Skip to main content

MY BEER MY DREAM : ธีรวุฒิ แก้วฟอง [My Beer Friend Market : Flagship Cafe's Owner]

216

บรรดาสารพัดป้ายไฟที่แขวนเรียงรายอยู่บนเพดาน, เก้าอี้พลาสติกสีสดที่เรียงรายอยู่ภายในร้าน ล้อมรอบโต๊ะที่หลายตัวสร้างขึ้นจากการปูไม้บนลังพลาสติกใส่ของ และถ้ามองเลยจากบรรดาโต๊ะเก้าอี้เหล่านี้ไป ก็คือชั้นเหล็กที่มีข้าวของอย่างปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ไปจนถึงแป้งเด็ก พร้อมป้ายราคาที่เขียนด้วยลายมือวางเรียงรายอยู่บนชั้น

 

my beer friend

 

  • ถ้าไม่เห็นหัวจ่ายเบียร์ที่เรียงรายอยู่บนผนัง ผมนึกไม่ออกเหมือนกันว่า My Beer Friend Market : Flagship Cafe แห่งนี้ มันจะดูเป็นร้านขายคราฟท์เบียร์ได้ตรงไหน
  • “ตั้งใจให้มันดูตลาดๆ น่ะ มันก็จะเถื่อนๆ หน่อย” คือคำอธิบายที่มาพร้อมรอยยิ้มของ เหมา – ธีรวุฒิ แก้วฟอง ชายผู้เป็นทั้งเจ้าของร้าน รวมทั้งเป็นเจ้าของ My Beer Friend คราฟท์เบียร์ของเชียงใหม่ที่มีขายอยู่ที่ร้านแห่งนี้ ซึ่งถ้าจะให้อธิบายให้เป็นการเป็นงานมากยิ่งขึ้นก็ต้องบอกว่า เขาขายคราฟท์เบียร์ยี่ห้อนี้เฉพาะที่ร้านของเขาเท่านั้น ไม่มีขายที่อื่น ถ้าอยากจะดื่มเบียร์ของเขาก็ต้องมาที่นี่ 
  • แถมข้อแม้อีกอย่างที่เพิ่มขึ้นมาก็คือ ถึงอีกหน่อยคุณอาจจะไม่ต้องมาที่ร้านนี้ก็ได้ สามารถไปดื่มที่ร้านอื่นๆ ในเครือของเขา ซึ่งมีแผนจะเปิดอีกหลายสาขา แต่ ‘สาขา’ เหล่านี้ก็จะเปิดที่เชียงใหม่เท่านั้น นั่นหมายความว่า ถ้าอยากดื่มเบียร์ยี่ห้อนี้ คุณก็ต้องอยู่ที่เชียงใหม่ หรือมาที่เชียงใหม่สถานเดียว
  • เป็นไงล่ะ วิธีขายของของเขา
  • เห็นวิธีการขายที่ดูแปลกแหวกแนว (รวมถึงตัวร้านที่คงไม่น่าจะเหมือนใครด้วย) สิ่งที่หลายคนไม่รู้ก็คือ กว่าจะมา ‘สนุก’ กันได้ขนาดนี้ เบียร์ที่ธีรวุฒิผลิตนั้นเป็น ‘ของผิดกฎหมาย’ ซึ่งทำให้เขาเคยโดนยึดข้าวของที่ต้องใช้สำหรับทำเบียร์ไปทั้งหมด เคยโดนหน่วยงานราชการเรียกตัวไปพบ และทำให้เขาต้องเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปหาทางผลิตสิ่งนี้ให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อที่จะนำมาจำหน่ายได้โดยไม่ต้องวิตกกังวลกับอะไรอีก
  • และเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาจนมาถึงปัจจุบัน ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เราตัดสินใจมาพบกับเขาที่ร้าน ในวันที่ My Beer Friend แบบที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพิ่งจะเริ่มนำออกมาเสิร์ฟให้ลูกค้าได้ลิ้มลองกันไปไม่กี่วัน
  • หลายๆ คนอาจจะรู้จักธีรวุฒิในฐานะเจ้าของไวน์ข้าวแบรนด์ ‘ชูใจ’ ‘ปิติ’ ‘มานี’ และ ‘มานะ’ ที่เขาหยิบเอาชื่อตัวละครจากหนังสือเรียนที่คนคุ้นเคยเมื่อครั้งเยาว์วัย กับองค์ความรู้ในการผลิตสุราพื้นบ้าน มาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ และเพิ่มความน่าสนใจด้วยรูปลักษณ์ที่ดูร่วมสมัยไม่เฉิ่มเชย (เราเคยสัมภาษณ์เขาในเรื่องนี้มาแล้วด้วยล่ะ)
  • แต่แล้ววันหนึ่ง ชายคนนี้ก็ก้าวเข้าสู่โลกของเบียร์
  • “มันคงผสมๆ กันระหว่างประสบการณ์ที่ได้ลองดื่มเบียร์หลายๆ แบบ ตอนที่เดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งทำให้เราพบว่าโลกนี้มันมีเครื่องดื่มที่เรียกว่าเบียร์อีกตั้งหลายอย่าง ไม่ใช่มีแค่ไม่กี่แบบอย่างที่เคยดื่ม กับความเชื่อที่ว่าเราเคยทำไวน์ข้าวมาแล้ว หลักการ วิธีการมันก็น่าจะคล้ายๆ กัน มันจะยากตรงไหนกันเชียว ขอลองดูหน่อย” เขาตอบคำถามว่าอะไรคือที่มาของแรงบันดาลใจ ที่ทำให้เขาอยากทดลองทำเบียร์ขึ้นมา “ก็พิมพ์ว่าวิธีทำเบียร์ในกูเกิลแล้วกด Enter หลังจากนั้นก็ลุยเลย” 
  • ธีรวุฒิค่อยๆ ลองผิดลองถูกกับ ‘การทดลอง’ ผลิตเมรัยมีฟองไปเรื่อยๆ ทั้งการเสาะหาวัตถุดิบ ศึกษาวิธีการ คำนวณหาสูตรที่ลงตัว จนกระทั่งเบียร์ที่เขาลงมือทำเองบ่มได้ที่และถึงเวลาดื่ม “รุ่นแรกๆ ก็ไม่ได้เรื่องหรอก แต่ก็ค่อยๆ ปรับสูตรปรับวิธีไป จนมันเริ่มออกมาในระดับที่ เออ โอเคเว้ย ก็เริ่มเอาออกมาดื่ม แบ่งเพื่อนแบ่งฝูงชิมอะไรก็ว่ากันไป”  ก่อนที่เครื่องดื่มที่ทดลองทำสนุกๆ นี้จะเดินทางมาสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อธีรวุฒิคิดว่า เขาจะลอง ‘ขาย’ ผลงานของเขาดู
     
my beer friend

 

  • อย่างไรก็ตาม กฎหมายในบ้านเราไม่ได้อนุญาตให้ประชาชนทั่วไปผลิตเบียร์เพื่อจำหน่าย และถ้าคิดจะทำขายแบบจริงจัง ในกฎระเบียบก็มีระบุเอาไว้ว่า ผู้ผลิตจะต้องผลิตเครื่องดื่มให้ได้ในปริมาณเท่าใด จึงจะผ่านเกณฑ์และมีสิทธิขายได้อย่างถูกต้อง ซึ่งปริมาณเช่นที่ว่า ไม่สอดคล้องกับแนวทางการผลิต ‘คราฟท์เบียร์’ เท่าใดนัก แต่ก็นั่นล่ะ ในตอนนั้นความสนใจของธีรวุฒิอยู่ที่การผลิตเบียร์ออกมามากกว่า “ตอนที่คิดยี่ห้อให้เบียร์ที่ทำนี่ยังไม่อินกับเรื่องคราฟท์เบียร์เลยด้วยซ้ำ แค่สูตรมันเริ่มคงที่ เราเริ่มคุมคุณภาพตอนผลิตออกมาให้เสถียรได้แล้ว ก็เลยคิดถึงลำดับต่อไปคือหายี่ห้อให้มัน จนเริ่มขายได้ซักพัก คนเริ่มบอกต่อกันปากต่อปาก แล้วมีคนจากที่อื่นๆ มาตามหาเราเพราะรู้มาว่าเราทำเบียร์ ก็เลยได้รู้ว่าในบ้านเรามีคนที่ทำคราฟท์เบียร์อยู่นะ มีหลายเจ้าด้วย ก็เลยได้เข้ากลุ่มกับเขา ได้เพื่อนเป็นคนทำเบียร์เยอะแยะเลย คือตอนนั้นเราคิดว่าอยากจะทำเราก็ทำเลย ไม่ได้สนใจว่ามีใครทำอยู่บ้าง แต่พอออกมาแล้วมันก็ทำให้เราได้ไปรู้จักคนที่ทำอะไรเหมือนๆ กันเพิ่มขึ้น”
  • การเปิดตัวของ My Beer Friend นั้นต้องยอมรับว่าเป็นสิ่งที่เต็มไปด้วยสีสันที่เรียกความสนใจจากผู้คนได้ไม่น้อย ทั้งจากการบอกต่อกันถึงรสชาติ และการเลือกปรากฏตัวด้วยการนำตู้แช่ไปตั้งตามสถานที่ต่างๆ เพียงแค่ช่วงสั้นๆ โดยอาศัยการบอกล่วงหน้าผ่านทางโซเชียลมีเดีย ชนิดที่ทำให้เกิดกระแสการตามหาเบียร์ หรือถึงขั้นที่บางคนไปรอเจอ My Beer Friend ตามสถานที่ที่ตัวเองเคยเจอ เพื่อที่จะพบว่ามีการเปลี่ยนสถานที่ไปเป็นจุดอื่นเสียแล้ว 
  • แต่แล้วสิ่งต่างๆ ที่กำลังเดินหน้าไปได้ด้วยดีก็ต้องหยุดลง เมื่อหน่วยงานภาครัฐแจ้งมาว่าสิ่งที่ธีรวุฒิทำอยู่นั้นผิดข้อกฎหมาย ซึ่งเป็นช่วงที่ธีรวุฒิบอกว่าถึงจะรู้สึกเจ็บปวดไม่น้อยกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ความที่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงเริ่มต้น ที่เขารู้สึกว่าเป็นช่วงที่กระบวนการทำงานต่างๆ ยังไม่สมบูรณ์ลงตัว จึงไม่รู้สึกว่าเป็นความเสียหายที่รุนแรงมากนัก “ถามว่าเซ็งไหมก็เซ็งแหละ พอโดนจับก็หยุดเลย มาคิดว่าจะทำยังไงให้ถูกกฎหมาย อ้าว ยากอีก เป็นไปได้ยากมาก ต้องมีปริมารการผลิตมหาศาล คือตอนนั้นก็เป็นช่วงที่คิดว่าจะเลิกเลยหรือจะทำต่อดี หลายๆ คนก็ให้กำลังใจว่าอย่าหยุดนะ สุดท้ายหลังจากผ่านไปสักพักเราก็กลับมาใหม่”
     
my beer friend

 

  • การกลับมาใหม่ที่ธีรวุฒิบอกนั้น คือสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็นเฟสสองของ My Beer Friend กล่าวคือเปลี่ยนจากตู้แช่มาเป็นรถเข็นที่จะไปจอดตามที่ต่างๆ หรือไปตามอีเวนท์ เช่นเดียวกับชนิดของเบียร์ที่ผลิตออกมาซึ่งมีความหลากหลายมากขึ้น และก็เป็นที่น่ายินดีว่าการตอบรับจากผู้บริโภคยังคงเป็นไปในทิศทางที่ดี จนกระทั่งธีรวุฒิมีความคิดว่า ควรที่จะพัฒนาวิธีการนำเบียร์ออกไปพบเจอกับนักดื่มให้สนุกมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นที่มาของ In The Mood For Beer ร้านขายเบียร์ในซอยเล็กๆ ที่เปิดเพียงแค่อาทิตย์ละครั้ง และถ้าของขายหมดแล้วก็คือหมดเลย “แล้วก็ขายดีด้วยนะ เอามาเท่าไหร่ก็หมด จากตอนแรกที่เปิดมาแล้วไม่มีคนเลย จนคนเริ่มรู้จัก มากันเต็มร้าน บางคนบอกเลยว่ามาเชียงใหม่แล้วตั้งใจมาที่นี่ คือสำหรับเบียร์ที่ไม่ได้โปรโมตที่ไหน ไม่ได้เอาไปวางขาย ตามหลักมันก็น่าจะไม่ค่อยมีใครรู้จัก แต่การมีคนตามมาดื่ม เข้ามาโพสต์เข้ามาแชร์ มียอดไลค์เยอะ มันก็เป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกดี รู้สึกว่าแบรนด์มันสามารถเติบโตไปได้อีก ทำแล้วก็สนุก เพื่อนๆ ที่ชวนมาทำร้านด้วยกันก็แฮปปี้กันทุกคน”
  • ท่ามกลางการเติบโตและเสียงตอบรับที่ดีของผู้บริโภคที่มีต่อ My Beer Friend สิ่งหนึ่งที่ยังติดค้างในใจธีรวุฒิ คือเหตุการณ์ที่เขาถูกหน่วยงานราชการเรียกตัวเข้าไปพูดคุย เพราะหน่วยงานดังกล่าวรู้ว่าเขาเปิดร้าน In The Mood For Beer หลังจากที่ร้านแห่งแรกเปิดให้บริการมาแล้วช่วงหนึ่ง จากการเห็นการโพสต์การแชร์ของคนที่มาใช้บริการ
  • “คือสุดท้ายเราก็ต้องทำตามกฎหมายอยู่ดี ผลจากตรงนั้นก็คือเราย้ายร้านมาอยู่อีกจุดหนึ่งในเวลาต่อมา แต่สิ่งที่ได้จากการไปพูดคุยกับทางราชการก็คือ มุมมองของเรากับเขาต่อเรื่องนี้มันอยู่กันคนละทาง เราคิดว่ามันเป็นเรื่องสุนทรียะ เรื่องสิทธิเสรีภาพ แต่เขามองในแง่ของข้อกฎหมาย คุยกันยังไงก็ไม่มีทางหาจุดตรงกลางได้ กับอีกอย่างมันทำให้เราเริ่มคิดว่า ยังไงเบียร์ที่เราขายอยู่มันก็เป็นเบียร์เถื่อนอยู่ดี เป็นของผิดกฎหมาย ยังเสี่ยงที่จะโดนจับอยู่ตลอด ถ้าเราคิดว่าอยากทำแค่นี้มันก็จะอยู่แค่นี้ ซึ่งถามว่าอยู่ได้ไหม ได้ เราขายของได้ดีเลยด้วย แต่ถ้าเราอยากให้มันทำอะไรได้มากกว่านั้น เราก็ต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมายก่อน บวกกับเราเห็นแล้วว่าแบรนด์มันไปได้ ทิศทางที่คิดไว้ก็เลยมุ่งเป้าไปว่า เราจะหาทางทำให้เบียร์ของเรามันถูกต้องตามกติกาให้ได้”
  • วิธีการที่ผู้ผลิตคราฟท์เบียร์ใช้กันเพื่อให้เบียร์ของตนถูกต้องตามกฎหมาย คือการนำเบียร์สูตรของตัวเองออกไปจ้างโรงงานผู้ผลิตในต่างประเทศให้ทำการผลิต ก่อนที่จะทำการนำเข้าเพื่อเอากลับมาขายในประเทศ โดยเสียภาษีตามขั้นตอนให้ถูกต้อง ซึ่ง My Beer Friend  เองก็เลือกใช้วิธีนี้ด้วยเช่นกัน
     
my beer friend

 

  • “ผมรู้จักกับคุณเคียวโกะ เพื่อนชาวญี่ปุ่นจากการเป็นแขกในงานชิมไวน์งานเดียวกัน พอไปเจอกันตามงานบ่อยๆ เข้าก็เริ่มสนิทกัน เคยเอาเบียร์ที่ทำไว้ไปให้เธอลองดื่มแล้วเธอก็ชอบ หลังจากนั้นเธอก็เลยบอกกับผมว่า เพื่อนของเธอเป็นเจ้าของโรงงานเบียร์ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับสนามบินฮาเนดะ ถ้าหากสนใจก็ลองคุยกันดูได้ ซึ่งผมก็สนใจ ก็มีการพูดคุยกัน และสรุปว่าเราจะผลิตเบียร์กับโรงงานของเพื่อนของคุณเคียวโกะ เพื่อที่จะเอามาขายในแบบที่ถูกต้องตามกฎหมาย”
  • การตัดสินใจดังกล่าวมีผลต่อเนื่องไปสู่ In The Mood For Beer ทันที เมื่อธีรวุฒิตัดสินใจว่าถึงเวลาแล้วที่ร้านดังกล่าวจะต้องปิดตัวลง และหลังจากเบียร์ที่ผลิตจากโรงงานที่ญี่ปุ่นมาถึงแล้ว เขาจะเปิดร้านใหม่เพื่อขายเบียร์ ของตัวเอง เมื่ออธิบายให้หุ้นส่วนคนอื่นเข้าใจตรงกันแล้ว เขากับเพื่อนที่เป็นหุ้นส่วนอีกคนจึงเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น เพื่อลงมือทำ My Beer Friend  ให้สำเร็จตามแผนที่วางไว้ “ตอนไปผมก็ลงรูปนะ โพสต์ขำๆ ไปว่ามาเที่ยว แต่ว่าจริงๆ แล้วถือว่าทำงานเหนื่อยจริงๆ เพราะว่าโรงงานเขาเป็นโรงงานเล็กๆ มีคนไม่มาก เราก็ต้องไปช่วยเขาในแทบจะทุกขั้นตอน กับต้องพยายามทำงานให้ไวเพื่อประหยัดงบประมาณด้วย เรียกว่าไปญี่ปุ่นรอบนั้นไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนเลย มีแค่วางแผนทำงานแล้วก็เข้าโรงงาน ทำงานกันจนถึงเย็นๆ ค่ำๆ เสร็จแล้วก็กลับโรงแรมนอน แต่ก็ต้องชมทางโรงงานด้วยว่าเขาช่วยเราได้เยอะมาก ทำงานดีน่าประทับใจตามสไตล์ญี่ปุ่นเลย”
  • เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจการผลิตเบียร์ที่ญี่ปุ่นแล้ว ธีรวุฒิก็กลับเมืองไทยมาลุยงานในด้านอื่นๆ ต่อ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการนำเบียร์ที่ผลิตจากญี่ปุ่นเข้ามาขายอย่างเป็นทางการ “ก็มีเรื่องโน้นเรื่องนี้ต้องทำเยอะแยะไปหมด ไหนจะต้องตั้งบริษัท ไปติดต่อประสานงานกับหน่วยงานราชการ ทำเรื่องนำเข้า ติดแสตมป์ เสียภาษี  แล้วก็หาสถานที่สำหรับเปิดร้านใหม่ แต่ละวันผ่านไปไวมาก แต่ว่าผมชอบนะ รู้สึกว่าชีวิตแม่งมีสาระมาก รู้ว่าเรากำลังทำอะไร เดี๋ยวอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป เรื่องนั้นเรื่องนี้เราจะทำอะไรกันดี สนุกมาก คือเราตัดสินใจแล้วว่าเราจะเดินมาทางนี้ แล้วก็มีภาพที่คิดไว้ในหัวไว้แล้วว่าแต่ละช่วงแต่ละตอนจะเป็นยังไง”
  • และหลังจากผ่านขั้นตอนต่างๆ การลองผิดลองถูกในหลายๆ เรื่อง และการทดสอบเพื่อให้พร้อมมากที่สุด My Beer Friend ที่ผลิตจากประเทศญี่ปุ่น ก็ถูกนำมาวางจำหน่ายภายในร้าน My Beer Friend Market : Flagship Cafe ในรูปแบบของ Tap Room ตามที่ธีรวุฒิตั้งใจไว้
  • “ผมคิดว่ามันเป็นของที่เมืองต้องมีนะ เราอยากให้มันมีเอกลักษณ์ว่านี่เป็นเครื่องดื่มของที่เชียงใหม่ ถ้าอยากดื่มก็ต้องมาที่นี่” ธีรวุฒิอธิบายถึงเหตุผลที่เขากำหนดไว้ว่า My Beer Friend จะขายเฉพาะที่ร้านของตัวเองเท่านั้น ไม่วางขายที่อื่น 
  • เขาอธิบายว่า หากมองไปที่คราฟท์เบียร์ตัวอื่นๆ ในท้องตลาดที่ใช้วิธีออกไปผลิตในต่างประเทศแล้วนำกลับเข้ามาขายในประเทศ ส่วนใหญ่ก็จะผลิตแบบบรรจุขวด แล้วนำไปวางขายตามร้านต่างๆ “แต่ที่ร้านเราเป็น Tap Room ไง แล้วอีกหน่อยเราจะมีสาขาเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต เพราะนั้นก็ทำมาขายเฉพาะที่ร้านนี่ล่ะ ใครอยากดื่มก็มาดื่มที่นี่ หรืออีกหน่อยคุณไม่จำเป็นจะต้องมาดื่ม My Beer Friend ที่ My Beer Friend Market : Flagship Cafe ก็ได้ ไปดื่มที่สาขาอื่นได้หมด ชอบร้านแบบไหน อยู่ใกล้ที่ไหนก็ไปตรงนั้น เพราะร้านสาขาก็ไม่เหมือนกับร้านนี้ แล้วแต่ใครจะไปอยู่ตรงไหน จะตกแต่งยังไงก็ได้ จะเน้นหรู เน้นสวย หรือเน้นบ้านๆ แบบที่นี่ก็ได้ คุณก็รับเบียร์จากเราไปขาย กับทำตามกติกาที่ตกลงกัน อย่างเช่นไม่ขายเบียร์ยี่ห้ออื่น หรือถ้าจะขายก็ขอให้เป็นคราฟท์เบียร์ กับอย่าขายของเราแพง เป็นต้น”
  • ธีรวุฒิยังอธิบายด้วยว่า สิ่งที่เขาบอกว่า คือ ‘ของที่เมืองต้องมี’ นั้น ไม่ได้หมายความถึงแค่เบียร์ของเขาเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงสิ่งอื่นๆ ที่เขาคิดว่าเมืองใหญ่อย่างเชียงใหม่ควรจะมีทางเลือกของตัวเอง และให้ผู้คนมีอิสระที่จะเลือกเสพเลือกใช้ได้ตามที่ต้องการ “ผมเป็นคนท้องถิ่นนิยมนะ อะไรที่เป็นเรื่องที่ดีกับท้องถิ่น เรื่องที่ดีงามกับเมือง เราชอบหมด ก็เลยรู้สึกว่าในเมืองแบบนี้มันควรจะมีทางเลือกหลายๆ อย่างให้กับชีวิต ให้คนที่นี่ได้เลือกว่าตัวเองชอบอะไร ไม่ใช่ว่าต้องกินต้องใช้เหมือนกันไปหมด แล้วถ้ามันสามารถพัฒนาจนกลายเป็นของจากเชียงใหม่ที่คนนึกถึงได้เราก็ยินดี แต่หลักๆ แล้วก็คืออยากให้คนเห็นว่าเชียงใหม่ก็มีอะไรแบบนี้ด้วยนะ
  • เขาบอกว่าการที่ร้าน My Beer Friend ตั้งใจจะเปิดหลายสาขา ก็เพื่อตอบโจทย์ที่เพิ่งกล่าวไปด้วย “อย่างที่บอกว่าร้านสาขา ซึ่งในปีนี้น่าจะมีโอกาสได้เห็นสาขาสองกับสาขาสามแน่ๆ เขาจะตกแต่งสไตล์ไหนก็ได้ เพราะว่าเราอยากให้เบียร์ที่ทำมันเข้าถึงคนได้ทุกกลุ่ม บางคนอาจจะมองว่าคราฟท์เบียร์เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องมีพิธีรีตองในการดื่ม แต่ผมรู้สึกว่ามันไม่จำเป็นจะต้องยุ่งยากขนาดนั้น โอเคว่าคุณก็ควรจะรู้จักคุณลักษณะของคราฟท์เบียร์เอาไว้บ้างถ้าอยากจะดื่ม แต่อย่าไปยึดติดอยู่กับพิธีการซะจนทำให้การดื่มมันเป็นเรื่องซีเรียสหรือสูงส่งเกินไป เพราะสุดท้ายบางคนเขาก็อาจจะไม่ได้ชอบคราฟท์เบียร์ก็ได้ แต่ผมคิดว่าก่อนที่จะรู้ว่าเราจะชอบหรือไม่ชอบอะไร เราควรจะได้เลือกและมีตัวเลือกให้เลือกซะก่อน ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับรสนิยมของแต่ละคน” 
  • นอกจากนี้ ถ้าหากในอนาคตร้านสาขาต่างๆ สามารถทำยอดขายได้ดี ก็จะทำให้ความฝันของธีรวุฒิที่อยากจะผลิตเบียร์ที่เชียงใหม่เข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น “ถ้าจะผลิตทีละเยอะๆ ตามที่กฎหมายกำหนดให้ทำ ตอนนี้เรายังทำไม่ได้ แต่ถ้าในอนาคตเรามีตัวเลขให้คนเห็นว่า ยอดขายของเราเมื่อรวมจากทุกที่แล้ว มันถึงยอดที่ทางราชการจะอนุญาตให้เราตั้งโรงงานทำเบียร์ได้ ถึงตอนนั้นเราก็จะผลิตเบียร์ที่เชียงใหม่ได้จริงๆ เป็นเบียร์เชียงใหม่ของจริง จริงๆ ถ้ามีเงินใครก็ตั้งโรงงานได้ แต่เราไม่ได้อยากจะทำอย่างนั้น เราอยากให้คนเห็นว่าเราสร้างกลุ่มคนที่เป็นผู้บริโภค คนที่ชื่นชอบแบรนด์นี้ขึ้นมาจนมากพอแล้วน่าจะดีกว่า”
  • “ตอนนี้คนยังนึกภาพไม่ออกหรอกว่าเรากำลังทำอะไร แต่ถ้าทุกอย่างมันดำเนินไปได้ตามแผนที่วางไว้ ทีนี้คนเขาจะเริ่มเข้าใจแล้วว่าไอ้พวกนี้กำลังทำอะไรกันอยู่”
     
my beer friend

 

  • สิ่งหนึ่งที่หลายๆ คน ‘รู้สึก’ ต่อ My Beer Friend ก็คือ การเป็นแบรนด์ที่เป็นกันเอง กับมีเรื่องราวที่สนุกและมีอารมณ์ขันมาฝากอยู่เสมอ ซึ่งธีรวุฒิบอกว่าส่วนหนึ่งก็มาจากนิสัยใจคอของเขาที่เข้าไปผสมอยู่ด้วย “มันจะมีเรื่องกวนๆ ฮาๆ มาให้เห็นเรื่อยๆ ซึ่งมันก็เป็นธรรมชาติของเราเองด้วย พวกไอเดียต่างๆ มันก็มาจากผมนี่ล่ะ เพียงแต่ต้องแยกให้ชัดว่าอันไหนที่ต้องตรงตามคอนเส็ปท์ เป็นเรื่องจริงจัง อันไหนที่เล่นได้เต็มที่ก็เล่นไป พยายามมีอะไรมาเซอร์ไพรส์คนตลอด ไม่ให้เขาเดาทางได้ง่ายๆ ผมเชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่เราแตกต่างก็คือ เรามีความใกล้ชิดกับคน เราไม่ได้ขายแค่เบียร์ แต่เรามีของอย่างอื่น มีเสื้อ มีที่เปิดขวด มีร้านให้คนได้มาเจอกัน ซึ่งพอไปถึงจุดหนึ่ง เรากำลังสร้างสังคมของ My Beer Friend ขึ้นมานะ การซื้อ My Beer Friend ไม่ใช่มาดื่มให้เมาแล้วก็ไป แต่ได้มากกว่านั้นอีก ได้เพื่อน ได้รอยยิ้มกลับไป ที่เราให้มันมากกว่าเบียร์นะ” 
  • อย่างไรก็ตาม การพยายามสร้างสรรค์เบียร์ในฐานะคนทำเบียร์ ก็นำมาซึ่งคำถามที่ธีรวุฒิบอกว่าต้องคอยตอบตัวเองด้วยเช่นกัน ว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นเป็นสิ่งที่ตรงกับที่ต้องการหรือเปล่า “มีคนถามบ่อยว่าทุกวันนี้ก็อยู่ได้ไม่เดือดร้อนอะไรแล้ว ทำไมต้องลำบากมาทำอะไรให้วุ่นวายอีก หรืออย่างภรรยาก็เคยตั้งคำถามตอนที่เราจริงจังกับเรื่องการผลิตเบียร์มากๆ ว่า ตกลงอยากจะเป็นคนทำเบียร์หรือว่าคนขายเบียร์ สำหรับผมแล้ว ที่เราขวนขวายพยายามทำสิ่งต่างๆ ก็เพราะเราคาดหวังถึงชีวิตที่มีคุณภาพ ทำให้ชีวิตมันเป็นชีวิตจริงๆ ซึ่งชีวิตที่มีคุณภาพของผมไม่ได้หมายถึงเงิน แต่มันควรจะเป็นสิ่งที่เราทำแล้วเราสนุก ทำแล้วมีความสุข แล้วก็มีเรื่องราวที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตตามแบบของเราด้วย ขณะเดียวกันความสนุกตรงนี้ก็ไม่ควรจะส่งผลกระทบต่อชีวิตด้านอื่นๆ ถ้าผมสนุกอยู่กับเรื่องเบียร์ แต่ไม่ได้ใช้เวลากับคนในครอบครัว มีเวลาให้กับพวกเขาน้อยลง ผมคิดว่ามันก็คงไม่ใช่ชีวิตที่มีคุณภาพอย่างที่หวัง”
  • “ผมไม่คิดว่าตัวเองจะทำงานนี้ไปตลอดด้วย” เขากล่าวต่อ พร้อมกับอธิบายว่า เขาเชื่อว่าระบบควรจะสำคัญกว่าตัวบุคคล “แน่นอนว่าผมเป็นเจ้าของเบียร์แบรนด์นี้ เป็นคนคิดขึ้นมา ในช่วงเริ่มต้นแบบนี้ผมก็อยากที่จะมีส่วนร่วม อยากที่จะได้เห็นเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับมัน แต่ในระยะยาว ทุกอย่างควรจะมีระบบที่สามารถดำเนินไปได้ด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นผมเท่านั้นถึงจะทำได้ เพราะอย่าลืมว่าร้านอื่นๆ ผมก็ไม่ได้เป็นเจ้าของ เขาแค่รับเบียร์ไปขาย แต่ละที่ก็ต้องมีวิธีการที่จะเติบโตของตัวเอง ส่วนผมก็ตั้งใจไว้แล้วว่าจะมีร้านของตัวเองก็คือที่ My Beer Friend Market : Flagship Cafe เท่านั้น ถึงวันหนึ่งผมก็อยากเป็นแค่คนที่มาดื่มเพื่อความสนุกสนานก็พอ ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามทางของมัน ซึ่งจะไปถึงตรงนั้นได้เราก็ต้องทำระบบต่างๆ ให้ดีเสียก่อน ถ้าระบบมันดีแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำอยู่มันก็จะก้าวต่อไปได้เอง”
     

หลังจบการสนทนา เขาขอตัวไปช่วยทีมงานเตรียมเปิดร้าน เพราะยังมีงานอีกหลายอย่างที่ต้องจัดการให้เรียบร้อยก่อนที่ลูกค้าจะเริ่มเข้ามา “เมื่อวานลูกค้าเยอะด้วย วิ่งกันหัวหมุนเลย แต่ก็สนุกดี ได้เจอคนที่ไม่เคยรู้จักเยอะเลย”
 

  • ผมถามเขาก่อนแยกจากกันว่า ไวน์ข้าวก็ทำมาแล้ว ตอนนี้ทำเบียร์ แล้วต่อจากเบียร์ คุณคิดจะทำอะไรต่อ?
  • “ผมคงจะปลุกองุ่น” เป็นคำตอบของเขา “ผมชอบดื่มไวน์ อนาคตผมว่าผมคงไม่แคล้วจะหาที่ลงมือปลูกองุ่นว่ะ แล้วหลังจากนั้นก็คงลองทำไวน์ น่าจะสนุกดีนะ วิธีการมันก็หลักการเดี๋ยวกัน หมักเหมือนๆ กัน แค่เปลี่ยนของที่หมักเท่านั้นเอง”
     

     ผมไม่รู้ว่าถ้าถึงตอนนั้นจริงๆ ไวน์ที่เขาทำจะออกมาหน้าตาเป็นแบบไหน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อว่าเป็นไปได้ คือการทำไวน์ของเขา น่าจะสนุกไม่แพ้เรื่องการทำเบียร์ที่เขาเพิ่งจะเล่าให้ผมฟังแน่ๆ
 

my beer friend


DID YOU KNOW : ในพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ. 2493 มาตรา 5 การทำสุรา ระบุถึงการขออนุญาตทำสุราแช่ชนิดเบียร์ไว้สองแบบ คือการขออนุญาตทำสุราแช่ชนิดเบียร์ มีหลักเกณฑ์ว่าผู้ขออนุญาตต้องมีปริมาณการผลิตไม่ต่ำกว่า 10 ล้านลิตรต่อปี ส่วนการขออนุญาตทำสุราแช่ชนิดเบียร์ประเภทผลิตเพื่อขาย ณ สถานที่ผลิต มีหลักเกณฑ์ว่าผู้ขออนุญาตต้องมีปริมาณการผลิตไม่ต่ำกว่า 100,000 ลิตรแต่ไม่เกิน 1 ล้านลิตรต่อปี 

Profile picture for user micthepress

Rapintaranat Bunnachak

ระพินทรนาถ บรรณจักร (มิค)

พอเขียนหนังสือได้บ้างนิดๆ หน่อยๆ ก็เลยมาเขียนอยู่แถวนี้ไปเรื่อยๆ ตราบใดที่เขายังไม่บอกให้เลิก