Skip to main content

THE TRAVELLER BIKER & COFFEE LEARNER : ชีวิตแห่งการเดินทาง, ปั่นจักรยาน และเรียนรู้เรื่องกาแฟของ สว่าง ทองดี

962

พี่สว่าง

 

“ดื่มกาแฟไหม เอากาแฟดำหรือกาแฟใส่นมดี” สว่าง ทองดี เอ่ยปากถามเมื่อเราพบกัน ณ ร้านกาแฟซึ่งเป็นสถานที่นัดหมาย เราตัดสินใจสั่งเมนูเดียวกันกับเขา ด้วยเหตุผลแบบเข้าข้างตัวเองว่า เชื่อคนที่เคยเป็นเจ้าของร้านกาแฟน่าจะไม่ผิดหวัง 

 

นอกจากเคยเป็นเจ้าของร้านกาแฟ (หลายคนอาจจะเคยเห็นหรือเคยลองกาแฟดริปของ Nomad Coffee ร้านที่เรียกให้ถูกคือเป็นจักรยานที่มีรถพ่วงซึ่งเคลื่อนที่ไปจอดขายกาแฟตามสถานที่ต่างๆ ในเมืองเชียงใหม่) สว่างเคยเป็นครูสอนชีววิทยา, เป็นนักเขียนที่มีงานพ็อกเก็ตบุ๊คเกี่ยวกับการท่องเที่ยวของตัวเองออกมาแล้ว 4 เล่ม และมีงานเขียนในนิตยสารเกี่ยวกับกาแฟอย่างสม่ำเสมอ รวมไปถึงทำงานมาแล้วอีกหลายอย่าง เพื่อนำรายได้มาเป็นทุนรอนในการออกเดินทางแต่ละครั้งของเขา

 

พี่สว่าง

 

กับการเดินทางครั้งล่าสุดของสว่าง ตลอด 8 เดือนในปีที่ผ่านมาที่เขาใช้ชีวิตยู่ในทวีปอเมริกาใต้ นอกจากการท่องเที่ยวเพื่อทำความรู้จักดินแดนใหม่ และการแสวงหาความรู้เกี่ยวกับกาแฟ เครื่องดื่มที่เขาหลงใหลแล้ว นี่คือการเดินทางที่เขาตั้งใจตั้งแต่ออกจากเมืองไทยว่า จะลองหางานทำในระหว่างการเดินทางแล้วไปต่อไปเรื่อยๆ แทนที่จะท่องเที่ยวแล้วกลับมาตั้งหลักที่เมืองไทยเหมือนที่เคยทำ

 

พี่สว่าง

 

นอกจากรูปภาพของดินแดนจากอีกซีกโลกที่เขานำเสนอผ่านโซเชียลมีเดีย, เรื่องราวที่บอกเล่าการเดินทางในแต่ละวันด้วยจักรยานทัวริ่งคู่ใจ และความรู้เรื่องกาแฟที่เขานำตัวเองไปศึกษาและสัมผัสในต่างแดน จะเป็นสิ่งที่ทำให้เรา ‘อยาก’ พบกับชายผู้นี้แล้ว การได้รับรู้ว่า ‘การเดินทาง’ ครั้งใหม่ของเขากำลังจะเริ่มต้น ก็เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้การพบปะและสนทนาระหว่างเราเกิดขึ้นในวันหนึ่งของเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนที่อีกไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น สว่างจะเดินทางออกจากเชียงใหม่ไปยังกรุงเทพฯ เพื่อออกเดินทางไปสู่ประเทศปานามาในอีกสองวันต่อมา
 

พี่สว่าง

 

ตอนที่เริ่มรู้จักเขาจากการเห็นภาพถ่ายมากมายของการเดินทางในอเมริกาใต้ ที่เขาโพสต์บนโซเชียลมีเดียของตัวเอง เราก็จินตนาการไว้บ้างแล้วว่าชีวิตของชายคนนี้น่าจะเต็มไปด้วยสีสันและประสบการณ์มากมาย หากเมื่อได้สนทนากันแล้ว เราพบว่าชีวิตของเขาเต็มไปด้วยรายละเอียดที่น่าตื่นตาตื่นใจเมื่อได้รับรู้ ทั้งยังให้ข้อคิดดีๆ ได้อีกในหลากหลายแง่มุม จนกลายมาเป็นความกดดัน ว่าการที่จะถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหลายให้ปรากฏอยู่ในเนื้อเรื่องที่คุณๆ จะได้อ่านต่อจากนี้นั้น ไม่ใช่เรื่องที่จะทำให้สำเร็จได้ง่ายๆ เลยจริงๆแต่ก็นั่นล่ะ ในเมื่อเราได้คุยกับเขาแล้ว การเก็บเรื่องราวเหล่านี้ไว้โดยไม่แบ่งปันให้คนอื่นๆ ได้รู้จักชายคนนี้ ก็คงจะทำให้เรารู้สึกผิดเอามากๆ ด้วยเช่นกัน

 

พี่สว่าง

 

จากแม่สะเรียงสู่โลกกว้าง

 

เราเริ่มต้นการสนทนาด้วยการถามสว่างว่า ชีวิตในวัยเด็กของเขาเป็นยังไง และมันมีผลอะไรบ้างกับความรักในการเป็นนักเดินทางของเขาในทุกวันนี้

 

“ผมเป็นคนปกาเกอะญอ อยู่ที่แม่สะเรียง  ตอนที่ผมเป็นเด็ก แถวบ้านก็คือบ้านนอกเลยล่ะ คนยังใช้เกวียนกันอยู่เลย ถ้าใครจะมาเชียงใหม่ก็ต้องใช้เวลาเดินทาง 7 ชั่วโมง” สว่างเริ่มต้นเล่าเรื่องราวในวัยเยาว์ของเขา “ผมโตมาแบบเด็กที่เห็นแต่แถวบ้านตัวเอง ไม่คอยได้เห็นบ้านอื่นเมืองอื่น แถวบ้านเราก็มีอยู่เท่านี้ เข้ามาในเมืองเชียงใหม่นี่น่าจะเป็นอะไรที่เปิดหูเปิดตามากที่สุดแล้ว ตอนเด็กๆ จำได้ว่าฝันอยากเป็นกระเป๋ารถเมล์ คือเห็นรถเมล์ที่วิ่งมาที่แม่สะเรียง ก็รู้สึกว่าถ้าได้เป็นกระเป๋ารถก็จะได้ไปกับรถเมล์ ได้ไปที่อื่นที่รถจะวิ่งไป”

 

พี่สว่าง

 

สว่างบอกว่าพ่อของเขาก็มีส่วนในการที่ทำให้เขาชอบการเดินทางด้วย “คือพ่อจะชอบชวนเราโบกรถ ชวนขึ้นท้ายรถกระบะไปโน่นไปนี่ เข้าไปในป่าบ้าง ไปต่างหมู่บ้านบ้าง ทั้งที่ใกล้ๆ และอยู่ไกลๆ ซึ่งถามว่าลำบากไหมก็ลำบากนะ แต่เรากลับรู้สึกว่าสนุก ได้ไปเที่ยวได้ผจญภัย พอโตมาก็เลยรู้สึกว่าตรงนี้ก็น่าจะมีส่วนที่ทำให้เราเป็นคนแบบนี้ กับอีกอย่างหนึ่งที่น่าจะเป็นตัวจุดประกาย ก็คือตอนเด็กๆ เคยมีฝรั่งครอบครัวหนึ่ง มีพ่อ แม่ แล้วก็ลูกสองคนปั่นจักรยานมาเที่ยวแล้วก็ผ่านมาที่หมู่บ้าน คือสมัยก่อนนานๆ ทีจะมีฝรั่งโผล่มาแถวแม่สะเรียง แล้วนี่ยังปั่นจักรยานมาด้วย คือเขาใช้จักรยานเดินทางกัน ถามว่าจำรายละเอียดได้ไหมว่าเขาเป็นใครมาจากไหน มาทำอะไรแถวนั้นก็จำไม่ค่อยได้ แต่ภาพที่มันติดตาคือเขาเดินทางกันด้วยจักรยาน เราเห็นแล้วก็รู้สึกว่า เออ น่าสนุกดี”

 

พี่สว่าง

 

จวบจนกระทั่งเด็กชายสว่างเติบโตกลายเป็นนายสว่าง และเปลี่ยนจากการเป็นนักเรียนมาสู่การเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัย เขาจึงได้เริ่มต้นออกเดินทางท่องเที่ยวไปตามที่ต่างๆ ที่ตัวเองสนใจ “พอเข้ามหาวิทยาลัยก็จะเริ่มไปโน่นไปนี่มากขึ้นละ คือผมเป็นเด็กกิจกรรม ไม่ค่อยตั้งใจเรียนเท่าไหร่ ก็เลยโดนรีไทร์แล้วต้องไปสอบเข้าเรียนที่ใหม่ ก็จะเรียนจบช้า แล้วระหว่างที่เรียน เวลาปิดเทอมเราก็จะคิดละว่าจะไปเที่ยวที่ไหนดี โดยผมจะเก็บเงินจากที่พ่อแม่ส่งมาให้ใช้จ่าย กันส่วนหนึ่งเอามาเป็นทุนสำหรับไปเที่ยว เรียกว่ามีโอกาสก็ไปตลอด ออกไปตามป่าตามดอยช่วงเสาร์อาทิตย์บ้าง ไปเที่ยวไกลๆ ช่วงปิดเทอมบ้าง หรือแม้แต่ไปช่วยงานอาจารย์ลงพื้นที่เก็บข้อมูลภาคสนามก็ไป คือเพื่อนคนอื่นเขาอาจจะไม่ค่อยสนใจ แต่เราเอาหมดเพราะถือว่าได้ไปเที่ยวด้วย เรียกว่าอะไรที่เกี่ยวกับเรื่องท่องเที่ยวเดินทางนี่ชอบทั้งนั้น ไปคนเดียวก็ได้ ไปกับเพื่อนก็ได้ ได้หมด” 
    

พี่สว่าง

 

อย่างไรก็ตาม แม้ชีวิตนักศึกษาจะเป็นช่วงเวลาที่สว่างได้ตอบสนองความอยากเห็นโลกกว้างของตัวเองอย่างเต็มที่ (“มันอยู่ในสันดาน อยากเห็นไปหมดทุกอย่าง” เขาว่าอย่างนั้น) แต่การเดินทางของเขาจะเกิดขึ้นได้เฉพาะในช่วงปิดภาคการศึกษา และยังจำกัดอยู่เฉพาะในเมืองไทยเท่านั้น

 

จนกระทั่งเมื่อเขาจบการศึกษาและก้าวสู่การเป็นคนทำงาน การท่องเที่ยวที่ไกลออกไปมากกว่าในเมืองไทยจึงได้เริ่มต้นขึ้น

 

พี่สว่าง

 

ทำงานแล้วเดินทาง เดินทางแล้วทำงาน
 

งานแรกที่สว่างยึดเป็นอาชีพหลังจากเรียนจบ คือการเป็นครูในโรงเรียนมัธยม โดยเหตุผลที่ทำให้เขาตัดสินใจเลือกเข้าสู่โลกของการเป็นครูอาจารย์ เป็นเพราะมีความตั้งใจที่อยากจะอุทิศตัว และนำความรู้ทางด้านชีววิทยาที่ได้ร่ำเรียนมาใช้ให้เกิดประโยชน์ รวมทั้งได้รับการชักชวนจากรุ่นพี่ที่ทำงานอยู่ที่โรงเรียนแห่งนั้นให้ลองมาสมัครงาน “การเป็นครูเนี่ยคนเขาก็จะมีภาพของครูในอุดมคติ มีความคาดหวังอะไรบางอย่าง ซึ่งจริงๆ ผมว่าตัวเองอาจจะไม่เหมาะเท่าไหร่ เราเป็นคนไม่ค่อยเรียบร้อย บางทีก็ออกจะเล่นมากไป ช่วงแรกๆ ที่เริ่มทำงานก็ต้องปรับตัวเยอะเหมือนกัน แต่พอเริ่มปรับตัวได้ก็โอเค ก็ทำอยู่นานหลายปีเลยเหมือนกัน”
    

พี่สว่าง

 

ผลพลอยได้อีกอย่างที่มาจากการยึดอาชีพครู ก็คือการที่เขามีรายได้ และรู้ว่าตัวเองมีเวลาว่างแน่นอนเมื่อถึงเวลาปิดภาคการศึกษา ทำให้สว่างสามารถออกเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ที่เขาไม่เคยไปได้มากขึ้น และแน่นอนว่าขยับขยายจากการท่องเที่ยวเมืองไทยออกไปสู่ต่างประเทศได้ด้วย “การเป็นครูมันดีอย่างหนึ่ง ตรงที่เรารู้แล้วว่าพอปิดเทอมเราจะมีเวลาว่าง เราก็สามารถวางแผนล่วงหน้าไว้ก่อนได้เลยว่าพอปิดเทอมแล้วจะไปเที่ยวที่ไหน ถึงเวลาก็ไปได้เลย อาจจะแวะกลับบ้านไปเยี่ยมพ่อแม่พี่น้องเสียหน่อย เสร็จแล้วก็เที่ยวไปยาวๆ รอจนใกล้เปิดเทอมก็กลับมา แล้วพอมีรายได้ ก็จะเริ่มไปต่างประเทศละ เริ่มจากประเทศเพื่อนบ้านใกล้ๆ ก่อน แล้วค่อยๆ ไปไกลขึ้นเรื่อยๆ”
    

พี่สว่าง

 

ดูๆ ไปแล้วจังหวะชีวิตของสว่างก็ลงตัวและดำเนินไปด้วยดี แต่กลับเป็นตัวเขาเองที่รู้สึกถึง ‘ความเปลี่ยนแปลง’ ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญครั้งหนึ่งในชีวิตของเขา
    

พี่สว่าง

 

“ตอนที่เป็นครู ชีวิตก็วางแผนไว้หลวมๆ สนใจแค่เรื่องทำงานกับออกไปเดินทาง ไม่ได้คิดเรื่องลงหลักปักฐานอะไร ตอนนั้นก็คิดแค่ว่ารอให้อายุซัก 30 แล้วค่อยหยุดเที่ยว ค่อยเริ่มคิดเรื่องเก็บเงินปลูกบ้าน ระหว่างนั้นก็เที่ยวไปเรื่อยๆ เปิดเทอมก็สอนหนังสือ แต่พอทำงานไปได้ซัก 4 – 5 ปี เราเริ่มรู้ตัวแล้วว่าไม่ได้ไฟแรงเหมือนตอนเริ่มต้นทำงานใหม่ๆ ชีวิตมันเริ่มนิ่งไปแล้ว ตอนทำงานปีที่ 5 ก็เลยขอลาออก เหมือนออกมาพัก ผ่านไป 1 ปีก็กลับมาเป็นครูเหมือนเดิม ที่เดิม แต่ความรู้สึกกับการทำงานประจำมันเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว จากนั้นก็ทำงานต่อมาจนครบ 9 ปี ถึงตอนนี้ก็ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่สอนหนังสือละ จะเลิกทำงานประจำแล้ว ก็ไปขอลาออกจากโรงเรียน”
    

พี่สว่าง

 

การตัดสินใจหยุดทำงานประจำที่มีรายได้แน่นอนอาจจะดูเป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายๆ คน แต่สำหรับสว่างในเวลานั้น เรื่องดังกล่าวดูเหมือนจะไม่ใช่สิ่งที่เขาวิตกกังวลอะไร “โชคดีที่เป็นคนที่พอจะมีเงินเก็บอยู่บ้างตลอดเวลาที่ทำงานเป็นครูมาหลายปี พอตัดสินใจลาออกก็เลยเอาเงินเก็บที่มีมาเป็นทุนรอนออกเดินทาง แล้วพอดีกับที่ในช่วงหลังๆ เราเริ่มหันมาปั่นจักรยานท่องเที่ยวบ้างแล้ว พอลาออกจากงาน ก็เลยตั้งเป้าว่าจะปั่นจักรยานท่องเที่ยวอย่างจริงจัง และเป็นที่มาของการออกทริปแรกที่ผมปั่นจักรยานจากเมืองไทย เข้าไปลาว ต่อไปเมืองจีน แอบแวะไปทิเบต ลงไปเนปาล แล้วก็ไปต่อเรื่อยๆ จนไปถึงอินเดีย ใช้เวลา 10 เดือนที่ปั่นจักรยานท่องเที่ยวไปตามที่ต่างๆ”

 

พี่สว่าง

 

ชีวิตฟรีแลนซ์ และก้าวแรกสู่โลกของกาแฟ

 

หลังกลับจากอินเดีย สิ่งแรกที่สว่างต้องทำก็คือหางานทำเพื่อให้มีรายได้ “เพราะว่าเงินหมด (หัวเราะ) คือที่หยุดที่อินเดียก็เพราะไม่มีเงินแล้ว จริงๆ ไม่ได้อยากหยุดนะ ตั้งใจไว้ว่าจะไปให้ถึงที่แอฟริกา แต่พอเงินหมดก็ต้องกลับมาเมืองไทยก่อน กลับมาแล้วก็ต้องมาวางแผนว่าจะใช้ชีวิตอยู่ยังไง ตอนนั้นพี่น้องย้ายจากที่แม่สะเรียงมาอยู่เชียงใหม่กันหมดแล้ว ผมก็เลยมาปักหลักอยู่ที่เชียงใหม่ แล้วก็เริ่มเป็นฟรีแลนซ์รับทำงานต่างๆ มีทั้งงานที่บริษัททัวร์ เป็นผู้ประสานงานดูแลลูกค้า ไปเป็นไกด์บ้าง รับงานแปลบ้าง แล้วก็เริ่มเขียนเรื่องการเดินทางของตัวเอง ทั้งที่เป็นบทความและรวมเล่มเป็นพ็อกเก็ตบุ๊ค”
    

พี่สว่าง

 

วงจรชีวิตของสว่างจึงดำเนินไปด้วยการจัดสรรเวลาเพื่อทำงานต่างๆ โดยจำนวนงานที่เข้ามาจะทำให้เขาประเมินได้ว่าในแต่ละเดือนจะมีรายได้เท่าไหร่ “เดือนไหนรายได้จากงานโอเคแล้วก็พอ ไม่รับเพิ่มละ ส่วนเดือนไหนเงินน้อยก็ค่อยมาหาว่าจะทำอะไรเพิ่มดี ให้เงินมันพอสำหรับการใช้จ่ายและเหลือเก็บ แล้วพอเก็บเงินได้ตามเป้าก็ออกเดินทางใหม่ ชีวิตก็จะวนๆ อยู่แบบนี้”
  

พี่สว่าง

 

และสิ่งหนึ่งที่กลายเป็นอีกอาชีพของสว่างในเวลานั้นก็คือการขายกาแฟ กับการนำจักรยานมาติดรถพ่วง แล้วออกตระเวนขายกาแฟตามสถานที่ต่างๆ ภายในตัวเมืองเชียงใหม่ ซึ่งในเวลานั้น ภาพของ Nomad Coffee ถือเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับคนเชียงใหม่ ทั้งจากรูปลักษณ์ของร้านที่ไม่ได้ตั้งอยู่กับที่ แต่เป็นจักรยานที่สามารถเคลื่อนย้ายไปตามที่ต่างๆ ได้ การเลือกขายกาแฟดริป และอัธยาศัยของตัวสว่างเอง ที่ดึงดูดให้คนมากมายสนใจและเข้ามาอุดหนุน 
 

พี่สว่าง

   

“Nomad Coffee มันเริ่มต้นมาจากความเบื่อ” สว่างเริ่มต้นอธิบาย “คือหลังจากการทำงานฟรีแลนซ์มันเริ่มอยู่ตัวแล้ว ความที่เราเป็นคนเบื่อง่าย อยากจะหาอะไรที่ตัวเองรู้สึกว่าสนุกทำ ทีนี้เราเป็นคนที่ชอบกาแฟอยู่แล้ว ชอบกลิ่นของมัน ชอบดื่มกาแฟ แล้วก็ชอบปั่นจักรยานด้วย ก็เลยเกิดความคิดว่า ถ้าเราเอาจักรยานมาติดรถพ่วงแล้วขายกาแฟดริปก็น่าจะดีนะ พอคิดแล้วก็ลงมือทำเลย ก็ไปหาข้าวของ หาเมล็ดกาแฟแล้วก็ออกไปขาย”
    

พี่สว่าง

 

อย่างไรก็ตาม การเปิดร้านกาแฟก็ทำให้สว่างตระหนักในเวลาต่อมาว่า แม้เขาจะชื่นชอบกาแฟมากแค่ไหน แต่ความรู้ความเข้าใจในเรื่องกาแฟของเขานั้นมีน้อยมาก “คือแค่ชอบอย่างเดียว แต่ไม่รู้ลึกเลย บอกไม่ได้ว่ากาแฟที่เอามาขายมันดีจริงไหม มันดียังไง มันมาจากไหน ก็เลยกลายเป็นว่าเริ่มมาศึกษาเรื่องเมล็ดกาแฟก่อน ตามมาด้วยเรื่องการคั่ว การบด  คือหันมาศึกษาเรื่องกาแฟอย่างจริงจังเลย ซึ่งพอรู้เรื่องหนึ่งแล้ว เดี๋ยวก็จะมีเรื่องอื่นๆ ที่ทำให้เราสนใจและอยากรู้เพิ่มเติมตามมาอีก เลยกลายเป็นว่า การเดินทาง การปั่นจักรยาน แล้วก็กาแฟ กลายเป็นเรื่องหลักๆ ที่วนเวียนอยู่ในชีวิต ขายกาแฟบ้าง ทำงานโน่นนี่บ้าง เก็บเงินได้มีจังหวะก็ออกไปปั่นจักรยานเดินทาง เงินหมดเมื่อไหร่ก็กลับบ้าน เป็นอย่างนี้มาเรื่อยๆ”

 

พี่สว่าง

 

ได้เวลาออกเดินทาง
 

ความสนใจเกี่ยวกับกาแฟในแง่มุมต่างๆ ของสว่าง ทำให้เขาลงลึกในรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งนี้มากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้การออกไปเรียนรู้เรื่องกาแฟในโลกกว้างถูกผนวกเข้าเป็นหนึ่งในเหตุผลของการเดินทางของเขาด้วย
    

พี่สว่าง

 

“อย่างที่บอกว่าพอรู้เรื่องหนึ่งแล้วมันก็จะมีเรื่องอื่นที่ยังไม่รู้อีก ก็ต้องศึกษาต่อ พอเรียนรู้มาเรื่อยๆ ได้ไปดูไปเห็นมากขึ้น เราก็เริ่มรู้สึกว่าอยากจะไปเห็นการทำกาแฟ การปลูกกาแฟ ในที่ที่เขาเป็นแหล่งผลิตกาแฟในระดับโลกจริงๆ ประกอบกับหลายปีที่ผ่านมาเราก็เดินทางมาเรื่อยๆ แต่ละครั้งเมื่อหยุดที่ไหน พอเริ่มเดินทางครั้งใหม่ก็จะไปเริ่มจากจุดที่เราหยุดในครั้งก่อนหน้า เพื่อให้การเดินทางมันต่อเนื่อง ก็คือหลังจากอินเดียก็ไปตะวันออกกลาง ยุโรปตะวันออก สแกนดิเนเวีย อังกฤษ พอสนใจเรื่องกาแฟมากก็มีแวะไปเอธิโอเปียมาด้วย ทีนี้พอวางแผนว่าจะออกเดินทางอีกครั้งเมื่อปีที่ผ่านมา ก็เลยตัดสินใจว่าจะไปเริ่มต้นที่อเมริกาใต้ เพราะเป็นที่ที่ยังไม่เคยไปด้วย แล้วก็เป็นที่ที่เป็นแหล่งผลิตกาแฟที่สำคัญของโลกด้วย”
  

พี่สว่าง

 

และนั่นก็คือเหตุผลที่สว่างใช้เวลา 8 เดือนกับการเดินทางไปตามประเทศต่างๆ ในทวีปอเมริกาใต้ ต่อเนื่องมาถึงอเมริกากลาง  และเป็นช่วงนี้เองที่เราเริ่มรู้จักเขา ซึ่งต่อเนื่องมาเป็นการติดตามความเคลื่อนไหวขอเขาในแต่ละวัน ผ่านภาพที่เขาโพสต์ลงในโซเชียลมีเดีย รวมไปถึงเรื่องราวที่เขาถ่ายทอด
ทั้งในสื่อออนไลน์ และที่ตีพิมพ์เป็นบทความลงในนิตยสาร
    

พี่สว่าง

 

สว่างกล่าวว่า “จริงๆ ตอนที่ไปจากเมืองไทยนี่คือแพลนไว้ว่าจะไปยาวเลยนะ ทั้งเดินทางท่องเที่ยวด้วย และไปเรียนรู้เรื่องกาแฟด้วย ไม่ได้วางแผนว่าจะกลับเมืองไทยเลย” ก่อนที่จะอธิบายต่อว่า “เพียงแต่หลังจากเดินทางมาแล้ว 8 เดือน เรามีโอกาสที่จะได้งานทำ แล้วมันจะมีช่วงเวลาที่ต้องรอให้กระบวนการบางอย่างมันเรียบร้อย ก็เลยตัดสินใจว่าถ้าอย่างนั้นเรากลับเมืองไทยดีกว่า เริ่มคิดถึงเมืองไทยแล้ว งั้นก็แวะมาซักพัก แล้วหลังจากนี้ถ้าออกจากเมืองไทยเมื่อไหร่ คราวนี้น่าจะไปยาวๆ แบบจริงจังละ เพราะคิดเอาไว้ว่าอยากจะลองเปลี่ยนวิถีชีวิตของตัวเองด้วย ที่ผ่านมาเราทำงาน รับงานต่างๆ จนรู้แล้วว่าจะต้องทำอะไรแบบไหนยังไง เรียกว่าเอาอยู่แล้ว ซึ่งในทางกลับกันก็ทำให้ชีวิตมันนิ่งไป ไม่มีอะไรตื่นเต้นแล้ว อยู่ในคอมฟอร์ทโซนแล้ว ก็เลยตั้งเป้ากับตัวเองเอาไว้ว่า แทนที่เราจะออกเดินทางโดยที่มีเงินไปก้อนหนึ่ง เงินหมดเมื่อไหร่ก็กลับเมืองไทยเหมือนที่เคยเป็นมา จากนี้ไปเราจะออกเดินทางโดยที่พยายามจะไปข้างหน้าเรื่อยๆ จะหางานทำหารายได้ระหว่างเดินทางเพื่อที่ตัวเองจะสามารถไปต่อได้เรื่อยๆ ไม่ต้องวกกลับมาตั้งหลักที่เมืองไทยเหมือนทุกทีอีกแล้ว อยากลองดูว่าจะทำได้ไหม”

 

พี่สว่าง

 

ชีวิตบทใหม่ที่ปานามา

 

“เมืองที่จะไปอยู่ชื่อโบเกตเต (Boquete) ถ้านั่งรถบัสมาจากปานามา ซิตี้ซึ่งเป็นเมืองหลวงก็ใช้เวลาเดินทางประมาณ 8 ชั่วโมง ที่นี่เป็นเมืองบนดอยที่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,200 เมตร แล้วก็เป็นแหล่งปลูกกาแฟที่สำคัญของปานามา” สว่างอธิบายถึงสถานที่ที่เขาจะไปเริ่มต้น ‘ทำงาน’ เมื่อเดินทางไปถึงปานามาแล้ว
  

พี่สว่าง

 

การ ‘ทำงาน’ ของสว่างที่ปานามานั้นเป็นผลต่อเนื่องมาจากการเดินทางท่องเที่ยวอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ ต่อเนื่องมาจนถึงทวีปอเมริกากลางตลอด 8 เดือนในปีที่ผ่านมา ซึ่งนอกจากการเดินทางท่องเที่ยวแล้ว สว่างยังมีเป้าหมายอีกอย่าง นั่นคือการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับกาแฟในประเทศที่เป็นแหล่งผลิตกาแฟ โดยระหว่างการเดินทาง เขาได้ไปเยี่ยมชมไร่กาแฟในประเทศต่างๆ เพื่อเก็บเกี่ยวความรู้เรื่องการเพาะปลูกและการคัดเลือกเมล็ดกาแฟเพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้กับตนเอง และจากการขออนุญาตเข้าไปเยี่ยมชมผู้ผลิตกาแฟเจ้าหนึ่งในปานามา ก็ทำให้เขาได้งานทำในบริษัทแห่งนั้นตามมาด้วย
    

พี่สว่าง

 

“คือนอกจากจะหาความรู้ให้กับตัวเองแล้ว ผมก็ต้องหาข้อมูลเกี่ยวกาแฟในแง่มุมต่างๆ หรือว่าสิ่งที่เราไปได้พบเห็นเกี่ยวกับกาแฟมาเขียนบทความส่งให้กับทางนิตยสารที่เมืองไทยด้วย ทำให้ก่อนที่จะเดินทางไปประเทศไหน ผมก็ต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องกาแฟของประเทศนั้นๆ ไว้ก่อน รวมทั้งติดต่อประสานงานกับไร่กาแฟหรือบริษัทว่าจะอนุญาตให้ผมเข้าไปดูงานได้ไหม ซึ่งที่ปานามาก็เช่นกัน เริ่มจากผมขอเข้าไปดูงานก่อน ที่นี้พอรู้ว่าเขากำลังรับสมัครพนักงาน คิดว่าเราน่าจะทำได้ ก็เลยลองยื่นใบสมัคร ไปสัมภาษณ์งาน จนในที่สุดเขาก็ตกลงรับเข้าทำงาน”
    

พี่สว่าง

 

แม้การทำงานจะเกี่ยวกับกาแฟซึ่งเป็นสิ่งที่เขาหลงใหล แต่สว่างยอมรับว่าคงจะต้องปรับตัวกันพอสมควร “เรื่องความตั้งใจนี่ไม่ค่อยห่วง เราไม่ใช่คนเกี่ยงงาน แต่จะอยู่ได้ไหมก็อยู่ที่ว่าเราปรับตัวได้หรือเปล่า เพราะผมไม่ได้ทำงานประจำมานานหลายปีแล้ว นี่คือกลับมาทำงานในระบบอีกครั้ง แล้วก็ต้องปรับตัวเรื่องการใช้ชีวิตที่โน่นด้วย ส่วนอีกเรื่องก็คือทำงานแล้วผ่านไหม เพราะช่วงแรกๆ ก็จะเป็นช่วงของการทดลองงานก่อน ซึ่งถ้าทำได้ ผ่านการทดลองงาน ไม่มีปัญหาเรื่องการใช้ชีวิต ก็คิดว่าน่าจะอยู่เก็บเกี่ยวความรู้ไปเรื่อยๆ คือจากประสบการณ์ที่เราเคยเจอในระหว่างการเดินทาง นักเดินทางหลายๆ คนจะมีความรู้ติดตัวในแบบที่สามารถจะไปทำงานที่ไหนในโลกก็ได้ อย่างเช่นเป็นครูสอนดำน้ำ หรือว่าเป็นครูสอนภาษา ผมก็คิดว่าความรู้เกี่ยวกับกาแฟ ถ้าเราศึกษาไปเรื่อยๆ มีประสบการณ์ มีความชำนาญ ในอนาคตเราก็อาจจะนำความชำนาญตรงนี้ไปหางานทำในที่อื่นๆ ได้เหมือนกัน”

 

พี่สว่าง

 

ชีวิตบทต่อไป...
 

“ตอนนี้เราสนใจเรื่องการเพาะปลูกนะ อยากรู้เรื่องการปลูกกาแฟ การคัดคุณภาพ ทำยังไงให้กาแฟที่ผลิตออกมามีคุณภาพดีแล้วทำราคาได้ สิ่งที่เราเห็นที่ปานามาก็คือ กาแฟของเขาผลิตไม่มาก แต่ว่าราคาแพง เป็นที่ต้องการของตลาด เกษตรกรที่ผลิตกาแฟมีรายได้ ไม่ยากจน แล้วแต่ละฟาร์มแต่ละเจ้าก็ทำงานกันอย่างจริงจัง มีการจ้างนักวิทยาศาสตร์ มีห้องแล็บไว้คอยตรวจสอบคุณภาพกาแฟของตัวเองว่าได้มาตรฐานไหม” 

 

พี่สว่าง

 

สว่างกล่าวต่อไปว่า ถ้าหากสามารถปรับตัวใช้ชีวิตอยู่ที่ปานามาได้ การกลับเมืองไทยก็น่าจะไม่ใช่ทางเลือกของเขาในเร็วๆ นี้ “เรามีความฝันว่าอยากจะปลูกกาแฟของตัวเองในอนาคต อยากจะหาที่ที่สามารถจะปลูกกาแฟได้ ซึ่งถ้าเป็นที่เมืองไทยก็ดี แต่ว่าก็ไม่จำเป็น จะเป็นที่ไหนก็ได้ที่เหมาะสมกับสิ่งที่เราอยากทำ เพียงแต่ถ้าเป็นที่เมืองไทยก็อาจจะง่ายหน่อยเท่านั้นเอง ซึ่งสุดท้ายแล้วเราก็บอกไม่ได้หรอกว่าอนาคตจะเป็นยังไง เราอาจะเดินทางยาวๆ อีกหลายปีก็ได้ หรืออาจจะกลับบ้านตอนสงกรานต์นี่เลยก็ได้ คือเราใช้ความรู้สึกเป็นตัวตัดสิน ถ้าเกิดรู้สึกว่าอยากกลับบ้านแล้ว ก็กลับ แค่นั้น แต่ว่าไม่ได้แพลนว่าไปนานเท่านี้แล้วถึงจะกลับนะ หรือว่าจะไม่กลับอีกแล้ว ไม่ขนาดนั้น”

 

พี่สว่าง

 

สำหรับสว่างแล้ว สิ่งที่เขาคิดไว้เกี่ยวกับเรื่องกาแฟมีอยู่สองอย่าง อย่างแรกคือการหาสถานที่เพื่อปลูกกาแฟอย่างที่เขาได้กล่าวไปแล้ว และความรู้ใหม่เกี่ยวกับกาแฟที่เขากำลังเริ่มต้นศึกษา รวมกับความรู้อื่นๆ ที่สะสมมาตลอดหลายปี จะช่วยให้เขาสามารถนำไปต่อยอดสำหรับการหางานทำในประเทศอื่นๆ ที่เป็นแหล่งผลิตกาแฟในอนาคตได้ “กาแฟเป็นเรื่องที่เรายังคงมีความสุข ยังคงตื่นเต้นเสมอที่ได้ลองอะไรใหม่ๆ การเดินทางก็เหมือนกัน ยังคงมีความสุขทุกครั้งที่ได้ออกเดินทาง เพราะฉะนั้นเราก็คงจะไปเรื่อยๆ ยอมรับว่าเราไม่ได้คิดเรื่องมีบ้าน มีครอบครัว ลงหลักปักฐานที่ไหนสักแห่ง ไม่ใช่ว่าเรื่องพวกนี้ไม่ดีนะ เราคิดว่าแล้วแต่คนชอบ แต่ละคนก็มีทางที่เป็นของตัวเอง ผมชอบเดินทางก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะมีสิทธิไปวิพากษ์วิจารณ์คนที่เขาอยากอยู่กับที่ คนที่เขาไม่อยากไปไหนได้ เราเอาสิ่งที่เราชอบไปเทียบว่าดีกว่าสิ่งที่คนอื่นชอบไม่ได้ บริบทของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ละคนมีสิ่งที่เราต้องยอมรับและสิ่งที่เราต้องแลก ต้องเลือก แต่สุดท้ายแล้วเราก็ต้องเลือกและยอมรับในสิ่งที่เราเลือก กับควรจะรู้ว่าตัวเองชอบอะไร แล้วก็อยู่กับอะไรที่เป็นตัวเรามากที่สุด อย่างตอนนี้ผมชอบกาแฟ ชอบการเดินทาง ผมก็จะพยายามทำอะไรที่เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ พยายามหาทางที่จะทำมัน แต่ถ้าวันไหนผมพบว่าตัวเองไม่ชอบ หมดความหลงใหลในกาแฟ ในการเดินทางแล้ว ก็จบ เราก็หยุดแค่นั้น”
 พี่สว่าง   

“แต่ว่าก็ยังชอบทั้งสองอย่าง ทั้งการเดินทางและกาแฟ ยังไม่เบื่อ คิดว่าก็น่าจะชอบไปอีกนานอยู่นะ”

 

เรื่อง : ระพินทรนาถ ภาพ : สว่าง ทองดี, ชวัลวัฒน์

Profile picture for user HIPTHAILAND

HIP THAILAND

Online Contents & Free Copy Monthly Magazine from Chiang Mai