Skip to main content

ในหลวงในดวงใจ THE SPORTMAN KING พระราชานักกีฬา

11

วันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ.2557 ผมเป็นหนึ่งในคนไทยอีกหลายล้านคนที่นั่งเฝ้าหน้าจอโทรทัศน์ใช่วงค่ำวันนั้น เพื่อติดตามชมการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติอาเซียน หรือ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2014 ที่ทีมชาติไทย ลงสนามพบกับทีมชาติมาเลเซีย ณ บูกิต จาลิล สนามกีฬาแห่งชาติของมาเลเซียในเมืองกัวลาลัมเปอร์

 

ผลการแข่งขันในครึ่งแรกของวันนั้นจบลงด้วยผลที่ทำให้จิตใจของกองเชียร์ห่อเหี่ยวไปตามๆ กัน เพราะทีมชาติมาเลเซียนำทีมชาติไทยอยู่ 3-0 และถ้าในครึ่งหลังผลการแข่งขันยังเป็นเช่นนี้ นั่นหมายความว่าทีมชาติมาเลเซียจะเป็นแชมป์รายการดังกล่าว ส่วนทีมชาติไทยก็จะพบความผิดหวังอีกครั้ง หลังจากที่ไม่ได้แชมป์รายการนี้มานานถึง 12 ปี

 

อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุดแล้ว ผลการแข่งขันที่ออกมาสร้างความสุขใจให้กับแฟนฟุตบอล เพราะถึงแม้จะไม่สามารถเอาชนะได้ แต่การยิงประตูคืนมาได้ 2 ลูก ก็เพียงพอที่จะทำให้ทีมชาติไทยคว้าแชมป์รายการดังกล่าวมาครองได้สำเร็จ 

 

และหลังจากได้แชมป์ เรื่องราวหนึ่งที่ถูกเปิดเผยตามมา ก็คือการที่ในช่วงพักครึ่งเวลา มีโทรศัพท์สายหนึ่ง ที่นำ ‘ข้อความ’ จากบุคคลคนหนึ่ง มาถ่ายทอดต่อให้กับทีมงานสตาฟโค้ชและนักฟุตบอลทุกคน จนเป็นแรงกระตุ้นสำคัญที่ทำให้พวกเขาฮึดสู้และคว้าผลการแข่งขันที่ต้องการพร้อมทั้งถ้วยแชมป์กลับเมืองไทยได้

 

และบุคคลคนดังกล่าว ก็คือพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

 

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

 

ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องฟุตบอลนัดนั้นต่อ ขอย้อนหลังกลับไปในอดีตก่อน

 

เชื่อว่าหลายๆ คนคงเคยได้เห็น ได้ยิน หรือได้อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับพระอัจฉริยภาพด้านการกีฬาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชกันมาบ้างแล้ว โดยภาพที่คนไทยน่าจะคุ้นเคยมากที่สุด เมื่อนึกถึงการทรงกีฬาของพระองค์ ก็คือ ‘เรือใบ’ ซึ่งเป็นกีฬาที่พระองค์โปรดเป็นพิเศษ อีกทั้งพระองค์ยังทรงเป็นตัวแทนของประเทศไทยลงแข่งขันและได้รับเหรียญทองจากการแข่งขันกีฬาแหลมทอง (หรือกีฬาซีเกมส์ในเวลาต่อมา) มาแล้ว อีกทั้งเรือที่ใช้ในการแข่งขันก็ยังเป็นเรือที่ทรงออกแบบและประดิษฐ์ขึ้นด้วยพระองค์เอง  

 

เรื่องราวดังกล่าวเกิดขึ้นในการแข่งขันกีฬาแหลมทองครั้งที่ 4 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ในระหว่างวันที่ 9-16ธันวาคม พ.ศ.2510 โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงสมัครเข้ารับคัดเลือกเป็นนักกีฬาทีมชาติไทยในกีฬาเรือใบตามขั้นตอน เช่นเดียวกับนักกีฬาคนอื่นๆ และด้วยพระปรีชาสามารถ ทรงได้รับเลือกให้เป็นนักกีฬาเรือใบทีมชาติไทย ซึ่งก็ทรงเข้าค่ายฝึกซ้อมตามโปรแกรมการฝึกซ้อม และทรงได้รับเบี้ยเลี้ยงในฐานะนักกีฬา เช่นเดียวกับนักกีฬาคนอื่นๆ และเมื่อการแข่งขันมาถึง พระองค์ทรงลงทำการแข่งขันกับนักกีฬาจากชาติอื่นๆ ก่อนจะสามารถเอาชนะนักกีฬาคู่แข่ง และทรงชนะเลิศเหรียญทอง ในการแข่งขันเรือใบประเภท โอ.เค. เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ.2510 ซึ่งต่อมาในภายหลัง ได้มีการกำหนดให้วันดังกล่าวเป็น ‘วันกีฬาแห่งชาติ’ มาจนถึงปัจจุบัน 

 

การที่ทรงสามารถคว้าเหรียญทองในการแข่งขันครั้งนั้นได้ ไม่เพียงแต่จะทำให้ทำให้พระอัจฉริยภาพทางกีฬาเรือใบของพระองค์เป็นที่ยอมรับเท่านั้น แต่ยังทำให้พระเกียรติยศระบือไกลยิ่งขึ้น เพราะเรือใบที่ทรงใช้ในการแข่งขันนั้นไม่ได้หาซื้อมาจากที่ใด หากแต่ทรงออกแบบและประดิษฐ์ด้วยพระองค์เอง ซึ่งทำให้พสกนิกรชาวไทยและชาวโลกได้รับรู้ว่า พระมหากษัตริย์ของไทยพระองค์นี้มีความสามารถในการสร้างเรือได้หลายแบบหลายรุ่น รวมทั้งทำให้คนไทยได้รู้จักเรือ ‘มด’ ‘ซูเปอร์มด’ และ เรือ ‘ไมโครมด’ ที่ทรงต่อด้วยพระองค์เองทั้งสิ้น 

 

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

 

นอกจากจะเป็น ‘นักกีฬา’ ที่มีฝีมือแล้ว พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังทรงเป็นองค์อุปถัมภ์การกีฬาของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการรับเอาสมาคมกีฬาต่างๆ มาไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์, การพระราชทานพระบรมราโชวาทให้กับนักกีฬาทีมชาติที่จะออกไปแข่งขันในรายการสำคัญๆ ต่างๆ, การพระราชทานพระราชวโรกาสให้นักกีฬาเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท

 

หรือแม้แต่การพระราชทานคำแนะนำให้กับนักกีฬาด้วยพระองค์เอง!

 

ศาสตราจารย์เจริญ วรรธนะสิน อดีตนักกีฬาแบดมินตันทีมชาติไทย และแชมเปี้ยนระดับโลก ผู้ซึ่งได้รับพระราชทานทุนส่วนพระองค์ให้ไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ เคยเปิดเผยถึงพระอัจฉริยภาพของพระองค์ ที่ได้พระราชทานคำแนะนำให้เขาสำหรับการต่อสู้กับคู่แข่งคนสำคัญ ในสมัยที่ยังโลดแล่นอยู่ในวงการแบดมินตัน โดยศาสตราจารย์เจริญเล่าว่า ครั้งหนึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชรับสั่งถามว่า หนักใจไหมในการแข่งกับ เออร์แลนด์ คอปส์ (Erland Kops) นักแบดมินต้นชาวเดนมาร์กซึ่งเป็นคู่แข่งคนสำคัญ และที่หนักใจนั้น หนักใจในเรื่องใด ซึ่งศาสตราจารย์เจริญกราบบังคมทูลว่า เออร์แลนด์ คอปส์ มีลูกตบที่รุนแรง ที่เสียแต้มให้คอปส์ เป็นเพราะรับลูกตบที่หนักหน่วงไม่ได้ อีกทั้งคอปส์ยังอึดและอดทน ยิ่งเล่นก็ยิ่งมีกำลังมาก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชจึงรับสั่งว่า "เมื่อคอปส์มีลูกตบที่หนักและรุนแรง สิ่งที่ควรจะทำคือ หลีกเลี่ยงอย่าให้คอปส์ตบลูกได้บ่อย หรือใช้ลูกตบได้ถนัด ควรดึงคอปส์มาเล่นลูกหน้าให้มาก เมื่อเขาพะวงบริเวณหน้าตาข่าย จะทำให้เขาถอยตบลูกไม่ถนัด" 

 

และ ‘กลยุทธ์’ ดังกล่าว คือสิ่งที่เจริญ วรรธนะสินในวัยหนุ่ม ใช้ในการต่อสู้กับแชมเปี้ยนชาวเดนมาร์ก จนสามารถป้องกันตำแหน่งแชมเปี้ยนชายเดี่ยวรายการออลมาลายัน ที่เกาะสิงคโปร์ เมื่อปี พ.ศ.2502 เอาไว้ได้

 

 

 

อีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและการกีฬา ซึ่งถูกส่งต่อกันมากมายในเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะหลังเสด็จสู่สวรรคาลัย และมีการนำเรื่องราวความประทับในของพสกนิกรต่อพระราชกรณียกิจและพระจริยาวัตรต่างๆ ของพระองค์มาเผยแพร่ คือเรื่องเกี่ยวกับความทรงจำของสมรักษ์ คำสิงห์ นักชกฮีโร่เหรียญทองโอลิมปิกคนแรกของไทย กับการได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท หลังจากเดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้ว

 

โดยในเรื่องราวดังกล่าว สมรักษ์ระบุว่าเขา ‘เกร็ง’ มาก เพราะต้องท่องคำราชาศัพท์ต่างๆ ก่อนที่จะเข้าเฝ้าเพื่อจะกราบบังคมทูลตอบคำถามได้ถูกต้อง แต่เมื่อได้เข้าเฝ้าจริงๆ เขาพบว่าพระองค์ทรงเป็นกันเองกับเขามากจนทำให้เขาคลายความกังวล และทรงมีพระราชดำรัสที่เขานำมาถ่ายทอดผ่านสื่อว่า “พระองค์ท่านเล่าว่าวันนั้นเราดูที่วังไกลกังวล ดูสมรักษ์ชก เห็นสมรักษ์ถือรูปเราขึ้นไปบนเวที เรานึกว่าเราชกเอง แล้วก็ลุ้นสมรักษ์ ตื่นเต้น พอสมรักษ์ชนะ เราก็เผลอตัวกระโดดโลดเต้นดีใจ จนข้าราชการผู้ใหญ่หัวเราะเรา เราก็เลยรู้สึกอาย แล้วก็ค่อยๆ นั่งลง” 

 

นอกเหนือจาก ‘ความน่ารัก’ ของเรื่องราวดังกล่าว ซึ่งน่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่สร้างความประทับใจให้กับคนที่ได้เห็นได้อ่านแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ผมได้จากเรื่องนี้ก็คือ พระองค์ท่านทรง ‘ติดตาม’ ผลงานของนักกีฬาไทยอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นกีฬาชนิดใดก็ตาม รวมทั้งทรง ‘เอาใจช่วย’ ให้นักกีฬาทุกคนทำผลงานของตัวเองให้ได้ดีที่สุดอยู่เสมออีกด้วย

 

ในขณะที่สำหรับตัวนักกีฬาเอง การได้รับรู้ว่า ‘พระเจ้าอยู่หัว’ ของพวกเขา ‘เชียร์’ พวกเขาอยู่ ก็น่าจะเป็นกำลังใจอันยิ่งใหญ่ และเป็นสิ่งที่สร้างแรงผลักดันให้กับนักกีฬาแต่ละคนอย่างมากมายด้วยเช่นกัน

 

 

 

กลับมาที่เรื่องฟุตบอลอีกครั้ง

 

“ขอให้กำลังใจกับผู้เล่นทุกคน ขออวยพรให้มีชัยชนะ อย่าย่อท้อแม้ว่าจะตามอยู่ ในหลวงได้ทรงทอดพระเนตรเกมนี้อยู่” คือพระกระแสรับสั่งที่ราชเลขาถ่ายทอดให้กับนายเกษม จริยวัฒน์วงศ์ ผู้จัดการทีมชาติไทยในขณะนั้น ก่อนที่ข้อความดังหล่าวจะถูกถ่ายทอดต่อไปสู่สตาฟโค้ชและผู้เล่นทุกคน และเรื่องราวหลังจากนั้น ก็อย่างที่ทุกคนรับรู้กัน

 

บางคนอาจจะบอกว่า เป็นเพราะพระกระแสรับสั่งนี้เอง ที่ทำให้นักกีฬารวมใจเป็นหนึ่งและกอบกู้สถานการณ์จนกลับมาประสบความสำเร็จได้ บางคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อที่พระองค์ท่านจะทรงทอดพระเนตรการแข่งขันฟุตบอลนัดนั้นด้วย แต่เรื่องดังกล่าวไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ผมแปลกใจอะไรเลย

 

เพราะสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงทำนั้น ก็คือสิ่งที่คนรักการกีฬา ไม่ว่าที่ไหนๆ ในโลกก็ทำเช่นนี้ด้วยกันทั้งนั้น

 

นั่นก็คือ ไม่ว่าจะลงแข่งขันด้วยตัวเอง เป็นผู้ฝึกสอนให้คำแนะนำแก่ผู้อื่น หรือแม้แต่เป็นกองเชียร์คอยสนับสนุน ก็ต้องทำอย่างเต็มที่สุดฝีมือ และต้องมีน้ำใจนักกีฬาควบคู่กันไปด้วย 

 

ซึ่งสิ่งที่ว่ามานั้น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้แสดงมาตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์แล้ว

 

 

Did You Know

  • หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อนว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เคยเสด็จไปทอดพระเนตรการแข่งขันฟุตบอลลีกของประเทศสเปน หรือที่เรียกว่า ลาลีกา มาแล้ว โดยทั้งสองพระองค์ได้ทอดพระเนตรการแข่งขันระหว่างทีมเรอัล มาดริด กับทีมแอธเลติก บิลเบา ณ สนาม ซานติอาโก้ เบร์นาเบว ในระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรสเปน ในปี พ.ศ.2503
Profile picture for user micthepress

Rapintaranat Bunnachak

ระพินทรนาถ บรรณจักร (มิค)

พอเขียนหนังสือได้บ้างนิดๆ หน่อยๆ ก็เลยมาเขียนอยู่แถวนี้ไปเรื่อยๆ ตราบใดที่เขายังไม่บอกให้เลิก