Skip to main content

The Demanding Man : 'เรื่องมาก' แบบสเริงรงค์ วงษ์สวรรค์

27

Rubber Killer

"ความเป็นเชียงใหม่ในงานของผมคือ เราทำกันที่นี่..."

บางส่วนจากบทสัมภาษณ์ สเริงรงค์ วงษ์สวรรค์

  

Q แล้วที่เชียงใหม่ล่ะ ในแง่มุมของการทำงานออกแบบ คุณมองว่าเป็นยังไงบ้าง?
เรามองว่าเชียงใหม่เป็นเมืองที่สิ่งแวดล้อมต่างๆ เอื้อต่อการทำงานออกแบบนะ มีศิลปิน มีคนทำงานออกแบบเยอะ มีสถาบันการศึกษาที่สอนทางด้านนี้หลายแห่ง มีชุมชนที่ทำงานในด้านนี้ อย่างบ่อสร้าง บ้านถวาย ซึ่งเขาทำกันมานานแล้วและมีทักษะดีมากๆ เรามีช่างฝีมือที่ทำงานเนี้ยบมาก คิดงานออกมาแล้วมีฐานการผลิตที่เกื้อหนุนให้คนทำงานออกแบบทำงานง่าย คือเราว่ามันมีคนที่ทำงานออกแบบกันอยู่ตลอดเวลาในเมืองนี้ มีบรรยากาศของศิลปะ ของการออกแบบอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว

ในเชิงของการทำงานเราอาจจะไม่ค่อยรู้หรอก เพราะเราจะให้ความสำคัญกับการทำงานของตัวเองเป็นหลัก แต่เท่าที่เราเห็น ความเคลื่อนไหวมีอยู่ตลอดเวลา เราได้เห็นงานใหม่ๆ ไอเดียใหม่ๆ ที่น่าสนใจเกิดขึ้นทุกๆ ปี และในขณะเดียวกันก็ได้เห็นไอเดียแบบที่ผ่านไปกี่ปีก็ยังทำแบบนี้กันอยู่ด้วยเหมือนกัน

Q เรื่องหนึ่งที่คุณเคยพูดไว้ในโซเชียลมีเดีย คือเรื่องที่คุณถูกตั้งคำถามถึง ‘ความเป็นเชียงใหม่’ ในผลงานของคุณ ตกลงคุณมีมุมมองเกี่ยวกับเรื่องนี้ยังไง?
เราว่าอยู่ที่พูดว่าเรากำลังพูดถึงเรื่อง ‘ความเป็นเชียงใหม่’ ในเนื้อหาแบบไหน แน่นอนว่าถ้าคุณทำงานที่เน้นเรื่องประเพณีวัฒนธรรม การนำเสนอก็ควรจะยึดตามขนบ แต่อย่างผมทำกระเป๋าขาย ผมก็สงสัยว่าแล้วจะให้มันเป็นล้านนายังไง ผมไม่เอากาแลใส่ลงไปหรอก มันไม่เข้ากัน แต่ผมภูมิใจว่าผมมาจากเชียงใหม่ โรงงานผมก็อยู่ที่เชียงใหม่นี่ล่ะ ถ้าใครจะว่างานผมไม่มีอัตลักษณ์ความเป็นเชียงใหม่ก็แล้วแต่เขา แต่สำหรับผม ความเป็นเชียงใหม่ในงานของผมคือเราทำกันที่นี่ การเริ่มต้นจากเชียงใหม่แล้วออกไปสู่ที่อื่นๆ คือจิตวิญญาณของมัน แล้วก็ความเป็นงานฝีมือของมัน ผมมีช่างที่เขาสืบทอดฝีมือการเย็บผ้ากันมาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ เป็นความเนี้ยบในการทำงานที่เขาส่งต่อกันมา ซึ่งนี่ล่ะคือความเป็นเชียงใหม่สำหรับผม

การออกแบบในยุคหนึ่งก็ทำเพื่อแก้ไขปัญหาตามสภาพแวดล้อมในตอนนั้น แต่ในเมื่อโลกมันเปลี่ยนไป บางทีก็ต้องปรับให้งานออกแบบมันเปลี่ยนไปตามโลกด้วย ถ้าคุณทำงานเชิงอนุรักษ์ แน่นอนว่าคุณก็ต้องทำให้ถูกต้องตามขนบที่สุด ตามที่ครูบาอาจารย์เขาสั่งสอนกันมา ผมเห็นด้วย ไม่ได้มีปัญหากับเรื่องพวกนี้เลยนะ ตัวผมเองก็ศึกษาเรื่องศิลปะไทยมาพอสมควร แต่ว่าสิ่งที่ผมทำหาเลี้ยงชีพไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องพวกนั้น ความชอบกับการทำงานมันคนละเรื่องกัน  แต่ก็เข้าใจนะว่าคนเรามองงานออกแบบไม่เหมือนกัน เรามองมุมหนึ่ง คนอื่นเขาอาจจะมองในอีกมุมหนึ่ง

Rubber Killer

Q อีกเรื่องที่เหมือนคุณจะพูดถึงบ่อยๆ บนโซเชียลมีเดียของคุณ คือประเด็นที่ว่าชีวิตคนเราไม่ต้อง ‘ออกแบบ’ อะไรขนาดนั้นก็ได้ คุณมีอะไรขัดข้องใจกับเรื่องนี้หรือเปล่า?
...เรื่องนี้นี่ตอบไม่ดีมีคนเกลียดแน่ๆ แต่อยากพูด

ทุกวันนี้บางทีเราก็เขินที่จะเรียกตัวเองว่าเป็นดีไซเนอร์ คือเรารู้สึกว่ามันก็คืออาชีพอย่างหนึ่ง เหมือนกับอาชีพอื่นๆ อีกมากมายบนโลกนี้ แล้วนี่ก็เป็นอาชีพที่เราเลือกจะทำ ซึ่งเวลาทำงานเราใส่ใจมากกับการออกแบบชิ้นงาน เราโคตรใส่ใจเลย รายละเอียดต่างๆ เราเป๊ะมาก แต่บางทีเรารู้สึกว่าบางคนกำลังเข้าใจอะไรผิดๆ เกี่ยวกับการเป็นดีไซเนอร์หรือเปล่า เวลาเห็นดีไซเนอร์ที่พยายามนำเสนอตัวเองว่าทุกองค์ประกอบในชีวิตต้องผ่านการออกแบบมาอย่างดี เป๊ะไปหมดทุกอย่างเนี่ย เรารู้สึกว่ามันเป็นการใส่ใจแต่เรื่องของการนำเสนอตัวเองมากไปหรือเปล่า สนใจแต่เรื่ององค์ประกอบในการเป็นตัวเอง ไม่ใช่เรื่องงาน คือจริงๆ ก็ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเราหรอกนะ ถ้าเขามีความสุขดีแล้วก็ควรจะปล่อยเขาไป แต่บางทีมันก็แบบว่า ต้องขนาดนั้นเลยเหรอวะ ถ้าลดเวลาตรงนั้นแล้วเอาเวลาไปสนใจเรื่องการทำงานมันจะดีกว่าไหม นี่คือสิ่งที่เราอยากจะบอก เพียงแต่เราไม่ได้พูดตรงๆ

เราเชื่อว่าดีไซเนอร์ที่มีชื่อเสียงในโลกนี้เขาก็ใช้ชีวิตสบายๆ กันนะ ไม่จำเป็นจะต้องแต่งตัวคุมโทนสีอะไรกันขนาดนั้น แต่เวลาทำงานนี่เขาโคตรใส่ใจทุกรายละเอียดเลย เพราะฉะนั้นเรื่องพรีเซนต์ตัวเองเนี่ยน้อยๆ ลงหน่อยก็ได้ มันน่าเบื่อนะ ดูประดิษฐ์ไป ฉาบฉวย เน้นแต่เรื่องภาพลักษณ์ ไม่ได้สนใจเรื่องการทำงาน เราเข้าใจว่าการเป็นดีไซเนอร์มันก็ต้องมีภาพลักษณ์ แต่บางคนมันไม่สมดุลไง ทำงานก็แค่นี้แต่จะสร้างภาพอะไรขนาดนั้น หมั่นไส้ (หัวเราะ) เพื่อนเราบางคนทำงานโคตรดีเลย ลุคมันก็ไม่เห็นจะเป็นดีไซเนอร์ตรงไหน เรารู้สึกว่าเด็กๆ เดี๋ยวนี้กำลังหลงทาง คิดว่าอะไรแบบนั้นคือความสำเร็จซึ่งมันไม่ใช่ อีกหน่อยคุณจะกลับมาถามตัวเองว่าเอาเวลาไปทำอะไร คือทำงานกันเถอะ ใส่ใจเรื่องงานกันเยอะๆ มากกว่าการประดิษฐ์ประดอยชีวิตตัวเอง แทนที่จะมัวแต่นำเสนอไลฟ์สไตล์เก๋ๆ เอาเวลาไปหาความรู้มาทำงานดีๆ ดีกว่า

  Rubber Killerr

Q ดูเหมือนคุณจะเป็นคนเชื่อในเรื่องของการทำงานหนัก?
ใช่ เราเชื่ออย่างนั้น เราเชื่อว่างานที่ดีจะให้ผลตอบรับที่ดีๆ กลับคืนมา

เราคิดว่าต้นทุนของเราก็เท่ากับคนอื่นๆ นะเคยมีคนพูดตอนเราเริ่มทำ Rubber Killer ใหม่ๆ ว่าเรามีเงินเราก็ทำได้สิ โยงไปถึงพ่อแม่ครอบครัวอะไรโน่น เราก็นึกในใจว่ากูขายรถตัวเองเพื่อเอามาเป็นทุนทำงานต่างหาก เริ่มต้นด้วยเงินไม่เท่าไหร่เอง แต่ว่าเวลาทำงานเราใส่ใจ คนชอบคิดว่าที่งานเราดูดีเพราะเรามีสตางค์จ้างคนทำงานโปรดักชั่นดีๆ มึงบ้าแล้ว กล้องก็กล้องธรรมดา ถ่ายรูปกูก็ถ่ายเอง แค่กูใส่ใจเอามาจัดรายละเอียดให้มันดูดีขึ้นต่างหาก ถ้าอยากรู้ว่ากูทำยังไงก็มาฝึกงานที่นี่ เดี๋ยวจะบอกให้ว่าทำงานยังไง (หัวเราะ)

สำหรับเราลูกค้าสำคัญที่สุด เราให้สิ่งดีๆ กับเขาแล้วเขาก็จะกลับมา ล่าสุดเราตัดสินใจทำบัตรสมาชิก เพราะเรามีลูกค้าเยอะมากที่ตามซื้องานของเรา เจอกันบ่อยจนกลายเป็นลูกค้าประจำ กลายเป็นเพื่อนกันไปเลย เราก็เลยตัดสินใจว่าทำบัตรสมาชิกดีกว่า ซึ่งด้านหนึ่งก็เป็นความโชคดีที่มีคนติดตามงานของเรา แต่อีกด้านถ้างานไม่ดีเขาก็ไม่กลับมาซื้อหรอก เรื่องแบบนี้เป็นสิ่งที่เติมเต็มความรู้สึก ทำให้เรามีความสุข มันมากกว่าเรื่องรายรับ แต่ว่าเป็นความดีใจที่เขากลับมาซื้อผลิตภัณฑ์ของเราตลอด บางคนมาเชียงใหม่มาซื้อกระเป๋าเราไปเป็นของฝากคนอื่น เรียกกระเป๋าเราว่ากระเป๋าเชียงใหม่ ถ่ายรูปส่งไปให้เพื่อนเลือกว่าจะเอาอันไหน มันเป็นเรื่องที่เรารู้สึกดีนะ

Q ยังมีผลิตภัณฑ์อะไรอีกบ้างที่คุณอยากจะลองทำ?
มีเยอะมาก อยากทำเฟอร์นิเจอร์ อยากทำของใช้ในครัวเรือนต่างๆ แต่ต้องย้อนกลับไปตรงที่ว่ามันมีเรื่องของต้นทุนที่เรามี ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเรื่องเงินอย่างเดียวนะ แต่รวมถึงเรื่องเทคนิคต่างๆ เราอยู่กับการตัดเย็บกระเป๋ามา 6 ปี  เราอยู่กับยางในรถยนต์มา 6 ปี รู้สึกว่าเราถนัดตรงนี้ เราเน้นตรงนี้ก่อนดีกว่า ถ้าวันหนึ่งเรารู้สึกว่าเราพร้อม รู้สึกว่าต้นทุนในการทำงานชนิดอื่นของเราพร้อม ก็ค่อยกระโดดไปทำงานด้านอื่นๆ ดูบ้าง

Q ถ้ามีคนมาขอคำแนะนำเกี่ยวกับการทำงานออกแบบ หรือคุณมีโอกาสได้เป็นอาจารย์สอนเรื่องการออกแบบ อะไรคือสิ่งที่คุณจะบอกกับคนอื่นๆ?
เอาเป็นเรื่องสอนหนังสือดีกว่า ถ้ามีโอกาสได้สอนคนที่เรียนทางด้านการออกแบบ ก็จะบอกเขาว่าต้องศึกษาประวัติศาสตร์ของงานออกแบบให้เข้าใจด้วย เราเชื่อว่าทุกอย่างในโลกนี้มีที่มาที่ไป  ก่อนที่จะเกิดงานใหม่ๆ ขึ้น คุณต้องรู้จักครูบาอาจารย์ รู้จักงานออกแบบดีๆ รู้จักงานออกแบบชิ้นที่มันสำคัญ ชิ้นที่มันเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์การออกแบบของโลก คุณต้องรู้ว่าดีไซเนอร์สำคัญๆ แต่ละคนเขาทำงานในยุคไหน งานที่เขาทำออกมามันคืออะไร แล้วมันมีผล มีอิทธิพลกับวิธีคิดของดีไซเนอร์รุ่นหลังอย่างไร เพราะว่าเราเคยคุยกับน้องๆ ที่เป็นดีไซเนอร์ หลายคนไม่รู้เรื่องพวกนี้ รู้แค่ว่าของหน้าตาแบบนี้มันสวย แต่สิ่งที่อยู่เบื้องหลังความสวยของมัน บางทีมันมีเรื่องของเทคโนโลยีการผลิต เรื่องภาวะเศรษฐกิจในยุคนั้นที่มีผลกับการทำงานของดีไซเนอร์ เราคิดว่าเขาควรจะต้องทำความเข้าใจถึงที่มาที่ไปว่าทำไมมันถึงเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้น พื้นฐานมันต้องแน่นนะ จะได้ออกแบบงานสำหรับอนาคต สำหรับวันพรุ่งนี้ให้มันดีๆ 

เท่าที่เราเห็น เด็กไทยเนี่ยสไตล์ดี งานเก๋ รู้หมดแหละอะไรสวย แต่ไม่รู้ว่าที่มาของมันคืออะไร มันจะดีมากกว่านะถ้าเรารู้ว่าที่มาของของแต่ละอย่างเป็นยังไง เราว่าสิ่งเหล่านี้สำคัญ มันมากกว่าการมองด้วยภาพทางสายตาว่าผลิตภัณฑ์หน้าตาเป็นยังไง แต่คุณต้องรู้ด้วยว่ามันมีที่มายังไง พอพื้นฐานคุณแน่นแล้วคุณจะทำอะไรต่อไปก็ได้หมด ถ้าสนใจแค่ภาพที่เกิดขึ้นมันก็จะฉาบฉวย งานที่ดีมันต้องเกิดจากข้างในแก่นของมัน แล้วมันก็จะอยู่ไปเรื่อยๆ ส่วนงานที่เกิดจากแค่เปลือกมันจะฉาบฉวย มาแล้วก็ไป
 

Rubber Killer


Q คุณเลือกประโยค ‘Your Trash Is My Treasure’ มาใช้ในการประชาสัมพันธ์งานของคุณตอนที่นำผลิตภัณฑ์ไปออกงานในต่างประเทศ เราคิดว่าประโยคนี้น่าสนใจดี อยากให้คุณอธิบายว่าทำไมถึงเลือกประโยคนี้มาใช้?   
เพราะเราก็หากินกับขยะมาตลอด เราเอาสิ่งที่คุณเห็นว่ามันไม่มีคุณค่ากลับมาใช้ใหม่ ทำให้เกิดมูลค่าขึ้นมาจริงๆ มันชัดเจนมาก แล้วขยะเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะทำให้เรามีงานทำ ช่างที่โรงงานมีงานทำ แต่ทำให้ผมและเพื่อนร่วมงานทุกคนสามารถมีชีวิตอยู่ได้ มีเงินซื้อข้าวกินด้วย นั่นล่ะคือ ‘ขยะของคุณเป็นขุมทรัพย์ของเรา'