Skip to main content

Klee Bho - MY MUSIC, MY HOME, MY ROOTS : ‘รากเหง้า’ ของ คลี โพ

294

‘หากเราลืมรากของเรา แล้วอนาคตจะเป็นอย่างไร’ คือคำโปรยที่ระบุถึงหัวข้อที่ ณัฐวุฒิ ธุระวร หรือชื่อที่หลายคนคุ้นเคยกว่า (รวมทั้งตัวเขาอยากให้เรียกมากกว่า) อย่าง คลี โพ จะขึ้นกล่าวบนเวที TEDx ChiangMai 2018 ในฐานะวิทยากรคนหนึ่งของงาน การมีชื่อเป็นหนึ่งในวิทยากรในงานดังกล่าวเป็นเหตุผลหนึ่งที่เราอยากสนทนากับเขา โดยมีเหตุผลประกอบก็คือ เราเคยเห็นฝีไม้ลายมือทางดนตรีของเขาในวันที่ยังไม่ได้เล่นแต่เตหน่า (ฝีมือการเล่นกีตาร์ของเขานั้นไม่ธรรมดาเลย) และดูเหมือนว่า เขาคือส่วนผสมที่พอดี ระหว่างการเป็นคนชาติพันธุ์ที่ภาคภูมิในวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของตนเอง และในขณะเดียวกันก็เป็นมิตรกับความเป็นไปของโลกโดยไม่แข็งขืนต่อต้าน

 

หลังจากคิดอยู่นานว่าการสนทนาระหว่างเราควรจะเป็นเช่นไร ท้ายที่สุดแล้วเราตัดสินใจว่า จะถามไถ่เขาว่าชีวิตของเขาดำเนินมาอย่างไรจนมาถึงปัจจุบัน และอนาคตที่เขาจินตนาการไว้นั้นเป็นแบบไหน

 

และเราก็ได้พบในระหว่างที่การสนทนาดำเนินไปว่า การได้ทำความรู้จักกับชายหนุ่มผู้นี้ มีเรื่องราวที่น่าสนใจอยุ่มากมายจริงๆ

 

Klee Bho

ชีวิตตอนเป็นเด็กของคุณที่บ้านเป็นยังไง อยากรู้ว่าคุณเติบโตมาภายใต้สภาพแวดล้อมแบบไหน?

ผมเกิดมาในยุคที่ในหมู่บ้านเหมือนในเพลง ‘บ้านบนดอย’ ของพี่จรัล มโนเพ็ชรเลย ไม่มีไฟฟ้าใช้เลย ถนนยังเป็นดินแดง ทีวีก็ไม่มีให้ดู ไม่มีซักอย่าง เป็นวิถีของคนกับป่า ดนตรีที่เราเคยเห็นตอนเด็กๆ ก็มีแค่กีตาร์โปร่งกับกลองที่โบสถ์ แล้วก็เตหน่า เครื่องดนตรีอื่นๆ นี่ยังไม่รู้เลยว่ามีอยู่บนโลกนี้ ใช้ชีวิตอยู่กับป่า กิจกรรมในวัยเด็กก็คือเข้าป่า ไปทำนาทำไร่ เหมือนเด็กบนดอยทั่วไป ไปยิงหนังสติ๊ก ไปยิงนก (หัวเราะ) พอโตขึ้นอีกหน่อย ช่วงเรียนมัธยมต้นในหมู่บ้านมีไฟฟ้าเข้ามาละ แต่ว่ายังไม่มีอินเตอร์เน็ต กิจกรรมของเราก็ยังคงเหมือนเดิม วัยรุ่นหน่อยก็จะเอาปืนแก๊ป เข้าป่าไปยิงนก  ดักหนู ไปนอนในป่า 4 – 5 วัน อะไรประมาณนี้

จากวิถีชีวิตแบบนั้น คุณกลายมาเป็นนักศึกษาทางด้านดนตรีได้ยังไง ถ้าให้ลองเดา เราคิดว่าพ่อแม่ไม่น่าจะเห็นด้วยกับทางที่คุณเลือกซักเท่าไหร่

จริงๆ พ่อของผมเป็นนักดนตรีคนแรกของหมู่บ้านเลยนะ แต่พ่อมักจะถูกคนอื่นเรียกว่าเป็นศิลปินไส้แห้ง เพราะนอกจากเล่นดนตรีแล้วเขาก็เป็นนักเคลื่อนไหวทางสังคมด้วย การเล่นดนตรีของพ่อก็คือเป็นกิจกรรมที่ไม่เกิดรายได้อะไร พอผมบอกว่าแอยากจะเข้าเรียนทางด้านดนตรีในมหาวิทยาลัย แน่นอนว่าเขาก็ไม่อยากให้เรียน เพราะเขามองไม่เห็นภาพว่าเราจะไปทำมาหากินอะไร แต่ว่าผมชอบดนตรีมาตั้งแต่เด็ก เล่นดนตรีแล้วเรามีความสุข แล้วตัวผมเองเป็นคริสเตียนด้วย คลุกคลีกับดนตรีมาตลอด  ทำให้เรามีความเชื่อ คือไม่รู้หรอกว่าดนตรีมันจะพาผมไปได้ไกลแค่ไหน แต่ผมเชื่อว่าถ้าได้เรียนดนตรี ชีวิตผมจะมีความสุข แล้วมันจะพาผมไปสู่เส้นทางที่ดีได้

 

สำหรับพ่อแม่แล้วเขาก็อยากให้เราเรียนไปเป็นครู เป็นตำรวจ ทหาร ทำงานราชการ อาชีพที่ดูมั่นคง แต่อาชีพพวกนี้ไม่เคยอยู่ในหัวผมเลย ก็คุยกันนาน ออกแนวห้ามแต่ห้ามไม่ได้ เพราะเขาก็รู้นิสัยผมอยู่ ประกอบกับผมได้ทุนเรียนฟรี พ่อแม่เขาก็เลยปล่อยให้ผมเรียนดนตรีอย่างที่อยากเรียน

โลกของดนตรีที่คณะดุริยศิลป์ที่คุณได้พบเจอจนกระทั่งเรียนจบมา มีผลกับคุณอย่างไรบ้าง?      

ตอนมาใหม่ๆ นี่ตกใจ (หัวเราะ) มีแต่คนเล่นดนตรีกันเต็มไปหมด แต่ความที่เราชอบดนตรีอยู่แล้ว พอมาเห็นนั่นเห็นนี่แล้วก็อยากเล่นไปหมด คือตอน ม.ปลาย ที่บ้านมีทีวีดูแล้ว ผมเห็นแล้วละว่าดนตรีข้างนอกมันเป็นยังไง แต่ว่าไม่เคยได้ยินเสียงดนตรีแบบสดๆ ไม่เคยได้เห็นของจริง พอเรามาเรียนที่คณะดุริยศิลป์ ตอนแรกก็ตะลึงอยู่ แต่หลังจากนั้นก็เริ่มตื่นเต้นแล้ว อยากลองเล่นดนตรีใหม่ๆ ทุกอย่าง ตอนเริ่มเรียนใหม่ๆ เจอเครื่องดนตรีอะไรผมลองเล่นหมดเลยไปทำงานหาเงินไว้ซื้อเครื่องดนตรีตัวนั้นมาหัดเล่น รู้สึกว่ามันสนุกมาก แต่ก็เหนื่อยด้วยนะ ต้องฝึกซ้อมหนักมาก ไหนจะเรื่องเรียนอีก เป็นนักเรียนทุนก็ต้องมีผลการเรียนที่ดี เป็นช่วงที่เหนื่อยหน่อย ต้องแบ่งเวลาให้ดีๆ

คลี โพ ในวันที่จบการศึกษาทางด้านดนตรี วาวแผนการสำหรับชีวิตของตัวเองไว้ยังไงบ้าง?

ความที่ตอนเรียนผมไม่ได้ออกไปรับงานเล่นดนตรีเลย เรียกว่าเน้นเรียนอย่างเดียว พอจบมาปุ๊บก็เลยคิดว่าจะพัก 1 ปี ระหว่างนี้ก็จะลุยเล่นดนตรีแด้วย ทำงานจริงจังละ พอดีตอนนั้นพี่สาวทำเกสต์เฮาส์อยู่ที่ปาย ก็เลยไปช่วยพี่สาวดูแลเกสต์เฮาส์แล้วก็เล่นดนตรีกลางคืนด้วย   

 

ตอนแรกๆ เล่นดนตรีมันก็สนุกนะ เป็นสิ่งที่เราชอบ แต่หลังๆ เริ่มมีความรู้สึกว่ามันเป็นงาน เริ่มไม่ค่อยสนุกละ ตอนนั้นคือก็เล่นตามวงเขาเลย วงจะเล่นเพลงอะไรเราก็เล่นตามเขาไป แต่พอนานๆ เข้า ผมเริ่มรู้สึกว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ผมอยากเล่น ผมก็เลยเลิก ตัดสินใจลาออก

 

งานเล่นดนตรีของผมมันจะเริ่มลงตัวก็คือตอนที่กลับมาอยู่ที่เชียงใหม่แล้ว คือเป็นช่วงที่ผมหันมาจับกีตาร์ เล่นเพลงที่อยากเล่น ได้เพื่อนที่เล่นเข้ากันดี แล้วร้านที่เราเลือกเล่นก็เป็นร้านที่ชอบเพลงแนวเหมือนๆ กับเรา มันก็เลยสนุก

 

Klee Bho

ภาพ : พี่ภาคภูมิ

Facebook : Klee Bho

เรื่องหนึ่งที่คนในแวดวงดนตรีพูดถึงเกี่ยวกับคุณ คือการที่คุณเอา ‘เตหน่า’ มาเล่นตอนทำงานกลางคืนด้วย อะไรเป็นแรงจูงใจให้คุณทำสเช่นนั้น?        

จริงๆ ผมอยากทำนานแล้ว โดยปกติผมจะมีงานที่เล่นกันในกลุ่มปกาเกอะญอ ตามงานของกลุ่มชาติพันธุ์อยู่เรื่อยๆ อยู่แล้ว อย่างตอนเรียนที่ดุริยศิลป์ ระหว่างนั้นผมก็ทำงานเพลงเตหน่ากับเพื่อนๆ ที่บ้านมาตลอด เลยกลายเป็นว่าดนตรีสำหรับผมในช่วงเวลานั้นแยกเป็นสองส่วน ถ้าเล่นในเมือง เล่นกลางคืน ก็เล่นเครื่องดนตรีสากล ร้องเพลงไทยเพลงสากลไป แต่ถ้าเป็นงานของปกาเกอะญอ ผมก็เล่นเตหน่า เล่นเพลงอีกแบบหนึ่ง ซึ่งภายหลังพอเริ่มมีคนเห็นเราในบทบาทนั้น เห็นว่าการเล่นเตหน่าของเรามันมีความร่วมสมัย สามารถนำมาเล่นกับเครื่องดนตรีอื่นๆ ได้ คนก็เลยเริ่มถามถึงมากขึ้น ผมก็เลยเริ่มเอาเตหน่ามาเล่นมากขึ้น

 

อย่างตอนที่เรียนอยู่ที่ดุริยศิลป์ ผมก็เอาเตหน่ามาเล่นด้วย  แล้วไม่ว่าจะเพื่อนๆ หรืออาจารย์เขาก็สนใจกันนะ มันมีดนตรีแบบนี้ด้วยเหรอ มันชื่ออะไร เราเริ่มเห็นการเปิดรับ คือเขาไม่ได้รู้สึกว่ามันเชย ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นของชายขอบ เป็นช่วงเวลาที่คนเริ่มยอมรับดนตรีใหม่ๆ กันมากขึ้น แล้วยุคนั้นก็มีพี่ ชิ สุวิชานที่เอาเตหน่ามาเผยแพร่อยู่ด้วย ซึ่งเขาก็เป็นลูกศิษย์ของพ่อผมนี่ล่ะ เราก็ปล่อยให้พี่ชิเขาทำไปก่อน ส่วนเราก็ค่อยๆ ศึกษา ค่อยๆ พัฒนาไป ลองหัดทำเตหน่า ปรับให้มันสามารถเล่นดนตรีได้หลายๆ แบบ เล่นกับเครื่องดนตรีอื่นๆ ได้ด้วย

เพราะอะไรตัวคุณซึ่งจริงๆ แล้วก็เล่นเครื่องดนตรีสากลได้ดี แต่แล้ววันหนึ่กลับค่อยๆ ลดการเล่นสิ่งเหล่านี้ลง หันมาเล่นเตหน่ามากขึ้น และจนถึงจุดหนึ่งคุณก็หยุดเล่นดนตรีกลางคืนตามไปด้วย?

ส่วนหนึ่งผมคิดว่ามาจากการที่กระแสของเตหน่าเริ่มมา คนเริ่มยอมรับมากขึ้น ตอนเรียนปริญญาโทผมก็ทำงานวิจัยเรื่องเตหน่าด้วย ทำให้มีแล้วหลายๆ คนที่สนใจมาถามข้อมูล เราก็เลยรู้สึกว่า บ้านเราก็เจ๋งนะ ศิลปวัฒนธรรมเราก็ดี ขาดแค่การจัดการที่ดี ในเมื่อเราเรียนมาทางด้านการจัดการศิลปวัฒนธรรม ทำไมเราไม่สานต่อล่ะ แล้วช่วงนั้นเป็นช่วงที่อำเภอกัลยาณิวัฒนาเริ่มบูมแล้ว ผมเองก็มีเป้าหมายส่วนตัวคืออยากจะกลับไปอยู่บ้าน เพียงแต่กลับไปต้องก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับที่บ้านเรา ไม่ใช่ว่ากลับไปทำอะไรเดิมๆ ไม่ได้มีประโยชน์กับคนในชุมชน คืออยากกลับไปพัฒนาบ้านเราให้มันดีขึ้น

 

อีกอย่างช่วงที่ผมเล่นดนตรีกลางคืน ผมทำงานเยอะมาก คิดว่าน่าจะเล่นคืนละ 5 -  6 ชั่วโมงเลยนะ ร้านแถวเมญ่า นิมมานฯ นี่เล่นมาหลายร้านแล้ว เพราะต้องหาเงินมาจ่ายค่าเทอมและใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งมันเหนื่อยมาก รู้สึกว่าควรจะต้องหันมารักษาสุขภาพตัวเอง ประจวบกับงานเล่นดนตรีที่เคยทำประจำต้องหยุดลง ก็เลยเป็นจังหวะที่ทำให้เราได้ตัดสินใจว่าจะทำอะไรต่อไป

 

Klee Bho

 

Facebook: Baan Phati - บ้านพาตี่

จุดเริ่มของ ‘บ้านพาตี่’ โฮมสเตย์ที่คุณทำที่บ้านของคุณที่อำเภอกัลยาณิวัฒนาก็เริ่มขึ้นในช่วงนี้?

ใช่ครับ พออะไรหลายๆ อย่างมันลงตัว คิดว่าเป็นจังหวะที่เหมาะสม ผมก็เลยกลับมาอยู่บ้าน คุยกับพ่อแม่ว่าอยากจะเปิดบ้านเป็นโฮมสเตย์ให้คนเข้ามาพักกับเรา ซึ่งก็ต้องอธิบายกันเยอะมาก (หัวเราะ) เพราะว่าพ่อแม่จะไม่ค่อยเห็นด้วย อย่างพ่อก็จะมีความคิดว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งไมใช่สิ่งที่เราอยากทำ เขาถามว่า “ทำโฮมสเตย์ใครจะมาหา บ้านอยู่ในป่า วิวก็ไม่สวย” เราก็ต้องอธิบายว่าเราไม่ได้คิดจะทำแบบคนอื่น แต่อยากให้บ้านเราเป็นที่ที่คนอื่นมาเรียนรู้วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของเรา

 

ที่บ้านพาตี่ เราขายเรื่องของปรัชญาและวัฒนธรรม วิถีคนกับคน คนกับป่า อยากจะทำให้มันเป็นเหมือนครอบครัว มาทำกิจกรรมด้วยกัน กินข้าวด้วยกัน ตอนแรกเขายังไม่เห็นภาพก็จะเถียงกันเยอะหน่อย แต่พอหลังๆ มาเนี่ยเขาเข้าใจละ อ๋อ มันเป็นแบบนี้นี่เอง

บ้านพาตี่แตกต่างกับโฮมสเตย์อื่นๆ อย่างไร?

อย่างแรกเลยคือผมจะคุยกับคนที่จะมาก่อน เรารับคนตั้งแต่ 4 - 10 คน ถ้ามากกว่านี้ก็จะดูแลได้ไม่ทั่วถึง แล้วก็จะบอกเขาว่าที่นี่เป็นบ้านปกาเกอะญอนะ คุณโอเคไหมที่จะมาอยู่ในบ้านที่ต่างวัฒนธรรมออกไป ห้องน้ำเราเป็นแบบนี้ เราไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่น แต่เราต้มน้ำให้อาบได้ อย่างเรื่องออกไปเที่ยวไปทำกิจกรรมก็ขึ้นอยู่กับว่าในช่วงนั้นมีอะไรน่าสนใจ คุณอยากจะเห็นอะไร คือไม่ได้ฟิกซ์ว่าเราเป็นทัวร์ ต้องไปตรงนั้นตรงนี้ แต่เราอยากให้คุณได้สสัมผัสวิถีชีวิตของคนที่บ้านผมในแบบที่เราอยู่กันจริงๆ อยากจะไปดู อยากจะไปลองทำอะไร เดี๋ยวพาไป แถวนั้นมีหมู่บ้านกะเหรี่ยงเยอะ แต่ละหมู่บ้านมีก็ความหลากหลาย แล้วการที่มีคนเข้ามา ก็ทำให้เกิดรายได้ไปถึงคนอื่นๆ ในหมู่บ้านผมด้วย ถ้าลูกค้าสนใจเรื่องอะไร ผมก็ส่งเขาให้ไปเจอกับคนที่ทำเรื่องนั้นๆ หรือพวกวัตถุดิบต่างๆ แรงงาน ผมก็ใช้ของใช้คนในพื้นที่ทั้งหมด ทำให้เกิดรายได้ขึ้นในชุมชน

 

จริงๆ ที่บ้านผมมันมีอะไรดีๆ เยอะแยะ ไม่ว่าจะเป็นผลผลิตทางการเกษตร ศิลปวัฒนธรรม บรรยากาศที่มันขายได้ สามารถเพิ่มมูลค่าให้มันได้ แค่ขาดกระบวนการจัดการที่ดี คนเขาไม่รู้ว่าต้องทำยังไง ต้องจัดการยังไง อันนี้คือสิ่งที่เขาขาด แล้วผมคิดว่าถ้าเรามีความรู้ตรงนี้ เราก็ต้องเข้าไปช่วย

มาถึงจุดนี้ ดูเหมือนชีวิตคุณจะได้ทำอะไรที่อยากทำไปหลายอย่างแล้ว ยังมีเรื่องอะไรที่คุณอยากทำมากๆ อีกไหม?

ผมคิดว่าปัจจุบันนี้เป็นเวลาที่เราสามารถพัฒนาให้เตหน่าเป็นที่รู้จักให้กว้างขวางมากขึ้นได้แล้ว อีกอย่างถ้าเรามะพัฒนา เตหน่าก็จะตายไป ผมเคยคุยกับคนปกาเกอะญอด้วยกันว่า ทุกวันนี้คนปกาเกอะญอมีอยู่ทั่วโลกประมาณ 9 ล้านคน แต่ว่ามีคนที่เล่นเตหน่าเป็นไม่ถึง 100 คน แล้วคนรุ่นใหม่ๆ ที่เล่นเป็นก็แทบจะไม่มีเลย ก็เลยรู้สึกว่าเราต้องพัฒนาเตหน่าให้เล่นแบบสากลได้ ให้คนปกาเกอะญอภูมิใจกับเครื่องดนตรีของตัวเอง ตัวผมเองศึกษาเรื่อเตหน่า มีความรู้เรื่องทฤษฎีดนตรีสากล เราก็จับพวกนี้มาปรับปรุงให้เตหน่ามันเล่นได้หลายอย่างขึ้น เตหน่าทุกวันนี้มันน่าเป็นห่วง เพราะว่ามันขาดคนสืบทอด และขาดการพัฒนารูปแบบที่เหมาะสมกับยุคสมัย ถ้าเราไม่ทำอะไรวันหนึ่งเตหน่าก็อาจจะหายไป ดังนั้นเราก็เลยลองพัฒนารูปแบบและวิธีการเล่นดู เพื่อต่อยอดให้เตหน่ายังไปต่อได้

 

อีกอย่างที่ผมอยากจะทำก็คืออยากจะเดินทางไปในที่ที่มีคนปกาเกอะญออยู่ ซึ่งทุกวันนี้มีคนปกาเกอะญออยู่ใน 15 ประเทศทั่วโลก ผมคิดว่าอยากจะไปหาพวกเขา ไปพบกับพี่น้องชาติพันธุ์เดียวกับผม แล้วก็เอาเตหน่าไปด้วย ไปเล่นให้พวกเขาฟัง เผื่อว่าจะได้พบกับคนที่ยังเล่นเตหน่าอยู่ หรือคนที่สนใจอยากจะสืบทอดการเล่นเตหน่าต่อไป

ในฐานะที่คุณเป็นหนึ่งในวิทยากรของงาน TEDx ChiangMai ถ้าให้ฝากแง่คิดอะไรสักอย่างให้กับพี่น้องปกาเกอะญอด้วยกัน คุณมีอะไรอยากจะบอกพวกเขาบ้าง?

คนปกาเกอะญอแต่ก่อนเขาไม่ใส่รองเท้า แล้วส้นเท้าเขาหนามาก ซึ่งหมายความว่าเขาสามารถจะไปที่ไหนก็ได้โดยที่ไม่ต้องมีรองเท้า อยากให้พี่น้องปกาเกอะญอลองหันกลับมามองว่าส้นเท้าเราหนาหรือยัง ซึ่งก็หมายความว่าเรารู้จักรากเหง้าของเราดีหรือยัง รู้จักความเป็นตัวตนของเราหรือยัง ผมว่ามันสำคัญ ถ้ารู้แล้ว คุณอยากไปไหนก็ไปได้ทุกที่

 

อีกอย่างคือที่บ้านเรามีอะไรดีๆ เยอะ อยากให้เอาความรู้ที่มีกลบมาใช้กับชุมชนของคุณ กับสิ่งที่คุณมีอยู่ อย่างผมมีต้นทุนทางศิลปวัฒนธรรม พ่อผมเป็นศิลปิน ทำงานศิลปะ ทำงานดนตรี ผมก็นำความรู้มาจัดการกับสิ่งนี้ ของคุณอาจจะเป็นเรื่องการเกษตร เรื่องความคิดสร้างสรรค์ ก็ลองกลับมาดูแล้วเอาความรู้ที่คุณมีมาจัดการ ผมเชื่อว่ามันมีหนทางที่จะทำให้เจริญก้าวหน้าได้

แล้วถ้าให้ฝากอะไรกับคนพื้นราบ คนในเมืองบ้างล่ะ? คุณอยากจะบอกอะไรกับพวกเขา?

ส่วนกับคนข้างนอก ผมเกิดมาในยุคที่คนปกาเกอะญอมีความขัดแย้งกับรัฐ กับคนในสังคมส่วนใหญ่ ทั้งปัญหาเรื่องป่า เรื่องที่ทำกิน สิ่งที่ผมอยากบอกก็คือ ก่อนจะตัดสินว่าเราเป็นยังไง อยากให้มาดูก่อนว่าเราใช้ชีวิตอยู่กันยังไง แน่นอนว่าความขัดแย้งต่างๆ มันยังไม่หมดไป และเราก็ต้องต่อสู้กับเรื่องพวกนี้ไปอีกนาน แต่เราอยากให้เห็นว่าจริงๆ แล้วชาวปกาเกอะญอมีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติมาก ก่อนที่จะเชื่ออะไร อยากให้ลองเปิดใจและมาดูให้เห็นกับตาก่อน

 

****

 

Klee Bho

 

Klee Bho / คลี โพ

“We should grow with the root of ourselves”
.
Mr. Klee Bho is ‘Paganyaw’, a tribe which keep fighting for saving forest. He presents the voices of the forrest, nature, and the traditions through the his song. He 
wants to remind people to pay attentions to something close to them like forest.
.
“คนเราควรจะเติบโตไปพร้อมกับรากเหง้าของตัวเอง”
.
ปกาเก่อญอ ชนเผ่าผู้อยู่เพื่อรักษาป่า คุณคลีโพนำเสนอเสียงของป่า ธรรมชาติ และเรื่องราวของภูมิปัญญาของปกาเก่อญอผ่านเสียงเพลง เพื่อเตือนสติให้ผู้คนกลับมาให้ความสำคัญกับป่าที่ใกล้ตัวมากขึ้น

#TEDxChiangMai #TEDXChiangMai2018 #OurCommonFuture

Profile picture for user HIPTHAILAND

HIP THAILAND

Online Contents & Free Copy Monthly Magazine from Chiang Mai