Skip to main content

Music Artist & Cannabis : คนดนตรีและกัญชาในโลกตะวันตก

12

ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้เห็นและติดตามกรณีความขัดแย้งของคนไทยเรื่องการใช้กัญชาหรือน้ำมันสกัดจากกัญชาในเชิงแพทย์แบบลุ้นๆ แน่นอนว่าในแง่หนึ่ง กัญชาถือว่าเป็นสารเสพติด แต่ในอีกแง่หนึ่งก็สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทางการแพทย์ในทำนองเดียวกับมอร์ฟีน เรียกว่าให้ได้ทั้งคุณและโทษ ขึ้นอยู่กับคนที่นำมาใช้ว่าจะเลือกให้เป็นไปทางไหน

 

โชคดีที่ความขัดแย้งดังว่านั้นจบลงในทางที่ดี มีความหวังมากขึ้นสำหรับผู้ป่วยในไทยที่จำเป็นต้องใช้น้ำมันกัญชา เพราะภาครัฐและอีกหลายหน่วยงานยินดีให้การสนับสนุนผู้ที่ทำการค้นคว้าวิจัยอยู่แล้ว แต่ยังขาดการยอมรับอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ทุกอย่างมีมาตรฐานและอยู่ในระบบที่ถูกต้องเหมาสม

 

ขณะที่ผู้คนหลายกลุ่มมองว่ากัญชาเป็นของที่ไม่ควรยุ่งเกี่ยว และการใช้กัญชาในการช่วยรักษาโรคเป็นเรื่องไกลตัว อาจพูดได้ว่า สำหรับคนดนตรีในโลกตะวันตกและของไทย กัญชาไม่ใช่ของใหม่ แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้มีการนำมาใช้เพื่อการรักษาโรคหรือบรรเทาปวด ศิลปินมากมายใช้กัญชาเป็นตัวช่วยในการสร้างอารมณ์ก่อนขึ้นเวที หรือคลายเครียด ในซีกโลกตะวันตกมีศิลปินหลายรายที่ยอมรับออกสื่อฯ หรือไม่แคร์สื่อฯ ว่านิยมเสพกัญชา คนเหล่านี้มีตั้งแต่รุ่นใหญ่ระดับตำนาน เช่น วิลลี่ เนลสัน, เมิร์ล แฮกการ์ด, บ็อบ ดีแลน, รีบ้า แมคเอนไทร์, คริส คริสทอฟเฟอร์สัน, พอล แมคคาร์ทนีย์ รุ่นกลางๆ อย่าง มาดอนน่า, เมลิสซา เอเธอร์ริดจ์, อลานิส มอริสเซ็ตต์ ไปจนถึงป็อปสตาร์ยุคปัจจุบัน เช่น จัสติน ทิมเบอร์เลค, รีแอนน่า นี่ยังไม่รวมถึงฝั่งแร็ปเปอร์และฮิป-ฮอป ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการใช้ทั้งกัญชาและสิ่งเสพติดอื่นๆ อยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่น เจย์-ซี สามีสุดที่รักของศิลปินสาว บียองเซ่ ขึ้นชื่อว่าเป็นศิลปินที่นิยมใช้กัญชาเป็นตัวช่วยกระตุ้นความคิดในการสร้างสรรค์ผลงาน เขาเคยให้สัมภาษณ์ใน XXL นิตยสารแนวเพลงฮิป-ฮอปไว้ว่า กัญชาช่วยให้เขาทำเพลง ‘Izzo (H.O.V.A.)’ ได้สำเร็จ ซึ่งต่อมากลายเป็นเพลงยอดนิยมของเขา

 

Paul

 

Paul McCartney

  • พอล แมคคาร์ทนีย์ เลิกสูบกัญชาเพราะลูกสาว

 

แล้วถ้าจะพูดสำหรับรุ่นใหญ่ที่ใช้กัญชาแล้ว ก็น่าจะมีชื่อของ พอล แมคคาร์ทนีย์ รวมอยู่ด้วย เขานี่แหละเป็นคนชักชวนเพื่อนร่วมวง The Beatles ให้หันหน้าเข้าหากัญชา แมคคาร์ทนีย์ เคยเล่าว่าเขาสูบกัญชาเป็นคร้ังแรกกับ บ็อบ ดีแลน ในโรงแรมแห่งหนึ่งของนิวยอร์คเมื่อปี 2507 และยังคงสูบกัญชาอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายสิบปี จึงไม่น่าแปลกใจที่เขาจะโดนจับในข้อหามีกัญชาไว้ในครอบครองหลายต่อหลายครั้ง จนกระทั่งมาเลิกสูบจริงๆ เมื่อปี 2555 ตามที่ให้สัมภาษณ์ไว้ในนิตยสาร Rolling Stone เพราะรู้สึกว่าต้องรับผิดชอบในฐานะพ่อคนที่กำลังมีลูกสาวตัวน้อยๆ

 

JT

 

Justin Timberlake

  • จัสติน ทิมเบอร์เลค ทำตัวเป็นเด็กมีปัญหาด้วยการสูบกัญชาตั้งแต่อายุสิบสาม


หันมาดูทางฝ่ายป็อปรุ่นเด็กกว่ากันบ้าง จัสติน ทิมเบอร์เลค อดีตหนุ่มน้อยจากวงบอยแบนด์ที่ผันตัวเองมาเป็นศิลปินเดี่ยวได้อย่างน่าชื่นชม เคยเขียนไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติ - Hindsight : And All the Things I Can’t See in Front of Me ว่าเขาเคยสูบกัญชาตั้งแต่อายุสิบสาม ในช่วงที่เขายังอยู่กับรายการ มิคกี้เม้าส์ คลับ ซึ่งกินเวลาแค่สองปีก่อนที่รายการจะโดนแคนเซิล ทิมเบอร์เลค กลับไปอยู่บ้านที่เทนเนสซี่และเริ่มทำตัวเป็นเด็กมีปัญหา และหนึ่งในปัญหานั้นก็คือการเริ่มสูบกัญชา โชคดีที่หลังจากนั้นไม่นาน เขาได้มาเป็นสมาชิกในวงเอ็นซิงค์และประสบความสำเร็จในโลกดนตรี


แต่ก็ใช่ว่าเขาจะหยุดการสูบกัญชาไปเลย เพราะในภายหลังเขาก็ยอมรับในการสัมภาษณ์กับนิตยสาร Playboy ว่า ยังคงสูบกัญชาอยู่ “กัญชาให้ประโยชน์ผมได้อย่างเดียวคือมันทำให้ผมหยุดคิดมาก บางครั้งสมองผมก็จำเป็นต้องหยุดพัก” ทิมเบอร์เลค อธิบายถึงเหตุผลในการใช้กัญชา “ส่วนบางคนก็แค่อยากเมากัญชา”’

 

ศิลปินฝ่ายหญิงอย่าง เลดี กาก้า ที่กำลังมือขึ้นเหลือเกินทั้งในด้านงานเพลงและงานแสดงภาพยนตร์ ก็เป็นอีกคนที่ใช้กัญชาเป็นตัวช่วยเวลาแต่งเพลง “ฉันสูบกัญชาเยอะมากเวลาเขียนเพลง” เธอเคยยอมรับในรายการ 60 Minutes เมื่อหลายปีก่อน เลดี้ กาก้า พูดเสมอว่า โดยส่วนตัวแล้วเธอไม่สนับสนุนการใช้ยาเสพติด แต่เธอก็ไม่ต้องการโกหกหรือสร้างภาพว่าตัวเองไม่เคยทำเรื่องไม่เหมาะสม

 

JOHN

 

John Mayer

 

การสูบกัญชาเวลาทำงานของ เลดี้ กาก้า อาจเทียบไม่ได้กับการใช้กัญชาแทนเหล้าของ จอห์น เมเยอร์ เมื่อ 2 - 3 ปีก่อน ศิลปินผู้เคยมีปัญหากับการดื่มแอลกอฮอล์ ทวีตในบัญชีผู้ใช้ทวิตเตอร์ของตัวเองว่าเลิกดื่มเหล้าได้สำเร็จแล้ว ต่อมาเขาก็ให้สัมภาษณ์ในนิตยสาร Rolling Stone ว่าเขาหันมาสูบกัญชาแทนการดื่มเหล้า พูดง่ายๆ ว่าอยากดื่มเมื่อไหร่ ก็หันไปหามวนกัญชาแทน ในมุมมองของ เมเยอร์ เหล้านั้นร้ายกว่ากัญชานัก และอาจมองได้ว่า กัญชาช่วยให้เขาเลิกเหล้าได้สำเร็จ

 

เมลิสซา เอเธอริดจ์ เป็นศิลปินอีกรายที่ใช้กัญชาเป็นตัวช่วยเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพ เธอเคยป่วยเป็นโรคมะเร็งทรวงอกและอ้างว่าสารสกัดจากกัญชาช่วยให้เธอผ่านพ้นขั้นตอนการทำคีโมเพื่อรักษาโรคได้โดยไม่ต้องเจ็บปวดทรมานมากนัก หลังจากหายป่วย เอเธอริดจ์ ก็หันมาทำงานเชิงสังคม ทั้งเพื่อกลุ่มคนป่วยโรคมะเร็งและกลุ่มคนที่สนับสนุนให้กัญชาพ้นจากสภาพการเป็นของผิดกฎหมาย

 

เมื่อคนดนตรีอยากให้กัญชาถูกกฎหมาย
 

เป็นเรื่องน่าสนใจมากที่มีคนดังจำนวนมากในโลกตะวันตก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ออกตัวให้การสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากกัญชา ถ้าจะพูดถึงศิลปินที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงผลักดันให้กัญชาเป็นพืชที่ถูกกฎหมาย แน่นอนว่าต้องมีชื่อของ วิลลี่ เนลสัน และ สนูป ด็อกก์ รวมอยู่ด้วย ฝ่ายหลังมักจะถูกมองว่าเป็นเจ้าพ่อ ‘สายเขียว’ จอมฮามากกว่าจะเป็นนักเคลื่อนไหวอย่างจริงจัง แต่ฝ่ายแรกซึ่งตอนนี้อยู่ในวัย 85 ปีแล้ว ยังคงต่อสู้เพื่อให้กัญชาเป็นสิ่งถูกกฎหมายตลอดมา 

 

WN

 

Willie Nelson

  • วิลลี่ เนลสัน ตำนานคันทรี่ ผู้ต่อสู้ให้กัญชาเป็นพืชที่ถูกกฎหมาย

 

ก่อนหน้านี้ วิลลี่ เนลสัน ตำนานเพลงคันทรี่ผู้ยืนยง มี เมิร์ล แฮกการ์ด เพื่อนศิลปินคันทรี่ชั้นครูอีกคนเป็นแนวร่วม ทั้งสองคนเคยทำเพลงเชียร์กัญชาด้วยกัน (‘Its All Going To Pot’)  เขาเคยเล่าว่า เนลสันเป็นคนบอกว่าถ้าเขาสองคนไม่สูบกัญชา ก็อาจจะตายไปนานแล้วเพราะดื่มเหล้าและสูบบุหรี่มากเกินไป
 

แฮกการ์ด บอกว่ากัญชาทำให้เขามีเรี่ยวมีแรงและมีพลังสร้างสรรค์ผลงาน รวมถึงการออกทัวร์คอนเสิร์ตได้ตลอดรอดฝั่งในวัยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 7 และก่อนที่เขาจะเสียชีวิตในวัย 79 ปี แฮกการ์ด ก็มีไร่กัญชาในแคลิฟอร์เนีย มีผลิตภัณฑ์จากกัญชาจำหน่ายภายใต้ชื่อว่า Merl’s Girls และมีแผนที่จะขยายตลาดสินค้าชนิดนี้ออกไปอีกด้วย ซึ่งแผนการที่วางไว้ก็ได้ครอบครัวของเขาเป็นผู้สานต่อ

 

แม้ แฮกการ์ด จะจากโลกนี้ไปในปี 2559 แล้ว วิลลี่ เนลสัน ก็ยังคงมุ่งมั่นผลักดันให้กัญชาเป็นที่ยอมรับอย่างเป็นทางการต่อไป เนลสัน ผู้เคยโดนจับข้อหามีกัญชาในครอบครองนับครั้งไม่ถ้วน มีชื่ออยู่ในตำแหน่งประธานที่ปรึกษาร่วมของคณะกรรมการกลุ่ม National Organization for the Reform of Marijuana Laws (NORML) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดกลุ่มหนึ่งในการต่อสู้เพื่อให้กัญชามีฐานะเป็นของถูกกฎหมาย 

 

“มันอยู่ที่เวลา” เขาให้สัมภาษณ์ไว้ในปี 2551 “อยู่ที่การศึกษา อยู่ที่ว่าคนจะเข้าใจว่ากัญชามีไว้เพื่ออะไร ทำไมมันถึงงอกงามบนผืนดินและทำไมมันจึงถูกนำมาใช้เป็นยาคลายเครียดที่ดีที่สุดในโลก”

 

เนลสัน ได้ชื่อว่าเป็นนักเคลื่อนไหวเรื่องกัญชาที่เข้มแข็งที่สุดคนหนึ่ง เขารณรงค์อย่างต่อเนื่อง “กัญชาคือยาที่ปลอดภัยที่สุด” เขายืนยันไว้เมื่อตอนที่ให้สัมภาษณ์แก่สำนักข่าวเอพีเมื่อสองปีก่อน เนลสัน ยังยืนยันอีกว่ากัญชาที่ดีจะต้องปลูกแบบออร์แกนิค ไม่มีการใช้ยาฆ่าแมลง เขามองว่านี่คือพืช คือธรรมชาติที่เติบโตจากผืนดิน ไม่ใช่สารสังเคราะห์อย่างเฮโรอีนหรือโคเคน

 

ใช่ว่าจะมีแต่ศิลปินจากฝั่งอเมริกาที่เชียร์ให้กัญชาเป็นของถูกกฎหมายเสียที สติง อดีตสมาชิกวงร็อคอังกฤษอย่าง เดอะ โพลิซ ก็เคยให้ความเห็นในเชิงสนับสนุนเรื่องนี้ เขามองว่านักเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องมักถูกลดความสำคัญ สติงยังเคยเขียนบทความให้ฮัฟฟิงตันโพสต์ เว็บไซต์ข่าวที่มักมีคนมีชื่อเสียงมาเขียนคอลัมน์ให้เสมอๆ โดยระบุว่า “คนที่จำเป็นต้องใช้กัญชาทางการแพทย์เพื่อรักษาโรคร้ายไม่สามารถจะเอามาใช้ได้” เขาเรียกร้องให้ทุกคนทำงานร่วมกันเพื่อหาทางให้ปัญหานี้กลายเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรกๆ และหลังจากที่เขาเขียนบทความนั้นไม่กี่ปี ก็มีการออกกฎหมายยินยอมให้แพทย์ใช้กัญชาเพื่อการรักษาได้ในรัฐนิวยอร์ค

 

ME

 

Melissa Etheridge

  • เมลิสซา เอเธอริดจ์ ร็อคเกอร์สาวและอดีตผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ใช้กัญชาเป็นตัวช่วยในการรักษา

 

เมลิสซา เอเธอริดจ์ ร็อคเกอร์สาวสาย LGBT รุ่นแรกก็เป็นอีกคนที่ต่อสู้เรื่องกฎหมายการควบคุมกัญชาอย่างเข้มข้น แม้ว่าเธอและเพื่อนพ้องจะล้มเหลวในการผลักดันให้รัฐแคลิฟอร์เนียออกกฎหมายรองรับการใช้กัญชาเพื่อการแพทย์ในปี 2553 แต่เธอไม่เคยหยุด เอเธอริดจ์ จัดว่าเป็นผู้มีประสบการณ์ตรงในการเป็นผู้ป่วยและใช้กัญชาในกระบวนการรักษา “ในฐานะที่เป็นผู้รอดชีวิตจากโรคมะเร็ง ฉันเข้าใจถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเป็นโรคร้ายแรง และผู้ป่วยที่กำลังทุกข์ทรมานก็สมควรมีสิทธิเข้าถึงยาที่ช่วยบรรเทาอาการให้พวกเขาได้” เธอกล่าวไว้ในสุนทรพจน์เกี่ยวกับการออกกฎหมายยอมรับการใช้กัญชาเพื่อการรักษาโรคในรัฐนิวยอร์ค และในคราวนี้ทางการเห็นด้วยกับเธอและเพื่อนร่วมอุดมการณ์ ในปี 2557 ฝ่ายนิติบัญญัติของรัฐนิวยอร์คได้ออกกฎหมาย New York’s Compassionate Care ซึ่งอนุญาตให้แพทย์ใช้กัญชาในการรักษาและบรรเทาอาการป่วยเมื่อจำเป็น

 

นอกเหนือจาก วิลลี่ เนลสัน และ เมลิสซา เอเธอริดจ์ ก็ยังมีคนดังสายดนตรีอีกหลายคน ที่สนับสนุนให้กัญชาเป็นพืชถูกกฎหมายอย่างออกนอกหน้า ทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ ทั้งคนขาว คนดำและคนเชื้อสายละติน

 

คาร์ลอส ซานตาน่า เป็นอีกคนที่เปิดเผยอย่างชัดเจนว่าเขาสนับสนุนการทำให้กัญชาถูกกฎหมาย จุดเริ่มต้นอยู่ในยุคทศวรรษที่ 60 เมื่อ ซานตาน่าได้ร่วมวงกับพวกบุปผาชนในเบย์ แอเรีย เรียกว่าเขารณรงค์เรื่องนี้มาอย่างยาวนานและไม่เคยเปลี่ยนใจ ในยุคที่ บารัค โอบามา ยังเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ซานตาน่า ก็เคยเรียกร้องให้ โอบามา ทำให้กัญชาเป็นสิ่งถูกกฎหมาย เช่นเดียวกับการนำคนหนุ่มสาวออกจากสนามรบและกลับบ้าน รวมถึงการลงทุนเพื่อการศึกษาและคนที่เป็นครู

 

JL

 

John Legend

 

ถ้ามองไปที่ศิลปินรุ่นใหม่ขึ้นมาหน่อย คนที่ออกตัวแรงในเรื่องนี้คงหนีไม่พ้น จอห์น เลเจนด์ แม้จะไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าศิลปินหนุ่มผิวสีผู้ผสมผสานดนตรีโซล ป็อป อาร์แอนด์บีและฮิป-ฮอป ได้อย่างกลมกลืนจะเคยเสพกัญชา แต่เขาชัดเจนเสมอว่าสนับสนุนการนำพืชชนิดนี้เข้าระบบและทำให้เป็นของถูกกฎหมาย เลเจนด์ มองว่าการทำให้กัญชาถูกกฎหมายจะช่วยลดอาชญากรรม รัฐไม่ต้องปวดหัวกับการไล่จับคนขายและคนซื้อ ช่วยลดอันตรายในแง่ของการใช้กัญชาแบบสารเสพติด ขณะที่ทางคนป่วยที่จำเป็นต้องใช้สารสกัดจากกัญชาก็จะได้ประโยชน์ไปด้วย ในปี 2556 เขาเคยพูดถึงเหตุผลของการสนับสนุนประเด็นนี้เอาไว้ในรายการ HuffPost Live ว่า “ผมคิดว่าเราควรทำให้กัญชาถูกกฎหมาย มันไม่มีเหตุผลที่จะห้ามกันต่อไป และเราจำเป็นต้องพิจารณาถึงการยกเลิกข้อห้ามโดยหลักๆ ได้แล้ว ผมไม่รู้ว่าการห้ามใช้ (กัญชา) จะเป็นวิธีที่ได้ผลในการทำให้คนไม่ใช้สารต้องห้ามเหล่านั้นได้จริงหรือ พวกเขาย่อมหาทางที่จะใช้มัน พวกอาชญากรต่างหาทางที่จะขายมัน และคนจำนวนมากก็ตายเพราะมัน ชุมชนหลายแห่งถูกทำลายเพราะมีตลาดมืดเกิดขึ้น เพราะคนต้องการ ‘ของ’ และพวกเขาก็หาทางที่จะได้ ‘ของ’ มาจนได้” 

 

นอกจากศิลปินที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังมีศิลปินอีกมาก รวมถึงคนดังในสาขาต่างๆ ที่สนับสนุนให้กัญชาและการใช้กัญชาเป็นเรื่องถูกกฎหมาย ถ้าอยากรู้ว่ามีคนดังคนไหนบ้าง ลองเข้าไปดูกันได้ที่เว็บไซต์ www.marijuanamajority.com

 

ศิลปินที่มีผลิตภัณฑ์กัญชาเป็นของตัวเอง

 

ปิดท้ายด้วยเรื่องของการทำมาค้าขายกับสินค้าพิเศษชนิดนี้ แม้ว่ากัญชาจะยังเป็นพืชที่ถูกกฎหมายแค่ในบางรัฐ ตลาดสินค้าที่มาจากกัญชาในสหรัฐอเมริกานั้นเปิดกว้างกว่าบ้านเรามาก แน่นอนว่าศิลปินหลายรายที่ใช้กัญชาอยู่แล้ว ย่อมเกิดไอเดียที่จะทำผลิตภัณฑ์จากกัญชาออกขายด้วย ซึ่งได้ผลดีในแง่การตลาดเพราะเป็นของที่ใช้เอง ใช้จริง จึงดูน่าเชื่อถือ

 

วิลลี่ เนลสัน ไม่เพียงสนับสนุนให้กัญชาถูกกฎหมาย เขายังมีบริษัทที่ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากกัญชาภายใต้ชื่ิอว่า Willie’s Reserve ซึ่งว่ากันว่ามีสินค้าครบวงจรที่สุดแล้ว กัญชาของ เนลสัน ปลูกแบบออร์แกนิค ไม่มีสารปรุงแต่งทางเคมี มีการทำตลาดและวางแผนธุรกิจอย่างมืออาชีพ คอนเส็ปท์ของสินค้าของ เนลสัน คือสินค้าเพื่อสุขภาพ ไม่ใส่สารกันบูด ไม่มีการปรุงแต่งรสหรือกลิ่น และตั้งเป้าจะให้เป็นต้นแบบของผลิตภัณฑ์กัญชาโดยทั่วไป ซึ่งกลายเป็นจุดขายที่แข็งแกร่ง ขณะที่เจ้าของบริษัทมีเป้าหมายว่าจะทำให้ผลิตภัณฑ์ของเขามีวางขายไปทั่วทุกมุมถนน เขาก็เริ่มผลิตสินค้าในระดับไฮเอนด์ออกมาด้วย โดยจะแยกออกเป็นแบรนด์ต่างๆ เพื่อให้ลูกค้าได้เลือก ธุรกิจใหม่ของ เนลสัน กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นที่จับตามองในฐานะธุรกิจที่สร้างรายได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะเมื่อมีการยอมรับให้กัญชาเป็นพืชที่ถูกกฎหมายมากขึ้นในหลายรัฐ

 

SD

 

Snoop Dogg

 

ถ้าพูดถึงฮิป-ฮอปหรือแร็ปเปอร์ ‘สายเขียว’ แล้วจะข้ามชื่อ สนูป ด็อกก์ ไปก็ไม่เหมาะ เขาคนนี้คือเจ้าพ่อกัญชาแบบครบวงจร คือเป็นทั้งผู้ใช้และผู้จำหน่าย ซึ่งเขายอมรับออกสื่อฯ อยู่บ่อยครั้ง สนูป ด็อกก์ เคยเล่าถึงการสูบกัญชาครั้งแรกของเขาในนิตยสาร Esquire ว่าผู้ที่ชักชวนให้ลองสูบกัญชาคนแรกคือลุงของเขาเอง และตอนนั้น สนูป ด็อกก์ อายุยังไม่ถึง 10 ขวบ!

 

สายผลิตภัณฑ์จากกัญชาของ สนูป ด็อกก์ ภายใต้แบรนด์ The Leafs By Snoop นั้นมีมากมายไม่แพ้ของเนลสัน มีทั้งแบบใช้เพื่อการรักษาโรค เพื่อ ‘ความเพลิดเพลินส่วนบุคคล’ และเป็นขนม ของกินเล่น เครื่องดื่ม เช่น ช็อคโกแลตรสต่างๆ เยลลี่ ลูกอม มีกระทั่งเนยถั่ว ผลิตภัณฑ์เหล่านี้อยู่ในแพ็คเกจสวยงาม ทำให้ดูน่าซื้อและน่าใช้ เขายังมีพาร์ตเนอร์สำคัญคือ Livwell Dispensary ซึ่งเป็นร้านค้าที่ได้รับอนุญาตให้จำหน่ายผลิตภัณฑ์กัญชาได้อย่างถูกกฎหมาย ทำให้สามารถกระจายสินค้าได้อย่างทั่วถึง เรียกว่านี่คือธุรกิจที่ทำเงินให้ สนูป ด็อกก์ ได้ไม่แพ้งานเพลง หรือเผลอๆ อาจจะทำได้มากกว่าด้วยซ้ำ

 

แน่นอนว่า เมลิสซา เอเธอริดจ์ ก็มีแบรนด์กัญชาเป็นของตัวเองเหมือนกัน แต่มาทางเครื่องดื่ม โดยเธอตั้งบริษัทผลิตไวน์ที่ผสมกัญชาลงไปด้วย ชื่อว่า Know Label Wine ขณะที่ จีน ซิมมอนส์ ฟร้อนท์แมนของวง Kiss ก็หันไปลงทุนและรับเป็นตัวแทนแบรนด์บริษัทผลิตภัณฑ์กัญชาในแคนาดา ทั้งที่เขาเคยปฏิเสธการใช้กัญชาอย่างแข็งขัน แต่ ซิมมอนส์ ให้เหตุผลว่าเขาเปลี่ยนมุมมองของตัวเองเรียบร้อยแล้ว

 

วิซ คาลิฟา แร็ปเปอร์ชื่อดัง เพื่อนซี้ของ สนูป ด็อกก์ ก็เดินตามรอยเพื่อนไปติดๆ เขายังเป็นคนคิดค้นและพัฒนาแอพพลิเคชั่นชื่อว่า Weed Farm ซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปี 2560 แอพนี้เป็นแอพเกมแนวปลูกผัก โดยผู้เล่นจะได้สนุกกับปลูกกัญชาและตั้งบริษัท ทำแบรนด์ผลิตภัณฑ์กัญชาของตัวเอง  

 

ทางด้านลูกหลานของ บ็อบ มาร์ลีย์ ก็โดดเข้าสู่วงการค้ากัญชาเช่นกัน โดยมีแบรนด์ Marley Natural เป็นตัวชูโรง มีผลิตภัณฑ์กัญชาทั้งแบบมวนสำหรับสูบ น้ำมันสกัด และสินค้าประเภทบำรุงผิวกาย รวมถึงอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการสูบกัญชาเป็นสินค้าหลัก วางจำหน่ายตามร้านและเปิดให้สั่งซื้อทางออนไลน์ได้ด้วย ส่วน เดเมียน มาร์ลีย์ ลูกชายของ บ็อบ ก็เปิดร้านค้าที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์กัญชาโดยเฉพาะ

 

นอกจากคนดนตรีแล้วก็ยังมีคนดังในวงการอื่นๆ อีกมากที่หันมาจับธุรกิจกัญชาอย่างจริงจัง เป็นรายเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง ตามกำลังทรัพย์และความใส่ใจ จึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า กัญชา กำลังเป็นพืชเศรษฐกิจที่มาแรงอย่างมาก ขณะที่ตลาดกัญชาในไทยยังเปิดตัวกันได้ไม่เต็มที่นัก ทั้งที่กัญชาไทยได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ที่มีคุณภาพดีที่สุดในโลก เราอาจจะต้องรอให้คนไทยมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพืชชนิดนี้มากขึ้น และมีมาตรการทางกฎหมายที่ลงตัวกับสถานการณ์จริง

 

ระหว่างนี้ก็คงต้องร้องเพลงรอกันไปก่อน

 

TEXT : ป้าจ๋า 

PHOTO :  Universal Music Thailand, Sony/ BEC - Tero Music

Profile picture for user HIPTHAILAND

HIP THAILAND

Online Contents & Free Copy Monthly Magazine from Chiang Mai