Skip to main content

OFFICE-LESS เชียงใหม่ : เมืองมนุษย์ไร้ออฟฟิศ

1,234

digital nomad chiang mai

 

เทรนด์การทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป การขยายตัวของเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทำให้เราสามารถทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา เพียงมีแลปท็อป อินเตอร์เน็ต และโทรศัพท์มือถือ หรือแค่พกพาอุปกรณ์จำเป็นสำหรับการทำงาน แล้วสรรหาสถานที่เหมาะๆ ก็สามารถลงมือสร้างสรรค์ผลงานได้แล้ว

 

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่จะเกิดกระแสของไลฟ์สไตล์การทำงานแบบใหม่ ที่ทุกคนสามารถดีไซน์การทำงานของตัวเองได้แบบทุกที่ทุกเวลา หลายเดือนที่ผ่านมาจะเห็นว่าตามสื่อต่างๆ เริ่มนำเสนอวิถีการทำงานแบบ Digital Nomad ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการรายงานข่าวของ VOA Thai (รายการวิทยุ Voice of America ภาคภาษาไทย) ที่ระบุว่า เชียงใหม่ เป็นฮับใหญ่ของเหล่า Digital Nomad 

 

ความครบครันของเมืองใหญ่ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกและความบันเทิงหลากหลาย เครือข่ายอินเตอร์เน็ตทั่วถึงทุกมุมเมือง ร้านอาหาร ร้านกาแฟส่วนใหญ่มักปล่อย Free-WiFi ให้สำหรับผู้ใช้บริการ หรือหากอยากได้ความเป็นส่วนตัวมากหน่อย Co-Working Space ก็เปิดให้บริการอยู่ทั่วเมืองเช่นเดียวกัน หากมองในแง่ของการอยู่อาศัย ก็มีอพาร์ทเมนต์ ห้องพัก โรงแรม ให้บริการในราคาย่อมเยา อาหารการกินหลากหลาย ผู้คนเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยว สภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อการใช้ชีวิต รวมทั้งสภาพแวดล้อมที่มีธรรมชาติอยู่ใกล้เมือง จึงไม่แปลกที่เชียงใหม่จะติด Top List ของเหล่า Digital Nomad มาโดยตลอด

 

digital nomad chiang mai

 

บทความนี้ไม่เพียงพาคุณไปรู้จักกับเหล่า Digital Nomad เท่านั้น แต่จะพาไปพบกับไลฟ์สไตล์การทำงานของคนรุ่นใหม่ ที่การมีออฟฟิศอาจไม่ใช่เรื่องจำเป็นอีกต่อไป อะไรคือเหตุจูงใจให้พวกเขาเลือกออกมาจาก Comfort Zone อย่างการทำงานในระบบ แล้วท่องเที่ยวไปทั่วโลก การเริ่มต้นเข้าสู่วิถีมนุษย์เร่ร่อน รวมทั้งสิ่งที่ต้องรู้ และความเสี่ยงที่จะต้องเจอ 

 

หากคุณอยากจะออกผจญภัยในโลกที่ - ไร้ออฟฟิศ

 

It’s not a job, It’s just lifestyle.

 

“ภายในปี 2035 จะมีคนทำงานอิสระที่เรียกตัวเองว่า Digital Nomad หนึ่งพันล้านคน” คือการคาดคะเนของปีเตอร์ เลเวลส์ (Pieter Levels) โปรแกรมเมอร์ และดีไซเนอร์ชาวดัตช์ ผู้ก่อตั้ง nomadlist.com เว็บไซต์ที่เปรียบเหมือนเข็มทิศสำหรับการตัดสินใจเดินทางไปทั่วโลกของชาว Digital Nomad ในปัจจุบัน 

 

ข้อมูลเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2560 ในเว็บไซต์ nomadlist.com ระบุว่าเมืองที่เหมาะกับการใช้ชีวิตของผู้มีอาชีพอิสระ ชาวฟรีแลนซ์ 
และเหล่า Digital Nomad และได้รับคะแนนมาเป็นอันดับหนึ่ง คือ กรุงเทพมหานคร ส่วนเชียงใหม่ จัดอยู่ในอันดับที่ 5 โหวตโดยสมาชิกของเว็บไซต์ที่มีมากกว่าหมื่นคน ผู้คนเหล่านั้นให้คะแนนในหลายหัวข้อ เป็นต้นว่า อากาศ, อุณหภูมิ, อาหาร, การเดินทาง, ความปลอดภัย และที่สำคัญคือสัญญาณอินเตอร์เน็ต เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าการทำงานในทุกวันนี้ อินเตอร์เน็ตคือปัจจัยอันดับต้นๆ สำหรับการเสิร์ชข้อมูล ติดต่อสื่อสาร ส่ง - รับงาน ซึ่งทั้งกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ ต่างมีความเพียบพร้อมต่อการทำงานออนไลน์ รวมทั้งการใช้ชีวิต แต่สิ่งที่เชียงใหม่ชนะขาดคือบรรยากาศ และค่าครองชีพที่ถูกกว่ามาก

 

digital nomad chiang mai

 

แล้วเหตุใดคนเหล่านี้จึงเลือกออกมาเร่ร่อนทำงานในโลกกว้าง แทนที่จะทำงานอยู่ในออฟฟิศเหมือนเดิมล่ะ?

 

เว็บไซต์ของมูลนิธิสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง หรือ มูลนิธิ สวค. สังกัดกระทรวงการคลัง (www.fpri.or.th) จำกัดความว่า Digital Nomad (ดิจิทัล นอแมด) คือ กลุ่มคนที่ทำงานโดยอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นหลัก และชอบเปลี่ยนแปลงสถานที่ทำงาน อาจทำงานที่บ้าน ร้านกาแฟ หรือสถานที่สาธารณะต่างๆ ที่มีการจัดสรร WiFi ไว้บริการ จากการได้เข้าร่วมโครงการศึกษาวิจัยชิ้นหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาซอฟต์แวร์ และมีโอกาสเดินทางลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลเชิงลึกจากผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ในเชียงใหม่ พบว่ากลุ่มคนทำงานอิสระเหล่านั้นนิยมเดินทางมาทำงานที่เชียงใหม่ เนื่องจากปัจจัยหลัก 3 ประการ คือ ง่าย ถูก และสบาย

 

digital nomad chiang mai

Novi Kresnamurti

 

Novi Kresnamurti คอลัมนิสต์/นักเขียน ชาวอินโดนีเซีย ผู้ผันตัวมาเป็น Digital Nomad ได้กว่า 5 ปีแล้ว เล่าว่าเธอเองก็เริ่มต้นการทำงานเหมือนคนทั่วไป คืออยู่ในองค์กรมาก่อน จนถึงปี 2012 เธอตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งก็อปปี้ไรท์เตอร์ของเอเจนซี่แห่งหนึ่งในกรุงจาการ์ต้า ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อ ‘ออกเดินทาง’ ไปหาประสบการณ์แปลกใหม่ในโลกกว้าง ซึ่งในตอนนั้น Digital Nomad ยังไม่เป็นที่นิยม การเริ่มต้นของเธอจึงไม่ง่ายนัก แต่โชคดีที่เมื่อเธอลาออก และตัดสินใจเดินทางไปประเทศเกาหลีใต้ ที่นั่นเธอได้พบกับเหล่า Digital Nomad หลายเชื้อชาติ คำแนะนำจากพวกเขาทำให้เธอมั่นใจมากขึ้น ว่าจะต้องทำงานในไลฟ์สไตล์นี้ให้อยู่รอดได้อย่างไร

 

“สำหรับฉันแล้ว การมีไลฟ์สไตล์แบบนี้ไม่ใช่เรื่องท่องเที่ยวนะ ความคิดแรกในตอนนั้นคือ ฉันอยากไปอาศัยอยู่ที่เกาหลีใต้ แต่ไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไง ฉันไม่อยากทำงานในบริษัทของเกาหลี ฉันจึงเริ่มคิดค่อยๆ หาหนทางอย่างค่อยเป็นค่อยไป จากคำแนะนำของเพื่อนๆ ที่ได้เจอใน Co-Working Space ที่นั่น บวกกับการที่ฉันก็ได้รับโทรศัพท์จาก Project Manager ของบริษัทในลอนดอน ถามฉันว่าสนใจอยากจะร่วมงานกับพวกเขามั้ย เป็นงานในสายโรงแรม แล้วก็ยังมีลูกค้าชาวอินโดนีเซียที่ประกอบธุรกิจโรงแรมในบาหลี ให้ฉันเขียนก็อปปี้โฆษณาให้กับเขา รวมทั้งลูกค้าเก่าๆ ที่ฉันเคยทำงานให้เมื่อตอนอยู่ที่จาการ์ต้า ฉันค่อยๆ เริ่มจากลูกค้าเดิมก่อน แล้วหาลูกค้าใหม่ๆ ทางอินเตอร์เน็ตผ่านเว็บไซต์ต่างๆ ที่มักจะประกาศหาคนทำงานทางออนไลน์อยู่ตลอดเวลา นั่นคือวิธีที่ฉันเริ่ม แล้วฉันก็ค่อยๆ เข้าใจว่าต้องทำอย่างไร แต่การจะออกมาทำงานแบบ Digital Nomad ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย การที่ฉันเคยทำงานในบริษัทมาก่อนนั้นช่วยได้มาก เพราะทำให้ได้ทั้งประสบการณ์ และความไว้เนื้อเชื่อใจ”

 

digital nomad chiang mai

 

ปัจจุบัน Novi รับเขียนบทความให้กับเว็บไซต์ รวมทั้งเผยแพร่งานเขียนของตัวเองผ่าน www.novikresna.com เพื่อเก็บผลงานในฐานข้อมูลส่วนตัว และเป็น Portfolio ชั้นดีสำหรับผู้ที่กำลังมองหา Digital Nomad สักคนที่สามารถสร้างสรรค์ผลงานอย่างที่พวกเขาต้องการได้ โดยไม่ต้องประกาศรับสมัครงานแบบเดิมๆ อีกต่อไป

 

“การที่คุณจะเปลี่ยนแปลงบางอย่างต้องใช้ความกล้า โอเค...  การออกมาจาก Comfort Zone อาจทำให้ไม่มั่นใจเรื่องการเงิน แต่นี่เป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับทุกคน สำหรับฉันการทำงานแล้วก็เดินทางไปด้วยในช่วงปีแรกก็ตื่นเต้นดี เพราะได้เจอเพื่อนใหม่ ทั้งน่าตื่นเต้นและมีความท้าทาย แต่ขณะเดียวกันก็ต้องทำงานให้สำเร็จลุล่วง ความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน ในปีแรกเป็นเรื่องท้าทายที่จะต้องหารายได้ให้คงที่ คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไง แต่ถ้ามีประสบการณ์อยู่บ้าง ก็ควรเริ่มจากแวดวงคนที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดก่อน ถ้าคุณได้รับหนึ่งหมื่นบาท ก็เก็บไว้ เก็บเล็กผสมน้อย แล้วก็ต้องคำนวนรายจ่ายอย่างถี่ถ้วนสำหรับในอีกสองหรือสามเดือนข้างหน้า ทุกอย่างต้องวางแผนเป็นอย่างดี แต่ฉันก็ชอบชีวิตแบบนี้ ได้เจอผู้คนใหม่ๆ ได้เดินทาง มีประสบการณ์ใหม่ๆ ไปทั่วโลก โดยที่ก็ยังคงมีรายได้จากการทำงานอยู่ เพราะสำหรับฉันแล้ว การเป็น Digital Nomad ‘It’s not a job, It’s just lifestyle.’”

 

digital nomad chiang mai


Freelance, Working for Free.

ไม่ใช่แค่ Digital Nomad เท่านั้นนะที่ฮิตมาเชียงใหม่ เหล่าฟรีแลนซ์เองก็มีอยู่เต็มเมือง ทั้งที่เรียนจบแล้ว และทำงานที่นี่ต่อ หรือแม้กระทั่งคนต่างถิ่นที่ชอบบรรยากาศสบายๆ ของเมืองนี้ ก็พากันโยกย้ายมาลงหลักปักฐาน และรับงานจากที่อื่นก็มีไม่น้อย แล้ว Digital Nomad นี่เหมือนหรือแตกต่างกับ Freelance อย่างไร? ในลักษณะการทำงานมีความคล้ายคลึงกัน คือไม่จำเป็นต้องมีสังกัด หรืออาจจะมีสังกัด แต่ไม่ต้องเข้าทำงานในออฟฟิศเหมือนพนักงานทั่วไป Digital Nomad นั้นจะเน้นไปทางด้านงานออนไลน์มากกว่า ส่วน Freelance ไม่จำเป็นต้องทำงานผ่านอินเตอร์เน็ตก็ได้ และ Freelance บางคนก็ไม่ได้อยากจะออกท่องเที่ยวไปด้วยทำงานไปด้วยเหมือนชาว Digital Nomad อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของการทำงานล้วนต้องมีระเบียบ แบบแผน มีวินัยในการทำงาน การหางานเข้ามาเพื่อสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้ง Keep Connection ให้เรายังอยู่ในสายตาของลูกค้าอยู่เสมอ

    
ในปัจจุบันอาชีพ Freelance เริ่มเป็นที่ยอมรับในไทยมากขึ้น คนวัยทำงานรุ่นใหม่ๆ ที่รักอิสระ ไม่อยากอยู่ในกรอบของระบบการทำงานแบบเดิม จึงหันมารับงานด้วยตัวเอง แต่การจะมีงานให้ทำอย่างต่อเนื่องอาจไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเมื่อเลือกทางสายนี้แล้ว แน่นอนว่านอกจากจะต้องสร้างงานให้ได้มาตรฐานที่ดีแล้ว การสร้างสรรค์งานให้โดดเด่นน่าสนใจกว่า Freelance คนอื่นๆ ในสายงานเดียวกัน ก็เป็นอีกโจทย์ยาก หากจะอยู่ให้ได้ในฐานะ Freelance 

 

digital nomad chiang mai

 สันต์ สุวรรณวงค์


สันต์ สุวรรณวงค์ กราฟิกดีไซน์เนอร์ อดีตพนักงานบริษัทในกรุงเทพฯ เขาเคยทำงานประจำกับองค์กรใหญ่หลายแห่ง อาทิ Mass Univers, MTV Thai, GMM Grammy ในฐานะ Art Director และกราฟิกดีไซเนอร์ แม้หน้าที่การงานจะดูมีความมั่นคง และก้าวหน้าไปได้ดี แต่เขาอยากใช้ความสามารถ สร้างสรรค์งานตามสไตล์ของตัวเองมากกว่า ประกอบกับอยากเปลี่ยนวิถีชีวิต ลองเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ในการทำงาน รวมทั้งเปลี่ยนที่อยู่อาศัย เขาจึงตัดสินใจย้ายขึ้นมาอยู่เชียงใหม่ แล้วสร้างบริษัทกราฟิกดีไซน์ชื่อ HOOFHOUSE (hoofhouse.wixsite.com)

 

“ตอนลาออกจากงาน ก็เหมือนทุบหม้อข้าวตัวเองเหมือนกันนะ ตอนนั้นผมยังทำงานอยู่ที่ GAYRAY (เกเร บริษัทจัดคอนเสิร์ตในเครือจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่) ของพี่เต็ด (ยุทธนา บุญอ้อม) แล้วมีงานฟรีแลนซ์ ทำ Art Direction คอนเสิร์ต H2O ของพี่วู้ดดี้ (วุฒิธร มิลินทจินดา) ในปีแรก พอหลังจบงานนั้น ผมก็ได้เซ็นสัญญาทำต่อในปีต่อมา นั่นเป็นเหตุผลใหญ่ที่ตัดสินใจลาออกจากงานประจำได้ง่ายขึ้น เพราะมั่นใจว่ามีงานรองรับแน่ๆ บวกกับที่ผมอยากเปลี่ยนวิถีชีวิตด้วย เพราะตั้งแต่เรียนจบก็ทำงานประจำมาตลอด แต่ลักษณะงานภายใต้ออฟฟิศ อาจจะยังไม่ได้สร้างสรรค์งานอย่างที่ตัวเองคิดทั้งหมด พอมีโอกาสได้โชว์ไอเดีย ได้คิด ได้ทดลองมากขึ้น ก็คิดว่าน่าจะถึงเวลาแล้วที่จะออกมาทำอะไรของตัวเอง”

 

หลังก้าวเข้ามาสู่ทางสาย Freelance กว่าสองปี สันต์บอกว่าสิ่งที่ทำให้ยังมีงานอย่างต่อเนื่อง คือคุณภาพ และคอนเนคชั่น เขาอาจจะโชคดีกว่าคนอื่นตรงที่มีงานดีๆ เข้ามาหาอยู่เสมอ แต่สิ่งสำคัญที่สุดและทำให้เขามีงานเข้ามาอย่างต่อเนื่องคือความพยายาม โดยคิดเสมอว่างานของลูกค้า ไม่ใช่งานตัวเอง เพราะฉะนั้นจะสร้างสรรค์ออกมาในรูปแบบไหน จะต้องยึดความต้องการของลูกค้ามาเป็นอันดับหนึ่ง 

 

digital nomad chiang mai

 

“ตอนนี้ผมมีลูกค้าประจำอยู่สองกลุ่มคือ เอเจนซี่จัดงานคอนเสิร์ต อย่างของแกรมมี่ และบริษัท แซ๊ปปาร์ตี้ จำกัด อีกกลุ่มหนึ่งคือลูกค้าใหม่ที่ได้คอนเนคชั่นมาจากโซเชียลมีเดียล้วนๆ เลย ผมมีโอกาสได้ทำโลโก้ให้ เป๊ก ผลิตโชค จากการทำงานนี้ทำให้เหล่าแฟนคลับของเขาอินบ็อกซ์มาหาผมเยอะมาก ให้ออกแบบแพ็คเกจบ้าง โลโก้บ้าง แต่ก็ต้องปฏิเสธไปบ้างเหมือนกัน เพราะบางโปรดัคท์ก็อาจจะไม่ใช่ความถนัดของเรา ปัญหาแรกที่เจอเลยตั้งแต่ออกจากงานมาเป็นฟรีแลนซ์คือบางทีเงินก็ออกช้า กว่าจะเบิกเงินได้ก็หลายเดือน ช่วงแรก
ก็ช็อตบ้างเหมือนกัน แต่พอเราเริ่มวางแผนการใช้จ่ายให้ดีแล้วก็ไม่ค่อยมีปัญหา แต่ผมคิดว่าปัญหาใหญ่ของผมคือไม่ค่อยพูดน่ะ เราก็คิดว่า เออ... มีงานก็ทำไป ไม่ได้คิดว่าจะต้องโปรโมทหรือบอกใครว่าตัวเองทำอะไรบ้าง แต่การเป็นฟรีแลนซ์เรื่องนี้จำเป็นมากนะ เพราะคนอื่นเขาไม่รู้หรอกว่าคุณทำอะไรได้บ้าง ผมว่าการที่เรามีโซเชียลมีเดียให้อัพเดทผลงาน ทำให้มีงานเข้ามาหาเราเยอะมาก และติดต่อเราได้เลยโดยตรง”

 

ในฐานะฟรีแลนซ์ที่มีงานเข้ามาหาอย่างไม่ขาดสาย เราเชื่อว่าไม่ใช่แค่คอนเนคชั่นที่ดีหรอก แต่ความสามารถน่าจะเป็นส่วนสำคัญพอกัน สันต์บอกว่าสิ่งที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักของเหล่าเอเจนซี่ มีโอกาสได้รับงานขนาดใหญ่ เป็นเพราะเขาเคยทำงานประจำมาก่อน และงานเหล่านั้นทำให้เขาได้เรียนรู้ ฝึกฝน จบพบแนวทางของตัวเอง กระทั่งสามารถก้าวออกจากระบบเข้าสู่วิถีฟรีแลนซ์ได้อย่างที่ต้องการ

 

“การจะออกมาทำฟรีแลนซ์แล้วให้อยู่รอดได้ ผมว่าจำเป็นจะต้องอยู่ในระบบก่อนนะ สำหรับผมรู้สึกว่าหกปีที่ทำงานประจำก็เหมือนเข้าไปเรียน เข้าไปศึกษา หาความชัดเจนให้ตัวเอง แล้วก็สร้างคอนเนคชั่นด้วย ถ้าผมไม่ได้ทำงานประจำมาก่อน ก็อาจจะไม่รอดเหมือนกันนะ และเมื่อเราทำให้ลูกค้าเชื่อใจได้แล้ว การมูฟไปทำงานที่อื่น อย่างการย้ายมาอยู่เชียงใหม่ ก็ไม่ได้มีผลต่อการจ้างงาน หรือว่าติดต่อสื่อสารกับลูกค้า ถ้าต้องเข้าประชุมจริงๆ ก็บินไปแป๊บเดียว จัดตารางเวลาให้ดี คุยงานจบก็บินกลับมาทำงาน บางคนอาจจะบอกว่าสภาพแวดล้อมที่เชียงใหม่เหมาะสำหรับการทำงานสร้างสรรค์ แต่สำหรับผมคิดว่าดีต่อสุขภาพจิต และคุณภาพชีวิต ถ้าเป็นเรื่องงาน เป็นความจำเป็นที่ยังไงก็ต้องทำให้จบ ต้องคิดงานให้ออก เชียงใหม่ก็ช่วยให้ชีวิตเราสบายขึ้น มีสมาธิมากขึ้น”

digital nomad chiang mai

Freedom Life Jobs.

โอชิน - สาริสา ธรรมลังกา คืออีกหนึ่ง Digital Nomad ที่น่าสนใจ หลายคนน่าจะคุ้นตาเธอในบทบาทนักร้องนำของวงมัชฌิมา หรือหลายปีก่อนเธอเปิดร้านอาหารชื่อ ‘สีนวลในสวนหลังบ้าน’ แต่ตอนนี้เธอเล่าให้ฟังว่า หลังวางมือจากร้านอาหาร ก็ได้รู้จักกับการทำงานแบบ Digital Nomad จากเพื่อนชาวต่างชาติ ด้วยรายได้ที่สูง บวกกับการทำงานที่สามารถยืดหยุ่นได้เองตามไลฟ์สไตล์ และไม่จำเป็นต้องทำให้กับบริษัทใดบริษัทหนึ่งเท่านั้น  เธอจึงสามารถทำเงินในแต่ละสัปดาห์ได้หลายร้อยเหรียญสหรัฐ แม้สิ่งที่เธอเล่าให้ฟังจะน่าตื่นตาตื่นใจ โดยเฉพาะเรื่องรายได้ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการทำงานวันละ 4 - 5 อย่างต่อวัน รวมทั้งการมีพื้นฐานด้านภาษาอังกฤษในระดับสื่อสารได้ เพราะภาษาอังกฤษเรียกได้ว่าเป็นภาษากลางพวกเขาเชียวล่ะ

 

โอชิน ก็เริ่มการทำงานเหมือนนักศึกษาจบใหม่ทั่วไป หลังจบจากคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เธอทำงานประจำในตำแหน่งกราฟิกดีไซเนอร์ แต่ด้วยความไม่ชอบอยู่ในระบบ และไม่อยากใช้ชีวิตอยู่ในเมืองกรุง เธอจึงเลือกกลับบ้านที่เชียงใหม่ มาเปิดกิจการของตัวเอง พร้อมทำเพลงไปด้วย ซึ่งชีวิตแบบนี้สะดวกตรงที่สามารถเลือกได้เองว่าจะทำอะไร หาเงินอย่างไร ใช้ชีวิตแบบไหน โดยไม่ต้องมีองค์กรเป็นผู้กำหนด เธอเริ่มชีวิต Digital Nomad ราวสองปีที่แล้วจากการชักชวนของเพื่อนชาวต่างชาติที่ทำอยู่ก่อน แน่นอนว่าสิ่งที่ดึงดูดใจเธอแทบจะในทันทีก็คือตัวเลขของรายรับที่เพื่อนโชว์ให้ดู

 

digital nomad chiang mai

โอชิน - สาริสา ธรรมลังกา


“ตอนแรกเพื่อนทำอยู่ก่อน แล้วเขาค้นเจองานกราฟิกดีไซน์ในเว็บไซต์ Upworth ก็ชวนหนูว่าสนใจมั้ย เขากำลังอยากได้ Remote Job ตอนนั้นยังไม่เรียกว่า Digital Nomad นะ คือทำจากบริษัทแม่ผ่านออนไลน์ แล้วหนูก็รู้จักเพื่อนอีกคนหนึ่ง เป็นคนอังกฤษ ทำเป็น Front-End Developer ตอนแรกนางก็จะลาออกจากงาน ทางบริษัทก็บอกว่าไม่ได้ ยูจะไปไหน นางบอกไอจะไปไทยแลนด์ บริษัทก็บอกว่าไม่ได้ ยูทำงานดี เอาอย่างนี้ละกัน ยูจะไปไทยแลนด์ใช่มั้ย งั้นยูก็ทำงานให้บริษัทเหมือนเดิมนี่แหละ แต่ทำผ่านอินเตอร์เน็ต หลังจากนั้นนางก็บินมาเมืองไทย เช่าคอนโด แล้วก็ทำงานเหมือนเดิมนะ มีเวลาเข้างานเลิกงานปกติ แต่ได้นั่งทำงานริมสระว่ายน้ำ พักเที่ยงก็กินข้าว กลับมาทำงานถึงห้าโมงเย็น จากนั้นก็พักผ่อนอะไรก็ว่าไป นางก็ชวนหนูมาทำด้วยกัน ทำแบบฟรีแลนซ์ แล้วจ่ายเงินผ่าน PayPal ก็มาคิดว่าถ้างานเดียวได้เงินขนาดนี้ แล้วถ้าเราทำหลายๆ งานล่ะ ก็เลยไปเสิร์ชหาในเว็บไซต์ จนเจอว่ามีงานแปล ชิ้นนึงได้ร้อยดอลลาร์ แปลแป๊บๆ ส่งงานก็ได้เงินแล้ว จากนั้นก็ได้งานในบริษัทโลจิสติกส์ของเยอรมัน ถึงตอนนี้ก็ทำให้กับ Hunter Global ต้องไปหาลูกค้าตามโรงแรมต่างๆ ลักษณะบริการจะเหมือน agoda แต่ทำให้กับยูสเซอร์ชาวจีนโดยเฉพาะ ตอนแรกเราก็แค่ส่งข้อมูล คอยอัพเดทข้อมูล พอทำมานานเขาก็เลื่อนตำแหน่งให้เป็น Bussiness Development Manager จากรับเงินเป็นจ็อบก็รับเป็นเงินเดือนแทน ในขณะที่เราก็ยังรับจ็อบอื่นได้อีก ซึ่งตอนนี้หนูรับอยู่สามงาน ข้อดีคือเรามีเวลามากขึ้น เพียงแต่ว่าเราจะเอาเวลานั้นไปทำอะไร”

 

ในความเห็นของโอชิน เธอมองว่าไม่ใช่คนทำงานที่ต้องปรับตัวเข้ากับออนไลน์ แต่เจ้าของกิจการต่างหากที่ต้องเปลี่ยน เพราะการทำงานในปัจจุบันทุกคนต้องใช้คอมพิวเตอร์ และอินเตอร์เน็ต การทำงานออนไลน์จึงไม่ใช้เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ทั้งยังเป็นข้อดีต่อบริษัทอีกด้วย เพราะทำให้ลดต้นทุน และได้คนทำงานที่มีคุณภาพ จากตัวเลือกที่มีอยู่มากมายทั่วโลก 

 

digital nomad chiang mai

 

“แต่ไม่ใช่ว่าทุกสัมมาอาชีพจะเป็น Digital Nomad ได้นะ อย่างหมอ พยาบาล หรือลักษณะงานที่ต้องสแตนบายตลอด ต้องลงพื้นที่ มีการทำงานเป็นหลักแหล่ง อาจจะไม่เหมาะ ซึ่งในอนาคตก็อาจจะเป็นไปได้มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่เราต้องเตรียมตัว แต่ว่านายจ้างจะต้องสร้างวัฒนธรรม Digital Nomad ให้เกิดขึ้น ข้อดีก็คือว่าลดต้นทุนบริษัทลง ไม่ต้องมาจ่ายค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ แต่ทุกคนสามารถทำงานได้ แล้วค่อยมาจอยมีตติ้งกันผ่านช่องทางต่างๆ หมดปัญหาเรื่องวัฒนธรรมองค์กร การแข่งขันกันของคนในออฟฟิศ เพราะทุกคนโฟกัสกับงานเป็นหลัก ถ้าบริษัทสามารถวางโครงสร้างองค์กรให้สามารถทำงานออนไลน์ได้ วัฒนธรรมการทำงานของมนุษย์โลกก็จะเปลี่ยนไปเลย อย่างที่หนูทำทั้งสามอันนี้เป็น Startup หมดเลย เขาก็มีแอพให้เลย หนูก็ทำงานปุ๊บ เปิดแอพมา วันนี้ต้องไปโรงแรมนี้ อัพรูปภาพนะ ต้องใส่รายละเอียดตรงไหนบ้าง ใส่ปุ๊บ กดส่ง อัพโหลด อ๋อ... เงินเหรอจ่ายผ่าน PayPal โอนเข้าบัญชี รับตังค์ จบ คือง่ายมาก เพียงแต่ว่าเราอาจจะต้องมีแพลทฟอร์มบางอย่างเพื่อรองรับการทำงาน”

 

แล้วการจะเริ่มทำงานแบบ Digital Nomad ต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง โอชิน บอกว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของภาษา และจะต้องรู้ศักยภาพของตัวเองว่าสามารถทำงานอะไรได้บ้าง จากนั้นก็ถึงเวลาเสิร์ช 

 

“ก่อนอื่นเลยต้องรู้สกิลล์ก่อนว่าเราทำอะไรได้บ้างในงานของดิจิตอล เสร็จปุ๊บให้ไปเสิร์ชตามเว็บต่างๆ เริ่มจากคีย์เวิร์ด Online Job ก็ได้ มีเว็บมากมายที่เปิดรับสมัครงานอยู่แล้ว แต่เราก็ต้องใช้ Search Engine ให้เป็นนะ เสิร์ช TOOL-torial ให้เป็น แล้วก็ต้องดูด้วยว่าเว็บที่เราไปเสิร์ชเป็น Skimmer รึเปล่า ซึ่ง Skimmer นี่ก็เป็น Digital Nomad อย่างหนึ่งนะคะ ดูว่างานที่เขารับสมัครกันอยู่เราสามารถทำได้มั้ย ก่อนที่เราไปสัมภาษณ์ Requirement ของเราผ่านมั้ย ในเมืองไทยยังไม่ค่อยเห็นบริษัทที่เปิดรับ Digital Nomad เท่าไหร่ ส่วนมากจะเป็นของต่างชาติ เพราะฉะนั้นภาษาจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะนี่คือการรับสมัครงานแบบหว่านแหไปทั่วโลก บริษัทก็มีตัวเลือกมากมายในการที่จะแสวงหาคนที่มีคุณภาพมาร่วมงาน โอเค เมืองไทยอาจจะเห็นว่ายังไม่จำเป็น แต่ในการทำงานเวิล์ดไวด์ พอเป็นเรื่องงาน หรือการติดต่อในระดับอินเตอร์ขึ้นไป ยังไงก็ต้องใช้ภาษาอังกฤษ สรุปคือการจะเริ่มเป็น Digital Nomad ได้ อย่างแรกคือ ภาษา แล้วก็ต้องรู้ว่าสกิลล์ดิจิตอลของเราคืออะไร จากนั้นก็เสิร์ชออนไลน์ เพราะว่างานของเราคือออนไลน์ ต้องเสิร์ชออนไลน์เท่านั้นค่ะ”

Hello Telecommuting.

digital nomad chiang mai

 

“ผู้คนไม่ได้ต้องการเป็นเศรษฐีเงินล้าน แต่พวกเขาต้องการมีประสบการณ์ในสิ่งที่คิดว่าต้องเป็นคนรวยเท่านั้นถึงจะทำได้ ดังนั้นคนรวยที่แท้จริงคือคนที่ได้ใช้เวลาทำสิ่งที่อยากทำ ได้เดินทางไปในที่ที่อยากไป และได้ใช้เงินซื้อสิ่งที่อยากซื้อ และผู้ที่สามารถสร้างประสบการณ์เหล่านี้ให้เกิดขึ้นได้ จะได้สัมผัสกับความรวยแบบใหม่ (New Rich) ที่มีอิสรภาพได้ โดยไม่ยึดติดกับการต้องเป็นเจ้าของเงินล้านแต่อย่างใด” คำกล่าวของ ทิม เฟอร์ริสส์ (Tim Ferriss) หนึ่งในผู้บุกเบิกการทำงานสไตล์ Digital Nomad นักเขียนระดับเบสต์เซลเลอร์จากหนังสือชื่อว่า The 4-Hour Work Week : Escape the 9-5 Live Anywhere and Join the New Rich เศรษฐีผู้ทำงานวันละ 4 ชั่วโมง และใช้เวลาที่เหลือออกท่องเที่ยวไปทั่วโลก

 
ชีวิตที่เป็นความใฝ่ฝันของคนรุ่นใหม่นี้ ช่วยกระตุ้นให้ต่อมการเดินทางของบางคนตื่นตัว ทั้งยังกระตุกให้บางคนเริ่มค้นหาศักยภาพในตัวเองอย่างจริงจัง แม้จริงๆ แล้วการเป็น Remote Job หรือ Digital Nomad จะไม่ใช่เรื่องใหม่บนโลก แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ถึงพร้อม บวกกับความเปลี่ยนแปลงของไลฟ์สไตล์การทำงาน ทำให้การใช้ชีวิตเร่ร่อนตามเมืองต่างๆ โดยหอบหิ้วงานไปทำด้วย จึงเป็นไปได้ในโลกยุคดิจิตอลนี้

 

digital nomad chiang mai

เจง - กิตติชัย พิพัฒน์บุญญารัตน์

 

“วิถีการทำงานแบบนี้มีมานานแล้วนะ คุณพ่อของเพื่อนผมก็เคยเป็น Digital Nomad มาก่อน เพียงแต่อาจจะไม่ได้เป็นที่รู้จักแพร่หลายนัก อย่างในเชียงใหม่เองก็มีนักท่องเที่ยวที่เป็น Digital Nomad ด้วย เข้ามานานแล้ว บางคนก็ไปๆ กลับๆ มาหลายรอบ บางคนก็อยู่อาศัยถาวรไปเลย การที่พวกเขาเลือกเชียงใหม่เป็นอันดับต้นๆ ก็เพราะความสะดวกสบายของเชียงใหม่ที่มีให้ทุกอย่าง ทั้งความเจริญ ธรรมชาติ อินเตอร์เน็ตที่เข้าถึงได้ ค่าครองชีพไม่สูง และบรรยากาศสบายๆ แบบเชียงใหม่”

 

คุณเจง - กิตติชัย พิพัฒน์บุญญารัตน์ กรรมการสมาคมการค้า เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการเทคโนโลยีรายใหม่ (Startup) และ Managing Director บริษัท Aristo Solution Technology จำกัด ผู้ผลิตซอฟต์แวร์ในจังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Punspace (https://www.facebook.com/punspace/) พื้นที่การทำงานในรูปแบบ Co-Working Space แห่งแรกในเชียงใหม่ เล่าให้ฟังถึงกระแสของ Digital Nomad ผ่านสายตาเขา ซึ่งอยู่ทั้งในฐานะผู้ประกอบการ และผู้สร้างสรรค์ Startup ว่าการเข้ามาของ Digital Nomad เหล่านี้ ข้อดีอย่างแรกคือสร้างรายได้ให้กับเมืองผ่านการท่องเที่ยว ต่อมาคือการนำองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญต่างๆ ของพวกเขาติดตัวมาด้วย และคนเหล่านี้ เมื่อชอบออกเดินทาง หมายความว่าพวกเขาพร้อมที่จะ Plug-In กับคนอื่นๆ

 

digital nomad chiang mai

 

ฉะนั้น เมื่อเชียงใหม่กลายเป็นฮับของ Digital Nomad สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้เราสามารถเรียนรู้ความเชี่ยวชาญจากพวกเขาเหล่านั้น ซึ่งจากการทำธุรกิจ Co-Working ที่ผ่านมา พบว่าเหล่า Digital Nomad พยายามที่จะคืนกลับให้เมืองด้วยเหมือนกัน ผ่านการจัดมีตติ้ง เสวนา เวิร์คช็อปต่างๆ แต่คนที่เข้าร่วมส่วนใหญ่ยังเป็นต่างชาติ ไม่ค่อยมีคนไทย อาจจะเพราะข้อจำกัดด้านภาษา แต่ถ้าเราสามารถเข้ารับการถ่ายทอดความรู้เหล่านี้ไว้ได้ ก็จะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรต่อไป


“อีกมุมหนึ่งในฐานะผู้ประกอบการ การที่คนเริ่มออกมาทำงานนอกออฟฟิศมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นกระแสของโลกที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมการทำงานให้เป็นดิจิตอลมากขึ้น เราปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งเหล่านี้มีบทบาทต่อการทำงานของคนรุ่นใหม่ ที่การมีออฟฟิศไม่ใช่เรื่องจำเป็นอีกต่อไป เราทำงานที่ไหนก็ได้ แล้วค่อยมาจอยกันในช่องทางต่างๆ ซึ่งมีอยู่หลากหลาย บริษัทก็ไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายของออฟฟิศ ตอนนี้ในต่างประเทศปรับตัวเพื่อรองรับการทำงานรูปแบบนี้มากขึ้น แต่ในไทยยังไม่ค่อยแพร่หลาย อาจจะเป็นเพราะเรื่องของ Comfort Zone ด้วยที่ทำให้ไม่กล้าเปลี่ยน บริษัทเองก็ยังไม่ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีให้สามารถตอบสนองการทำงานออนไลน์ได้ แต่ด้วยโลกที่กำลังจะเปลี่ยนไป การเริ่มได้เร็วก็จะทำให้สามารถไปได้ไกลกว่า”

 

STORY : CHONTIDA

ตีพิมพ์ใน HIP Magazine ฉบับ September 2017 

Profile picture for user Chontida

Chontida Pramede

Freelance writer from Chiang Mai, Open small bar call MAA IN SOI

Facebook : https://www.facebook.com/chontida