Skip to main content

SOMEBODY IS WAITING FOR ME : เพราะใครบางคนยังรอเราอยู่

3

อภิชัย ตระกูลเผด็จไกร หรือชื่อที่แฟนๆ น่าจะคุ้นและจำแม่นกว่าอย่าง เล็ก Greasy Cafe หัวเราะเมื่อเราบอกกับเขาในตอนท้ายๆ ของการสนทนาระหว่างเขากับ HIP ว่า หลายคนเชื่อว่า Greasy Cafe เป็นชื่อที่สามารถเรียกคนดูเข้างานได้ ถ้ามีชื่อของเขาปรากฏอยู่บนโปสเตอร์หรือรายชื่อของศิลปินที่จะแสดงในงานหนึ่งงานใด หรือแม้แต่ทำให้คนดูที่อ้อยอิ่งอยู่รอบๆ งานเคลื่อนตัวมาสู่บริเวณเวทีได้เร็วขึ้น ถ้าหากเขาและทีมงานเริ่มต้นการแสดงบนเวที


“ไม่จริงหรอก เราไม่เชื่อหรอกว่าเราจะเรียกคนได้อะไรขนาดนั้น วงอื่นก็มีตั้งเยอะแยะ เวลาไปงานเขาไม่ได้อยากมาดูเราคนเดียวหรอก อีกอย่างไอ้ที่ว่าถ้าเราเล่นก่อนแล้วคนจะคึกคักขึ้นนี่ก็ไม่จริงเหมือนกัน เคยลองแล้ว ให้เราเล่นเร็วขึ้น คนก็ไม่ได้มาดูกันเร็วขึ้นเลย” 
   

เราหวนนึกถึงคำตอบนี้อีกครั้งในหลายชั่วโมงหลังจากนั้น ณ ตอนที่เขากำลังเริ่มต้นบรรเลงบทเพลงของ Greasy Cafe อยู่บนเวทีในงาน Phrao Music Forest Festival และจากจุดที่เรายืนอยู่ ภาพที่เห็นตรงหน้าคือผู้คนมากมายที่ทยอยเคลื่อนตัวไปสู่บริเวณหน้าเวที ซึ่งอาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้น ตอนที่ศิลปินรายอื่นๆ ทำการแสดง 
   

แน่นอนว่าเราไม่ได้ตั้งใจจะหมายความว่า Greasy Cafe โด่งดังกว่าใคร จึงได้รับการตอบรับเช่นที่ว่า แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ด้วยเช่นกันว่า เมื่อชายผู้นี้ปรากฏตัวบนเวที บรรยากาศโดยรอบก็ต่างออกไปในทันที
   

เพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น? นั่นคือสิ่งที่เราอยากจะหาคำตอบจากการสนทนากับเขาในครั้งนี้
   

“เดี๋ยวเราขอไปดูเวทีก่อนนะ แล้วค่อยว่ากัน” เป็นคำตอบของพี่เล็กหลังจากที่พวกเราเข้าไปแนะนำตัว เมื่อเขาเดินทางมาถึง Phrao Camping Village สถานที่จัดงาน Phrao Music Forest Festival ที่เขามีคิวจะขึ้นแสดงบนเวทีในค่ำคืนนั้น
   

เรารู้ล่วงหน้ามาก่อนแล้วว่าเขามีคิวจะมาเล่นดนตรีที่เชียงใหม่ แต่คำถามที่วนเวียนอยู่บนโต๊ะประชุมของกองบรรณาธิการ HIP หลายวันก็คือ “แล้วจะคุยเรื่องอะไรกับเขาดี?” ซึ่งคำตอบของคำถามนี้ไม่ง่ายเลย โดยเฉพาะกับชายที่ปรากฏตัวใน HIP มาแล้วหลายครั้ง จนถึงขั้นที่มีคนแซวไว้ว่าถ้ามีเขาอยู่ในหนังสือเมื่อไหร่ รับประกันได้เลยว่าเล่มนั้นจะเป็นที่ต้องการของคนมากกว่าปกติแน่ๆ (และในความเป็นจริงก็เป็นเช่นนั้นเสียด้วย) แต่หลังจากคิดแล้วว่าเรามี ‘เรื่อง’ เกี่ยวกับเขาที่เราอยากรู้ และเขาพอจะมีเวลาสำหรับการสนทนา เราจึงเดินทางจากในเมืองมาถึงที่นี่เพื่อพบกับเขา
   

“คราวนี้เล่นกันแค่สองคนเหรอครับ” เราถามพี่เล็กหลังจากที่เขาเสร็จสิ้นการซาวด์เช็คแล้ว
   

“ใช่ๆ คราวนี้จะเน้นไปทางอะคูสติก ก็เลยไม่ได้มาแบบเต็มวง ก็มีเรากับแซมซึ่งจริงๆ แล้วแซมคือมือกลอง” เขาตอบคำถาม “แต่ว่าก็ดีนะ เราไม่ได้เล่นอะคูสติกมานานมากแล้ว งานนี้น่าจะเป็นงานแรกของปีเลยที่ได้เล่น อย่างคราวก่อนที่มาเล่นที่เชียงใหม่ก็มาเป็นวง คือเราเริ่มมาจากกีตาร์โปร่ง เราชอบเล่นกีตาร์โปร่ง แต่ว่าพอเริ่มที่จะต้องเล่นแบบอะคูสติกจริงจังเนี่ย สิ่งที่ต้องคิดต่อคือเราจะทำโชว์อะคูสติกยังไง เล่นกีตาร์โปร่งแค่สองตัวคงไม่ได้ คือจริงๆ ก็เล่นได้ แต่ว่ามันไม่สะใจอะ ก็เลยต้องมาคิดว่า เออ ถ้าเกิดจะต้องทำโชว์ที่เป็นอะคูสติกเนี่ยเราควรต้องทำยังไง”
   

“มันเป็นเพราะเราไม่อยากให้คนที่เขามาดูรู้สึกว่าเราเล่นกีตาร์น้องแน้งๆ แค่สองตัวน่ะ” เขาอธิบายต่อ “คือเมื่อก่อนมันมีช่วงที่เราออกไปทัวร์แบบกองโจร น่าจะเป็นตอนอัลบั้มสามมั้ง ก็ไปทัวร์อยู่หลายจังหวัด มีกีตาร์ตัวเดียวกับออร์แกนเล็กๆ อีกตัวนึง แล้วเราก็เล่นเองคนเดียวสลับไปมา ซึ่งคนฟังเขาก็ไม่ได้ว่าอะไรเรานะ หรือเราอาจจะไม่ได้ยินก็ได้ (หัวเราะ )แต่เรารู้สึกว่าเราให้คนฟังแค่นี้ไม่ได้ เสียงแค่นี้มันไม่พอ ไม่ใช่ว่าเสียงมันดังไม่พอนะ แต่เรารู้สึกว่ารายละเอียดมันต้องมากกว่านี้ ก็เลยเป็นที่มาของการมีข้าวของเต็มเวทีไปหมดอย่างในทุกวันนี้”

 

จะว่าไปแล้วการที่จะได้ Greasy Cafe มาเล่นในงานหนึ่งงานใดก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะถ้าไปดูตารางงานของเขาแล้ว เรียกได้ว่า Greasy Cafe เป็นศิลปินที่มีคิวงานค่อนข้างชุกเลยทีเดียว ซึ่งพี่เล็กออกตัวว่าการที่เขาดูเหมือนจะมีงานชุกในช่วงนี้ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะหลายๆ งานนั้นถูกโยกมาจากช่วงปลายปีที่แล้วด้วย แต่หลักๆ แล้วเรื่องของการรับงานนั้น ทางค่าย Smallroom เป็นคนจัดการดูแลให้ เขาแค่รับทราบว่าจะต้องเดินทางไปที่ไหนและจะเล่นอย่างไรมากกว่า 


“พี่เล็กมีกติกาหรือมีข้อแม้อะไรพิเศษไหมเวลารับงาน” รุ่นน้องในทีมงานของเราถามเขาบ้าง 
   

“เราไม่อยากให้คนจัดงานคิดค่าตั๋วแพง” เป็นคำตอบของเขา 
   

“ห้าร้อยนี่เรารู้สึกว่าแพงแล้วนะ สามร้อยนี่ก็เริ่มตึงๆ ละ แต่สามร้อยแล้วได้เครื่องดื่มด้วยก็โอเค เราเกรงใจคนที่มาน่ะ บางคนตามมาดูเราบ่อยๆ มันจะเปลืองสตางค์มาก เพราะมันไม่ได้จบที่ค่าบัตรเข้างานอย่างเดียวไง มาแล้วก็ต้องซื้อเครื่องดื่มอีก ถ้าแพงมากคนดูก็จะน้อยลง จริงๆ มันก็แล้วแต่งานด้วยแหละ บางงานเขาอาจจะต้องการให้ไพรเวทหน่อย อาจต้องการคนไม่เยอะมาก เลยคิดค่าตั๋วแพงขึ้น แต่เราก็ยังไม่สบายใจทุกครั้งที่บัตรมันแพง บางทีเราก็คุยกับทีมงานของเราว่าลองไปคุยกับร้านเขาหน่อยได้ไหมว่าจะทำอะไรได้บ้าง”
   

จากหลายๆ บทสัมภาษณ์ที่เราได้อ่านเมื่อวางแผนว่าจะคุยกับเขา มีครั้งหนึ่งที่เขาให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า การไม่ได้ออกไปเล่นคอนเสิร์ตที่ไหนเลยในช่วงเวลาหนึ่ง ทำให้เขา ‘คิดถึง’ บรรยากาศของการเล่นคอนเสิร์ตและคิดถึงคนดูที่เคยได้พบเจอกันอย่างมาก ทำให้เราอดสงสัยไม่ได้ว่า กับปัจจุบันกับคิวงานที่มีต่อเนื่องอย่างที่เป็นอยู่ ต้องเดินทางไปตามที่ต่างๆ อยู่เรื่อยๆ เล่นเพลงเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก เขามีช่วงเวลาที่รู้สึก ‘เบื่อ’ บ้างหรือเปล่า
   

“ไม่เคยเบื่อเลย อาจจะเหนื่อยจากการเดินทางบ้าง ล้าๆ บ้าง แต่ไม่เคยเบื่อเลยนะ เราตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เล่นคอนเสิร์ต พร้อมที่จะลุยทุกครั้ง คนที่ไปรอเราสิ เขาไม่เบื่อกว่าเราเหรอ ต้องไปถึงที่ร้านก่อนเรา แล้วก็ต้องรอจนกว่าจะถึงคิวเราเล่นอีก”
   

สถานการณ์ที่เขายกตัวอย่างมานั้นก็ไม่ต่างอะไรกับเมื่อครั้งที่เราได้พบกับเขาก่อนหน้านี้ กับการที่เขามาเล่นดนตรีในงานหนึ่งที่เชียงใหม่ ภาพที่ยังติดตาเราก็คือ ผู้คนมากมายมาอยู่กันจนแน่นร้าน เฝ้ารอเวลาที่จะได้สนุกกับดนตรีของเขาซึ่งขึ้นแสดงเป็นคนสุดท้ายของงาน กับการที่เขาเอ่ยปากก่อนลงจากเวทีว่าพร้อมให้ใครก็ตามที่ยังอยากจะพูดคุยกับเขามาทักทายกันได้ ทั้งที่หากเป็นบางคน ในยามที่เวลากำลังจะล่วงเข้าสู่วันใหม่เช่นตอนนั้น คงเลือกที่จะเก็บข้าวของและเตรียมตัวกลับไปพักผ่อนมากกว่า
   

“เรารู้สึกว่ามันเป็นหนึ่งในหน้าที่เรา เรารู้สึกเองนะ จริงๆ มันก็ไม่เชิงว่าเป็นหน้าที่จริงจังหรอก แล้วก็ไม่ได้เป็นการทำเพื่อจะเอาใจใครนะ แต่เรารู้สึกว่ามันคือส่วนหนึ่งของการไปเล่นดนตรี เราควรจะได้เจอกัน เขามารอเราตั้งแต่ทุ่มหนึ่ง เพื่อจะได้ดูเราเล่นตอนห้าทุ่ม แล้วเราจะไม่ยอมอยู่กับเขาหน่อยเหรอ มันก็ไม่ได้ใช้เวลานานอะไรขนาดนั้น ก็คุยกันแป๊บๆ หนึ่งเอง บางคนนี่เจอหน้าปุ๊บเข้ามากอดเราแล้วร้องไห้ หรือแบบเราถามว่าเป็นไงบ้างแล้วเขาน้ำตาร่วงเลย เราไม่รู้หรอกว่าก่อนที่จะได้เจอกับเรา เขาไปเจออะไรมาบ้าง ผ่านเรื่องหนักๆ อะไรมาหรือเปล่า แต่ถ้า ณ ตรงนั้น เราสามารถที่จะช่วยพยุงความรู้สึกของเขาได้บ้าง มันก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดีนะ” 
   

พี่เล็กบอกว่า ‘ความสัมพันธ์’ ระหว่างเขากับแฟนเพลง รวมไปถึงสถานที่ต่างๆ ที่เขาเคยเดินทางไปแสดงดนตรีนั้นก็คงเริ่มต้นไม่ต่างจากศิลปินคนอื่นๆ นั่นคือการไปเล่นดนตรีเพื่อแนะนำตัวและแนะนำผลงานของตนเองให้เป็นที่รู้จัก หรือว่าไปตามความต้องการของคนในที่นั้นๆ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป เขาพบว่า ‘ระยะห่าง’ ระหว่างทั้งสองฝ่ายก็แคบลง 
   

“มันเป็นมิตรภาพที่ค่อยๆ เจริญเติบโตไป ซึ่งกับแฟนเพลงเนี่ยจะไม่มีแบบ เฮ้ย กูซี้กับพี่เขาเว้ย เดินมาตบไหล่อะไรขนาดนั้นนะ ก็คือเขายังน่ารักกับเรา ยังให้เรามีพื้นที่ส่วนตัวบ้าง แต่ก็เรียกว่าคุ้นเคยกัน จำกันได้ หลายๆ เรื่องก็จะเปิดใจคุยกันมากขึ้น เราเคยเจอคนที่มาดูเราแล้วสภาพเขาแย่มาก ทีนี้พอได้เจอกันอีก ถามว่าเป็นยังไงบ้างก็ได้รู้ว่าดีขึ้นแล้วพี่ หรือบางคนแบบผ่านไปเป็นปีแล้วก็ยังไม่รอดอยู่ดี จับไหล่ปุ๊บนี่ร้องไห้เลย สงสารมาก เวลาที่เล่นนี่ปกติเราจะไม่ค่อยกล้ามองคนเท่าไหร่เลยนะ เพราะมันอาจจะมีบางเพลงที่เล่นแล้วบางคนอาจจะร้องไห้ ถ้าเล่นไปแล้วคนๆ นั้นร้องไห้นี่เราใจเสียเลย ใจไม่ดีเวลาเห็นเขาเป็นแบบนั้น คือเราก็ไม่รู้เรื่องของเขาหรอกว่าเขาเจออะไรมาบ้าง เรื่องที่เกิดขึ้นกับเขามันเคยเกิดขึ้นกับเราบ้างหรือเปล่า บางทีพอจบเพลงนั้นๆ แล้วก็จะมากอดเขานะ ให้เขารู้สึกดีขึ้น ทุกวันนี้ก็ยังเจออะไรแบบนี้อยู่บ้าง "
   

“หรืออย่างร้านหลายๆ ร้านที่เราไปมา มันก็ไม่เหมือนเป็นผู้ว่าจ้างกับผู้ถูกจ้าง แต่ว่าจะเป็นแบบ เดี๋ยวเราได้เจอกันอีกละเดือนนี้ แบบพี่ครับผมเตรียมกับข้าวให้พี่กิน เจ้านี้อร่อยมากอะไรอย่างนั้น เป็นเรื่องที่ทำให้เรารู้สึกดี และเราก็ชอบด้วย มันไม่ใช่แค่แบบเล่นเสร็จจ่ายเงินแล้วก็จบ มันไม่ใช่ แต่มันมีความรู้สึกแบบ ไม่เจอกันนาน ชีวิตเป็นยังไงบ้าง ยังสบายดีอยู่ไหม อะไรแบบนี้มากกว่า”
   

“แล้วเวลาแฟนๆ มาคุยกับพี่ พวกเขาคุยเรื่องอะไรกันบ้าง” เราถามเขาต่อ
   

เขานิ่งคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะตอบว่า “ก็หลายอย่างนะ ตั้งแต่ถามสารทุกข์สุกดิบทั่วไป บางทีก็เล่าเรื่องส่วนตัวมากๆ ให้ฟังก็มีเหมือนกัน
   

เราเปลี่ยนประเด็นการสนทนาด้วยการหันมาถามถึงผลงานเพลงของเขาบ้าง เพราะนับตั้งแต่ ‘สุดสายตา’ เพลงที่แต่งขึ้นเพื่อใช้ประกอบในภาพยนตร์เรื่อง The Down ออกมาในปี 2558 Greasy Cafe ก็ยังไม่มีเพลงใหม่ๆ ของตัวเองออกมาให้แฟนๆ ได้ฟังกันอีกเลย ซึ่งสิ่งที่เขาบอกเล่าให้เราฟังน่าจะสร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนๆ ของเขากันแน่ๆ เพราะว่ามีเพลงใหม่อย่าง ‘9’ ออกมาให้ฟังกันแล้ว
   

“ชื่อเพลง 9 เลขเก้าเลย คอนเส็ปท์คืออยากให้เพลงนี้ไปสะกิดสะเกาคนให้ลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง ลุกขึ้นมาตั้งใจทำอะไรบางอย่าง จริงๆ เพลงนี้จะชื่อก้าว แบบก้าวเดิน แต่เราว่าเลขเก้ามันน่าจะอธิบายเพลงของเราได้มากกว่า คือเลขเก้ามันจะอยู่ในตำแหน่งสุดท้ายก่อนที่จะกลายเป็นเลขศูนย์ เหมือนกับว่าถ้าเราไม่เริ่มทำอะไรกับชีวิตเราซักที เราก็อาจจะกลายเป็นศูนย์ได้ แต่ก็ต้องไม่ลืมด้วยว่า ต่อให้เราลุกขึ้นมามุ่งมั่นทำอะไรแล้วมันดันล้มเหลวจนกลายเป็นศูนย์ อย่าลืมว่าชีวิตยังมีเลขหนึ่งที่รอให้โอกาสเราได้เริ่มต้นใหม่เสมอ”
   

“คมคายมาก” เราออกปากหลังจากฟังคำอธิบายจบลง
   

“ก็ไม่ขนาดนั้นหรอก” เขายิ้มก่อนจะอธิบายต่อ “คือเพลงนี้เราใช้เวลาขยี้เนื้อนานมากๆ เลย เพราะเรารู้สึกว่าเพลงที่ให้กำลังใจคนก็มีไม่น้อย แล้วเราจะเล่าออกมาแบบไหน ซึ่งเพลงหนึ่งเพลงมันมีเวลาเล่าน้อยมาก เราจะพูดยังไงให้เข้าใจที่สุดในเวลา 3 – 4 นาที ประโยคแรกในเพลงมันจะเริ่มต้นว่า ‘ถ้าหากว่าวันเวลาคือบททดสอบ และสิ่งที่ใช้ทดลองคือชีวิตนี้’ หลักๆ เลยมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับคนบางคนเวลาตั้งใจทำอะไรบางอย่าง ซึ่งในเนื้อเพลงช่วงหนึ่งจะบอกว่า ‘บางคนต้องการปีนไปยอดเขาที่สูงใหญ่ บางคนต้องการแค่หายใจเพื่อใคร... อีกครั้ง’ สิ่งที่เราอยากจะบอกคือ คนบางคนอาจจะมีจุดหมายในชีวิตว่าต้องไปยอดเขาเอเวอเรสต์ให้ได้ แต่กับบางคน อาจเป็นคุณลุงแก่ๆ คนนึงที่นอนอยู่โรงพยาบาล สิ่งที่เขาอยากทำอาจจะเป็นการแค่ได้จับมือคุณป้า และได้หายใจไปด้วยกันให้นานที่สุด คือเรื่องแบบนี้มันคือความตั้งใจ เราคิดว่ามันไม่สามารถเทียบกันได้ ใครจะทำอะไรมันขึ้นอยู่ที่ตัวบุคคลนั้นๆไม่สามารถเอามาเทียบกันได้ว่าใครตั้งใจมากกว่าใคร เพลงนี้ก็จะพูดถึงอะไรประมาณนี้”
   

พี่เล็กบอกว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดเพลงนี้ขึ้นมา เป็นเพราะเขาเคยผ่านประสบการณ์ของการตัดสินใจเลือกทางเดินให้กับชีวิตตัวเอง แต่ว่าก็มีเสียงคัดค้านจากคนอื่นๆ ถึงเส้นทางที่เขาเลือก ซึ่งในมุมมองของเขาแล้ว การ ‘เคารพตัวเอง’ ก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการเคารพในการตัดสินใจของคนอื่นด้วย

 

“เราเชื่อว่าทุกคนเคยผ่านช่วงเวลาที่ตัดสินใจแล้วว่าจะทำอะไรบางอย่าง แล้วก็อาจจะมีคนมาบอกว่าอย่าเพิ่งเลย ยังทำไม่ได้หรอก ฯลฯ เพราะฉะนั้นในเพลงนี้จึงได้มีประโยคที่ว่า ‘อย่าอ่อนไหว จากแค่คำของใคร’ อยู่ด้วย คืออยากจะบอกว่าอย่าไปหวั่นไหวกับเสียงรอบข้างมากจนเกินไป คือบางคนเขาเตือนเราก็ด้วยความหวังดี แต่ว่าสุดท้ายแล้วมันก็เป็นทางเดินของเรา ล่าสุดมีคนถามเรามาในเฟซบุ๊คว่าผมเบื่องานที่ผมทำมากเลย แต่ทีนี้ ผมมีรถต้องผ่อน มีคอนโดที่ต้องจ่าย ถ้าผมออกจากงานผมก็ไม่รู้ว่างานใหม่จะเป็นยังไง เราว่าตรงนี้คำตอบขึ้นอยู่กับตัวเขาจริงๆ นะ จะไปบอกว่าออกจากงานเลย หรือจะบอกว่าอยู่ต่อไปเถอะมีเงินเดือนนะมันก็ไม่ได้ คือบางทีเรื่องแบบนี้คนคนนั้นต้องชั่งน้ำหนักเอาเองว่าจะเลือกทางไหน อย่างตอนที่เราออกมาจากการเป็นช่างภาพ เราก็ไม่มีเงินจริงๆ นะ แต่เราก็รู้อยู่แล้วไง เลือกจะออกมาแล้วตัวเองไม่มีจะกินก็อย่าบ่นนะ เลือกเองนะ จะมาโวยวายก็คงไม่ใช่ เราต้องเคารพการตัดสินใจของตัวเราในครั้งนั้นๆ ด้วย ตอนนั้นถ้าอยู่ต่อไปก็สบายดีมีเงินเดือนพอใช้ในแต่ละเดือน พอออกมาแล้วถ้ามันไม่มีเงินก็คือต้องไม่มีนะ ไม่ว่าทางไหนก็ไม่ง่ายทั้งนั้น แต่บางทีมันก็ต้องลองดู อย่างเราก็กระท่อนกระแท่นอยู่ตั้งนานกว่าอะไรๆ มันจะเริ่มลงตัว ซึ่งเราไม่ได้หมายความว่ามันจะประสบความสำเร็จทุกครั้งจากการตัดสินใจครั้งนั้นๆ”
   

ฟังเขาเล่าถึงเพลงใหม่ (ที่คาดว่าเมื่อ HIP ฉบับนี้อยู่ในมือคนอ่าน หลายคนก็น่าจะฟังเพลงนี้กันไปหลายรอบแล้ว) ทำให้เราอยากรู้ด้วยว่าแล้วอีกนานไหมกว่าผลงานชุดใหม่ของเขาจะออกมาให้แฟนๆ ได้ฟัง
   

“ก็กะว่าอยากให้เร็วที่สุดนะ เราไม่กล้าแพลนเท่าไหร่ แต่ว่าปีนี้แน่นอน อยากจะให้มันเสร็จทั้งก้อนแล้วปล่อยออกมาเป็นอัลบั้ม ตอนนี้คือถ้าว่างจากออกทัวร์ก็ทำเพลง ลุยทำอัลบั้มสี่แบบเต็มเหนี่ยวเลย ก็ทำที่บ้าน อัดกันแบบบ้านๆ เลย จริงๆ เราควรจะต้องมีงานชุดใหม่ออกมาสักพักแล้ว ซึ่งพอไม่มีงานใหม่ออกมาเนี่ย เวลาไปทัวร์เราก็จะเล่นแต่เพลงเดิมๆ ที่มีอยู่แล้ว กลายเป็นว่าไม่มีเพลงใหม่ๆ ให้คนฟังกันเลย ตอนนี้เลยตะบี้ตะบันลุยแหลกทำงานชุดใหม่อยู่ อย่างที่ร้าน (Organic Supply ร้านอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าเพื่อสุขภาพที่พี่เล็กทำร่วมกับทรายและน้องที่สนิทกันอีกสองคน) นี่เราแทบจะไม่ได้เข้าเลย ก็ต้องบอกกับทุกๆ คนว่าขอโทษจริงๆ นะ ช่วงนี้ไม่ค่อยได้เข้าไปเลย เพราะเราต้องลุยทำงานชุดใหม่จริงๆ”
   

เมื่อถามว่าในผลงานชุดใหม่จะมีอะไรที่แตกต่างไปจากงานก่อนๆ บ้างไหม เขาครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะบอกว่า “ตอนนี้เราก็ทดลองทำอะไรหลายอย่างเหมือนกัน ซาวด์นั้นซาวด์นี้ที่ไม่เคยลองใช้ก็เอามาลอง เท่าที่เราลองเปิดให้บางคนที่รู้จักกันฟัง คือทางคอร์ดมันไม่ได้เปลี่ยนอะไรไปเท่าไหร่ เขาจะบอกว่าถ้าเสียงพี่ร้องขึ้นมามันก็จบแล้ว มันค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นเรา แต่เราว่าด้วยวิธีการมันอาจจะเปลี่ยนไปบ้าง ทำงานชุดนี้เราได้คุยกับตัวเราเยอะ แล้วสิ่งที่เราทำอยู่ตอนนี้เราว่ามันยากมากจริงๆ สำหรับเรา เพราะเราลุยของเราเองคนเดียวเลย ก็คิดอยู่เรื่อยๆ นะว่าเอาไงดี จะทำแบบนี้จริงๆ เหรอ มันยากจริงๆ นะอันนี้ ยื้อกับตัวเองอยู่ประมาณนึง แต่เราก็อยากก้าวจากสิ่งที่เราทำอยู่บ้าง ลองดู และที่สำคัญมันก็เป็นสิ่งที่เราอยากทำจริงๆ ซึ่งถ้ามันออกมาไม่ดีก็เป็นเพราะว่าเราตัดสินใจแบบนี้ เราก็จะยอมรับการตัดสินใจครั้งนี้ไป แต่มันเป็นอะไรที่เราอยากลองกันจริงๆ”
   

ความคิดที่จะทำงานเพลงให้เสร็จครบทั้งอัลบั้มอาจจะดูเป็นของแปลกไปแล้วในสมัยนี้ ที่ศิลปินเลือจะปล่อยเพลงออกมาทีละเพลงมากกว่า รวมทั้งเผยแพร่ผ่านช่องทางในแบบออนไลน์มากขึ้น ไม่ได้เน้นไปที่การทำซีดีเหมือนแต่ก่อน ซึ่งพี่เล็กเองก็ยอมรับว่าในวันที่ยุคสมัยเปลี่ยนไป สิ่งที่เขาคิดว่าควรทำคือการทำความเข้าใจและยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น มากกว่าจะยึดติดโดยไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงใดๆ
   

“เราว่าเราอยู่ในในช่วงที่เปลี่ยนผ่านพอดีนะ จากซีดีมาเป็นดิจิตอล จากการแพร่ภาพทางทีวีมาเป็นอินเตอร์เน็ต อย่างเราเองทุกวันนี้ก็ฟังเพลงจากในยูทูบเหมือนกัน แล้วก็อย่างที่รู้ๆ กันว่ายอดขายซีดีไม่ได้เยอะอะไร ถ้าศิลปินไม่มีงานโชว์นี่ก็แย่เลย แต่มันก็โทษยุคสมัยไม่ได้ อย่าไปตีโพยตีพาย อย่าไปโทษยุคสมัย เข้าใจมันกันดีกว่า เหมือนเรารู้ว่าวันนั้นวันนี้น้ำจะไม่ไหลนะ โอเค ก็รองน้ำเตรียมไว้ ไม่ใช่พอถึงวันที่น้ำไม่ไหลแล้ว เฮ้ย ทำไมน้ำไม่ไหล อย่างนู้นอย่างนี้มันก็ไม่ได้ ก็ค่อยๆ เข้าใจมันไป เราจะได้ไม่ตีโพยตีพาย ก็ต้องเข้าใจว่ายุคนี้น่าจะอยู่ไม่ได้จากการขายอัลบั้มเพียงอย่างเดียว มันก็ต้องทำความเข้าใจและยอมรับ”
   

อย่างไรก็ตาม ถ้าติดตาม Greasy Cafe ผ่านโซเชียลมีเดียต่างๆ ก็ต้องยอมรับว่าพี่เล็กใช้ชีวิตกับสิ่งเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี เขามีเรื่องราวมีข่าวสารมาบอกกล่าวให้แฟนๆ และคนที่ติดตามได้ทราบอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งเป็นช่องทางที่ทำให้เขาได้สื่อสารกับแฟนๆ ซึ่งในมุมมองของเขา เขาเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้มีประโยชน์ อยู่ที่คนใช้งานว่าจะใช้ด้วยวัตถุประสงค์ใดมากกว่า  
   

“อินเตอร์เน็ตมันมีผลเยอะ อยู่ที่ว่าใครจะทำอะไรกับตรงนั้น เราเชื่อว่ามีหลายคนที่มีสิ่งนี้อยู่ในมือแล้วทำอะไรที่ไม่น่ารัก แต่ยังไงก็ต้องขอบคุณคนที่เขาสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาอยู่ดีนะ คือมันเป็นช่องทางการสื่อสารที่ตรงถึงบ้านเลย เราใช้ได้ไม่ต้องเสียสตางค์อะไร ถ้าทุกคนใช้กันด้วยความระมัดระวัง มันก็จะไม่มีเรื่องอะไรที่ไม่ดีหรอก อย่างเราเองเวลาเราจะโพสต์อะไร เราก็จะคิดก่อนว่าสารที่เราจะสื่อคืออะไร วันนั้นวันนี้เรามีเล่น อันนี้ก็ต้องโพสต์ไว้เผื่อใครลืมหรือยังไม่รู้ หรือสิ่งที่เราเขียนไปเราต้องการบอกอะไรกับใคร ก็คิดก่อนแค่นั้นเองครับ”
   

“อย่างโทรศัพท์มือถือเนี่ย พอมันถ่ายรูปได้ รูปออกมาดี ไปๆ มาๆ กลายเป็นว่ามันทำให้เรากลับมาถ่ายรูปอีกนะ หลังจากไม่ได้ถ่ายมาตั้งนาน” เขากล่าวต่อ “แต่ว่ามันต้องจูนกันอยู่พักใหญ่เลย เราเคยใช้กล้อง ปรับโน่นปรับนี่ แล้วมาถ่ายด้วยมือถือซึ่งเป็นอีกแบบหนึ่ง ก็ต้องหาวิธีและจูนอยู่พักใหญ่เลยล่ะ ตอนแรกก็งงๆ แต่พอเริ่มจับทางได้ก็สนุกดี เราว่าภาพถ่ายมันก็เหมือนกับการสื่อสารอยู่เหมือนกันนะ คนเราทุกคนถ้ามีโอกาสเลือกเขาก็เลือกสิ่งที่ดีที่สุดอยู่แล้ว แต่ในวันที่หลายอย่างมันเปลี่ยนไป เราก็แค่ต้องพยายามเข้าใจมัน แล้วก็ปรับเปลี่ยนไปเท่าที่ทำได้ ไม่อย่างนั้นมันจะเหมือนการยึดติดอะ โอ๊ย ทำเพลงจากคอมพิวเตอร์ไม่ได้มั้ง เสียงมันไม่ได้หรอก งานเราเนี่ยทำที่บ้านเลย อัดที่บ้าน ไม่ได้เป็นห้องอัดอะไรด้วย รถผ่านหมาเห่าก็ต้องหยุด (หัวเราะ) แต่มันก็ทำงานได้นะ เราว่าคนทำเพลงสมัยนี้สบายมากขึ้นเยอะเลยนะ วิธีการก็สะดวกขึ้น อุปกรณ์ที่ใช้ก็ไม่ได้แพงมาก อย่างเราชอบเล่นกีตาร์โปร่ง สมัยก่อนถ้าจะซื้อกีตาร์โปร่งดีๆ ซักตัวนี่แพงมากๆ เดี๋ยวนี้อย่างของจีนบางยี่ห้อที่เราได้ลองก็ดีนะ ไม่แพงด้วย เพราะฉะนั้นการทำดนตรี เราว่าไม่ต้องมีเงินมหาศาลก็ทำได้ ทีนี้มันก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่จะทำแล้วล่ะว่าจะออกมาเป็นยังไง แต่เราแค่รู้สึกว่ามันปรับเปลี่ยนกันได้ แล้วก็ไม่จำเป็นว่าต้องทำแบบนี้เท่านั้นถึงจะดี ทำยังไงก็ได้ ถ้ามันได้มันก็ได้แหละ อย่าให้อะไรพวกนี้เป็นข้ออ้างในการทำงานเลย”
   

เราตัดสินใจปิดท้ายการสนทนาด้วยคำถามที่ว่า เขาเคยคิดไหมว่าเพราะอะไรแฟนๆ ถึงชื่นชอบและติดตามผลงานของเขา ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้ปรากฏตัวตามสื่อบ่อย และกว่างานแต่ละชุดจะออกมาก็มีระยะห่างระหว่างกันพอสมควร
   

“เพลงของเรามันดีเลย์น่ะ” พี่เล็กตอบคำถาม “เรารู้สึกว่าเพลงเรามันดีเลย์มากเลย มันช้ามาก กว่าที่คนจะรู้จัก ซึ่งในความช้านี่มันก็มีข้อดีอยู่ คือมันก็มีทั้งคนที่รู้จักเราอยู่แล้ว ได้ฟังเพลงแล้วชอบ ก็ติดตามกันมา แต่กับบางคนเขาอาจจะไม่รู้จักเรามาก่อน เพิ่งมารู้จักเราเพราะคนอื่นฟังหรือเพิ่งจะได้เจอเพลงของเรา ก็เลยลองมาเริ่มฟังมาติดตามดู หรือเพิ่งเริ่มฟังจากอัลบั้มสาม แล้วก็กลับไปหาอัลบั้มหนึ่งอัลบั้มสองมาฟัง หรืออีกอย่างคือบางคนอาจจะเคยฟังเพลงของเราแล้ว แต่ตอนนั้นเขาอาจจะยังไม่ได้รู้สึกอะไรกับมัน จนกระทั่งเขาบาดเจ็บ เขามีเรื่องราวอะไรบางอย่างในชีวิตที่มันไปด้วยกันกับเรื่องราวในเพลง พอกลับมาฟังอีกครั้งก็เลยทำให้เขารู้สึกว่าเรื่องมันใกล้ตัวมากขึ้น เราว่าต้องขอบคุณความดีเลย์นี่ล่ะที่ทำให้หลายๆ คนค่อยๆ ทำความรู้จักกัน”

 

 

หลายต่อหลายเพลงของ Greasy Cafe ทยอยกันมาสร้างความสนุกสนานภายในงาน ท่ามกลางความพึงพอใจของผู้ชมที่ส่งเสียงร้องตามเพลงที่ตัวเองชื่นชอบ หรือปรบมือส่งเสียงโห่ร้องเมื่อเพลงที่ถูกใจเริ่มต้นบรรเลง
   

เรานึกถึงคำถามที่อยากหาคำตอบจากการคุยกับชายผู้กำลังร้องและเล่นกีตาร์สลับกับเปียโนอยู่บนเวที นึกถึงสิ่งที่ได้พูดคุยกัน แล้วก็พบว่าจริงๆ แล้ว คำตอบของคำถามนั้นไม่มีอะไรซับซ้อนเลย
   

ทุกอย่างเป็นเพราะเขารู้ว่ามีคนที่อยากเจอเขารออยู่ และเมื่อมีโอกาสได้พบกัน เขาไม่เพียงนำเสียงเพลงมาฝาก แต่ยังนำ ‘มิตรภาพ’ และ ‘ความใส่ใจ’ มาให้ด้วย
   

ซึ่งนั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ใครๆ รักเขาอย่างที่เป็นอยู่

Profile picture for user HIPTHAILAND

HIP THAILAND

Online Contents & Free Copy Monthly Magazine from Chiang Mai