Skip to main content

THE NORMAL ONE : ชีวิตธรรมดาๆ ของ Phum Viphurit

2,077

phum viphurit

 

ภูมิ – วิภูริศ ศิริทิพย์ บอกว่าเขาเป็น “คนธรรมดาๆ ที่ชีวิตไม่ได้มีอะไรโดดเด่นน่าสนใจเลย”

 

เราคงต้องบอกว่าเราไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ เพราะการที่เพลงของเขากำลังดัง, มียอดวิวหลักล้าน, คอนเสิร์ตของเขามีคนดูเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ, กำลังจะไปทัวร์คอนเสิร์ตที่ยุโรปและอเมริกาช่วงปลายปี และการปรากฏตัวตามสื่อต่างๆ ชนิดที่เรียกว่าลองนึกชื่อสื่อเจ้าดังๆ ทั้งหลาย แล้วคุณจะพบว่าหนุ่มคนนี้เคยไปปรากฏตัวมาแล้วทั้งสิ้น

 

ถ้าแบบนี้คือธรรมดา เราก็คงไม่มีคนธรรมดาๆ ในโลกกันแล้ว

 

แต่เมื่อได้สนทนากัน ได้ฟังเพลงของเขาอย่างจริงจัง (สารภาพตามตรงว่าเราไม่ใช่แฟนเพลงของเขาตั้งแต่แรก แต่เพลงเขาดีจริงๆ นะ ไปลองฟังเถอะ) เราพบว่า ที่เขาบอกเช่นนั้น เป็นเพราะเขาพยายามใช้ชีวิตให้ธรรมดา ไม่หวือหวา และเลือกที่จะมีความสุขกับทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตมากกว่า ซึ่งถ้าดูจากเส้นทางชีวิตที่กำลังเป็นไปในปัจจุบัน ก็ถือว่าเขามีชีวิตที่น่าพึงพอใจทีเดียว

 

ว่าแล้วเราก็มาลองทำความรู้จักกับชีวิตธรรมดาๆ ของชายหนุ่ม (ที่เราขอยืนยันว่าเขา ‘ไม่ธรรมดา’) คนนี้กันดีกว่า

  • เข้าใจว่าช่วงนี้คงถูกสัมภาษณ์บ่อยมาก?

ใช่ครับ คำตอบก็จะเป็นแพทเทิร์นเลย (หัวเราะ) คือชีวิตภูมิไม่ได้มีอะไรน่าสนใจเลยครับ เวลามีคนมาสัมภาษณ์ก็จะงงว่าทำไมคนนี้มันธรรมดาจัง ไม่ได้มีอะไรหรูหรา ไม่ได้มีไลฟ์สไตล์ที่ตื่นตาตื่นใจอะไร

  • แต่เรื่องส่วนตัวบางเรื่องคงก็ต้องถามอยู่ดีละนะ (หัวเราะกันทั้งสองฝ่าย) อยากรู้ว่าภูมิโตมากับการฟังเพลงแบบไหน ชอบเพลงอะไรในแต่ละช่วงเวลาบ้าง?

เด็กๆ ภูมิยังไม่ได้ชอบดนตรีมากครับ แค่รู้ว่าเราฟังแล้วมันเพราะ ยังไม่ได้เป็นนักฟังดนตรีอะไรขนาดนั้น ประมาณอายุ 12 - 13 เราถึงจะเริ่มแยกออกว่าอย่างนี้มันคือดนตรีแบบ Motown นะ บัลลาดของ Whitney Houston เป็นอย่างนี้นะ เพลงฟิวชั่นแจ๊ซซ์ของ George Benson เป็นอย่างนี้ คือเริ่มแยกแยะได้ว่าดนตรีมันแยกเป็น Genre ต่างๆ แต่ก็ฟังดนตรีหลายๆ แนวครับ ไม่ได้เลือกเฉพาะแนวไหนเป็นพิเศษ

 

phum viphurit

 

ถ้าตอนเริ่มต้นก็ฟังเพลงคลาสสิกๆ ก่อน อย่างเช่น Stevie Wonder พอเรียนชั้น Middle School ก็เริ่มฟัง Alternative มากขึ้น ในยุคนั้นก็จะฟังวงอย่าง Young The Giant, Foster The People  ส่วนช่วง High School ก็จะตามฟังวงที่เราชอบจริงๆ อย่าง Bombay Bicycle Club, Daughter อะไรอย่างนี้ครับ Ben Howard ด้วย คือเริ่มต้นจากการฟังดนตรีที่น่าฟังก่อน แล้วก็มาเจออัลเทอร์เนทีฟร็อคที่เราชอบ จากนั้นก็เริ่มไหลไปเรื่อยๆ ครับ

  • ภูมิคิดว่าตัวเองได้อะไรจากการใช้ชีวิต 9 ปีที่นิวซีแลนด์บ้าง?

ภูมิคิดว่าถ้าตัวเองไม่ได้ไปโตที่นู่น ก็คงไม่ได้เป็นคนอย่างนี้ ไม่รู้ว่าเป็นคนยังไง (หัวเราะ) แต่รู้สึกว่าทัศนคติในการทำงาน การใช้ชีวิต เราได้จากที่โน่นมาเยอะมาก มันไม่ใช่ว่ามีเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ชีวิตภูมิเปลี่ยน แต่ว่ามันคือประสบการณ์ทั้งหมดที่ได้เจอมา รู้สึกว่าต้องไปเจอเอง ต้องไปโตในสิ่งแวดล้อมแบบนั้น โตกับคนที่นั่น โตกับวัฒนธรรมของที่นั่น ถึงจะเข้าใจว่าทำให้เราเป็นคนอย่างนี้

  • ภูมิเริ่มต้นจากการคัฟเวอร์เพลงลง Youtube แล้วตอนไหนที่เราเริ่มรู้สึกว่าอยากแต่งเพลงของตัวเอง?

ตอนที่เริ่มแต่งเพลง มันมาจากความรู้สึกว่าอะไรบางอย่างในชีวิตกำลังจะเปลี่ยนแปลง เพราะว่าช่วงนั้นคุยกับแม่ไว้แล้วว่ายังไงก็ต้องกลับมาเรียนที่เมืองไทย อารมณ์ช่วงนั้นก็เหมือนวัยรุ่นไม่อยากทิ้งเพื่อน ก็เลยเริ่มแต่งเพลง เพลงที่แต่งก็จะเกี่ยวกับเพื่อน เกี่ยวกับคนที่นิวซีแลนด์ทั้งหมด เหมือนอยากทำอะไรบางอย่างไว้ให้เพื่อนก่อนที่เราจะไป

 

phum viphurit

  • หลายคนน่าจะเข้าใจว่าภูมิเป็นคนหน้าใหม่ เพิ่งทำงานเพลงมาไม่นาน แต่จริงๆ ภูมิอยู่กับ Rats Records มา 4 ปีแล้ว ตั้งแต่เริ่มทำงานกับค่าย จนกระทั่งงานชุดแรกอย่าง Manchild ออกมา ชีวิตในช่วงเวลานั้นของเราเป็นยังไง?

ส่วนใหญ่ภูมิเรียนครับ เวลาในชีวิตจะมีแค่ประมาณ 20% ที่แบ่งมาทำเพลง ก็เลยทำงานช้า เคยแบบทิ้งไปเลย 6 เดือนแล้วถึงจะมีเพลงออกมา ซึ่งค่อนข้างช้ากับการเป็นศิลปิน แต่ว่าที่เลือกทำงานกับ Rats Records เพราะว่าเขามองภาพไปไกลกว่าคนอื่นที่ภูมิรู้จักในช่วงนั้นเยอะมาก เขาบอกภูมิว่าค่ายเราไม่ได้ใหญ่โตอะไร แต่ว่าเราอยากทำดนตรีที่ใครก็เข้ามาเสพได้ ซึ่งภูมิชอบไอเดียนั้น การทำงานในค่ายก็ทำงานกันแบบพี่น้อง บรรยากาศในการทำงานก็ดี ไม่เคยมีใครบังคับว่าเราต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ ต้องมีเพลงออกมาแล้วนะ เราได้ทำงานตามทิศทางของตัวเองตลอด โชคดีอย่างหนึ่งตรงที่พอเราใกล้จะเรียนจบ เพลงของเรามันเริ่มได้รับความสนในต่างประเทศอย่างที่เราคิดกันไว้พอดี จนตอนนี้เรียนจบแล้ว ก็จะมีเวลาทำดนตรีมากขึ้น ถ้าเมื่อก่อนมีซัก 20% ตอนนี้ก็ประมาณ 70% ละครับที่จะเอาเวลามาทำเพลง

  • ในระหว่างที่เราทยอยปล่อยเพลงออกมา ระหว่างเรากับค่ายตั้งเป้าอะไรกับงานที่ปล่อยออกมาไหม หรือแค่ดูว่าถ้าเราทั้งคู่โอเคกับเพลงนั้นๆ แล้วเราก็ปล่อยออกมา?

น่าจะเป็นอย่างหลังมากกว่าครับ จริงๆ แล้วภูมิไม่ได้คิดอะไรมาก แค่ดีใจว่าเรามีงานเป็นชิ้นเป็นอันแล้ว และเพลงของเรามันจะไปอยู่บนอินเตอร์เน็ตแล้ว ซึ่งมันจะอยู่ในนั้นตลอดไป ใครก็เข้ามาก็เจอ แฮปปี้กับตรงนั้นมากกว่า ไม่ได้คาดหวังอะไรกับมันมาก

  • คือไม่ได้ซีเรียสว่าต้องมียอดคนดูเยอะๆ หรือเพลงจะต้องได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ฟัง?

ไม่เลยครับ เพราะรู้ตัวว่าเรามาจากไหนไม่รู้ เพิ่งกลับมาเมืองไทย ไม่ได้คาดหวังว่าใครจะต้องยอมรับอะไรเรา ภูมิก็แค่ดีใจกับโอกาสที่ได้ ภูมิเชื่อว่าสิ่งที่มันสวยงามจริงๆ ไม่ต้องไปบอกกับใครต่อใครหรอกว่าฉันสวยนะ มาดูฉันสิ แล้วเราก็ทำงานบนพื้นฐานความคิดนี้มาตลอด ถ้าเพลงเราดีจริง เดี๋ยวคนเขาก็มาฟังเอง ค่ายเองก็ทำงานด้วยความคิดแบบเดียวกัน สุดท้ายพอคนมาเจอเพลงของเราจริงๆ จากนั้นเพลงมันก็เคลื่อนไหวไปด้วยตัวเอง

  • แล้วในแง่ของการทำดนตรี เรามีพัฒนาการอะไรบ้างในระหว่างที่ทำ Manchild?

ในช่วงแรกจะมีรุ่นพี่ในค่ายมาช่วยทำดนตรีครับ คือเราแต่งเพลง แต่จะยังไม่ได้มองภาพรวมเท่าไหร่ ทำแต่กีตาร์โปร่ง คิดเมโลดี้หลัก ที่เหลือก็มีรุ่นพี่มาช่วยๆ กันทำ มาถามว่ายูชอบแบบไหนแล้วก็ช่วยเรา นั่นคือช่วงแรก พอเราทำงานมาเรื่อยๆ มีเพลงปล่อยออกมาเรื่อยๆ เราก็เริ่มเรียบเรียงอะไรเองเป็นมากขึ้น เริ่มเข้าใจกระบวนการต่างๆ ในการทำงานของตัวเองมากขึ้นด้วย ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเราโตขึ้นด้วย เริ่มมั่นใจที่จะตัดสินใจมากขึ้น ว่าเราอยากได้กีตาร์แบบนี้ มันต้องเป็นแบบนี้เท่านั้น เรากล้าตัดสินใจ ทำอะไรเองได้มากขึ้น กล้าที่จะเป็นตัวเองมากขึ้น

 

phum viphurit

  • คิดว่ากระแสความสนใจในผลงานของตัวเองมันเริ่มต้นจากตรงไหน?

จริงๆ มันเริ่มมาตั้งแต่เพลง Long Gone นะครับ แต่คนไทยหลายคนไม่รู้ว่าเพลง Long Gone มันได้รับความสนใจในต่างประเทศ หลายคนเข้าใจว่าเราดังเพราะ Lover Boy (หัวเราะ) คือภูมิรู้ตัวว่าโอกาสของภูมิในต่างประเทศน่าจะมีมากกว่าเมืองไทย มีความรู้สึกว่าเพลงของเราน่าจะเข้ากับคนต่างชาติมากกว่า อิทธิพลในงานของเราส่วนใหญ่มาจากตะวันตกทั้งหมดเลย เรื่องภาษาก็ด้วย แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ตอนที่ปล่อย Long Gone ออกมา เพลงไม่ติดชาร์ตในเมืองไทยเลย (หัวเราะ) หรืออย่างเรื่องที่จะไปทัวร์อเมริกากับทัวร์ยุโรป ก็เป็นเรื่องที่วางแผนกันไว้ตั้งแต่ก่อน Lover boy จะออกแล้ว แต่หลายคนก็คิดว่าเป็นเพราะ Lover Boy

 

 

ตอนที่ปล่อย Lover Boy ออกมาก็ไม่ได้คาดหวังอะไร แต่พอเพลงออกไปปุ๊บ กลายเป็นว่ามันยิ่งดึงคนให้เข้ามาดูเรา ทำให้คนเห็น Discography ของเรา แต่มันตลกที่คนไทยรู้จักภูมิเพราะ Lover Boy หมายถึงในวงกว้างนะครับ แต่คนอีกกลุ่มหนึ่งก็รู้จักและติดตามกันมาก่อนหน้านั้นแล้ว ซึ่งภูมิว่าตรงนี้ก็เป็นการเดินทางที่สนุกดี คือก่อนที่เราจะมีตัวตนในเมืองไทย เหมือนเราต้องไปอ้อมโลกมาก่อน

  • เพราะเอาจริงๆ ก็น่าคิดว่า คนที่ชอบภูมิเพราะ Lover Boy ถ้ามาฟัง Manchild ทั้งอัลบั้มก็อาจจะงงๆ  เพราะเพลงคนละแบบกันเลย?

ใน Manchild เพลงจะเป็นโฟล์คมากๆ ครับ ส่วน Lover Boy จะเป็นอีกแนวหนึ่งไปเลย ซึ่งภูมิชอบนะ ถ้าเราทำอย่างเดิมตลอดเวลามันก็จะไม่มีอะไรที่ต่างไป ภูมิว่าทำอะไรอย่างนี้ แล้วให้คนเขาสงสัยว่าเพลงอะไรของมัน ดีกว่าทำเพลงแล้วคนชมว่าเพลงเพราะ แต่สักพักเขาก็ลืม เรารู้ตัวว่าสไตล์เราไม่ค่อยเหมือนใครสักเท่าไหร่ในแวดวงนี้ ผมเชื่อว่าหลายคนคงจะคุยกับเพื่อนว่า “เพลงอะไรวะ แปลกดี” ผมก็จะบอกว่า อืม นั่นแหละ เพลงภูมิ (หัวเราะ)

 

 

อย่างตอนที่ทำ Lover Boy ก็เพราะอยากทำเพลงแนวคลาสสิกๆ เหมือนที่เราเคยฟัง เราอยากทำเพลงแบบ Motown ทำแบบ Soul Pop เลย ซึ่งพอลองทำดูแล้ว ผลตอบรับออกมาเป็นแบบนี้ก็ดีใจครับ ส่วนในอนาคตเพลงต่อไปจะดังไหม ผลตอบรับจะเป็นยังไง ภูมิไม่ค่อยซีเรียสครับ เพราะภูมิรู้สึกว่าเราได้ผู้ฟังที่เขาน่าจะติดตามเราต่อไปเรื่อยๆ ไม่ว่าเราจะลองทำเพลงแนวไหน

  • อีกเรื่องที่คนสนใจกันมาก คือการที่ภูมิไปทัวร์คอนเสิร์ตที่เกาหลีใต้

ที่เกาหลีใต้เขาติดต่อมาตั้งแต่ Long Gone ปล่อยมาได้ประมาณสองสามเดือน อยากให้เราไปเล่น ก่อน Long Gone ต้องยอมรับว่าคนฟังเขายังหาเราไม่เจอ แต่พอ Long Gone เริ่มติดหูคนในต่างประเทศ ทำให้คนเขาเริ่มเห็นเรามากขึ้น เริ่มมาตามฟังงานของเรา เรียกว่า Long Gone เป็นจุดเปลี่ยนสำหรับภูมิจริงๆ ถ้า Long Gone มันไม่ได้ทำให้ชื่อของเราติดในอินเตอร์เน็ตมาก่อน ภูมิว่า Lover Boy ก็อาจจะไม่ได้มีคนติดตามมากขนาดนี้

 

ที่เกาหลีใต้ได้ไปสองหน รอบแรกเล่นสองโชว์ ในไลฟ์เฮาส์แถวย่านฮงแด ส่วนที่ไปรอบหลังคือไปเล่นออกอากาศทางช่อง EBS กับไปเล่นในเฟสติวัลที่จัดที่ DMC ตรงชายแดนเกาหลีเหนือ – เกาหลีใต้ ก็สนุกดีครับ คือมันฟังดูเพี้ยนมาก ไปเล่นที่ชายแดนเกาหลีเหนือ – เกาหลีใต้ บอกไปบางคนก็ไม่เชื่อ ไปออกทีวีช่อง EBS ก็เป็นเกียรติมาก เพราะปกติเขามีศิลปินดังๆ มาแสดงออกอากาศตลอด ส่วนที่เฟสติวัลเราก็ได้เจอคนมากมายจากทั่วโลกจริงๆ เป็นบรรยากาศที่น่ารักมาก

  • ประทับใจอะไรบ้างกับการไปทัวร์คอนเสิร์ตที่เกาหลีใต้?

มันเป็นการได้ไปเล่นในที่ที่คนเขารู้จักเราจริงๆ ครับ ตอนที่ไปครั้งแรกก็นึกว่าจะไปเป็นเหมือนศิลปินรับเชิญจากต่างประเทศ คงมีคนมาดูบ้างนิดหน่อย แต่พอไปแล้ว คือเขามารอดูเราจริงๆ แล้วสิ่งที่ทำให้ผมมีความสุขมากที่สุดก็คือ เพลงอย่าง Lover Boy, Long Gone เนี่ย คนร้องเป็นอยู่แล้ว มันเป็นเพลงที่ดัง แต่พอเป็นเพลงอย่าง Adore หรือ Run ซึ่งเราไม่คิดว่าจะมีใครร้อง แต่เขาร้องเป็นกันด้วย ซึ่งมันทำให้เรารู้สึกดีมากๆ รู้สึกว่าเขาไม่ได้ฟังเราเพราะกระแส คือเขาอาจจะมาเพราะมันมีกระแสที่โน่น แต่เขาร้องได้ร้องเป็น คือฟีลลิ่งตอนที่เราร้องเพลง Run แล้วหันไปเจอคนเกาหลีเขาร้องตามได้นี่คือไม่เคยเจอมาก่อน เราไม่ได้พูดภาษาเดียวกัน เขาอาจจะไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าภูมิร้องว่าอะไร แต่ว่าเขาร้องเพลงที่เราแต่งได้ มันเป็นที่สุดแล้วกับการเป็นนักแต่งเพลงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง

 

ออกรายการช่อง EBS ที่เกาหลีใต้

 

อีกอย่างคือมันเปลี่ยนมุมมองการเล่นดนตรีสดของภูมิไปเลย การเล่นดนตรีมันไม่ใช่แค่เราไปส่งพลังให้ใครบางคน แต่พอเราไปยืนตรงนั้น แล้วเราได้พลังบางอย่างกลับมา มันคือการสื่อสารระหว่างกัน ที่ทำให้ภูมิรู้สึกว่าอยากเล่นดนตรีสดต่อไปเรื่อยๆ ตลอดชีวิต

  • ซึ่งพอกลับมาเมืองไทย ก็เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น?

ใช่ครับ พอกลับมาก็มีคนติดตามมากขึ้น มีคอยากสัมภาษณ์ว่าเป็นใคร อยู่ดีๆ ไปเล่นทัวร์นอกประเทศก่อนในเมืองไทยได้ยังไง ซึ่งภูมิว่าคำตอบมันง่ายมากๆ คือคนในเมืองไทยเริ่มฟังเรา แค่นั้นเลย  

  • เหมือนว่างานของเราก็ต้องการเวลา ก่อนหน้านี้เขาอาจจะยังไม่อิน แต่ตอนนี้เขาอินแล้ว?

ใช่ครับ ภูมิว่ามันคือความมหัศจรรย์ของดนตรี มันเหมือนกับคลื่น ถ้าเราเป็นนักโต้คลื่น สมมุติว่าเรานอนอยู่บนบอร์ด มีคลื่นลูกหนึ่งผ่านไป แล้วเราไมได้ออกไปในตอนนั้น เราไม่มีทางจะไปจับคลื่นลูกนั้นได้แล้ว ก็ต้องรอคลื่นลูกต่อไป เหมือนอย่างเรื่องดนตรี เราทำงานโดยที่เราคาดเดาไม่ได้จริงๆ ว่าผลจะออกมาเป็นแบบไหน จะบอกว่าทำเพลงให้ดูสดใสในแบบที่ภูมิทำ Lover Boy มันก็ไม่ได้การันตีว่าจะประสบความสำเร็จเสมอไป เพราะว่าคนอาจจะทำอะไรแบบนี้ไปเมื่อ 6 เดือนก่อนแล้วก็ได้ 

 

สิ่งหนึ่งที่ภูมิชอบในการทำงานในวงการนี้ คืออะไรก็เกิดขึ้นได้ตลอดเวลาจริงๆ ใครจะรู้ว่าอยู่ดีๆ เพลงของเราที่เป็นคนไทยจะมีคนจากต่างประเทศหันมาฟัง มียอดวิวเยอะมากๆ ขนาดเพลงโฟล์คช้าๆ ที่ภูมิแต่งซึ่งไม่เคยคิดว่าจะมีคนชอบเยอะก็มียอดวิวหลักล้าน มันเป็นช่วงเวลาที่มหัศจรรย์มากๆ แล้วเราก็ดีใจที่ตัวเองมีทัศนคติในการทำงานแบบนี้มาตลอด เราไม่ได้เลือกที่จะกดดันตัวเองว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ให้เหมือนคนอื่นๆ เราแค่ทำงานอยู่ในโซนของตัวเอง ทำในสิ่งที่เราชอบออกไปก็เท่านั้น

 

phum viphurit

  • ภูมิรับมือกับความสนใจต่างๆ ที่มีเข้ามาหาตัวเรายังไง?

ภูมิคิดว่าการเล่นดนตรีมันเหมือนเป็นการได้ท่องเที่ยว ได้ไปพูดคุยกับคนใหม่ๆ ได้เล่นในห้องที่เต็มไปด้วยคนแปลกหน้าที่เราไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต ไม่ว่าใครจะติดตามเราด้วยเหตุผลอะไร เพราะเรายิ้มเก่ง เพราะเราน่ารักจังเลย เพราะอยากมาถ่ายรูป หรือว่าอยากมาฟังดนตรีจริงๆ ถ้าเขามาฟังภูมิ ก็อยากให้ทุกคนมีความสุขกลับไปนะครับ เราเลือกผู้ชมไม่ได้หรอกครับว่าอยากได้แต่แบบนั้นแบบนี้ เหมือนกับที่เลือกไม่ได้ว่าอยู่ดีๆ เพลงเราจะเป็นที่รู้จักในต่างประเทศ คืออยู่ดีๆ โอกาสมันก็เข้ามา เป็นเหมือนคลื่น ส่วนเราที่เป็นนักเซิร์ฟคนหนึ่งก็แค่พยายามไต่คลื่นไปเรื่อยๆ ไม่ทำอะไรผาดโผน แค่มีความสุขกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต ถ้ามันจะตกจากบอร์ดเมื่อไหร่ก็ตก เสร็จแล้วก็ขึ้นใหม่ แค่นั้น ภูมิชอบมองเป็นแบบนี้มากกว่า เพราะคิดเยอะเกินไป มีอีโก้มากเกินไปแล้วมันเครียด ภูมิไม่รู้จะกดดันตัวเองไปทำไม ชีวิตมันสั้นเกินไปที่เราจะมานั่งเครียดกับเรื่องอะไรแบบนี้

  • มีอัลบั้มของตัวเองออกมาแล้ว ปลายปีนี้จะไปทัวร์คอนเสิร์ตที่ยุโรปและอเมริกา แล้วหลังจากนี้วางแผนเกี่ยวกับการทำงานของตัวเองไว้ยังไงบ้าง?

ได้ทำอัลบั้ม มีเพลงของตัวเองออกมา ชีวิตก็แฮปปี้แล้ว หลังจากนี้ก็คิดว่ายังอยากทำเพลงต่อไป แต่ว่าไม่ได้มีไทม์ไลน์ว่าเราจะทำตอนไหน ภูมิพูดกับพี่ๆ ในค่ายไว้ว่าขอเวลาเราไปหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ก่อน ซึ่งการที่จะเจอแรงบันดาลใจ เราต้องเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ว่าเปลี่ยนแบบตัวตนหายไปเลย แต่ว่าหมายถึงเราต้องลองอะไรใหม่ๆ ต้องไปเจออะไรใหม่ๆ ไปหาอะไรทำ ทำในสิ่งที่เราอยากทำหรือไม่เคยทำ เพราะว่าถ้าอยู่นิ่งๆ มันจะไม่ค่อยมีอะไรเข้ามาหา เราต้องเอาตัวเองไปอยู่นอก Comfort Zone จะได้ไปเจออะไรใหม่ๆ ให้ได้มุมคิดใหม่ๆ

 

อัลบั้มที่สองจะมาจากมุมมองของภูมิที่เปลี่ยนไปแล้ว คือเราไปรับพลังจากหลายสิ่งหลายอย่างมากขึ้น ถ้าพูดถึงเพลงใน Manchild แต่ละเพลงจะเป็นเรื่องราวที่ออกมาจากตัวเรา หมายความว่าเรามีอะไรในใจก็เอามาแต่งเป็นเพลง แต่กับงานชุดที่สองจะเป็นเรื่องราวที่เราได้ไปเจอมา ผ่านฟิลเตอร์คือตัวเรา ผ่านมุมมองของเรา เราออกไปข้างนอกเพื่อที่จะไปพบเจอสิ่งต่างๆ เอากลับมาพิจารณา แล้วค่อยเอามาแต่งเป็นเพลง

 

phum viphurit

  • ถ้าอย่างนั้นก็น่าจะได้ฟังอัลบั้มชุดสองเร็วๆ นี้?

น่าจะยังไม่ใช่เร็วๆ นี้ครับ (หัวเราะ) เพราะถ้าดูจากสถานการณ์ นอกจากช่วงปลายปีจะต้องไปทัวร์แล้ว ตอนนี้เพลงเรามันกำลังทำงานของมันอยู่ ก็เลยรู้สึกว่าไม่ต้องรีบครับ ในเมื่อเพลงที่มีมันกำลังทำงานของมันอยู่ ก็ปล่อยให้มันเป็นที่รู้จักต่อไปก่อน ส่วนอัลบั้มชุดที่สองก็น่าจะเป็นช่วงปีหน้าครับ

  • อยากให้คนที่เขาได้ข้อคิดอะไรบ้างจากเรื่องราวที่เราคุยกันวันนี้?

ไม่อยากให้คนคิดจะทำตามสิ่งที่ภูมิทำมาครับ ภูมิเชื่อว่าเส้นทางชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ถ้าคิดว่าจะทำตามแบบของภูมิแล้วคิดว่าจะทำให้ประสบความสำเร็จ มันก็ไม่ได้มีอะไรที่การันตีว่าคุณจะมีโอกาสเหมือนกัน คืออยากจะบอกว่าอย่าไปคาดหวัง อยากให้เชื่อว่าในชีวิตของคนเรามันมีช่วงเวลาที่เหมาะสมของแต่ละคนอยู่ อย่าไปเร่ง อย่าไปกดดันตัวเอง ขอให้ค่อยๆ เติบโตในพื้นที่ของตัวเอง ทำทุกอย่างที่เรารักให้ดี อย่าไปทำเพราะคิดว่ามันเท่ คิดว่าเราจะเด่นจะดังอะไรแบบนี้ อย่าคิดอย่างนั้น เพราะประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับภูมิ มันเกิดขึ้นโดยที่ภูมิไม่ได้คาดหวังอะไร แต่พอเรื่องหนึ่งมันเกิดขึ้น เรื่องอื่นๆ มันก็จะตามมาเอง แล้วภูมิก็มีความสุขดีกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต ภูมิคิดว่าไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม อย่าไปคาดหวังอะไร แค่ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก แล้วไม่ว่าจะทำอะไร ทำให้เต็มที่ก็พอ

  • เราเชื่อว่าถึงตอนนี้มีคนรู้จักภูมิเยอะมากขึ้นแล้ว แต่ก็อยากให้แนะนำตัวเองส่งท้ายเรื่องนี้สักหน่อย เผื่อคนที่ยังไม่รู้จักมาก่อนจะได้รู้จักว่าภูมิเป็นใคร

ผมชื่อภูมิครับ อายุ 22 กำลังจะ 23 เดือนสิงหาคมนี้แล้ว เวลาว่างผมชอบแต่งเพลง เรียกว่าแต่งเพลงเป็นงานอดิเรกก็ได้ครับ แต่ว่าตอนนี้งานอดิเรกที่ว่ากลายเป็นอาชีพของภูมิไปแล้ว ซึ่งมันเกิดขึ้นได้ยังไงก็ไม่รู้เหมือนกัน (หัวเราะ) ตอนนี้ภูมิมีอัลบั้มออกมาแล้ว 1 ชุด ชื่อ Manchild ถ้าใครยังไม่เคยฟังก็ลองหามาฟังกันได้ ถ้าไม่ชอบก็ไม่เป็นไรครับ แต่ถ้าชอบก็ขอให้มีความสุขกับการฟังเพลงในงานชุดนี้นะครับ

 

ชีวิตภูมิมีแค่นี้ล่ะครับ ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้

 

 

สำหรับแฟนๆ สามารถติดตามตารางงานของภูมิได้ที่ Facebook : https://www.facebook.com/PhumViphurit 

หรือ Follow Instagram ส่วนตัวได้ที่ @phumviphurit

 

ขอขอบคุณ ค่ายเพลง Rats Records

และสถานที่สัมภาษณ์ Hard Rock Cafe Chiang Mai

เรื่อง : ระพินทรนาถ 

ภาพ : hohokz

 

 

...................

From HIP Magazine : August 2018

Download : http://www.hipthailand.net/magazine

จุดวางนิตยสารแจกฟรี : http://www.hipthailand.net/where-to-find-hip

 

phum viphurit

 

Profile picture for user HIPTHAILAND

HIP THAILAND

Online Contents & Free Copy Monthly Magazine from Chiang Mai