Skip to main content

CHIANG MAI DESIGN WEEK 2018 : เทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ ที่เห็นและเป็นไป...

382

CMDW18

 

Chiang Mai Design Week 2018 ผ่านพ้นไปแล้วในเดือนสุดท้ายของปีที่ผ่านมา
ท่ามกลางสารพัดงานและกิจกรรมต่างๆ ที่จัดกันอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่เริ่มต้นเข้าสู่เดือนธันวาคม และต่อเนื่องมาจนถึงวันส่งท้ายปี ‘เทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่’ ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 4 แล้ว เป็นอีกหนึ่งงานที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว กับระยะเวลาประมาณ 1 อาทิตย์ ที่มีกิจกรรมหลายรูปแบบ ที่เกี่ยวข้องกับงานออกแบบ และงานสร้างสรรค์กระจายตัวอยู่ตามที่ต่างๆ ทั่วเมือง ให้ผู้คนที่สนใจได้เลือกเข้าร่วมหรือมีส่วนร่วมกันตามอัธยาศัย

 

CMDW18

 

กับงานที่จัดต่อเนื่องมาจนถึงครั้งที่ 4 แล้ว คงไม่มีใครปฏิเสธว่า Chiang Mai Design Week กลายเป็นงานที่คนมากมายรับรู้ถึงการเกิดขึ้นและมีอยู่ รวมทั้งตั้งตารอคอยที่จะได้มีส่วนร่วมกับงานนี้ในทุกๆ ปี ไม่ว่าจะในฐานะผู้นำเสนอผลงานหรือผู้ชมงาน แต่ในขณะเดียวกัน งานที่ ‘ตั้งใจ’ จะแสดงศักยภาพของเชียงใหม่ จังหวัดที่มีผู้คนมากมายทำงาน และเกี่ยวข้องกับงานด้านการออกแบบ และความคิดสร้างสรรค์นั้น กำลังดำเนินไปในทิศทางไหน ก้าวหน้า? หรือว่าคงที่? นั่นคือสิ่งที่เราลองเข้าไปสัมผัสและหาคำตอบกับเรื่องราวต่อจากนี้

 

CMDW18

Keep It Simple

“การจัดงาน 3 ครั้งที่ผ่านมา กับงานที่จัดในสเกลเมืองแบบนี้ ก็เหมือนกับเป็นการทดลองของพวกเราคนทำงาน ว่าจะทำอย่างไรให้ตัวงานเข้ากับเมืองได้มากที่สุด” ถ้าอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับ Chiang Mai Design Week อย่างละเอียด ก็คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้สนทนากับ ‘ผู้จัดงาน’ เพื่อให้รู้ถึงที่มาที่ไป และสิ่งต่างๆ ที่อยู่เบื้องหลังก่อนจะออกมาเป็นงานอย่างที่เห็น และนั่นคือเหตุผลที่เรามาพบกับ อินทพันธุ์ บัวเขียว ผู้จัดการศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ เชียงใหม่ เพราะเขาน่าจะเป็นคนที่ตอบคำถามต่างๆ ของเราเกี่ยวกับงานในครั้งนี้ได้ดีที่สุด

 

CMDW18

 

“สิ่งที่ทีมงานเราคิดกันตอนที่วางแผนจะจัดงาน Chiang Mai Design Week 2018 ก็คือ ที่ผ่านมาอะไรที่ทำแล้วดีอยู่แล้วก็ทำต่อไป ส่วนอะไรที่ต้องปรับปรุงแก้ไขก็ปรับกันมาเรื่อยๆ” อินทพันธุ์เริ่มต้นกล่าวถึงกระบวนการก่อนที่งานเทศกาลออกแบบเชียงใหม่จะปรากฏออกมาเป็นรูปธรรม “สิ่งที่เราให้ความสำคัญมากๆ เลยเกี่ยวกับการจัดงานมีอยู่ 2 เรื่อง อย่างแรกคือการเข้าถึงตัวงานต้องไม่เป็นปัญหา เป็นที่มาของการเลือกพื้นที่ตรงกลางเมือง นั่นคือบริเวณลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์และพื้นที่โดยรอบเป็นจุดศูนย์กลางของงานเทศกาลเหมือนเดิม เพราะพื้นที่ตรงนี้ใครๆ ก็รู้จัก ไปมาสะดวก ใครๆ ก็สามารถมาได้ และตัวพื้นที่ก็เชื่อมต่อกัน ซึ่งเราก็แบ่งสัดส่วนของพื้นที่ทั้งหมดเพื่อนำเสนอกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนิทรรศการ การแสดงผลงาน หรือกิจกรรมกลางแจ้ง

 

CMDW18

 

“ส่วนเรื่องต่อมาที่เราคิดกันก็คือ Keep It Simple ทำให้งานเข้าถึงได้ง่าย ที่ผ่านมาเราอาจจะมีการแบ่งกิจกรรมออกเป็นหลายๆ อย่าง ซึ่งบางครั้งก็ทำให้คนที่มาร่วมงานสับสนว่าอะไรเป็นอะไร คือตั้งชื่อให้แต่ละหมวดหมู่ของงานแล้วกลายเป็นว่าเข้าใจยาก ในครั้งนี้เราก็เลยแบ่งหมวดหมู่ของงานออกเป็น 7 หมวด โดยเลือกคำง่ายๆ ที่คนเข้าใจ (Exhibitions, Talks, Workshops, Markets, Tours, Parties, Events) อย่าง Exhoibition ก็คือนิทรรศการทั้งหลาย งาน Pop Market หรืองานที่มีการขายของก็คือ Market เป็นต้น โดยในแต่ละหมวดก็จะมีกิจกรรมต่างๆ ทั้งที่จัดในพื้นที่ส่วนที่เป็นจุดศูนย์กลางของงาน, พื้นที่ของศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ เชียงใหม่ ไปจนถึงพื้นที่อื่นๆ ทั้งที่เราไปขอใช้สถานที่ของเขา หรือว่าเขาเข้ามาร่วมงานกับเรา ซึ่งใครสนใจในหมวดไหนก็ไปดูต่อได้ว่าในหมวดนั้นๆ มีกิจกรรมอะไรที่เขาสนใจบ้าง”

 

CMDW18


ส่วนที่มาของแนวคิด ‘Keep Refining ยิ่งขัดเกลา ยิ่งแหลมคม’ นั้น อินทพันธุ์อธิบายว่า มาจากการพิจารณาถึงจุดแข็งและจุดเด่นของเชียงใหม่ เทียบกับสถานที่อื่นๆ ที่มีการจัดงานในลักษณะเดียวกัน และพบว่างานออกแบบและงานสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้นในเชียงใหม่ มีจุดเริ่มต้นมาจากงานหัตถกรรม และงานช่างฝีมือ ที่มุ่งสร้างสรรค์ผลงานเพื่อตอบสนองการใช้งานในชีวิตประจำวัน “งานหัตถกรรมและงานช่างฝีมือก็มีการออกแบบอยู่ในนั้น ตอนแรกอาจจะออกแบบแค่เพื่อต้องการตอบสนองการใช้งานตามวิถีชีวิต แต่ต่อมาก็มีการพัฒนา เพิ่มความคิดสร้างสรรค์ เพิ่มความรู้ใหม่ๆ เข้าไป คือเชียงใหม่เรามีทั้งทักษะความรู้และมีความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเรามองว่าถ้าเอามาผสมผสานกันและพัฒนาไปเรื่อยๆ เราก็จะได้งานใหม่ๆ ที่มีความน่าสนใจตามมา เลยเป็นที่มาของแนวคิดของงาน ที่อยากจะนำคนจากทั้งสองส่วนนี้มาพบกัน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนและเกิดไอเดียใหม่ๆ”

 

CMDW18


อินทพันธุ์กล่าวต่อไปว่า นอกเหนือจากการนำเสนอผลงานสร้างสรรค์ต่างๆ แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ทีมงานเห็นตรงกันก็คือ ในฐานะของการเป็น ‘เทศกาล’ นี่คืองานที่ควรจะต้อง ‘สนุก’ และทำให้คนอยากจะเข้ามามีส่วนร่วมกับงาน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่งานเลือกจัดโปรแกรมให้ออกมาอย่างที่เป็นในแต่ละวัน รวมทั้งมีกิจกรรมใหม่ๆ ที่เชื่อว่าจะสร้างความบันเทิงให้กับผู้ที่มาร่วมงานได้เป็นอย่างดี

 

CMDW18


“ผมคิดว่าตัวงานมันควรจะสนุกนะครับ เราเลยจัดโปรแกรม 3 วันแรกให้เป็นช่วงเวลาที่กลุ่มธุรกิจจะได้มาชมงาน มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลต่างๆ กับนักออกแบบและนักสร้างสรรค์ รวมทั้งเป็นช่วงของการเสวนา เพื่อให้นักออกแบบและนักสร้างสรรค์ได้มาเจอกัน มารับฟังความรู้ใหม่ๆ ที่น่าสนใจ ส่วน 3 วันสุดท้าย จะเป็นช่วงเวลาที่เปิดโอกาสให้คนทั่วไปเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างเต็มที่ เราก็เลยมีทั้ง Pop Market ให้คนได้เดินเที่ยว ได้ช้อปปิ้งกัน ซึ่งปีนี้เราย้ายสถานที่ด้วย ไปจัดที่ One Nimman เรียกว่าเอาสินค้ามาหาคนซื้อ เพราะปีที่ผ่านมาๆ มีคอมเมนต์ว่าคนมาเดินในงาน Pop Market เยอะนะ แต่ว่าไม่ค่อยซื้ออะไรเท่าไหร่

 

CMDW18


“กับอีกอย่างที่เพิ่มมาในปีนี้ก็คือดนตรี ที่ TCDC ร่วมกับ HIP ชวนนักดนตรีในเชียงใหม่มาแสดงตามสถานที่ต่างๆ เพราะเรามองว่าดนตรีก็เป็นหนึ่งในงานสร้างสรรค์เหมือนกัน แล้วที่เชียงใหมเองก็มีศิลปินที่ทำงานด้านดนตรีอยู่เยอะ ก็เป็นการเปิดโอกาสให้คนได้รู้จักศิลปินในเชียงใหม่ให้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งให้คนที่มาร่วมงานได้สนุกสนานไปกับเสียงเพลงที่มีให้ฟังหลากหลายสไตล์ด้วย ซึ่งที่ผ่านมาก็ถือว่ามีเสียงตอบรับที่ดีนะครับ อย่างเพื่อนชาวต่างชาติของผมที่มาเที่ยวชมงานก็ยังถามว่าวงนั้นวงนี้เป็นใคร เล่นอยู่ที่ไหน ดูพวกเขามาเล่นที่งาน Design Week แล้วอยากจะตามไปดูต่อ”

 

CMDW18

“เราอยู่ตรงนี้”

ในสารพัดกิจกรรมที่มีการจัดหมวดหมู่เอาไว้ตามที่อินทพันธุ์ได้อธิบายไปก่อนหน้านี้ ‘นิทรรศการ’ น่าจะเป็นส่วนที่สำคัญมากๆ ของ Chiang Mai Design Week เมื่อพิจารณาจากปริมาณของงานที่จัดแสดงและพื้นที่ที่ต้องใช้ เช่นเดียวกับความหลากหลายของงาน ที่มีตั้งแต่งานจากความคิดสร้างสรรค์ของนักศึกษาในระดับอุดมศึกษาจากสถาบันต่างๆ ไปจนถึงผลงานของนักออกแบบ ทั้งที่ทำงานแบบเดี่ยวๆ หรือทำงานร่วมกันเป็นหมู่คณะ รวมไปถึงงานจากผู้ประกอบการทั้งในเชียงใหม่และจากที่อื่นๆ ที่นำผลงานของตนมานำเสนอในงานครัั้งนี้ 

 

CMDW18

 

ทั้งนี้พื้นที่ส่วนใหญ่ของนิทรรศการหลักๆ นั้น กระจายตัวอยู่ในบริเวณลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์และพื้นที่โดยรอบ ซึ่งประกอบไปด้วยหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่, หอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่, พิพิธภัณฑ์พื้นถิ่นล้านนา และหอภาพถ่ายล้านนา รวมทั้งอีกส่วนหนึ่งที่จัดแสดงที่ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ เชียงใหม่ โดยแต่ละที่ก็จะมีผลงานเด่นๆ ที่ดึงดูดความสนใจจากผู้เข้าชมงานได้เป็นอย่างดี 

 

CMDW18

 

อาทิเช่น ‘อาคารพักพิงชั่วคราวสำหรับผู้ประสบภัยแผ่นดินไหว’ จากการทำงานร่วมกันระหว่าง Gerard Collection และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่จัดแสดงบริเวณด้านนอกหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ กับการนำไม้ไผ่มาเป็นวัสดุสำคัญในกาสร้างอาคาร, ‘Rak Bua’ ผลงานของ Studio Yellow Pepper ที่จัดแสดงอยู่ใกล้เคียงกัน กับที่นั่งซึ่งออกแบบโดยได้แรงบันดาลใจจากรากบัว และใช้กระดาษเป็นวัสดุ ที่ท้าทายผู้ชมงานให้ทดลองนั่งเพื่อให้เห็นว่าสามารถนั่งได้จริงๆ หรือ ‘Every Day’ ผลงานเครื่องเคลือบดินเผาจากโปรเจ็กต์ Flowers In The Vase ของ ปพิชชา ธนสมบูรณ์ ที่ความสวยงามของชิ้นงาน ซึ่งได้แรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากสีสันของท้องฟ้าในแต่ละวัน ในระหว่างที่นักออกแบบกำลังสร้างสรรค์ผลงาน เป็นอีกจุดที่ผู้เข้าชมงานต่างก็แวะเวียนมาชมและถ่ายภาพกันอย่างต่อเนื่อง        

 

CMDW18

 

ท่ามกลางผลงานมากมายที่จัดแสดง เราตัดสินใจติดต่อเพื่อพูดคุยกับ Moonler แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ไม้จามจุรีที่มีที่ตั้งอยู่ในเชียงใหม่ เพราะนอกจากจะสนใจแบรนด์ในฐานะที่เป็นผู้ประกอบการในเชียงใหม่แล้ว เรายังอยากรู้ด้วยว่า การมาปรากฏตัวใน Chiang Mai Design Week ของแบรนด์เหล่านี้ พวกเขาคาดหวังว่าจะได้อะไรจากงานนี้บ้าง? โดยเฉพาะเมื่อนี่คืองานเทศกาล ไม่ใช่งานแสดงสินค้าที่แบรนด์จะได้พบกับลูกค้าหรือมีโอกาสทางธุรกิจ

 

CMDW18

 

“งานที่ Moonler จัดแสดงใน Chiang Mai Design Week คราวนี้ เป็นการทงานร่วมกับ  SATAWAT สตูดิโอออกแบบที่ทาง TCDC พาเรามาเจอกัน ซึ่งที่ผ่านมาทาง Moonler ก็มีส่วนร่วมกับงาน Chiang Mai Design Week มาตลอด แต่จะเป็นในลักษณะของการนำคอลเล็คชั่นใหม่ๆ มานำเสนอ ส่วนครั้งนี้เนื่องจากแบรนด์ของเราก่อตั้งมาครบ 10 ปีพอดี เราก็เลยนำเสนอผลงานในรูปแบบนิทรรศการ เพื่อให้คนเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าวัสดุอย่างไม้จามจุรีนั้นสามารถนำมาทำอะไรได้บ้าง” เป็นคำอธิบายจาก ภูวนาถ ดำรงค์พร Managing Director ของแบรนด์ Moonler เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมกับงาน Chiang Mai Design Week ในครั้งนี้ 

 

CMDW18

 

ภูวนาถบอกกับเราว่า สำหรับผู้ประกอบการแบบเขาและอีกหลายๆ เจ้า ที่มีแบรนด์ของตัวเอง แน่นอนว่าการเข้าร่วมงาน Chiang Mai Design Week ไม่เหมือนกับการไปออกงานแสดงสินค้าที่พวกเขาคุ้นเคย ซึ่งมีเป้าหมายในเชิงธุรกิจเป็นหลัก “คือในงาน ทาง TCDC เขาก็มีการนำผู้ซื้อมาดูงาน มีช่วงที่ให้ได้พบปะกันนะครับ แต่ก็คงไม่ใช่ส่วนสำคัญของงาน” หากแต่เขามองว่า การเข้าร่วมงานนี้คือโอกาสที่จะได้นำเสนอผลงานของตัวเอง รวมทั้งไปติดตามดูงานของผู้ประกอบการเจ้าอื่นๆ หรือแบรนด์อื่นๆ ว่ามีอะไรใหม่ๆ ที่น่าสนใจเกิดขึ้นบ้างมากกว่า

 

CMDW18

 

“ผู้ประกอบการอย่างแบรนด์ของผมหรืออีกหลายๆ เจ้า ปกติก็จะทำงานอยู่ในที่ตั้งของตัวเอง ไปออกงานแฟร์บ้างตามแต่โอกาส ซึ่งงานแฟร์ก็จะเน้นไปที่การขายของกับหาคู่ค้ามากกว่า แต่กับงาน Chiang Mai Design Week เป้าหมายของแต่ละแบรนด์จะเป็นเรื่องของการนำเสนอผลงานของแบรนด์ และแนะนำแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักมากกว่า เพราะต้องยอมรับว่าหลายๆ คน โดยฉพาะคนที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงนักออกแบบหรือนักสร้างสรรค์ก็จะไม่รู้ว่ามีแบรนด์ของเราอยู่ที่นี่ด้วย ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นผลพลอยได้ ก็คือพอได้มาออกงาน เราก็จะได้ชมงานของแบรนด์อื่นๆ รวมทั้งเห็นงานจากบรรดานักออกแบบรุ่นใหม่ ซึ่งหลายๆ งานก็จะมีไอเดียที่น่าสนใจ หรือมีการทดลองอะไรใหม่ๆ ที่พอเราเห็นแล้วก็จะเกิดแรงบันดาลใจ มีไฟที่อยากจะพัฒนาผลงานของเราให้ดียิ่งขึ้น หรืออย่างที่แบรนด์ Moonler ได้ร่วมงานกับสตูดิโอ SATAWAT ก็เป็นตัวอย่างว่าในงานจะมีนักออกแบบหรือสตูดิโอที่เป็นคนรุ่นใหม่ที่ทำงานที่น่าสนใจ ซึ่งถ้ามีโอกาสเหมาะ แบรนด์ก็สามารถร่วมงานกับนักออกแบบเหล่านี้เพื่อสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ขึ้นมาก็ได้”

 

CMDW18

 

คำกล่าวของภูวนาถสอดคล้องกับความเห็นของ มรกต ยศธำรง ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Greenie & Co และ KHEAW ซึ่งในปีนี้เข้าร่วมงาน Chiang Mai Design Week โดยใช้พื้นที่ของร้าน Greenie & Co บนถนนราชภาคินัยที่เพิ่งจะเปิดตัวได้ไม่นาน ร่วมเป็นสถานที่จัดแสดงนิทรรศการในงานครั้งนี้ด้วย โดยมรกตซึ่งมีตำแหน่งเป็นนายกสมาคมผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าหัตถกรรมภาคเหนือ (NOMEX) ด้วยนั้น มองว่า การเข้าร่วมงาน Chiang Mai Design Week คือพื้นที่ที่ผู้ประกอบการและแบรนด์ต่างๆ ในท้องถิ่น
 

CMDW18

 

จะได้มาปรากฏตัว รวมทั้งนำเสนออะไรใหม่ๆ ต่อสาธารณชน “จากที่เคยคุยกันกับผู้ประกอบการหลายๆ เจ้า เราคิดตรงกันว่าการมาร่วมงาน Chiang Mai Design Week เป็นพื้นที่ให้เราได้โชว์ไอเดียใหม่ๆ คือถ้าไปงานแฟร์ ก็คือเราเอาของไปขาย ออกคอลเล็คชั่นใหม่อะไรก็ว่ากันไป ส่วน Chiang Mai Design Week อาจจะไม่ได้เน้นที่เรื่องการขายของ แต่ในทางกลับกัน มันเป็นเวทีเปิดที่เราจะได้นำเสนอไอเดียใหม่ๆ เรียกว่าเป็นพื้นที่ที่แบรนด์จะได้มาปล่อยของว่าใครมีไอเดียอะไรเด็ดๆ ดีๆ ก็ว่าได้”

 

CMDW18

 

มรกตกล่าวต่อไปว่า ความที่งาน Chiang Mai Design Week นั้นค่อนข้างเปิดกว้าง จึงเปิดโอกาสดีที่แบรนด์จะได้ลองนำเสนออะไรใหม่ๆ ซึ่งการได้เห็นแบรนด์อื่นๆ นำเสนอไอเดียใหม่ๆ ก็ย้อนกลับมาช่วยจุดไฟในการทำงานสร้างสรรค์ของแต่ละแบรนด์ด้วย “คือหลายๆ แบรนด์ก็รู้จักคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว แต่การมาเจอกันในงานนี้ก็จะได้เห็นว่าแต่ละรายเขามีอะไรใหม่ๆ มานำเสนอ รวมทั้งเราจะได้เจอคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่นำเสนอผลงานของพวกเขาด้วย ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็จะย้อนกลับมาจุดประกายให้แต่ละแบรนด์อยากสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ เพื่อเอามาโชว์กันในปีต่อๆ ไป คือไม่ใช่แค่มาให้คนได้รู้จัก แต่มาแล้วก็ได้เห็นงานของคนอื่น ได้เติมไฟในการกลับไปทำงานของตัวเองด้วย”

 

CMDW18

‘สนุก’ และ ‘มีส่วนร่วม’

คำว่า ‘สนุก’ อย่างที่อินทพันธุ์หวังอยากให้ Chiang Mai Design Week เป็นไป อย่างที่เขาบอกกับเราในการสนทนานั้น ถ้าหากจะให้ยกตัวอย่างที่เรารู้สึกว่าเห็นได้ชัดเจนที่สุด ก็คงจะเป็นภาพของผู้คนที่เข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับ ‘เหนือแรงบันดาลใจ’ การแสดงศิลปะแบบ Project Mapping โดยกลุ่ม Kor.Bor.Vor. ที่จัดแสดงในช่วงค่ำทุกวันตลอดงาน ณ พิพิธภัณฑ์พื้นถิ่นล้านนา

 

CMDW18

 

นอกจากภาพและเสียงที่บอกเล่าเรื่องราวในแต่ละช่วงตอนของการแสดง ที่ปรากฏขึ้นบนอาคารของพิพิธภัณฑ์พื้นถิ่นล้านนา จะสร้างความตื่นตื่นใจให้กับผู้ที่ได้พบเห็น และมีพลังพอที่จะทำให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต้องหยุดยืนชมแล้ว การที่ในการแสดงมีช่วงเวลาให้ผู้ชมได้มีส่วนร่วมในการแสดงด้วย ไม่ว่าจะเป็นการวาดภาพ, การปรากฏตัวผ่านจอที่ฉายภาพขึ้นไปบนตัวอาคาร หรือการลองเล่นดนตรีที่จะแปลงเป็นภาพบนอาคารตามตัวโน้ตที่บรรเลง ล้วนดึงดูดใจให้ผู้คนตัดสินใจเข้ามามีส่วนร่วม และเราน่าจะสามารถเรียกสีหน้าท่าทางของผู้คนยามที่เห็นภาพต่างๆ โดยเฉพาะใบหน้าหรือท่าทางของตนเองปรากฏขึ้นบนตัวอาคารว่าเป็น ‘ความสนุก’ ได้แน่ๆ

 

CMDW18

 

“เป็นการมาทำงานกับทาง Chiang Mai Design Week ครั้งแรกของพวกเรา ซึ่งก็สนุกดีครับ เราพยายามจะทำงานไม่ให้ซับซ้อนมาก อยากให้ดูง่ายๆ ส่วนผลที่ออกมาก็ดี มีคนให้ความสนใจเยอะ ช่วงที่เป็นอินเตอร์แอ็คทีฟคนก็เข้ามาลองเล่นกัน แล้วผลที่ได้ก็ถือว่าเกินความคาดหมายนะ คือก่อนแสดงเราไม่รู้หรอกว่าพอปล่อยให้คนเข้ามาเล่นด้วยแล้วมันจะออกมาเป็นยังไง แต่ผลที่ได้ก็ถือว่าดีกว่าที่คาดไว้” เป็นคำบอกเล่าจาก พงศ์ภาสกร กุลถิรธรรม Visual Director ของ Kor.Bor.Vor. ซึ่งเป็นผู้สร้างสรรค์งานชุดนี้    
 

CMDW18

 

พงศ์ภาสกรเล่าว่าเขาได้รับการชกชวนจาก TCDC ให้มาทำ Project Mapping ที่ Chiang Mai Design Week มานานแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้มาลงมือสร้างสรรค์ผลงานที่นี่จริงๆ ซึ่งก่อนจะถึงการแสดงจริง ทีมงาน Kor.Bor.Vor. เดินทางมาเก็บข้อมูลล่วงหน้า และนำข้อมูลกับวัตถุดิบที่ได้มาตีความ จนออกมาเป็นผลงานที่จัดแสดงให้ผู้ชมได้รับชม “สิ่งที่เราคิดกันก่อนที่จะมาเชียงใหม่คือเรายังใหม่กับที่นี่ ก็เลยคิดกันว่าจะพยายามทำงานที่ไม่ซับซ้อนมาก คือจริงๆ งานของพวกเรามีเรื่องของการตีความเยอะ แต่คราวนี้พยายามจะให้ออกมาดูเข้าใจง่าย อยากให้ผู้ชมเข้าถึงได้ง่ายๆ ซึ่งจากผลตอบรับที่เราเห็นก็ถือว่าเป็นไปด้วยดี คนดูแฮปปี้ คนจัดงานแฮปปี้ พวกเราเองก็รู้สึกว่าถ้ามีโอกาสก็อยากจะมาทำงานที่นี่อีก”
 

CMDW18

 

การที่งาน Poject Mapping ของ Kor.Bor.Vor. จัดแสดงในช่วงค่ำ รวมทั้งอยู่ใกล้เคียงกับการแสดงแสงสีงานอื่นๆ ที่อยู่บนลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ อย่างเช่น ‘The Act of Thought’ ผลงานของกลุ่ม Living Spirits ที่แสงไฟจะเปลี่ยนสีสันไปตามอารมณ์ต่างๆ ของผู้ชมที่สื่อผ่านการตอบคำถามแบบอินเตอร์แอ็คทีฟ ทำให้บริเวณดังกล่าวกลายเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญที่มีผู้คนให้ความสนใจแวะเวียนเข้ามาชมงาน ซึ่งในมุมมองของพงศ์ภาสกรที่ผ่านการมีส่วนร่วมในงานลักษณะนี้มาแล้วมากมาย เขามองว่านี่คืออีกจุดเด่นหนึ่งที่งานควรทำอย่างต่อเนื่องต่อไป

 

CMDW18

    

“อย่างวันอาทิตย์ที่มีถนนคนเดินนี่คนมาดูเยอะมากเลยนะ บรรยากาศคึกคักเลย ผมคิดว่าเรื่องตัวงาน เรื่องทิศทางการนำเสนอนั้น TCDC ค่อนข้างชัดเจนอยู่แล้ว มีรสนิยมที่ไว้วางใจได้ว่างานจะออกมาน่าดู แล้วพวกนิทรรศการ พวกกิจกรรมต่างๆ ในตอนกลางวันก็มีหลากหลาย มีคนมาดูกันเรื่อยๆ ส่วนกลางคืนพอมีงานแสงสี งาน Mapping ก็เป็นอีกสิ่งที่ดึงดูดให้คนเข้ามาร่วมงาน อีกอย่างคือผมคิดว่าช่วงเวลากับสถานที่จัดงานมันเอื้อด้วยนะ อย่างตอนที่เรามาทำงานกัน อากาศก็กำลังดี เย็นสบาย การเดินทางไปมาก็ง่าย ที่ตั้งของงานก็อยู่ในย่านใจกลางเมือง คือถ้าเป็นงานแบบนี้แล้วจัดในกรุงเทพฯ แค่คิดเรื่องการเดินทางบางทีก็ไม่อยากไปแล้ว แต่อย่างของ Chiang Mai Design Week ไปมาง่าย อยากดูก็มาได้เลย ผมว่าการมีงานแนวนี้อยู่มันเป็นสีสันนะ คือไม่จำเป็นว่าต้องเป็นทีมผมก็ได้ แต่ว่ามีอะไรแบบนี้ก็จะช่วยดึงคนให้เข้ามาร่วมงานมากขึ้น หรือในครั้งต่อๆ ไปเราอาจจะขยับขยายไปทำในจุดอื่นๆ ด้วยก็ได้ เพราะงานก็อยากให้คนทั้งเมืองได้มีส่วนร่วมอยู่แล้ว”

 

CMDW18

    

ขณะที่งานอีกหมวดหมู่หนึ่งที่ได้รับการตอบรับจากผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างดีไม่แพ้กิจกรรมอื่นๆ ก็คือเวิร์กช็อปที่มีการจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มต้น Chiang Mai Design Week ซึ่งเมื่อเราสอบถามเรื่องนี้กับ ธัญญพร จิตราภิรมย์ เจ้าของร้าน Ordinary Selected ที่มีส่วนร่วมในการดูแลเรื่องการจัดเวิร์กช็อปให้กับงานในครั้งนี้ ก็ได้รับคำตอบว่าผลที่ได้ถือว่าเป็นที่น่าพึงพอใจสำหรับผู้ที่อยู่เบื้องหลัง

 

CMDW18

 

“งานนี้ได้ดูแลทั้งหมด 12 เวิร์กช็อปค่ะ เป็นงานที่เราทำเอง 6 งาน ส่วนอีก 6 งานเป็นงานที่ผ่านการคัดเลือกเข้ามา ซึ่งเราจะช่วยในการประสานงานต่างๆ ระหว่างผู้จัดเวิร์กช็อปกับทาง TCDC ตอนแรกที่เข้ามารับงานนี้ก็กลัวเหมือนกันว่าคนจะไม่เต็ม แต่ปรากฏว่ามีคนสนใจสมัครเข้ามาร่วมเวิร์กช็อปเต็มทุกงาน แล้วบรรยากาศในการทำเวิร์กช็อปแต่ละอย่างก็สนุกสนานมากๆ”
 

CMDW18

 

ธัญญพรอธิบายต่อว่า เธอค้นพบว่ากลุ่มคนที่สนใจเข้าร่วมเวิร์กช็อปนั้นมีหลากหลาย ตั้งแต่เด็กๆ ไปจนถึงผู้สูงวัย ขณะที่อีกหลายคนก็สนใจในการเรียนรู้อย่างจริงจัง เพราะต้องการนำความรู้ที่ได้ไปใช้ “กลุ่มคนที่มาสมัครเข้าร่วมเวิร์กช็อปจะมีหลายกลุ่มมากค่ะ ส่วนหนึ่งคือเขาติดตามคุณครูผู้สอนกันอยู่แล้ว กับอีกส่วนหนึ่งพอรู้ว่ามีงานก็สมัครมา อย่างวันธรรมดาที่คิดว่าคนไม่น่าจะเยอะก็ยังมีคนมาจนครบ แล้วส่วนใหญ่ก็เป็นคนในเชียงใหม่ ถือว่าเป็นอีกกิจกรรมของงานที่เรียกว่ามีคนในท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมจริงๆ”
CMDW18

จากการที่เคยเป็นคนที่สนใจสมัครเข้าร่วมเวิร์กช็อปในอดีต จนกลายเป็นคนที่ได้รับหน้าที่ดูแลงานในส่วนนี้ ธัญญพรเห็นว่ากิจกรรมในลักษณะนี้ยังเป็นที่ต้องการอีกมาก รวมทั้งคนที่สนใจก็มองไปถึงการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้น “มีคนจำนวนหนึ่งที่มีเวลาว่าง สนใจอยากเรียน แต่ว่าไม่ค่อยมีกิจกรรมในลักษณะนี้ให้เขาได้เข้าร่วม อย่างเวิร์กช็อปของเราบางงานก็มีคนมาขอสมัครเพิ่มที่หน้างาน ซึ่งถ้าพอจะรับเพิ่มได้บ้างเราก็รับ แต่ถ้าไม่สะดวกกับการเรียนการสอนก็ต้องปฏิเสธไป ก็เสียดายแทนคนที่ไม่ได้เรียนเหมือนกัน เพราะเห็นแล้วว่าเขาสนใจจริงๆ อีกอย่างคือด้วยการที่เป็นเวิร์กช็อประยะสั้น แต่ละเวิร์กช็อปจัดแค่ครึ่งวัน ก็เลยจะเป็นในลักษณะของการให้ความรู้เบื้องต้นหรือลองทำงานง่ายๆ ทีนี้หลายคนที่เรียนไปแล้วก็อยากเรียนรู้ในระดับที่สูงกว่า ตรงนี้ก็เป็นข้อมูลที่เราจะเอามาใช้ในงานอีกในครั้งต่อๆ ไป ว่าเราอาจจะลองจัดเวิร์กช็อปสำหรับคนที่มีพื้นฐานมาบ้างแล้วด้วยก็ได้ เพราะมีคนที่สนใจและพร้อมจะเข้าร่วมอยู่”      

 

CMDW18

สร้าง Platform ใหม่ให้เมือง

Chiang Mai design Week 2018 ถือเป็นครั้งที่ 4 แล้วที่มีการจัดเทศกาลงานออกแบบขึ้นที่เชียงใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมกับการริเริ่มสร้างสรรค์งานในลักษณะนี้ขึ้นมา โดยเฉพาะกับการที่เริ่มจัดงานที่เชียงใหม่เป็นที่แรกในประเทศ เพื่อนำเสนอศักยภาพของเมืองที่นำเสนอตัวเองว่ามีความพร้อมในการจะเป็นเมืองสร้างสรรค์ อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในรายละเอียดต่างๆ แล้ว เรายังคงพบข้อบกพร่องต่างๆ ซึ่งคงเป็นเรื่องปกติของการจัดงานใดๆ ก็ตาม ที่จะให้มีแต่คำชมก็คงเป็นไปไม่ได้ 

 

CMDW18

 

หนึ่งในประสบการณ์ที่ผู้เขียนได้สัมผัสด้วยตัวเอง คือการที่มีผู้คนที่สัญจรไปมาหยุดแวะชม Project Mapping โดยที่ไม่รู้ว่าสิ่งที่ปรากฏอยู่ต่อหน้าคืออะไร และจากไปเมื่อการแสดงชุดแรกจบลง เพราะไม่รู้ว่ายังมีการแสดงชุดอื่นๆ ตามมาอีก หรือคำถามจากบางคนที่ถามผู้เขียนเมื่อได้รู้ว่าผู้เขียนกำลังจะไปงาน Chiang Mai Design Week อย่าง “มันคืองานอะไร?” หรือ “TCDC นี่เขาทำอะไรบ้าง?” ก็เป็นคำถามที่ชวนให้ขบคิดต่อ ว่า 4 ปีที่ผ่านมา เทศกาลนี้ ‘เข้าถึง’ ผู้คนในเชียงใหม่ได้มากแค่ไหน? 
 

CMDW18

 

เมื่อเราถามอินทพันธุ์ว่าเขารู้สึกอย่างไรกับความเป็นไปของงาน ที่ในการทำงานให้ลุล่วงไปในแต่ละปี มีคำถามเกี่ยวกับการจัดงานและการมีส่วนร่วมของคนในเมืองอยู่เสมอ เขาไม่ปฏิเสธว่างานนี้ยังคงมีข้อบกพร่อง มีสิ่งที่ต้องแก้ไข แต่เขาก็อยากชี้ชวนให้มองอีกด้านว่า ถ้าหากเราเชื่อว่าเชียงใหม่เป็นเมืองที่มีวัฒนธรรมของงานสร้างสรรค์ สิ่งที่ควรต้องทำก็คือ ต้องสร้างสรรค์เมืองให้พร้อมรับสิ่งต่างๆ เหล่านี้ก่อน
     

CMDW18

 

“Chiang Mai Design Week ก็เหมือนเด็กประถม ผ่านช่วงเวลาทดลองทำสิ่งต่างๆ ผิดบ้างถูกบ้าง ภายใต้ข้อจำกัดหลายๆ อย่าง จนพบแล้วว่าควรจะทำยังไงให้งานเข้ากับผู้คน ชุมชน และสังคม ซึ่งแน่นอนว่าต่อจากนี้ก็เป็นเรื่องของการพัฒนา จะทำอย่างไรให้สิ่งที่ดีแล้วดำเนินต่อไป อะไรที่ยังบกพร่องอยู่ก็ปรับปรุง คือแม้แต่งานในปีนี้มันก็มีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้น อย่างเช่นอยู่ๆ ก็มีฝนตกลงมา ทำให้ผลงานที่เอามาแสดงเปียกฝนไปหลายงาน นี่ก็เป็นสิ่งที่เราไม่ได้คาดคิดว่าจะเจอ ปีหน้าก็ต้องคิดเผื่อกันว่าบริเวณที่จัดแสดงงานกลางแจ้งอาจจะต้องมีหลังคาจริงจังไหม เป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้และค่อยๆ ปรับกันไป
  

CMDW18

 

“แต่สิ่งหนึ่งที่เราต้องไม่ลืมก็คือ แม้แต่เมืองใหญ่ๆ ที่เขาจัดงานแบบนี้ในโลก เขาก็ยังต้องใช้เวลาหลายปีกว่าที่งานจะเป็นที่รู้จัก กว่าที่งานจะเข้าที่เข้าทาง สำหรับเรา เป็นเรื่องที่น่ายินดีว่ามีหลายๆ ที่ที่เขาจัดงานในลักษณะเดียวกันติดต่อเข้ามา เดินทางมาดูว่าเรากำลังทำอะไร และมีโอกาสที่จะร่วมงานกันได้อย่างไรบ้าง สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่างานของเราเริ่มเป็นที่รู้จักแล้ว ซึ่งมันจะส่งผลดีกับคนที่เกี่ยวข้องกับงานออกแบบและงานสร้างสรรค์ต่อไปในอนาคต”
    

CMDW18

 

อินทพันธุ์กล่าวด้วยว่า เขายอมรับว่าที่ผ่านมา TCDC อาจจะยังไม่ได้ประสานกับหน่วยงานหรือองค์กรอื่นๆ มากเท่าที่ควรในการจัดงานแต่ละครั้ง แต่ปีนี้เป็นปีที่มีการพัฒนาในส่วนนี้ ซึ่งเขาเชื่อว่า หากมีความร่วมมือกันมากขึ้นในอนาคต ก็จะมีส่วนช่วยยกระดับให้เทศกาลนี้กลายเป็นกิจกรรมสำคัญ ที่เป็นเป้าหมายที่นักท่องเที่ยวหรือคนต่างถิ่นตั้งใจที่จะมาเยือน
    

CMDW18

 

“งานในครั้งก่อนๆ เราอาจจะยังไม่ได้ประสานกับภาคการท่องเที่ยวเท่าที่ควร แต่ครั้งนี้เราได้เข้าไปพูดคุยกับภาคการท่องเที่ยวและโรงแรมมากขึ้น เริ่มมีการทำป้ายประชาสัมพันธ์ไปติดตามโรงแรมต่างๆ เพื่อให้คนรู้ว่าช่วงนี้มีงานดีไซน์วีกนะ หรือในอนาคตเราอาจจะมาหารือกันว่าเราจะจัดงานยังไงดี ให้กิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเชียงใหม่ในช่วงเดือนสุดท้ายของปีมันไปด้วยกัน ไม่ต้องต่างคนต่างจัดอย่างที่เป็นอยู่ ทำให้เมืองของเราเป็น Destination ของนักท่องเที่ยวว่าช่วงนี้ของทุกปีจะมีเทศกาลนี้ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นได้ มันจะส่งผลดีกับทุกส่วน มีคนเข้ามาเที่ยวมากขึ้น คนทำงานก็ได้ขายของ คนที่มางานก็ต้องกินต้องใช้ เกิดการจับจ่าย มีเม็ดเงินหมุนเวียน ทำให้ได้รับประโยชน์กันทุกฝ่าย”
    

CMDW18

 

นอกจากจะหวังให้งานเติบโตจนเป็นจุดหมายที่ผู้คนอยากมาร่วมงานแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่อินทพันธุ์คาดหวัง คืออยากให้ Chiang Mai Design week เป็น ‘วาระพิเศษ’ ที่ทำให้นักออกแบบและนักสร้างสรรค์ชาวเชียงใหม่ ได้ ‘กลับบ้าน’ เพื่อมามีส่วนร่วมกับเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ด้วย
    

CMDW18

 

“ตลอดการทำงานที่ผ่านมา ผมพบว่าเชียงใหม่มีนักออกแบบและนักสร้างสรรค์มากมายที่ไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่ไปทำงานหรือไปใช้ชีวิตที่อื่น ซึ่งพอเรามีงานดีไซน์วีกเกิดขึ้น มันจะเป็นโอกาสดีที่เราจะได้พาเขากลับบ้าน ให้เขาได้มาแสดงความสามารถของตัวเองให้คนที่นี่ได้รับรู้ มีหลายครั้งที่ผมไปทาบทามนักออกแบบว่าอยากให้มาร่วมงานกัน แล้วได้รู้ว่าเขาก็เป็นคนเชียงใหม่นี่แหละ เพียงแต่ว่าไม่ได้ทำงานที่นี่ เราก็เลยรู้สึกว่างานดีไซน์วีกสามารถจะทำหน้าที่เป็นงาน Home Coming ที่เรียกคนเหล่านี้กลับมานำเสนอผลงานของตัวเอง ให้คนที่นี่ได้เห็นว่าเรามีคนของเราที่มีความสามารถอยู่ในที่อื่นๆ ด้วย
    

CMDW18

 

“และนอกจาก Home Coming แล้ว แน่นอนว่าเราอยากให้งานนี้เป็นงานที่ผลักดันให้นักออกแบบในท้องถิ่นได้เติบโตด้วยเช่นกัน เรียกว่าเป็น Home Grown เพราะในเมืองของเรามีความรู้ มีทักษะ มีองค์ประกอบหลายๆ อย่างที่เอื้อต่องานสร้างสรรค์ ถ้าเราเชื่อว่าเมืองของเรามีวัฒนธรรมสร้างสรรค์  อยากให้ความคิดสร้างสรรค์นำมาซึ่งไอเดียใหม่ๆ ให้กับเมืองที่เราอยู่ เราก็ต้องพยายามสร้างเมืองให้พร้อมที่จะรองรับคนเหล่านี้ ช่วยเปิดโอกาสให้เขาได้แสดงศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มที่ ซึ่งผมเชื่อว่าถ้าเราทำอย่างนั้นได้จริง สุดท้ายแล้วประโยชน์ก็จะย้อนกลับมาที่เมืองของเรานั่นเอง”

 

CMDW18

จนกว่าจะถึงบทต่อไป

‘ภาพ’ ที่อินทพันธุ์อธิบายให้เราคิดตามตลอดการสนทนานั้น ในด้านหนึ่งก็ดูตื่นตา และเต็มไปด้วยพลังงานที่อยากเห็นเมืองเติบโต ไปในทิศทางที่ผู้ที่เกี่ยวข้องเห็นว่าเหมาะควร
  

CMDW18

 

แต่ถ้ามองต่าง Chiang Mai Design Week คงหนีไม่พ้นการตอบ ‘คำถาม’ ในแง่มุมต่างๆ ที่คงจะมีคนสงสัยและตั้งคำถามไปอีกเรื่อยๆ ไม่ว่างานจะจัดไปอีกนานเท่าใดก็ตาม
    

CMDW18

 

สิ่งหนึ่งเราเห็นด้วยกับคำกล่าวของอินทพันธุ์ นั่นคือ ‘อายุ’ ของงานนี้็เปรียบเสมือนเด็กน้อย ดังนั้นหากจะมีข้อบกพร่องใดๆ ก็ตาม ก็ยังพอจะเห็นใจกันว่าเทศกาลนี้ยังต้องการ ‘เวลา’ ในการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น ยังไม่รวมถึงว่า ท้ายที่สุดแล้ว ‘ผู้เข้าร่วมงาน’ ต่างหาก ที่จะเป็นตัวตัดสินว่า ‘เทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่’ เดินมาถูกทางแล้วหรือเปล่า
    

CMDW18

 

แต่การได้เห็นผู้คนตั้งแต่เด็กน้อยจนถึงผู้สูงวัย แวะเวียนเข้าไปเที่ยวชม S.O.S Garden ที่ตั้งอยู่บนลานประตูท่าแพในวันหนึ่งที่เราแวะเข้าไปชมในระหว่างการจัดงาน ได้เห็นผู้คนเดินอ่านข้อมูลเกี่ยวกับงาน บ้างมานั่งพักผ่อนหย่อนใจ บ้างก็เลือกมุมที่ตัวเองชื่นชอบเพื่อเซลฟี่เก็บไว้เป็นที่ระลึก และมีอีกหลายคนสนุกสนานไปกับเสียงเพลงจากวงดนตที่รีบรรเลงอยู่ ณ ปลายอีกด้านของสวน 
    

CMDW18

 

ก็ทำให้เรารู้สึกว่า อย่างน้อยๆ การมีอยู่ของเทศกาลนี้ ก็อาจจะดูเข้าท่ากว่าอีกหลายๆ งานที่จัดกันเกลื่อนในเมืองเชียงใหม่ทุกวันนี้
 

Profile picture for user HIPTHAILAND

HIP THAILAND

Online Contents & Free Copy Monthly Magazine from Chiang Mai