียง กีตาร์ ทรงเล่นเมื่อพระชนม์ราว 16 พรรษา เพื่อนที่โรงเรียนเป็นรุ่นพี่อายุมากกว่าให้ยืมเล่น ภายหลังเอาไปคืน เขาเห็นว่าสนใจจึงให้เลย ขลุ่ย ทรงเล่นเมื่อพระชนม์ประมาณ 16-17 พรรษา เห็นว่าราคาไม่แพงนัก เล่นไม่ยาก นิ้วคล้ายๆ แซกโซโฟน... ตอนหลังเคยเห็นทรงเล่นไวโอลินด้วย คิดว่าทรงเล่นเอาเองไม่มีครูสอนดนตรี…”


จากเรื่องราวที่หยิบยกมาเป็นตัวอย่างให้เห็นภาพนี้ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอันใดเลย ที่ ‘พระเจ้าอยู่หัว’ จะทรงพระราชนิพนธ์เพลงไว้ได้มากมายเช่นที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ก็ด้วยเพราะทรงมีความสนพระทัยและมีพื้นฐานที่ดีตั้งแต่ต้นอยู่แล้วนั่นเอง

 

นอกจากความเป็นมาในเรื่องการทรงดนตรีแล้ว เรื่องราวการพระราชนิพนธ์แต่ละบทเพลงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็มีรายละเอียดที่น่าสนใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

 

การได้เห็น ได้อ่าน ได้ยินได้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับพระอัจฉริยภาพทางดนตรีของพระองค์ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ผมได้ทบทวนความรู้เดิมๆ ของตัวเอง และเพิ่มความรู้ใหม่ที่ยังไม่เคยรู้มาก่อน เรื่องที่เคยรู้มาก่อนแล้วก็อย่างเช่น เพลง ‘แสงเทียน (Candle Light Blue)’ เป็นเพลงพระราชนิพนธ์เพลงแรก ที่ทรงพระราชนิพนธ์ตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นสมเด็จพระอนุชาในรัชการที่ 8 แต่คนมักจะจำสลับกับเพลง ‘ยามเย็น (Love at Sundown)’ ซึ่งเป็นเพลงพระราชนิพนธ์เพลงที่สอง แต่เป็นเพลงแรกที่พระราชทานให้ประชาชนได้ฟังในปี พ.ศ. 2489, ตัวย่อภาษาอังกฤษในชื่อเพลง ‘ชะตาชีวิต (H.M.Blues)’ ไม่ได้มาจาก His Majesty’s Blues อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่ว่ามาจาก Hungry Men’s Blues ต่างหาก (และเพลงดังกล่าวยังเป็นเพลงแรกที่ทรงพระราชนิพนธ์หลังเสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติ), เพลง ‘เราสู้’ เกิดจากการที่พระองค์ทรงหยิบซองจดหมายใกล้พระหัตถ์มาตีบรรทัด 5 เส้น เพื่อทรงพระราชนิพนธ์ทำนองเพลง หลังจากที่นายสมภพ จันทรประภา ได้ประพันธ์กลอนสุภาพ 4 บท จากพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่สมาชิกสภานิติบัญญัติ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน มาเขียนเป็นคำกลอนถวาย เป็นต้น

 

ส่วนเรื่องที่เป็น ‘ความรู้ใหม่’ ก็อย่างเช่น เพลง ‘แผ่นดินของเรา (Alexandra)’ นั้น แต่เดิมเป็นเพลงสากลที่ทรงพระราชนิพนธ์ในโอกาสที่เจ้าหญิงอเล็กซานดราแห่งเคนท์ สหราชอาณาจักร เสด็จเยือนประเทศไทยในปี 2502 และภายหลังได้เพิ่มคำร้องภาษาไทยจนกลายเป็นเพลง ‘แผ่นดินของเรา’, เพลง ‘ค่ำแล้ว (Lullaby)’ เกิดจากการที่ทรงอิเล็กโทนเพลงดังกล่าว ขณะที่อ้อมพระกรข้างหนึ่งอุ้มสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์อยู่จนทรงหลับไป, เพลง ‘เมนูไข่’ เป็นเพลงที่ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นเพื่อพระราชทานเป็นของขวัญวันพระราชสมภพครบ 72 พรรษา ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ด้วยทรงรำลึกได้ว่า สมเด็จพระเชษฐภคินีโปรดเสวยพระกระยาหารที่ทำจากไข่ เป็นต้น

 

การได้ ‘เรียนรู้’ เกี่ยวกับบทเพลงพระราชนิพนธ์อีกครั้งเช่นนี้ ถือเป็นความสุขเล็กๆ อย่างหนึ่ง ภายใต้ความโศกเศร้าที่เต็มไปทั่วประเทศในยามนี้จริงๆ

 

เมื่อครั้งยังเป็นนักศึกษา สิ่งหนึ่งที่ผมและเพื่อนอีกหลายคนสงสัยและอยากรู้ เมื่อพูดคุยกันเรื่องเพลงพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ก็คือว่า พระองค์ท่านทรงโปรดเพลงแนวไหน? และมีศิลปินคนใดบ้างที่ทรงชื่นชอบมากเป็นพิเศษ? ซึ่งเนื้อหาส่วนหนึ่งจากหนังสือ ‘เจ้านายเล็กๆ ยุวกษัตริย์’ ที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ คงจะตอบคำถามนี้ได้เป็นอย่างดี


“เมื่อถึงเวลาสนพระทัยแผ่นเสียงก็แข่งกันอีก รัชกาลที่ 8 ทรงเลือก Louis Armstrong, Sidney Bechet รัชกาลที่ 9 ทรงเลือก Duke Ellington, Count Basie เกี่ยวกับการซื้อแผ่นเสียงนี้ ถ้าเป็นแจ๊ซซ์ต้องซื้อเอง ถ้าเป็นคลาสสิคเบิกได้”


หลายๆ คนคงทราบกันดีว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรด ‘ดนตรีแจ๊ซซ์’ โดยเฉพาะแนว ‘ดิ๊กซี่แลนด์’ มากเป็นพิเศษ เพราะทรงหัดแซกโซโฟนกับเพลงจากแผ่นเสียงของนักดนตรีแจ๊ซซ์ที่มีฝีมือหลายๆ คน อาทิเช่น Johnny Hodges และ Sidney Bechet เป็นต้น จนทรงมีความชำนาญ เช่นเดียวกับการที่พวกเราคนไทยน่าจะเคยเห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงดนตรีร่วมกับนักดนตรีชาวต่างชาติมากมายหลายคน ทั้งที่เมืองไทยและเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศต่างๆ ในช่วงต้นรัชกาล รายชื่อของนักดนตรีอย่าง เบนนี่ กู๊ดแมน, ไลโอเนล แฮมพ์ตัน หรือ สแตน เกตซ์ ล้วนแต่เป็นชื่อที่คนชอบดนตรีแจ๊ซซ์ต่างก็รู้กันเป็นอย่างดีว่าเป็นนักดนตรีที่มีชื่อเสียงโด่งดังและได้รับการยอมรับในระดับสูงทั้งสิ้น ดังนั้นการที่บุคคลเหล่านี้ยินดีให้การยกย่องพระมหากษัตริย์จากต่างแดนที่มาเล่นดนตรีร่วมกับพวกเขา เป็นทั้งการแสดงการยอมรับนับถือในฝีมือ รวมทั้งเป็นการ ‘รับประกัน’ พระอัจฉริยภาพด้านดนตรีที่ดียิ่งกว่าใบประกาศรางวัลใดๆ เสียอีก

 

เลส บราวน์ หัวหน้าวง Les Brown and His Band of Renown ซึ่งเคยอัญเชิญเพลงพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปบรรเลงและบันทึกเสียง กล่าวไว้ในภาพยนตร์สารคดี ‘คีตราชัน’ ที่คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี จัดทำขึ้นเพื่อฉายในโรงภาพยนตร์ เนื่องในวโรกาสฉลองศิริราชสมบัติครบ 50 ปี ในปี พ.ศ. 2539 รวมทั้งนำมาออกอากาศทางโทรทัศน์ด้วยในเวลาต่อมา กล่าวว่า “พระองค์ทรงเป็นนักดนตรีที่ยิ่งใหญ่ และหากพระองค์ไม่ได้ทรงมีงานอย่างที่มีอยู่ พระองค์ต้องทรงเป็นผู้นำวงดนตรีที่ประสบความสำเร็จเป็นแน่”

 

มิตรสหายคนหนึ่งได้โพสต์เอาไว้ในเฟซบุ๊คของเขาเมื่อไม่นานมานี้ว่า การที่วงดนตรี อ.ส.วันศุกร์ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เล่นดนตรีสดออกอากาศทางสถานีวิทยุ อ.ส.ทุกวันศุกร์ในสมัยก่อนนั้น ก็ไม่ต่างอะไรกับการแสดงสดแบบ Live Session ที่ศิลปินมากมายในโลกนี้นิยมทำกัน ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่นำสมัยมากๆ ในช่วงเวลานั้น

ถ้าจะมีอะไรที่ผมรู้สึกว่าน่าเสียดายในเรื่องเกี่ยวกับเพลงพระราชนิพนธ์ ก็เห็นจะเป็นการที่วงดนตรี อ.ส.วันศุกร์ไม่ได้เล่นดนตรีออกอากาศเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว เพราะคงเป็นเรื่องที่น่าติดตามมากๆ เมื่อได้รู้ว่าทุกๆ วันศุกร์ ‘พระเจ้าอยู่หัว’ และวงดนตรีของท่าน จะมาบรรเลงดนตรีให้พวกเราได้ฟัง

 

ภายใต้ความเศร้าโศกที่เรากำลังพยายามก้าวผ่าน ผมเชื่อว่าในที่ใดที่หนึ่ง คงจะมีใครซักคนที่กำลังเริ่มต้นทำความรู้จักบทเพลงพระราชนิพนธ์ ได้ฟังเพลงเหล่านี้เป็นครั้งแรก หรือแม้แต่ได้รู้ว่าหลายๆ เพลงที่เขาและเธอเคยได้ยินนั้น ก็เป็นบทเพลงพระราชนิพนธ์ด้วยเช่นกัน

 

และแม้ว่าเราคงไม่อาจจะคาดหวังให้ทุกๆ คนชื่นชอบบทเพลงพระราชนิพนธ์ได้ เพราะดนตรีเป็นเรื่องของความชอบและรสนิยมที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล และเจ้าของบทเพลงเหล่านี้ ก็คงไม่คิดอยากจะบังคับให้ใครต้องมาชื่นชมยินดีไปกับงานที่พระองค์ได้ทรงสร้างไว้

 

แต่ผมก็เชื่อมั่นว่า บทเพลงเหล่านี้จะทำให้หลายๆ คนรู้สึก เหมือนที่ผมเคยรู้สึก อย่างที่ได้เล่าให้ฟังตั้งแต่ต้น

 

Did You Know

 

  • เพลง ‘พรปีใหม่’ ที่ร้องกันติดปากในวันขึ้นปีใหม่ทุกๆ ปีนั้น เกิดขึ้นจากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานพรปีใหม่แก่พสกนิกรด้วยบทเพลง และได้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ นิพนธ์คำร้องเป็นคำอวยพรปีใหม่ ก่อนจะพระราชทานให้วงดนตรีนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำออกบรรเลง ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และวงดนตรีสุนทราภรณ์ นำออกบรรเลง ณ ศาลาเฉลิมไทย ในวันปีใหม่ พ.ศ.2495
  • ‘ลายคราม’ ‘อ.ส.วันศุกร์’ และ ‘สหายพัฒนา’ คือชื่อของวงดนตรีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชส่งก่อตั้งและเป็นสมาชิกในวง โดยวงลายคราม เป็นวงดนตรีวงแรก เกิดขึ้นจากการรวบรวมบรรดานักดนตรีสมัครเล่นและพระราชวงศ์ผู้ใหญ่ที่ทรงคุ้นเคย ต่อมาเมื่อมีนักดนตรีรุ่นหนุ่มมาเล่นดนตรีร่วมกับวงลายคราม จึงเกิดเป็นวง อ.ส.วันศุกร์ ขึ้น โดยวง อ.ส. วันศุกร์ จะเล่นดนตรีออกอากาศกระจายเสียงทางสถานีวิทยุประจำวันศุกร์ (ซึ่งเป็นที่มาของชื่อวง) และยังเป็นวงดนตรีที่โปรดให้ไปร่วมบรรเลงในงาน ‘วันทรงดนตรี’ ตามที่มหาวิทยาลัยต่างๆ กราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯ ส่วนวงสหายพัฒนา เกิดจากการรวบรวมผู้ปฏิบัติราชการใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท ซึ่งส่วนใหญ่ไม่เคยเล่นดนตรีกันมาก่อน โดยพระราชทานเวลาฝึกสอนให้ จนสามารถตั้งเป็นวงขึ้นได้สำเร็จ
  • คำว่า อ.ส. ในชื่อวงดนตรี อ.ส.วันศุกร์ เป็นอักษรย่อของ ‘พระที่นั่งอัมพรสถาน’ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ใช้ออกอากาศครั้งแรก โดยสถานีวิทยุ อ.ส. นั้นเป็นสถานีวิทยุที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2495 ณ พระราชวังดุสิต เมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับมาประทับอยู่ในประเทศไทยเป็นการถาวร และใช้เครื่องส่งสัญญาณรุ่นแรกจากเครื่องที่กรมประชาสัมพันธ์ทูลเกล้าฯ ถวายและทำการติดตั้งให้ ก่อนที่ภายหลังจะย้ายไปตั้งสถานีในพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ในปี พ.ศ.2500
  • Academy of Music and Dramatic Arts แห่งกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ได้ทูลเกล้าฯ ถวายประกาศนียบัตร และสมาชิกกิตติมศักดิ์ลำดับที่ 23 แด่พระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช โดยมีพระบรมนามาภิไธย ภูมิพลอดุลยเดช ปรากฏอยู่บนแผ่นหินของสถาบัน นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ที่มีอายุน้อยที่สุด และเป็นชาวเอเชียเพียงผู้เดียวที่เป็นสมาชิกของสถาบันดนตรีแห่งนี้อีกด้วย

RECOMMENDED


   บทเพลงพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถูกนำมาบรรเลงและทำเป็นอัลบั้มแล้วหลายครั้ง มีทั้งศิลปินไทยและศิลปินจากต่างประเทศที่นำบทเพลงเหล่านี้มาทำใหม่ในแนวดนตรีต่างๆ และมีทั้งที่ยังสามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาด กับที่กลายเป็นของหายากและเป็นที่ต้องการของนักสะสมไปแล้ว ท่ามกลางอัลบั้มมากมายเหล่านั้น เราขอเลือกผลงาน 4 ชุดที่อยากแนะนำให้ลองหามาฟังกัน

 

H.M. Blues ร้อง บรรเลง เพลงของพ่อ
รวมศิลปิน, Platinum

 

สิ่งที่โดดเด่นของงานชุดนี้ นอกเหนือจากการมีศิลปินหลากหลายแนวแล้ว อยู่ที่ ‘ความกล้า’ ที่จะนำบทเพลงพระราชนิพนธ์มานำเสนอในรูปแบบใหม่ตามสไตล์ของแต่ละคน ซึ่งทำให้ผู้ฟังได้สัมผัสบทเพลงพระราชนิพนธ์ที่ต่างออกไปจากที่คุ้นเคย และทำให้สามารถเข้าถึงคนรุ่นใหม่ๆ ได้ง่ายยิ่งขึ้น (และในขณะเดียวกันก็มี ‘ชุดอนุรักษ์’ ออกควบคู่กันมาด้วย) ซึ่ง ณ เวลานั้น ถือเป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ ในวงการดนตรีของบ้านเรา และยังไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะรวบรวบศิลปินมากมายมาร่วมงานกันได้เช่นนี้

 

king bhumibol adulyadej

 

 


 

สายฝน
บางกอกแซกโซโฟนควอเตต, อิสระ


    ความน่าสนใจของผลงานที่ออกวางจำหน่ายในปี พ.ศ.2535 ชุดนี้ นอกจากจะอยู่ที่เป็นการนำเพลงพระราชนิพนธ์มาบรรเลงด้วยแซกโซโฟนในแบบวงควอเตต ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักในบ้านเราแล้ว ผลงานดังกล่าวยังนำเอานำสองสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพอพระราชหฤทัย ได้แก่ดนตรีแจ๊ซซ์และแซกโซโฟนมาใช้งาน จนได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นบทเพลงพระราชนิพนธ์ที่ไพเราะน่าฟังไม่แพ้เวอร์ชั่นอื่นๆ ชนิดที่ใครได้ลองฟังแล้วคงไม่ปฏิเสธว่า แม้จะมีอายุกว่า 20 ปีแล้ว แต่งานชุดนี้ก็ยังคงร่วมสมัยอยู่เสมอ

 

king bhumibol adulyadej


 

Royal New Orleans Jazz Celebration
Preservation Hall Jazz Band, Jazz Syndicate


    Preservation Hall Jazz Band เป็นวงแจ๊ซซ์จากนิวออร์ลีนส์ที่เคยเดินทางมาแสดงดนตรีถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ในปี พ.ศ.2553 ในผลงานชุดนี้ นอกจากพวกเขาจะนำบทเพลงพระราชนิพนธ์ 14 เพลง มาบรรเลงในแนวดนตรีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดแล้ว สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยังได้ร่วมทรงระนาดฝรั่ง ในเพลง Royal Celebration 2011 ซึ่งแต่งขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอยู่ในงานชุดนี้อีกด้วย

 

king bhumibol adulyadej


 

The Jazz King
Larry Carlton & Guests - All Star Jazz, Sony BMG

 

การได้เห็นชื่อของยอดมือกีตาร์ในสายแจ๊ซซ์อย่าง Larry Carlton มารับหน้าที่เป็นผู้บรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์ ถือเป็นสิ่งที่เรียกความสนใจจากผู้ฟังที่รู้จักและชื่นชอบในตัวศิลปินเป็นทุนอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อได้เห็นรายชื่อของนักดนตรีคนอื่นๆ ที่มาร่วมในงานชุดนี้แล้ว สำหรับคนที่เป็นแฟนเพลงในสายแจ๊ซซ์และฟิวชั่น แจ๊ซซ์ก็ถือว่าไม่ควรพลาด ขณะที่ตัวผลงานนั้นก็ดีเยี่ยมสมกับการที่ได้บรรดายอดฝีมือมาทำงาน เพราะช่วยทำให้บทเพลงพระราชนิพนธ์ออกมากลมกล่อมลงตัวและฟังได้อย่างเพลิดเพลินจริงๆ

 

king bhumibol adulyadej

 

 

ภาพประกอบในเรื่องจากหนังสือ
‘ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว’ บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ทิสโก้ จำกัด
‘พระฉัตรเกล้าของชาวไทย’ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช, สำนักจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร
‘งานช่างของในหลวง’ มหาวิทยาลัยศิลปากร
‘คีตมหาราชาสดุดี’ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 
‘ธ สถิตในดวงใจนิรันดร์’ โรงเรียนจิตรลดา
‘ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์พัฒนาประเทศ’ สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
‘กษัตริย์ & กล้อง : วิวัฒนาการการถ่ายภาพในประเทศไทย พ.ศ. 2388-2535’ ศักดา ศิริพันธ์

 

 

Profile picture for user micthepress

Rapintaranat Bunnachak

ระพินทรนาถ บรรณจักร (มิค)

พอเขียนหนังสือได้บ้างนิดๆ หน่อยๆ ก็เลยมาเขียนอยู่แถวนี้ไปเรื่อยๆ ตราบใดที่เขายังไม่บอกให้เลิก